ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 จนตรอก หมดทางหนี

            “ข้าคงต้องจัดการเจ้าก่อนเสียแล้ว เจ้ารนหาที่ตายเองนะเวินติ่งเทียน!”

            เฉินเย่เซิงระเบิดจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง แสดงเจตนาจะฆ่าคนออกมาอย่างชัดเจน

            เขาไม่กล้าและไม่คิดจะเผชิญหน้ากับหลินหยางแน่นอนจึงต้องรีบจัดการเวินติ่งเทียนทิ้งให้เร็วที่สุดจากนั้นก็รีบเผ่นหนีออกไปให้ไวที่สุด

            เขาเร่งพลังฟ้าดินในร่างกายออกมาบนมือของเขาชักเอาดาบสั้นสองเล่มออกมา ถึงตัวเขาจะไม่ได้ออกตัวต่อสู้เองมาเป็นเวลานานแล้วก็ตามแต่พลังต่อสู้ระดับเซียนเทียนของเขาก็ไม่ใช่แค่ของประดับแน่ๆพอสองดาบเริ่มร่ายรำขึ้นมาก็เกิดเป็นคมดาบที่ยาวถึงครึ่งเมตร

            ตายย!

            เขาร่วมมือกับที่ปรึกษาภายนอกอีกสองคนบุกเข้าหาเวินติ่งเทียนพร้อมกันหมายจะปลิดชีพอีกฝ่ายในครั้งเดียว

            แต่ผลลัพธ์คือ มีแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว

            จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าแขนทั้งสองข้างของเขา อยู่ๆ ก็ถูกพลังอันหนักหน่วงกระแทกเข้าใส่จนดาบสั้นหลุดปลิวออกจากมือไป

            เพียะ!

            บริเวณใบหน้าของเฉินเย่เซิงพลันรู้สึกเหมือนมีหมัดขนาดเล็กแต่หนักหน่วงชกเข้าใส่เต็มหน้าไปทีหนึ่งฟันกรามสองซี่หลุดออกมาจากปากทันทีหลังจากนั้นก็ถูกพลังอันมหาศาลจับเหวี่ยงจนหัวคะมำ

            จากนั้นแสงไฟดวงนี้ก็บินว่อนไปทั่วพร้อมกับเข้าโจมตีพวกตระกูลเฉินทุกคนอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตาที่เจ้าแสงไฟดวงเล็กๆ นี่บินผ่าน คนของตระกูลเฉินพลันปลิวกระเด็นหมุนว่อนราวลูกข่าง

            เจ้าตัวบ้านี่... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!!

            ขนาดคนของตระกูลเวินเองก็อึ้งไปแล้วเหมือนกัน

            ไม่รู้ว่ายอดฝีมือผู้นี้มาจากไหนแต่มันแข็งแกร่งจนเกินเหตุไปแล้ว สนามรบระหว่างทั้งสองตระกูลเองก็ไม่ใช่เล็กๆแต่นี่แค่ไม่ถึงครึ่งนาทีกลับสามารถวนครบหนึ่งรอบแล้วศัตรูบางคนถึงกับมีรอยฟกช้ำบนใบหน้านับสิบจุดก่อนจะล้มลงไป

            ผู้คนเริ่มมองตามแสงไฟศักดิ์สิทธิ์นี่ไม่ทันแล้ว

            ผ่านไปไม่นาน หลังจากที่จัดการเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วแสงไฟดวงนั้นก็กลายเป็นเจ้านกสีแดงตัวน้อยหั่วเอ๋อร์ที่มีขนาดเล็กจิ๋วเท่ากับกำหมัดสองข้างเท่านั้น

            “นั่นมันสัตว์เลี้ยงของคุณหนูชิงชิงนี่!”

            คนของตระกูลเวินหลายคนเห็นเวินชิงชิงพาเจ้านกกระจอกขนแดงตัวนี้มาด้วยแต่ใครจะรู้ว่าเจ้านกกระกระจอกตัวน้อยที่ดูไร้พิษสงตัวนี้จะแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงได้ขนาดนี้

            “สัตว์เลี้ยงบ้าอะไร เรียกข้าว่าท่านหั่วเอ๋อร์สิวะ!!”

            หั่วเอ๋อร์กวาดตามองพวกมนุษย์รอบตัวด้วยสายตาไม่พอใจข่มขู่พวกมันว่าจะจับมาเสียบไม้ย่างกินซะ จากนั้นก็กระพือปีกไปบนหัวของซ่างกวันเฟยและเฉินเย่เซิงอย่างหงุดหงิด

            ขาที่มีอยู่ข้างเดียวของมันพลันเปล่งแสงอันศักดิ์สิทธิ์สีแดงออกมาจากนั้นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นขานกขนาดใหญ่กว่าตัวมันหลายเท่า จากนั้นก็จับเอาซ่างกวันเฟยและเฉินเย่ซิงสองคนกลับมาอย่างกับแบกถุงทรายไปหากลุ่มของเวินติ่งทียน

            คนทั้งหมดต่างก็ยืนดูหั่วเอ๋อร์ที่ขนาดตัวเล็กจิ๋วนั่นจับตัวคนสำคัญที่สุดสองคนไปแบบเงียบๆ  จากนั้นก็โยนไว้ใต้เท้าของเวินติ่งเทียนอย่างกับทิ้งขยะ

            “เจ้าจัดการต่อแล้วกันนะ...”

            มันเหลือบมองเวินติ่งเทียนไปทีหนึ่งจากนั้นก็บินกลับเข้าไปบนไหล่ที่ประดับด้วยขนนกของเสื้อของเวินชิงชิงโดยไม่ได้พูดอะไรไร้สาระ

            “เจ้าเก่งจังเลย หั่วเอ๋อร์”

            เวินชิงชิงไม่คิดเลยว่า เจ้าไก่น้อยตัวสีแดงที่หลินอี้พากลับมาจะแข็งแกร่งขนาดนี้นางจึงจับเจ้าหั่วเอ๋อร์ขึ้นมาหอมเข้าไปฟอดใหญ่ด้วยความดีใจ

            “อา...อู...อย่า อย่า... ชิงชิง...เจ้าอย่าทำแบบนี้...ข้าเป็นตัวผู้นะ...”

            ถึงปากจะพูดปฏิเสธ แต่ท่าทางมันดูไม่ได้กำลังปฏิเสธเลยสักนิดบนใบหน้าเล็กของมันดูเต็มไปด้วยความสุข

            โอ...

            ที่แท้ มนุษย์นอกจากจะใช้กินได้แล้วยังมีข้อดีแบบนี้อยู่ด้วยหรือนี่...

            ข้าตัดสินใจแล้ว ถ้าข้าได้พลังกลับคืนมาเมื่อไหร่ละก็ข้าจะเลี้ยงสาวสวยเอาไว้สักหลายคน ให้หอมแก้มข้าทั้งวันเลย

            ฝั่งนี้ สนามรบแห่งที่สองก็ถูกหั่วเอ๋อร์จัดการจนสงบในพริบตาเดียวตระกูลเวินตกอยู่ในห้วงแห่งความยินดีอย่างสุดซึ้ง

            ส่วนอีกฝั่งนั้นเฉินเย่เซิงนั้นทำหน้าเจ็บปวดราวกับกำลังตกลงสู่นรกไร้ก้นบึ้ง

            ตระกูลเวินมันยังมีนกที่แข็งแกร่งแบบนี้อยู่ด้วยหรือนี่!!

            ในจังหวะที่เขากำลังล้มลงกับพื้นนั้น เวินติ่งเทียนก็รีบมาจับตัวเขาไว้ส่วนซ่างกวันเฟยก็ถูกยี่สิงอวิ๋นใช้อาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งกดหัวเขาเอาไว้

            สถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขายังคิดอยู่เลยว่าจะกำจัดตระกูลเวินออกไปจากเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้อย่างไรแต่ผลลัพธ์กลับกลายมาเป็นว่าเขาทั้งสองคนถูกจับจนเหมือนกับวัวในโรงเชือดไปแล้ว

            ไอ้เวรเอ๊ย สถานการณ์แบบนี้มันบ้าบอเกินไปแล้ว!!

            “ท่านหวัง!!”

            พอเป็นแบบนี้แล้ว เฉินเย่เซิงต่อให้มีแผนการนับร้อยก็ไม่สามารถใช้ได้แล้วจึงต้องหันไปขอร้องอ้อนวอนกับหวังหมิงชงที่เป็นทางรอดสุดท้ายของตน

            ส่วนหวังหมิงชงนั้นเพราะสาเหตุอะไรบางอย่างทำให้มันเป็นห่วงชีวิตของเฉินเย่เซิงมาก

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะเวินติ่งเทียน!!” เขาตะโกนอย่างเดือดดาล จากนั้นประกาศข่มขู่อย่างแข็งกร้าวทันทีว่า “ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรเฉินเย่เซิงละก็ เท่ากับเจ้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายผู้ดูแลภายในของข้าข้าจะไม่เก็บคนของตระกูลเวินไว้สักคนแน่!”

            หวังหมิงชงที่จริงอยากจะสั่งให้เหล่าองครักษ์บุกเข้าไปชิงตัวของเฉินเย่เซิงมาแทบขาดใจแต่เจ้านกสีแดงตัวน้อยนั่นมันก็ร้ายกาจจนน่ากลัวเกินไปจึงต้องกลืนคำสั่งนั่นลงไปอย่างช่วยไม่ได้

            “ทหาร ส่งคนไปเรียกหัวหน้าองครักษ์อีกสามท่านมาช่วยเหลือโดยด่วน...”

            เขามอบคำสั่งให้กับสมุนข้างกายไป ขณะเดียวกันก็สั่งให้ทหารองครักษ์ทั้งสองพันคนโอบล้อมตระกูลเวินเอาไว้

            ขอแค่เฉินเย่เซิงไม่ตาย พอกองหนุนมาถึงเมื่อไหร่หวังหมิงชงก็จะสั่งบุกทะลวงซึ่งๆ หน้าทันที

            แต่น่าเสียดาย...หลินหยางไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสได้ทำตามแผนที่วางไว้

            ในที่สุดการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างหลินหยางและซูหมิงชุนก็ได้ข้อสรุปแล้ว

            ทวนดุจมังกรเล่มนั้นถูกฝ่ามืออัคคีสวรรค์ของหลินหยางซัดกระเด็นกลางอากาศสองมือของซูหมิงชุนนั้นถูกฝ่ามือเพลิงของหลินหยางเผาลวกจนเป็นแผลพุพองเต็มไปหมดซูหมิงชุนกระอักเลือดอย่างรุนแรงจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด

            “คุกเข่าลงไปซะ!”

            หลินหยางประกาศกร้าวใส่ศัตรูอันแข็งแกร่งที่หาได้ยากยิ่งของเขาฝ่ามือคู่ของหลินหยางพลันประทับเข้ากลางอกของศัตรูจากนั้นก็กดลงไปอย่างหนักหน่วงรุนแรงเป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย

            หนึ่งในเทพสงครามแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นตอนนี้ถูกซัดปลิวจากบนฟ้าจนตกลงมากระแทกพื้นดินอย่างรุนแรงดุจดาวตกสายหนึ่งจากนั้นก็มีควันลอยฟุ้งเต็มไปหมดเมื่อควันหายไปก็พบแต่หลุมลึกที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์อยู่บนพื้นซูหมิงชุนถูกฝังลึกลงไปในดินแล้ว เป็นตายอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

            “สู้ได้ดี!”

            คนที่ตะโกนยินดีขึ้นมาก่อนใครท่ามกลางฝูงชนคือตู้หมิง

            ท่าทางของแม่ทัพของกองกำลังพิทักษ์เมืองท่านนี้ในช่วงที่ผ่านมานั้นดูหม่นหมองอย่างมากเหมือนกับว่าจะถูกสั่งไม่ให้ลงมือช่วยเหลือแต่ก็รู้สึกโกรธแค้นแทนตระกูลเวินอยู่ด้วยเช่นกัน

            จนมาถึงตอนที่หลินหยางปรากฏตัว ปราบศัตรูได้อย่างต่อเนื่องมันช่างรู้สึกสะใจเสียเหลือเกิน ท่านแม่ทัพตู้หมิงผู้นี้รู้สึกยินดีจนแทบคลั่งคราวนี้เขาถึงกับเป็นคนแรกที่แสดงความยินดีให้กับหลินหยาง

            พอเขาตะโกนออกมา

            เหล่าทหารพิทักษ์เมืองอีกกว่าหมื่นชีวิตก็ตะโกนแสดงความยินดีด้วยเสียงอันดังตามนายของพวกเขา

            การต่อสู้ของหลินหยางในวันนี้นับว่าดุเดือดเลือดพล่านถึงที่สุดหมัดเหล็กคู่ที่สามารถสยบทวนเทพดุจมังกรของซูหมิงชุนได้การต่อสู้ครั้งนี้ตื่นเต้นมากพอที่จะทำให้เหล่าชายชาตรีต้องกู่ร้องออกมาด้วยความสะใจ

            แต่บรรยากาศในตอนนี้กลับยังคงตึงเครียดอยู่

            คนของตระกูลเวินกำลังถูกทหารองครักษ์ล้อมกรอบเอาไว้ เวินติ่งเทียนจับตัวเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยเอาไว้กำลังรอให้หลินหยางที่คว้าชัยมาได้ตามมาสมทบเพื่อตัดสินชะตาชีวิตของมันทั้งสอง

            ตึง

            หลินหยางกลับลงสู่พื้นดิน

            คลื่นลมรูปวงกลมกระจายออกไปรอบตัวเขาอย่างน่าเกรงขามทำให้เหล่าทหารองครักษ์ถึงกับต้องปิดตาลง

            เขาเดินเข้าไปทางวงล้อมด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับคราบเลือดที่เปื้อนเต็มตัวโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

            หวังหมิงชงที่อยู่ข้างๆ ยังคงทำใจกล้า ตะโกนออกมาว่า

            “หลินอี้ ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้ายถ้ายอมรามือตอนนี้ยังทันอยู่ แต่ถ้าเจ้ากล้าขยับไปข้างหน้าอีกแม้แต่ก้าวเดียวเท่ากับว่าเจ้าประกาศเป็นศัตรูกับทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้! เจ้ากับทั้งตระกูลเวินได้ล่มสลายหายไปตลอดกาลแน่!”

            หลินหยางทำหูทวนลม

            ตรงหน้าเขามีทวนยาวส่องแสงเยือกเย็นกำลังจ่อมาทางนี้หลายเล่ม

            แกรก แกรก แกรก

            ทุกก้าวเท้าที่หลินหยางเดินเข้าใกล้ก็จะได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของชุดเกราะที่เกิดจากการสั่นกลัวของเหล่าทหาร

            หลินหยางเดินเข้าไปในฝูงทวนยาวมันทั้งๆ แบบนั้น

            ทวนแต่ละเล่มจ่ออยู่ห่างจากตัวเขาไม่ถึงนิ้วแต่กลับไม่มีใครกล้าลองแทงเข้าไปเลยแม้แต่คนเดียว

            บรรยากาศของหลินหยางน่ากลัวเกินไป อย่างกับอสุราที่ปีนขึ้นมาจากทะเลเลือดถึงทหารองครักษ์เหล่านี้จะเคยผ่านศึกมาเป็นร้อยๆ ครั้งจนไม่กลัวความตายแล้วก็ตามแต่ถ้าจะให้แลกชีวิตมันก็ต้องมีเหตุผลสมควรหน่อย

            จะให้แลกชีวิตตัวเองเพื่อไอ้คนที่ไม่ว่าจะดูท่าไหนก็เห็นแต่ความชั่วอย่างเฉินเย่เซิงน่ะหรือ?

            พวกเขาไม่ได้โง่หรอกนะ

            ขนาดหวังหมิงชงเอง ตอนนี้ยังไม่กล้าออกคำสั่งประหารเลยเขาเองก็กลัวว่าจะไปยั่วเทพแห่งการสังหารผู้นี้เข้าจนทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายไปด้วย

            หลินหยางเลยเดินผ่านวงล้อมเข้าไปได้ง่ายๆ เสียอย่างนั้นจากนั้นก็หันมาหาเวินติ่งเทียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            ที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าพวกเขาตอนนี้คือเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟย ไอ้ชาติหมาสมควรตายสองตัวนี้

            “หรือว่าเจ้าจะฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องกัน หลินอี้!”หวังหมิงชงตะโกนขึ้นอีกครั้ง เขาพยายามถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด “เจ้าคิดดูให้ดีนะเวินติ่งเทียน ถ้าเจ้าเลือกเดินผิดทางละก็ทั้งเจ้าทั้งตระกูลของเจ้าได้หายไปจากเมืองนี้ชั่วนิรันดร์แน่! ข้าจะรายงานองค์จักรพรรดิ ให้บดขยี้พวกเจ้าทิ้งทั้งตระกูล!!”

            หวังหมิงชงถึงกับเอาจักพรรดิมาเป็นข้ออ้างแล้ว

            แต่เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ใช้วิธีข่มขู่อีกฝ่ายไปแบบนี้ขณะเดียวกันก็หวังให้กำลังเสริมรีบตามมาสมทบเร็วๆ

            แต่หลินหยางแค่ยิ้มมุมปากทีหนึ่ง หันไปถามเวินติ่งเทียนว่า “ท่านประมุข ท่านคิดว่าอย่างไร ?”

            เขากำลังทดสอบเวินติ่งเทียนอยู่

            ฝ่ายผู้ดูแลภายในถือเป็นตัวแทนความคิดของราชสำนักแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้

            ซึ่งหวังหมิงชงก็ประกาศแล้วว่า ถ้าจะฆ่าก็จะต้องกลายเป็นศัตรูกับทั้งอาณาจักร!!

            หลินหยางกำลังทดสอบว่าเขาใจกล้าพอที่จะตัดสินใจเสี่ยงชีวิตครั้งใหญ่แบบนี้หรือไม่และนี่จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะพาตระกูลเวินก้าวไปบนเส้นทางอันรุ่งโรจน์ที่คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการถึงรึเปล่า

            เวินติ่งเทียนหัวเราะออกมาแล้ว

            รอยยิ้มนั่นทั้งเยือกเย็นสุดแสนและเด็ดเดี่ยวถึงที่สุด

            เขาหันกลับมามองหลินหยาง ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นไปชี้ที่ชั้นวางป้ายชื่อขนาดใหญ่ของหกสิบแปดชีวิตที่ตายจากไป

            “หลินอี้... หลิ่วชิง ถังหงและเหล่าลูกศิษย์ของตระกูลเวินทั้งหกสิบกว่าชีวิตกำลังมองดูพวกเราอยู่จากตรงนั้นในเวลาแบบนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะทำเช่นไรเล่า?”

            ดี!

            หลินหยางในใจคิดว่าเขาไม่ได้ดูคนผิดจริงๆ

            เขาหันกลับไปมองหวังหมิงชงที่มีแววตาโกรธเกรี้ยวจากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำเอาหวังหมิงชงโมโหจนแทบเป็นลมไปว่า

            “ท่านหวัง สิ่งที่หลินอี้กำลังจะทำต่อไปนี้ทั้งหมดคือความต้องการส่วนตัวของข้าแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลเวินเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ท่านจำเอาไว้ให้ดีนะความต้องการส่วนตัว”

            ความต้องการส่วนตัว

            คำๆ นี้มันช่างเสียดแทงได้เจ็บแสบจริงๆ

            หวังหมิงชงเองนั่นแหละที่ใช้วิธีพูดแบบนี้มาตัดสินว่าตระกูลเฉินไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ในเทือกเขาเมฆมรกตแต่ตอนนี้กลับถูกหลินหยางเอามาใช้ตอกกลับใส่หน้าของหวังหมิงชงเต็มๆ

            ข้า หลินหยาง คิดจะฆ่าคน ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลเวินทั้งนั้น!!

            “หลินอี้!!!”

            หวังหมิงชงบันดาลโทสะจนควันออกหูแต่ก็ไม่มีวิธีอะไรโต้กลับได้เลย จึงทำได้แค่ยืนตาปริบๆ มองหลินหยางค่อยๆ เดินเข้าหาสองคนที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นไปอย่างนั้น

            เฉินเย่เซิง ซ่างกวันเฟย

            ในที่สุดพวกเจ้าก็จนตรอก หมดทางหนีเสียที

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน