บทที่ 28 คลายความเข้าใจผิด
ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายหอกน้ำแข็งจะพุ่งถึงหน้าอันหยู่ ปลายหอกก็แตกสลายลง น้ำแข็งเย็นเฉียบกระแทกเข้าที่ใบหน้า แม้ส่วนใหญ่จะตกลงพื้น แต่บางส่วนก็ละลายกลายเป็หยดน้ำ อันหยู่เช็ดน้ำแข็งที่เปื้อนอยู่บนหน้าอย่างไร้อารมณ์
ฉวนเห็นหอกน้ำแข็งถูกละลายหายไปก็รีบถาม “คุณไป๋อิง?”
ไป๋อิงวิ่งหอบเข้ามา แต่พอถึงห้องสมุดกลับเดินเข้ามาอย่างใจเย็นเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบงง ๆ “โอย หวุดหวิดจริง ๆ เกือบจะไม่ทันแล้วนะ แม่มดน้ำแข็ง นึกว่าจะเลิกจะลากันแล้ว ที่ไหนได้ ยังดื้อด้านเหมือนเดิมเลยนะ”
แม่มดน้ำแข็งเห็นว่าเป็ไป๋อิงก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “เชอะ ไป๋อิง นายก็รู้นี่ว่าฉันไม่มีวันยอมแพ้ ทำไมถึงไม่ให้โอกาสฉันย้อนเวลาบ้างล่ะ? ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็ใคร พวกนายก็ทำธุรกิจกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?”
ไป๋อิงมองเธอด้วยสายตาเอือมระอา “ก็ไม่ผิดนะ แต่เธอก็เอาแต่โผล่หน้ามาแบบนี้ทุกที แถมทุกครั้งก็ทำท่าเหมือนจะฆ่าอันหยู่ ฉันเองก็เคยเผลอต่อยไปทีนึงเหมือนกัน”
พอนึกถึงเื่นั้นแม่มดน้ำแข็งก็ยิ่งโกรธ ตอนแรกตั้งใจจะมาช่วยผู้มีพระคุณ จนได้ยินว่ามีร้านขายของเก่าในโลกมนุษย์ที่เ้าของร้านรับทำธุรกรรมเกี่ยวกับเวลา ไม่ว่าใครก็ตาม เธอไม่สนใจราคาอะไรทั้งนั้น แต่พอมาถึงร้าน เห็นอันหยู่อยู่ตรงนั้น กลายเป็คนที่เธอเกลียดที่สุดเพราะเขาเป็คนทำให้ผู้มีพระคุณของเธอตาย ด้วยอารมณ์ชั่ววูบเลยลงมือโจมตีอันหยู่ทันที หลังจากฟื้นสติ ก็ถูกไป๋อิงไล่ตะเพิดออกไป
หลังจากนั้นไม่ว่าจะหาทางเข้าใกล้อันหยู่กี่ครั้ง ก็โดนไป๋อิงไล่กลับไปทุกที
แต่รอบนี้ แม่มดน้ำแข็งวางแผนไว้แล้ว จัดการผนึกห้องที่ไป๋อิงอยู่ก่อน แล้วตั้งเป้าหมายว่าจะเล่นงานอันหยู่ แต่พอได้เจอหน้าอันหยู่ ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทุกที จนสุดท้ายก็ลงมือโจมตีตลอด
“…คิดว่าฉันอยากเหรอ? ทุกครั้งที่เห็นคนบาปคนนี้ ฉันก็อยากฆ่าเขาให้ได้! เขาคือคนที่ทำให้ผู้มีพระคุณของฉันตาย!”
ไป๋อิงหันไปถามอันหยู่ “นายไปทำอะไรไว้ ทำไมแม่มดน้ำแข็งถึงเกลียดนายได้ขนาดนี้ ฉันก็ชักจะรำคาญแล้วเหมือนกัน จัดการเื่เหลียงซวี่เสร็จเมื่อไร รีบเคลียร์กับแม่มดน้ำแข็งด้วยนะ ถึงจะมีฉวนอยู่ แต่คนนี้ก็จัดการยากจริง ๆ”
อันหยู่คิดอยู่พักหนึ่ง ตัวเองก็สงสัยเหมือนกันว่าไปทำอะไรกับผู้มีพระคุณของแม่มดน้ำแข็งไว้ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก สุดท้ายเลยถามออกไป “ขอถามหน่อย ผู้มีพระคุณของเธอชื่ออะไร?”
บรรยากาศเงียบลงทันที ฉวนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ
“เอ๊ะ? ทำไมไม่มีใครพูดอะไรเลย?”
ไป๋อิงเป็คนเปิดประเด็นก่อน “นี่แปลว่านายไม่รู้เลยเหรอว่าผู้มีพระคุณของแม่มดน้ำแข็งเป็ใคร?”
อันหยู่ส่ายหัวอย่างว่าง่าย “แน่นอนว่าไม่รู้หรอก ที่แม่มดน้ำแข็งทำแบบนี้ ฉันเองก็งงั้แ่แรกแล้ว จะถามทีไรก็เอาแต่จะฆ่าฉันทุกที พอจะถามก็ยังไม่ทันได้พูดอะไร นายก็โผล่มาต่อยเธอกระเด็นตลอด เลยไม่เคยได้ถาม”
ไป๋อิงถอนหายใจ “แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ? อย่างนั้นฉันคงไม่ต้องเสียเวลาต่อยเธอทุกทีหรอก”
อันหยู่ยักไหล่ “ก็พอคิดได้ก็สายไปแล้ว อีกอย่างจะถามทีก็ลืมอีก ช่างมันเถอะ”
แม่มดน้ำแข็งฟังจบถึงกับอึ้ง “หา? นี่นายกำลังล้อฉันเล่นอยู่เหรอ? ไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้มีพระคุณของฉันเป็ใคร?”
ไป๋อิงมองสีหน้าแม่มดน้ำแข็งแล้วได้แต่สงสัยว่าเธออยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ยังไง โดยที่ไม่เคยโดนใครจัดการไปก่อน ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว
“ไม่หรอก อันหยู่ต้องรู้อยู่แล้วว่าใครคือผู้มีพระคุณของเธอ แค่ไม่รู้ชื่อเท่านั้นเอง เธอไม่บอก แล้วใครจะไปเดาออก ทุกทีพอมาถึงก็เอาแต่จะฆ่าจะแกงกัน”
อันหยู่พึมพำตามหลัง “พูดตรง ๆ เลย เป็เธอเองที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อยากจะฆ่าฉันแต่ไม่คิดจะถามก่อน ฉันเองก็เคยถามแล้วนะว่าใครคือผู้มีพระคุณของเธอ”
แม่มดน้ำแข็งลองนึก ก็เหมือนจะเคยได้ยินจริง ๆ เธอเลยพูดขอโทษแบบกระอักกระอ่วน“ขอโทษนะ เหมือนฉันจะไม่เคยใจเย็นเลย ฉันผิดเอง แต่ผู้มีพระคุณของฉันก็ถูกนายทำให้ตายจริง ๆ!”
ไป๋อิงยกมือกุมขมับ “โอ้…งั้นเธอบอกชื่อผู้มีพระคุณหน่อยได้ไหม? ถ้าไม่บอก ใครจะไปรู้?”
เด็กคนนี้นี่สมองไม่ได้โตตามตัวเลยเหรอไงเนี่ย
แม่มดน้ำแข็ง “อ๋อ ผู้มีพระคุณของฉันชื่อ หลี่เยว่”
ไป๋อิงหันไปถามอันหยู่ “จำได้ไหมว่าใคร?”
อันหยู่ไม่รู้เอาหนังสือไร้ชื่อเล่มหนึ่งมาจากไหน เปิดไปยังหน้าที่จดชื่อ “หลี่เยว่” ไว้ แล้วรีบปิดหนังสือทันที “มีอยู่คนหนึ่ง แต่จะว่าตายยังไง ฉันก็ไม่แน่ใจนะ รู้แค่ว่าสุดท้ายเขาสามารถเปลี่ยนอดีต ได้ผลลัพธ์ตามที่ตัวเอง้า แต่ตอนฉันไปหาเขาก็ไม่เจอแล้ว หนังสือที่บันทึกไว้ก็ยังขึ้นว่ามีชีวิตอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
ไป๋อิงคิดว่าน่าจะเป็แค่กรณีธรรมดา แต่พอได้ฟังก็รู้สึกว่ามันซับซ้อนกว่าที่คิด แค่มีคนเปลี่ยนอดีตได้ก็วุ่นวายมากแล้ว
“เชอะ นึกว่าแค่เื่ปกติ แม่มดน้ำแข็งเธอรู้ไหมว่าผู้มีพระคุณของเธอเป็คนแบบไหน?”
แม่มดน้ำแข็งส่ายหน้า “ไม่รู้หรอก ผู้มีพระคุณแค่บอกชื่อไว้แค่นั้น เื่อื่นฉันก็ไม่รู้เลย บางครั้งก็เห็นเขานั่งเหม่ออยู่คนเดียว ตอนนั้นฉันก็แค่มีสัญญากับเขา เลยไม่กล้าถามอะไรมาก” เธอนึกถึงที่อันหยู่พูดเมื่อครู่ “ว่าแต่ พวกนายก็ไม่รู้สาเหตุการตายของเขาเหมือนกันใช่ไหม ที่ฉันทำลงไปก่อนหน้านี้...ต้องขอโทษจริง ๆ นะ” พูดจบก็เดินเข้ามาโค้งศีรษะขอโทษทุกคนอย่างสุภาพ
อันหยู่มองไปทางอื่นด้วยความไม่อึดอัดใจ คงเป็ครั้งแรกที่เจอสถานการณ์แบบนี้ “แน่นอนว่าไม่รู้ แต่ผู้มีพระคุณของเธอหายไปตอนอยู่กับฉัน เธอจะคิดว่าฉันเป็คนฆ่าเขาก็ไม่แปลก ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่แก้นิสัยหน่อยนะ รู้สถานการณ์ก่อนค่อยลงมือ ดีกว่าทำอะไรโดยไม่รู้อะไรเลยแล้วเที่ยวไปทำร้ายคนอื่น”
แม่มดน้ำแข็ง “อือ”
ไป๋อิงกวาดตามองรอบ ๆ “ตอนนี้เธอควรหยุดพายุหิมะได้แล้ว แล้วก็รีบกลับไปก่อนนะ ที่นี่มีคนธรรมดาอยู่ พวกเราต้องจัดการธุระของแขกคนนี้ให้เสร็จก่อน แล้วถึงค่อยกลับไปที่ร้าน เธอกลับไปรอก่อน”
แม่มดน้ำแข็งพยักหน้า “โอเคค่ะ” จากนั้นก็ดึงพายุหิมะกลับมาและเดินจากไป
ฉวนเก็บร่มดำของตัวเอง มองตามแม่มดน้ำแข็ง “คุณไป๋อิง คุณมาถึงเร็วมากเลยนะคะ ฉันคิดว่าคุณจะใช้เวลานานกว่านี้อีก”
“ก็เราอยู่ที่ห้องทำงานของสือชวน ยังไงก็อยู่ชั้นบนนี่เอง ที่มาถึงช้านี่ก็ถือว่าช้ามากแล้ว แต่ก็มาทันเวลาพอดี”
อันหยู่มองไปที่ถังเสี่ยวเหยาตรงหน้า ก่อนหยิบเอานาฬิกาพกขึ้นมา หมุนเวลาให้เดินต่อ
ควันขาวที่ลอยค้างอยู่ในอากาศก็ได้รับอิสรภาพ กลายเป็ควันล่องลอยหายไป หน้าต่างที่แตกละเอียดก็ย้อนกลับคืนสภาพเดิมราวกับกรอเทปกลับ ทุกอย่างกลับมาเป็เหมือนเดิม
เถ้าแก่หงมองห้องสมุดที่ตอนนี้เหลือเพียงถังเสี่ยวเหยาคนเดียว เธอมองหน้าต่างที่ปิดสนิท ไม่มีร่องรอยแตกร้าว อีกทั้งภายนอกก็กลับมาเป็เพียงหิมะโปรยปรายที่เบาบาง
เธอพ่นควันออกมาเบา ๆ “เสี่ยวเหยา หิมะหยุดแล้ว ห้องสมุดก็ใกล้จะปิดแล้ว กลับไปพักก่อนเถอะ ห้องสมุดจะเปิดอีกรอบในอีกสองถึงสามวันนะ”
ถังเสี่ยวเหยาไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตัวเองอยู่คนเดียว พอได้ยินเสียงของเถ้าแก่หงเลยรีบลุกขึ้น “ค่ะ อาจารย์หง”
หลังถังเสี่ยวเหยาเดินออกจากห้องสมุดไป
เถ้าแก่หงก็นั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เวลาได้เริ่มไหลต่ออีกครั้ง สือชวน เหลียงซวี่ ซูิเจี๋ยก็รีบวิ่งลงจากตึก ส่วนเหลียงซวี่กลับเป็คนแรกที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เหลียงซวี่“พวกนายเจออะไรที่ผิดปกติตรงไหนบ้างไหม?”
ซูิเจี๋ย“ไป๋อิงหาย……”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นไป๋อิงเดินขึ้นมาจากชั้นล่าง ตามหลังด้วยฉวนที่กำลังเข็นวีลแชร์ของอันหยู่ออกมา
ไป๋อิงที่เห็นทั้งสามคนวิ่งลงมา ก็ทักทาย "โย่ว ลงมากันแล้วเหรอ เื่เรียบร้อยแล้วนะ กลับร้านขายของเก่ากันเถอะ”
ทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างงุนงง เหมือนยังปรับตัวกับสถานการณ์ไม่ได้
อันหยู่ที่นั่งหมดแรงอยู่บนรถเข็น เห็นทั้งสามคนทำหน้ามึนงงสงสัยเหมือนคนโง่ เลยอธิบายให้ฟัง "เื่มันจบแล้วล่ะ เมื่อกี้ฉันหยุดเวลา พวกนายไม่รู้ก็ไม่แปลก รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวถูกคนเห็นเข้าจะยุ่งเอา”
ฉวนจึงเข็นวีลแชร์ของอันหยู่ตามไป๋อิงไป
พอได้ยินคำอธิบายจากอันหยู่ ทุกคนถึงค่อยเข้าใจภาพรวม หลังจากนั้นไม่นาน
ขณะที่พวกเขาเพิ่งเดินจากไป ก็มีใครบางคนแอบมองกลุ่มของพวกเขาจากด้านหลัง
ในกลุ่มนี้เดินตามถนนไปด้วยกัน ดูสะดุดตาไม่น้อย เพราะในกลุ่มมีแค่ฉวนที่เป็ผู้หญิง ส่วนที่เหลือก็มีแต่ผู้ชาย เด็กเนิร์ด (อันหยู่) , นักเลงหัวไม้ (ไป๋อิง) พี่ชายมาดเฉียบ (เหลียงซวี่) หนุ่มในชุดสูท (สือชวน) มีแค่ซูิเจี๋ยที่ดูปกติที่สุด แต่แค่คบกับพวกนี้ไปนาน ๆ ก็คงไม่มีทางปกติได้อีกแล้ว
ในที่สุดกลุ่มนี้ก็มาถึงร้านขายของเก่า ซึ่งแม่มดน้ำแข็งได้นั่งรออยู่บนโซฟา พอเห็นว่ามีผู้หญิงแค่คนเดียวในกลุ่มผู้ชาย เธอก็อดไม่ได้ที่จะทัก
"คนเยอะจังนะ..."
ไป๋อิงตอบ "เอาน่า คนเยอะ ๆ จะได้อบอุ่นหน่อย โดยเฉพาะเวลาที่มีเธอที่เ็าเหมือนกับก้อนน้ำแข็งแล้วด้วย...อ้อ เราจะไปจัดการเื่ของคนคนนี้กัน เธอก็ต้องไปกับเราด้วย”
แม่มดน้ำแข็งสงสัยว่าทำไมเหลียงซวี่ถึงพูดแบบนั้น เลยถามไปว่า "ทำไมล่ะ เื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? แล้วฉันก็ไม่เคยเจอเขา ไม่เคยสุงสิงด้วยมาก่อน”
ไป๋อิงตอบ "ก็กลัวว่าเหลียงซวี่จะควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าเธอไปด้วยจะได้แช่แข็งเขาไว้ได้ทัน”
แม่มดน้ำแข็งหันไปมองเหลียงซวี่ เหมือนจะเห็นด้วยกับคำคิดแบบนั้น เขาดูเป็คนอันตราย โดยเฉพาะสายตาที่เหมือนจะมองทะลุทุกอย่าง "ก็ได้ แต่ต้องคุ้มครองฉันด้วยนะ”
ไป๋อิงทำหน้าแก้งแก้งกังกังเป็เชิงประชด
ที่จริงแล้วเขาก็ไม่เข้าใจว่าคนที่มีพลังพิเศษอย่างแม่มดน้ำแข็งต้องให้ใครคุ้มครองอะไรอีก ยังไงซะก็เก่งพอตัวอยู่แล้ว
ส่วนอันหยู่ฉวนก็เข็นวีลแชร์ของเขาเข้าไปนั่งที่โต๊ะพอดี เห็นสีหน้าแม่มดน้ำแข็งที่กังวลเลยพูดขึ้นว่า
"การที่เธอคงจะกลัวเหลียงซวี่ เพราะพลังของเขาคือการมองทะลุผ่าน มันทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย”
"แบบนี้นี่เอง...เสียทีที่เป็ถึงแม่มดน้ำแข็ง” ไป๋อิงพูดด้วยน้ำเสียงเชิงดูถูก
แม่มดน้ำแข็งก็มองไป๋อิงอย่างไม่พอใจ "หมายความว่ายังไง? ก็ฉันไม่รู้ว่าหมอนี่มีพลังอะไร อีกอย่างสายตาหมอนี่น่ารำคาญจะตาย!"