(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 50 เข้าสู่เมืองมังกร

            บริเวณทางเข้าเมืองมังกร ประตูใหญ่สูงตระหง่านตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า


            แกะสลักลวดลายมังกรพันรอบเสาอย่างวิจิตร บ่งบอกถึงอำนาจของเมืองที่อยู่ภายใต้สำนักมังกรอันยิ่งใหญ่


            เหล่าทหารในชุดเกราะเด่นหลายืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ


            เกราะของพวกเขาเป็นสีดำสนิท สลักลวดลายคล้ายเกล็ดมังกรสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายวาววับ


            ดาบขนาดใหญ่สะพายอยู่บนหลังแสดงถึงอำนาจของพวกเขาในฐานะผู้คุ้มครองเมือง


            “แถวต่อไป!”


            เสียงของนายทหารที่ยืนอยู่บนแท่นหินสูงดังขึ้น จับจ้องไปที่กลุ่มผู้เดินทางที่ยืนรอคอยเป็นแถวยาวเหยียด


            เทียนจุนจูงม้าศึกสีดำของเขามาเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางผู้เดินทางจากทั่วสารทิศ


            บ้างเป็นนักเดินทาง บ้างเป็นพ่อค้า แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องการเข้าสู่เมืองมังกรแห่งนี้


            “ผู้ที่เข้ามายังเมืองมังกรเป็นครั้งแรก หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งหินปราณเซียนระดับต่ำ”


            “ส่วนปุถุชนธรรมดาจะเสียเพียงหนึ่งเหรียญเงิน!”


            เสียงของนายทหารดังขึ้นเป็นระยะ พลางกวาดสายตามองเหล่าผู้ฝึกตนที่เข้าแถวอยู่เบื้องหน้า


            คำพูดนี้ทำให้หลายคนบ่นออกมา โดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนที่เพิ่งมาถึง


            “อะไรวะ? ทำไมพวกเราต้องเสียหินปราณเซียนตั้งหนึ่งก้อน”


            “แต่พวกปุถุชนกลับเสียแค่เหรียญเงินเดียว? แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย!”


            ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่กลางแถวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง


            แต่ทันใดนั้นเอง อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง เป็นชายวัยกลางคนที่ดูมีประสบการณ์กว่า หันมาส่งสายตาดุใส่ชายหนุ่มที่เพิ่งบ่น


            “หุบปากซะ ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูด นี่คือกฎเหล็กของสำนักมังกร”


            “เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักมังกรที่ยิ่งใหญ่”


            “เจ้าเข้าใจหรือไม่? ถ้าเจ้ายังมีปัญหามาก ระวังจะถูกสำนักมังกรลงทัณฑ์เสียก่อนจะได้เข้าเมือง!”


            ชายหนุ่มที่เผลอพูดมากไปถึงกับหน้าซีดเผือด แทบจะหดคอเป็นเต่าหัวหด


            ผู้คนโดยรอบเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ ต่างรู้ดีว่ากฎของเมืองมังกรนั้นเข้มงวดเพียงใด


            เทียนจุนเองก็ค่อยๆเข้าใจสถานการณ์ของเมืองนี้


            เมืองมังกรเป็นหนึ่งในเมืองหลักของแคว้นกวางโจ่ว


            ไม่ใช่เพียงแค่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ฝึกตนเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่หล่อเลี้ยงสำนักมังกรอีกด้วย


            ทุกๆวันจะมีผู้เดินทางหน้าใหม่มากมายเข้ามา บ้างก็มุ่งหน้าสู่สำนักมังกร บ้างก็มาหาผลประโยชน์จากเมืองนี้


            ไม่นานนักก็มาถึงตาของเทียนจุน ชายวัยกลางคนที่เป็นทหารผู้ตรวจตรา เดินเข้ามายังร่างของเขา


            ขณะที่ในมือกำลังถือวัตถุขนาดเล็กบางอย่าง มันเป็นหินสีเทาขนาดเท่ากำมือ มีลูกศรเล็กๆติดอยู่ที่ปลาย


            “ยื่นมือออกมา!”


            เทียนจุนไม่ได้กล่าวสิ่งใดและยื่นมือออกไปตามคำสั่ง


            ทันทีที่หินชี้มายังตัวของเขา มันก็เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมา ทำให้นายทหารพยักหน้ารับ


            “ไม่มีป้ายเข้าเมือง งั้นก็เพิ่งมาใหม่สินะ?”


            เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะอธิบายต่อ


            “ค่าธรรมเนียมเข้าเมืองคือหนึ่งหินปราณเซียนระดับต่ำ”


            “หลังจากนี้เจ้าจะได้รับป้ายประจำตัวและจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก!”


            เทียนจุนพยักหน้ารับ ก่อนจะยกมือขึ้นและเรียกใช้พลังของแหวนกักเก็บมิติ


            ในพริบตา หินปราณเซียนระดับต่ำหนึ่งก้อนก็ลอยออกมาจากอากาศ ตกลงบนฝ่ามือของเขา


            “แหวนกักเก็บมิติ?!”


            ชายหนุ่มบางคนที่อยู่ด้านหลังอุทานออกมาเบาๆ


            เมื่อเห็นภาพนั้น สายตาหลายคู่หันมาจับจ้อง แสดงออกถึงความอิจฉาและความโลภบางส่วน


            แหวนกักเก็บมิติ ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยาก เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีอำนาจและความมั่งคั่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถครอบครองมันได้


            เทียนจุนเพียงปรายตามองผู้คนที่จ้องมองมา ก่อนจะส่งหินลมปราณให้กับนายทหารตรงหน้า


            “ดีมาก นี่คือป้ายประจำตัวของเจ้า เก็บมันเอาไว้ให้ดี ใช้สำหรับเข้าออกเมือง”


            “หากไม่มีป้ายนี้ ตัวของเจ้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เข้ามา!”


            เทียนจุนรับป้ายเข้าเมืองมา มันเป็นป้ายไม้แกะสลักที่มีตัวอักษร "มังกร" จารึกอยู่บนผิวไม้


            ด้านหลังมีสัญลักษณ์ของสำนักมังกรสลักไว้อย่างชัดเจน


            เขาพยักหน้าก่อนจะเก็บมันลงไปในแหวนกักเก็บมิติอีกครั้ง


            “เข้าไปได้!”


            นายทหารกล่าว ก่อนจะหันไปเรียกแถวต่อไป


            ทว่าก่อนที่เทียนจุนจะก้าวเข้าไปในเมือง ชายหนุ่มกลับเหลือบมองไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีดำที่ยืนอยู่ข้างกาย


            สายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นขนของมันให้พลิ้วไหว ดวงตาของมันฉายแววฉลาดเฉลียวราวกับเข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


            ดูเหมือนพวกเราจะต้องแยกทางกันแล้วล่ะ


            ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วเบา พลางยกมือขึ้นลูบคอของมันเบาๆ


            “กลับไปยังตระกูลตงซะ”


            “หรือไม่... เจ้าก็เป็นอิสระ วิ่งไปยังผืนป่ากว้างใหญ่ตามใจของเจ้า!”


            สายตาของเทียนจุนเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและจริงใจ และรู้ดีว่าต่อจากนี้เส้นทางของเขาจะเต็มไปด้วยอันตราย


            เมืองมังกรเป็นเมืองของยอดฝีมือ การพาม้าที่ธรรมดาตัวนี้เข้าไปด้วย อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าประโยชน์


            ม้าศึกสีดำจ้องมองอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะส่งเสียงร้องดังสนั่น มันสะบัดศีรษะไปมา จากนั้นจึงกระทืบพื้นเล็กน้อยคล้ายกับกำลังลังเล


            สุดท้ายมันก็พ่นลมหายใจหนักๆออกมา ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


            เสียงกีบเท้าของมันกระแทกกับพื้นดินเป็นจังหวะ ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆเลือนหายไปยังอาณาเขตนอกเมือง


            เทียนจุนยืนมองมันจากไปจนสุดสายตา เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือหวั่นไหว


            เพราะรู้ดีว่าเส้นทางของพวกเขาแตกต่างกัน ม้าศึกตัวนี้เคยเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่มันไม่จำเป็นต้องติดตามเขาไปตลอดกาล


            เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็หันกลับไปทางประตูเมือง ก้าวเดินตรงเข้าไปในเมืองมังกรที่ยิ่งใหญ่


            สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือความคึกคักของผู้คน เมืองมังกรเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา


            อาคารบ้านเรือนสูงตระหง่าน ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายอำนาจแห่งเซียนเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


            ถนนสายหลักปูด้วยหินแข็งแรงกว้างขวางพอให้รถม้าและผู้คนสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก


            เสียงตะโกนของพ่อค้าเร่ดังระงมไปทั่วทั้งสองฝั่งถนน


            “สมุนไพรวิญญาณระดับสอง! เพิ่งเก็บมาใหม่จากหุบเขามังกรเหิน!”


            “กระบี่มังกรวินาศ! อาวุธที่ตีขึ้นโดยผู้หลอมอาวุธแห่งสำนักมังกรแท้ๆ!”


            ขณะที่กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ร้านขายอาหารและโรงเตี้ยมมากมายถูกเปิดเรียงรายไปตามถนนหลัก


            มีผู้คนเดินเข้าออกกันอย่างไม่ขาดสาย บางแห่งเต็มไปด้วยนักเดินทางและผู้ฝึกตนที่นั่งล้อมวงพูดคุยกัน


            “สำนักมังกรกำลังจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในอีกหนึ่งอาทิตย์!”


            เสียงสนทนาเหล่านี้ลอยผ่านเข้าหูเทียนจุนเป็นระยะ


            เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะคิดในใจ


            “ก่อนอื่นข้าต้องหาที่พักให้ได้ก่อน”


            ไม่รอช้า เทียนจุนเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ พร้อมกับมองหาที่พักสำหรับตนเอง


            หลังจากเดินผ่านย่านการค้าไปได้ไม่นาน ตัวของเขาก็พบโรงเตี้ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง


            ตัวอาคารสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้เนื้อดี ด้านหน้ามีป้ายแขวนสลักคำว่า "โรงเตี้ยมมังกรสวรรค์"


            ดูจากขนาดของมันแล้ว น่าจะเป็นโรงเตี้ยมที่มีมาตรฐานดี และมีแขกเข้าพักจำนวนมาก


            “ลองเข้าไปดูก่อนก็แล้วกัน”


            เมื่อคิดได้เช่นนั้น เทียนจุนก็ก้าวเข้าไปในโรงเตี้ยม


            บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยผู้คน เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ เหล่าผู้ฝึกตนจากที่ต่างๆนั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามโต๊ะ


            เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มก็ยิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยถาม


            “ยินดีต้อนรับ.. มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่เจ้าคะ?”


            เทียนจุนพยักหน้าก่อนจะกล่าวออกมา


            “ข้าต้องการห้องพักหนึ่งห้อง”


            หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็พลันเผยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ


            “ขออภัยด้วยท่านแขกผู้มีเกียรติ..”


            “ตอนนี้ห้องพักถูกจองไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ”


            เทียนจุนเลิกคิ้วเล็กน้อย ทำให้หญิงสาวรีบอธิบายต่อทันที


            เนื่องจากว่าสำนักมังกรกำลังจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในเร็วๆนี้


            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายจากทั่วทุกสารทิศต่างก็เดินทางมาล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว ทำให้โรงเตี้ยมหลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คน


            “เช่นนั้นหรือ?”


            เขาพึมพำกับตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ


            “ไม่เป็นไร ข้าจะลองหาที่อื่นดู”


            หญิงสาวยิ้มให้เขา ก่อนจะโค้งคำนับอีกครั้ง


            “หากท่านต้องการที่พักจริงๆ ข้าแนะนำให้ลองไปทางฝั่งตะวันตกของเมือง อาจจะมีโรงเตี้ยมเล็กๆที่ยังพอมีที่ว่างอยู่เจ้าค่ะ”


            เทียนจุนพยักหน้ารับคำแนะนำ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโรงเตี้ยม


            เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เวลานี้ตะวันเริ่มขึ้นสู่จุดสูงสุดของท้องฟ้า เมืองมังกรยังคงเต็มไปด้วยความคึกคัก


            “ที่พักเต็มหมดแล้ว..”


            เขายิ้มบางๆ ก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง


            “ดูเหมือนการมาเมืองนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด..”


            ถึงชายหนุ่มจะไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก แต่การหาที่พักก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีที่พัก คืนนี้เขาคงต้องนอนกลางแจ้งเป็นแน่


            แต่ก่อนที่จะได้เดินจากไป ทันใดนั้นเองเสียงสนทนาแว่วเข้าหูเขาจากกลุ่มผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ไม่ไกล


            “เจ้าได้ยินหรือไม่? มีคนพบเห็น 'โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์' เปิดรับแขกอยู่ที่ตรอกมังกรดำ”


            “อะไรนะ โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์? ที่นั่นไม่ได้ปิดตัวไปนานแล้วหรือ?”


            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่มีข่าวลือว่ามันกลับมาเปิดอีกครั้ง และรับเพียงแขกพิเศษเท่านั้น จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีใครเข้าพักได้เลยซักนิด”


            “โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์?”


            “ปิดตัวไปแล้วแต่เปิดใหม่ อะไรละนั่น?”


            เทียนจุนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังตรอกมังกรดำเพื่อสำรวจโรงเตี้ยมแห่งนั้น


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน