บริเวณทางเข้าเมืองมังกร ประตูใหญ่สูงตระหง่านตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
แกะสลักลวดลายมังกรพันรอบเสาอย่างวิจิตร บ่งบอกถึงอำนาจของเมืองที่อยู่ภายใต้สำนักมังกรอันยิ่งใหญ่
เหล่าทหารในชุดเกราะเด่นหลายืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
เกราะของพวกเขาเป็นสีดำสนิท สลักลวดลายคล้ายเกล็ดมังกรสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายวาววับ
ดาบขนาดใหญ่สะพายอยู่บนหลังแสดงถึงอำนาจของพวกเขาในฐานะผู้คุ้มครองเมือง
“แถวต่อไป!”
เสียงของนายทหารที่ยืนอยู่บนแท่นหินสูงดังขึ้น จับจ้องไปที่กลุ่มผู้เดินทางที่ยืนรอคอยเป็นแถวยาวเหยียด
เทียนจุนจูงม้าศึกสีดำของเขามาเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางผู้เดินทางจากทั่วสารทิศ
บ้างเป็นนักเดินทาง บ้างเป็นพ่อค้า แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องการเข้าสู่เมืองมังกรแห่งนี้
“ผู้ที่เข้ามายังเมืองมังกรเป็นครั้งแรก หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งหินปราณเซียนระดับต่ำ”
“ส่วนปุถุชนธรรมดาจะเสียเพียงหนึ่งเหรียญเงิน!”
เสียงของนายทหารดังขึ้นเป็นระยะ พลางกวาดสายตามองเหล่าผู้ฝึกตนที่เข้าแถวอยู่เบื้องหน้า
คำพูดนี้ทำให้หลายคนบ่นออกมา โดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนที่เพิ่งมาถึง
“อะไรวะ? ทำไมพวกเราต้องเสียหินปราณเซียนตั้งหนึ่งก้อน”
“แต่พวกปุถุชนกลับเสียแค่เหรียญเงินเดียว? แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่กลางแถวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
แต่ทันใดนั้นเอง อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง เป็นชายวัยกลางคนที่ดูมีประสบการณ์กว่า หันมาส่งสายตาดุใส่ชายหนุ่มที่เพิ่งบ่น
“หุบปากซะ ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูด นี่คือกฎเหล็กของสำนักมังกร”
“เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักมังกรที่ยิ่งใหญ่”
“เจ้าเข้าใจหรือไม่? ถ้าเจ้ายังมีปัญหามาก ระวังจะถูกสำนักมังกรลงทัณฑ์เสียก่อนจะได้เข้าเมือง!”
ชายหนุ่มที่เผลอพูดมากไปถึงกับหน้าซีดเผือด แทบจะหดคอเป็นเต่าหัวหด
ผู้คนโดยรอบเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ ต่างรู้ดีว่ากฎของเมืองมังกรนั้นเข้มงวดเพียงใด
เทียนจุนเองก็ค่อยๆเข้าใจสถานการณ์ของเมืองนี้
เมืองมังกรเป็นหนึ่งในเมืองหลักของแคว้นกวางโจ่ว
ไม่ใช่เพียงแค่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ฝึกตนเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่หล่อเลี้ยงสำนักมังกรอีกด้วย
ทุกๆวันจะมีผู้เดินทางหน้าใหม่มากมายเข้ามา บ้างก็มุ่งหน้าสู่สำนักมังกร บ้างก็มาหาผลประโยชน์จากเมืองนี้
ไม่นานนักก็มาถึงตาของเทียนจุน ชายวัยกลางคนที่เป็นทหารผู้ตรวจตรา เดินเข้ามายังร่างของเขา
ขณะที่ในมือกำลังถือวัตถุขนาดเล็กบางอย่าง มันเป็นหินสีเทาขนาดเท่ากำมือ มีลูกศรเล็กๆติดอยู่ที่ปลาย
“ยื่นมือออกมา!”
เทียนจุนไม่ได้กล่าวสิ่งใดและยื่นมือออกไปตามคำสั่ง
ทันทีที่หินชี้มายังตัวของเขา มันก็เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมา ทำให้นายทหารพยักหน้ารับ
“ไม่มีป้ายเข้าเมือง งั้นก็เพิ่งมาใหม่สินะ?”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะอธิบายต่อ
“ค่าธรรมเนียมเข้าเมืองคือหนึ่งหินปราณเซียนระดับต่ำ”
“หลังจากนี้เจ้าจะได้รับป้ายประจำตัวและจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก!”
เทียนจุนพยักหน้ารับ ก่อนจะยกมือขึ้นและเรียกใช้พลังของแหวนกักเก็บมิติ
ในพริบตา หินปราณเซียนระดับต่ำหนึ่งก้อนก็ลอยออกมาจากอากาศ ตกลงบนฝ่ามือของเขา
“แหวนกักเก็บมิติ?!”
ชายหนุ่มบางคนที่อยู่ด้านหลังอุทานออกมาเบาๆ
เมื่อเห็นภาพนั้น สายตาหลายคู่หันมาจับจ้อง แสดงออกถึงความอิจฉาและความโลภบางส่วน
แหวนกักเก็บมิติ ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยาก เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีอำนาจและความมั่งคั่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถครอบครองมันได้
เทียนจุนเพียงปรายตามองผู้คนที่จ้องมองมา ก่อนจะส่งหินลมปราณให้กับนายทหารตรงหน้า
“ดีมาก นี่คือป้ายประจำตัวของเจ้า เก็บมันเอาไว้ให้ดี ใช้สำหรับเข้าออกเมือง”
“หากไม่มีป้ายนี้ ตัวของเจ้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เข้ามา!”
เทียนจุนรับป้ายเข้าเมืองมา มันเป็นป้ายไม้แกะสลักที่มีตัวอักษร "มังกร" จารึกอยู่บนผิวไม้
ด้านหลังมีสัญลักษณ์ของสำนักมังกรสลักไว้อย่างชัดเจน
เขาพยักหน้าก่อนจะเก็บมันลงไปในแหวนกักเก็บมิติอีกครั้ง
“เข้าไปได้!”
นายทหารกล่าว ก่อนจะหันไปเรียกแถวต่อไป
ทว่าก่อนที่เทียนจุนจะก้าวเข้าไปในเมือง ชายหนุ่มกลับเหลือบมองไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีดำที่ยืนอยู่ข้างกาย
สายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นขนของมันให้พลิ้วไหว ดวงตาของมันฉายแววฉลาดเฉลียวราวกับเข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดูเหมือนพวกเราจะต้องแยกทางกันแล้วล่ะ
ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วเบา พลางยกมือขึ้นลูบคอของมันเบาๆ
“กลับไปยังตระกูลตงซะ”
“หรือไม่... เจ้าก็เป็นอิสระ วิ่งไปยังผืนป่ากว้างใหญ่ตามใจของเจ้า!”
สายตาของเทียนจุนเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและจริงใจ และรู้ดีว่าต่อจากนี้เส้นทางของเขาจะเต็มไปด้วยอันตราย
เมืองมังกรเป็นเมืองของยอดฝีมือ การพาม้าที่ธรรมดาตัวนี้เข้าไปด้วย อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าประโยชน์
ม้าศึกสีดำจ้องมองอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะส่งเสียงร้องดังสนั่น มันสะบัดศีรษะไปมา จากนั้นจึงกระทืบพื้นเล็กน้อยคล้ายกับกำลังลังเล
สุดท้ายมันก็พ่นลมหายใจหนักๆออกมา ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เสียงกีบเท้าของมันกระแทกกับพื้นดินเป็นจังหวะ ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆเลือนหายไปยังอาณาเขตนอกเมือง
เทียนจุนยืนมองมันจากไปจนสุดสายตา เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือหวั่นไหว
เพราะรู้ดีว่าเส้นทางของพวกเขาแตกต่างกัน ม้าศึกตัวนี้เคยเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่มันไม่จำเป็นต้องติดตามเขาไปตลอดกาล
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็หันกลับไปทางประตูเมือง ก้าวเดินตรงเข้าไปในเมืองมังกรที่ยิ่งใหญ่
สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือความคึกคักของผู้คน เมืองมังกรเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
อาคารบ้านเรือนสูงตระหง่าน ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายอำนาจแห่งเซียนเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถนนสายหลักปูด้วยหินแข็งแรงกว้างขวางพอให้รถม้าและผู้คนสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก
เสียงตะโกนของพ่อค้าเร่ดังระงมไปทั่วทั้งสองฝั่งถนน
“สมุนไพรวิญญาณระดับสอง! เพิ่งเก็บมาใหม่จากหุบเขามังกรเหิน!”
“กระบี่มังกรวินาศ! อาวุธที่ตีขึ้นโดยผู้หลอมอาวุธแห่งสำนักมังกรแท้ๆ!”
ขณะที่กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ร้านขายอาหารและโรงเตี้ยมมากมายถูกเปิดเรียงรายไปตามถนนหลัก
มีผู้คนเดินเข้าออกกันอย่างไม่ขาดสาย บางแห่งเต็มไปด้วยนักเดินทางและผู้ฝึกตนที่นั่งล้อมวงพูดคุยกัน
“สำนักมังกรกำลังจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในอีกหนึ่งอาทิตย์!”
เสียงสนทนาเหล่านี้ลอยผ่านเข้าหูเทียนจุนเป็นระยะ
เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะคิดในใจ
“ก่อนอื่นข้าต้องหาที่พักให้ได้ก่อน”
ไม่รอช้า เทียนจุนเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ พร้อมกับมองหาที่พักสำหรับตนเอง
หลังจากเดินผ่านย่านการค้าไปได้ไม่นาน ตัวของเขาก็พบโรงเตี้ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ตัวอาคารสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้เนื้อดี ด้านหน้ามีป้ายแขวนสลักคำว่า "โรงเตี้ยมมังกรสวรรค์"
ดูจากขนาดของมันแล้ว น่าจะเป็นโรงเตี้ยมที่มีมาตรฐานดี และมีแขกเข้าพักจำนวนมาก
“ลองเข้าไปดูก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เทียนจุนก็ก้าวเข้าไปในโรงเตี้ยม
บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยผู้คน เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ เหล่าผู้ฝึกตนจากที่ต่างๆนั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามโต๊ะ
เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มก็ยิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ยินดีต้อนรับ.. มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่เจ้าคะ?”
เทียนจุนพยักหน้าก่อนจะกล่าวออกมา
“ข้าต้องการห้องพักหนึ่งห้อง”
หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็พลันเผยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขออภัยด้วยท่านแขกผู้มีเกียรติ..”
“ตอนนี้ห้องพักถูกจองไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ”
เทียนจุนเลิกคิ้วเล็กน้อย ทำให้หญิงสาวรีบอธิบายต่อทันที
เนื่องจากว่าสำนักมังกรกำลังจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในเร็วๆนี้
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายจากทั่วทุกสารทิศต่างก็เดินทางมาล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว ทำให้โรงเตี้ยมหลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คน
“เช่นนั้นหรือ?”
เขาพึมพำกับตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ
“ไม่เป็นไร ข้าจะลองหาที่อื่นดู”
หญิงสาวยิ้มให้เขา ก่อนจะโค้งคำนับอีกครั้ง
“หากท่านต้องการที่พักจริงๆ ข้าแนะนำให้ลองไปทางฝั่งตะวันตกของเมือง อาจจะมีโรงเตี้ยมเล็กๆที่ยังพอมีที่ว่างอยู่เจ้าค่ะ”
เทียนจุนพยักหน้ารับคำแนะนำ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโรงเตี้ยม
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เวลานี้ตะวันเริ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดของท้องฟ้า เมืองมังกรยังคงเต็มไปด้วยความคึกคัก
“ที่พักเต็มหมดแล้ว..”
เขายิ้มบางๆ ก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง
“ดูเหมือนการมาเมืองนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด..”
ถึงชายหนุ่มจะไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก แต่การหาที่พักก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีที่พัก คืนนี้เขาคงต้องนอนกลางแจ้งเป็นแน่
แต่ก่อนที่จะได้เดินจากไป ทันใดนั้นเองเสียงสนทนาแว่วเข้าหูเขาจากกลุ่มผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เจ้าได้ยินหรือไม่? มีคนพบเห็น 'โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์' เปิดรับแขกอยู่ที่ตรอกมังกรดำ”
“อะไรนะ โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์? ที่นั่นไม่ได้ปิดตัวไปนานแล้วหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่มีข่าวลือว่ามันกลับมาเปิดอีกครั้ง และรับเพียงแขกพิเศษเท่านั้น จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีใครเข้าพักได้เลยซักนิด”
“โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์?”
“ปิดตัวไปแล้วแต่เปิดใหม่ อะไรละนั่น?”
เทียนจุนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังตรอกมังกรดำเพื่อสำรวจโรงเตี้ยมแห่งนั้น