GalaxyTube เครือข่ายวิดีโอเชื่อมจักรวาล

    บทที่64 เดิมพันกับหลิวอวี้จง

    “ขี้งก!’’

     

    ฝูหมินเบะปากด้วยความน่ารักก่อนมองไปที่ชายหนุ่มแล้วกระพริบตาปริบๆแทน

     

    “พี่ชายพี่ให้หนูได้ไหม?’’

     

    ฉีซีที่ได้ยินก็จ้องเขม็งไปที่จางเจิ้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเขายอม เธอจะโกรธมาก

     

    จางเจิ้นก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขาจึงยิ้มแห้งๆ

     

    “หนูไปหาก้อนอื่นเถอะก้อนนี้พี่ชายกับพี่สาวจองเอาไว้แล้ว’’

     

    ฝูหมินประหลาดใจดูเหมือนเสน่ห์ของเธอจะไม่สามารถใช้กับชายหนุ่มสุดแสนจะธรรมดาคนนี้ได้

     

    “อืม...ก็ได้’’เธอจึงดูเชื่อฟังและจากไปอย่างว่าง่าย

     

    และทันทีที่เธอจากไป

     

    ฉีซีก็ก็อดที่จะเหน็บแหนมไม่ได้

     

    “เนื้อหอมจังนะน้องชายจาง’’

     

    “ธรรมดาครับ’’จางเจิ้นหัวเราะอย่างไม่คิดมาก

     

    “...’’ฉีซี

     

    พริบตาทั้งสองคนก็ได้ซื้อหินหยาบก้อนตรงหน้า และไปเลือกซื้อก้อนอื่นต่อ

     

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วชายหนุ่มแซ่จางและหญิงสาวแซ่ฉีได้ซื้อหินหยาบไปแล้วกว่าสิบก้อน

     

    ปัจจุบันทั้งสองคนจึงเล็งหินก้อนหนึ่งเอาไว้ โดยที่ฉีซีเป็นฝ่ายถามเช่นเคย

     

    “ก้อนนี้ใช้ได้’’จางเจิ้นตอบด้วยรอยยิ้ม

     

    พวกเขาจึงเตรียมที่จะซื้อมัน

     

    แต่ทันใดนั้นเอง…

     

    “เดี๋ยวก่อน!’’หลิวอวี้จงได้ปรากฏตัวขึ้น และเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่หยิ่งยโสก่อนพูดว่า “ก้อนนี้เป็นของผม!’’

     

    ในสายตาของเขาคนชั้นตํ่าเช่นสองคนนี้ที่ไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าเขาเขาไม่จําเป็นที่จะต้องไว้หน้าอีกต่อไป

     

    ทางด้านจางเจิ้นและฉีซีที่ถูกพูดจาอย่างไม่สุภาพใส่พลันขมวดคิ้วขึ้นมา รอบแรกพวกเขาพอยอมให้ได้ แต่รอบสองอย่าได้หวังเลย!

     

    จางเจิ้นจึงพูดออกไปด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า

     

    “หินก้อนนี้จะเป็นของคนที่ซื้อมันแล้วนายมั่นหน้ามั่นตามาจากไหน ถึงได้กล้าบอกว่ามันเป็นของนาย?เหอะ จะโง่ก็โง่ให้มันน้อยๆหน่อย!’’

     

    “นะ...นาย!’’สีหน้าของหลิวอวี้จงเปลี่ยนไปในทันทีเขาคิดไม่ถึงมาก่อนเลยว่าตัวเองจะถูกคนชั้นตํ่าด่าอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้

     

    ฉีซีที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็หัวเราะคิกคักไม่ว่าเธอจะไปไหนกับชายหนุ่ม เธอก็จะได้เห็นเขาแสดงอะไรสนุกๆให้เธอดูเสมอเธอจึงรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์ที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้...จะจบลงยังไง!

     

    ได้ยินหลิวอวี้จงก็ยิ่งหน้าตึง ก่อนพูดว่า

     

    “นายไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นหลานของใคร?’’

     

    เขาเป็นถึงหลานแห่งนักประเมินหลิวผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ!

     

    แล้วไหงถึงได้มีพวกบ้านนอกที่ไม่รู้จักเขาได้?

     

    จางเจิ้นหัวเราะหึๆเขาไม่สนใจอีกต่อไป และจ่ายเงินซื้อหินก้อนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

     

    หลิวอวี้จงที่ถูกเมินก็ราวกับกินอึไปเขาโกรธมาก เป็นไปได้ว่าถ้าเขาไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองแล้วล่ะก็เขาคงต่อยหน้าไอ้หมอนี่ไปแล้ว!

     

    บัดซบ!

     

    ต้องสอนให้มันรู้สักหน่อยแล้วว่าเขาเป็นใคร!

     

    ทันทีที่ตัดสินใจได้สีหน้าชั่วร้ายของหลิวอวี้จงพลันเผยออกมา ก่อนยิ้มเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ว่า

     

    “ฉันไม่รู้ว่านายเป็นใครหรอกนะแต่ถ้านายยังมีความกล้าอยู่บ้าง เรามาเดิมพันกันหน่อยเป็นไง?’’

     

    “เดิมพัน?’’จางเจิ้นที่เมินเฉยมาตลอดหันไปมองด้วยความสนใจ ไหนๆก็มาแล้วหาค่าขนมสักหน่อยจะเป็นไรไป?

     

    ฉีซีก็อดหัวเราะคิกคักอีกครั้งไม่ได้เธอรู้เลยว่าการเดิมพันครั้งนี้ผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง

     

    หลิวอวี้จงที่เห็นหญิงสาวหัวเราะคิกคักก็รู้สึกหน้าเสียไม่สบอารมณ์เขาไม่ชอบใจเลยที่ถูกเธอที่แต่งตัวปิดหน้าปิดตามิดชิดกระทั่งสวยหรือไม่สวยมาหัวเราะใส่ ดังนั้นเขาจึงทําใจเย็นเอ่ยออกไป

     

    “แน่นอนการเดิมพันมีอยู่ว่า ใครก็ตามที่สามารถหาหยกเกรดที่ดีที่สุดได้คนๆนั้นจะเป็นผู้ชนะ!’’

     

    “แล้วเงื่อนไขล่ะ?’’จางเจิ้นถาม หากเดิมพันแล้วไม่มีข้อตกลงที่น่าสนใจ เขาก็จะไม่เดิมพันมัน

     

    “ง่ายมาก!คนแพ้จะต้องเสียเงินสิบล้านหยวนให้แก่ผู้ชนะ!ว่าไงนายมีเงินพอที่จะเดิมพันกับฉันรึเปล่า?’’ หลิวอวี้จงตอบสีหน้าของเขาเผยความดูถูกออกมาเขาไม่เชื่อแน่นอนอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะมีปัญญาเดิมพันเงินที่หนักขนาดนี้เขาจึงเตรียมที่จะลดจํานวนเงินเดิมพันลงมา

     

    แต่ก่อนที่เขาจะได้ทําอะไร…

     

    ชายหนุ่มตรงหน้าเขาก็หัวเราะขึ้นมาซะก่อน

     

    “ทําไมจะไม่มีล่ะ?ฉันมีแน่นอนอยู่แล้ว แต่ฉันว่าสิบล้านหยวนมันน้อยเกินไปหน่อยนะ!’’

     

    หลิวอวี้จงผงะ

     

    สิบล้านหยวนมันน้อยเกินไป?

     

    บอกได้ว่าถึงเขาจะเป็นหลานของนักประเมินหลิวและมีทักษะการประเมินอยู่บ้างแต่รายได้ทั้งหมดของเขาต่อปีก็ไม่ได้เยอะเท่าผู้เป็นปู่ดังนั้นเงินในบัญชีของเขาจึงมีเพียงสามสิบล้านหยวนกว่าๆ

     

    เหตุนี้เองเขาจึงรู้สึกตกใจกับชายหนุ่มสุดแสนธรรมดาตรงหน้าเป็นอย่างมากเพราะในสายตาของเขาแล้ว อีกฝ่ายเป็นได้เพียงคนชั้นตํ่าและน่าจะมีเงินมากสุดแค่สองถึงสามล้านหยวนแต่สิ่งที่เขาได้ยินนั้นชี้ให้เห็นแล้วว่ามันมีเงินมากกว่าสิบล้านหยวนเขาเลยไม่อยากจะยอมรับสักเท่าไหร่

     

    แต่เมื่อคิดว่าตัวเองเป็นถึงหลานชายของนักประเมินวัตถุโบราณแล้ว...เขาก็เห็นได้ชัดถึงแสงสว่างที่จะเพิ่มเงินในบัญชีของเขาเป็นจํานวนมหาศาลได้ในทันที!

     

    ฮ่าๆๆๆๆ!

     

    หลิวอวี้จงหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่งในที่สุดวันที่เขาโชคดีขนาดนี้ก็มาถึง!

     

    เขาจึงแสร้งถามด้วยความหวาดหวั่น

     

    “แล้วนายต้องการเดิมพันสักเท่าไหร่ล่ะ?’’

     

    “ห้าสิบล้านหยวนเป็นไง?’’จางเจิ้นยื่นข้อเสนอ เขาไม่ใช่พระเจ้าจึงไม่สามารถรู้สิ่งที่อีกฝ่ายคิดได้

     

    “หะ...ห้าสิบล้านหยวน!’’สีหน้าของหลิวอวี้จงเปลี่ยนไปอีกครั้ง เงินในบัญชีของเขายังมีไม่ถึงเลย

     

    แต่เมื่อคิดว่าชัยชนะอยู่ในกํามือของตัวเองเรียบร้อยแล้วเขาก็มองอีกฝ่ายราวกับมองไก่ตัวหนึ่งที่รอให้เชือด

     

    “แน่นอนห้าสิบล้านหยวนพูดแล้วไม่คืนคํา!’’

     

    ทันทีที่ข้อตกลงเป็นอันเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันหาหินหยาบของตัวเองโดยจํากัดเวลาอยู่ที่สิบนาที

     

    หลายนาทีต่อมา

     

    “ก้อนนี้น่าจะดีที่สุดในบรรดาหินหยาบที่นี่แล้ว’’จางเจิ้นพบเข้ากับหินหยาบก้อนใหญ่โตก้อนหนึ่ง ซํ้ายังดูหรูหราเป็นอย่างมาก และด้วยฟังก์ชันมองทะลุของเขาเขาสามารถที่จะมองเห็นได้ทันที ว่านอกจากเปลือกนอกของมันแล้วภายในยังบรรจุหยกลํ้าค่าเอาไว้

     

    ฉีซีมองดูข้างๆอยู่เงียบๆเธออดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นว่าเขาจะเอาชนะการเดิมพันในครั้งนี้ยังไง

     

    พริบตาสิบนาทีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

     

    ณโซนตัดหิน

     

    หลิวอวี้จงหลูฉงซาน ฝูหมิน ทั้งสามคนได้หินหยาบของตัวเองมาครบทั้งห้าก้อนแล้วพวกเขาจึงได้จบเกมของพวกเขาลง โดยที่หลิวอวี้จงเป็นฝ่ายชนะ

     

    แน่นอนว่าฝูหมินไม่ยอมให้เบอร์กับเขาง่ายๆเธอจึงได้หาข้ออ้างมากมายสารพัดให้กับเขาและมันทําให้เขารู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างมาก

     

    ระหว่างนี้เองเขาจึงสังเกตเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กําลังตรงเข้ามาพร้อมกับหินหยาบก้อนใหญ่โตในมือและเมื่อเขาเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าของเขาก็ฉายให้เห็นถึงความเยาะเย้ย

     

    มันคิดว่าแค่ก้อนใหญ่กว่าแล้วจะมีหยกดีกว่ารึไง?

     

    ปัญญาอ่อน!