ตอนที่44 จับจ้อง
เบลล่าที่เห็นบรรยากาศในร้านนั้นกำลังตึงเครียดเธอจึงหยิบถาดเดินไปที่โต๊ะของลูอิสและรีดินเพื่อรับออเดอร์อาร์มันโด้ที่เห็นก็ลังเลคิดจะห้ามเบลล่า แต่เขาก็หยุดไม่ได้เข้าห้ามเธอ
“รับเป็นลมหายใจมังกรหรือว่าแสงตะวันดีค่ะ”เบลล่าเดินเข้ามาถามรีดินด้วยรอยยิ้ม
รีดินมองไปที่หญิงสาวก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ลมหายใจมังกร”
“รอสักครู่ค่ะ”เบลล่าหันกลับเดินไปที่บาร์และรับเอาแก้วที่มีลมหายใจมังกรมาจากพ่อบ้านเฟรด
ตามจริงแล้วรีดินนั้นเข้าใจท่าทีของทุกคนตั้งแต่เห็นพ่อบ้านเฟรดแล้วและเขายังยืนยันด้วยว่าเด็กที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานั้นคือลูกชายของตระกูลบารอนแกริคไร้ชื่อที่ทำข้อตกลงกับไวเคานต์คาริสแต่เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เพราะไม่ได้คิดจะมาหาเรื่องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
รีดินกวาดสายตามองในร้านเขากำลังมองหาสองคนหนึ่งคือหญิงสาวที่ชื่อแอนเดรียและอีกคนที่ลือกันว่าเป็นผู้ครองพลังแต่ก็ไม่เห็นทั้งคู่
“ได้แล้วค่ะลมหายใจมังกรแก้วแรกทางร้านเราเลี้ยงฟรี”เบลล่าอธิบายด้วยรอยยิ้มพร้อมกับวางแก้วลงตรงด้านหน้าของรีดิน
รีดินไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงยื่นมือไปหยิบแก้วที่มีลมหายใจมังกรอยู่ตัวของลมหายใจมังกรใสมากจนแทบจะมองไม่ออกว่ามันถูกรินอยู่ในแก้วไม่รอช้าเขายกแก้วก่อนจะลองดื่มไปหนึ่งจิบ ทันทีที่ลมหายใจมังกรเข้าไปในปากความแรงของลมหายใจมังกรไหลผ่านลำคอเขารู้สึกราวกับดื่มเปลวไฟเข้าไป
ความร้อนกระจายไปทั่วร่างแต่ที่มากกว่านั้นคือเขากลับรู้สึกว่าสดชื่นและเหมือนร่างกายจะได้รับการกระตุ้นอย่างน่าเหลือเชื่อในแววตาของรีดินมีความแปลกใจ ก่อนที่เขาจะดื่มลมหายใจมังกรในแก้วจนหมด
“ของดี”รีดินพูดด้วยใบหน้าตายด้านอย่างพอใจ เขาชอบรสชาติของลมหายใจมังกรเป็นอย่างมากมันราวกับลมหายใจมังกรกำลังเบาความเบื่อหน่ายไปจากร่างกาย “ขออีกแก้ว”
“รอสักครู่นะคะ”
หลังจากนั้นเบลล่าก็ยกมาให้รีดินอีกแก้วก่อนจะไปคอยบริการลูกค้าคนอื่น ๆ ทุกคนกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองพร้อมกับจับจ้องรีดินไปด้วย
ลูอิสที่นั่งอยู่ตรงข้ามนั้นก็ทำตัวตามสบายใจเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจหาเรื่องเขาก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรทารกน้อยลูอิสยื่นมือไปหยิบแก้วนมขึ้นมาดื่มมือหนึ่งถือแก้วอีกมือเอื้อมไปคว้าคุกกี้ถั่วมากินคู่กัน
ตอนที่เขากำลังกินคุกกี้ถั่วอยู่ ๆ รีดินก็เอื้อมมือมาหยิบคุกกี้ถั่วขึ้นมาและกินคู่กับลมหายใจมังกรรีดินเห็นทารกน้อยมองเขาและคุกกี้ถั่วในมือก็พูดขึ้นมาว่า“หายกันกับที่เคยช่วยไว้”
ลูอิสแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจและตั้งหน้าตั้งตากินนมและคุกกี้ของตัวเองแต่ในใจเขาใจเต้นเล็กน้อย ‘ไม่น่าจะรู้ว่าฉันเป็นพวกไม่เหมือนเด็กทั่วไปแต่น่าจะเพราะจำได้ว่าเคยช่วยฉันบนถนนจากพวกลักพาตัวเด็กเฉย ๆ’
แล้วก็เป็นอย่างที่ลูอิสคิดรีดินนั้นไม่ได้สนใจเขาอีก
เพล้ง!
ในตอนนั้นเองก็มีชายท่าทางนักเลงที่แต่งตัวหยาบๆ อยู่ในสภาพเมาได้ปาแก้วเปล่าลงพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกับตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจ“บัดซบ บอกดื่มฟรีแก้วแรก แต่นี่มีแค่ครึ่งแก้ว คิดจะล้อเล่นกันหรือยังไงวะ จ่ายมาให้ฉันเท่ากับราคาของในแก้วนี้ซะ ไม่สิ 10 เท่าของในแก้วนี้ไม่อย่างนั้นฉันไปบอกทุกคนเลยว่าร้านนี้มันหลอกลวง”
พูดจบก็เตะไปที่เก้าอี้กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงจนแหลกเป็นชิ้นๆ ทุกคนในร้านต่างก็พอกันมองเรื่องราวอย่างสนใจ
‘พวกก่อกวนเหรอ...ไม่น่าจะใช่แรงที่แตะเมื่อครู่มันไม่น่าจะมาจากคนธรรมดา พวกนักล่าครึ่งดาว ฮึ พวกนักเลงเจ้าถิ่นก่อกวนนี่เองกล้ามากนักนะ’ ลูอิสคิดในใจแต่ก็ยังรักษาท่าทีเหมือนเด็กทั่วไปอยู่
“คุณลูกค้าร้านเราเสิร์ฟแบบนี้และที่สำคัญนั้นคือแก้วทางร้าน ซึ่งจะต้องคิดค่าเสียหายด้วย”เบลล่าเดินเข้าไปบอกกับชายคนนั้นด้วยท่าทางไม่พอใจเช่นกัน เธออยู่ที่นี่มานานจึงรู้มุกรีดไถของพวกเจ้าถิ่นดีในเขตชุมชนผู้อพยพที่มักจะมาสร้างความวุ่นวายเพื่อเก็บค่าคุ้มครองดี
‘ดื่มฟรีแล้วแต่ยังมาเรียกร้องอีกทั้งที่ก็ไม่ได้จ่ายสักเบลเดียว...’เธอไม่ได้พูดออกไปเพียงบ่นในใจ
“หืม...นังนี่!!ว่ายังไงนะ!” ชายนักล่าครึ่งดาวคนนั้นมีสีหน้าโมโห ยกมือขึ้นคิดจะตบหน้าของเบลล่าเบลล่าถอยหลังด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณ
แต่ว่าชายลักล่าครึ่งดาวไม่ได้ตบเพราะตอนนี้มือกำลังโดนใครบางคนจับอยู่พอหันกลับไปก็เห็นชายตัวโตสูงเกือบ 2 เมตรจ้องมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาดุดัน
“เออ...พี่ชาย...คือคือว่าผมไม่ได้ อ้ากกก...” นักล่าครึ่งดาวคนนั้นสร่างเมาในทันทีเพราะแขนที่โดนจับถูกอาร์มันโด้บิดอย่างแรง
อาร์มันโด้ไม่ได้พูดอะไรออกมาเขามองไปที่ชายนักล่าที่กำลังร้องอย่างเจ็บปวดด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะใช้หัวของตัวเองโขกไปหัวของชายลักล่าคนนั้นดังปัง!
คนที่ได้ยินเสียงก็ถึงกับตะลึงคิดว่าหัวของทั้งสองแตกเป็นแตงโมไปแล้วแต่นั่นกลับไปเกิดขึ้นนอกจากตัวของชายนักล่าที่จมูกหักเลือดเต็มปากดวงตาเหลือกจนเห็นตาขาวและหงายหลังล้มไปกลางอากาศกระแทกกับเก้าอี้อีกตัวจนพัง
ทุกคนได้แต่ตกใจเพราะเห็น ๆ อยู่ว่าชายที่โวยวายคนนั้นเป็นระดับครึ่งดาว แต่กลับโดนหัวโขกทีเดียวจนหมดสภาพไปแล้วอย่างนั้นชายตัวโตนั้นแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
หลายคนถึงกับคิดว่าชายคนนั้นอาจจะเป็นผู้ครองพลังระดับ1 ดาว แต่ก็สลัดความคิดไร้สาระนี้ทิ้งไปทันที
“บ้าจริงเก้าอี้พังอีกแล้ว นายนี่นะ” เบลล่าบ่นเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นมุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมา
“เออ...ขอโทษที่พอดีโมโหไปหน่อย”อาร์มันโด้ที่โดนบ่นก็ยกมือเกาหัวแก้เขิน
“ช่างเถอะลากออกไปข้างนอกด้วยก็แล้วกันข้างร้านยังมีเก้าอี้สำรองอยู่หลายตัวเอาเข้ามาเปลี่ยนใหม่ด้วยแล้วกัน”เบลล่ากล่าว
หลังจากนั้นอาร์มันโด้ก็รีบลากชายนักล่าที่นอนน้ำลายฟูมปากออกไปโยนไว้บนถนนพร้อมกับเอาเก้าอี้สำรองข้างร้านมาเปลี่ยน ตอนนี้ในร้านไม่มีใครกล้าสร้างความวุ่นวายอีก
ในตอนแรกก็มีผู้ครองพลังชื่อดังเดินเข้ามาในร้านตอนนี้ยังมีชายตัวโตที่จัดการนักล่าครึ่งดาวได้ด้วยหัว ใครบ้างจะโง่ไปสร้างปัญหา
รีดินที่มองการโจมตีเมื่อกี้ก็ต้องหรี่ตาลงเพราะเขารู้ว่าพลังที่แสงแดงนั้นมันไม่ธรรมดาเลย ‘หรือว่าจะเป็นผู้ครองพลังของตระกูลแกริค’แต่รีดินก็รีบปฏิเสธ แม้จะแข็งแกร่งแต่ก็ยังไม่ถึงระดับ 1 ดาวแน่นอน
ขณะที่คิดรีดินก็มองดูแก้วในมือของเขาตอนนี้เขาดื่มไปมากกว่า 5 แก้วแล้ว จึงคิดว่าควรพอได้แล้วเพราะมีอย่างอื่นต้องไปทำอีก รีดินวางเงิน 10 เบลบนโต๊ะ จากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้รีดินมองไปที่เจียน่าและอาร์มันโด้เพราะจากที่สังเกตเขารู้ว่าสองคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแต่ก่อนจะไปเขายังหันมามองทารกน้อยที่นั่งอยู่บนโต๊ะด้วย
ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากร้านไปโดยบนโต๊ะนั้นเหลือลูอิสที่กินนมจนหมดแก้วแล้วก็จานคุกกี้ที่ว่างเปล่า ซึ่งลูอิสได้กินไปชิ้นเดียวเท่านั้น
‘เขาติดหนี้คุกกี้ถั่วฉันชิ้นหนึ่ง’ทารกน้อยลุอิสจดหนี้นี้ไว้ในใจ
ร้านรุ่งอรุณเปิดต่อไปถึงแค่เที่ยงคืนเท่านั้นแต่ในร้านนั้นกลับมีคนมากกว่า 10 ที่นอนเมาหลับหมดสภาพเพราะไม่คิดว่าลมหายใจมังกรจะแรงพอล้มพวกเขาได้แน่นอนว่าคนพวกนี้ถูกอาร์มันโด้หามออกไปนอนหน้าร้านหมด
พอเช้าวันต่อมาในที่สุดคนพวกนั้นก็ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียและก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านถึงตั้งชื่อว่า“รุ่งอรุณ” เพราะถ้ากินไม่ประมาณตนมีหวังได้นอนอยู่ที่ร้านจนรุ่งเช้าแน่
สามวันต่อมา
เรื่องร้านนั้นลงตัวแล้วเพียงแค่เบลล่ากับพ่อบ้านเฟรดก็สามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหาโดยในแต่ละวันพวกเขาทำเงินได้สูงถึง 300-400 เบลเลยทีเดียวพอหักค่าวัตถุดิบราคาถูกแล้วก็ทำให้เหลือกำลังมากกว่า 200-300 เบล และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นจากการที่ร้านเริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น
ส่วนลูอิสเจียน่าและอาร์มันโด้ก็จะอยู่ช่วยตอนคนเยอะ ๆและออกไปนอกเมืองเอลดิลหลังร้านปิดและฟาร์มต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ชั่วโมงต่อวันตอนนี้เลเวลของเจียน่าและอาร์มันโด้มาถึง lv.6 แล้วยิ่งเลเวลสูงขึ้น การฟาร์มก็ยิ่งใช้เวลามากขึ้น
ส่วนทางด้านลูอิสนั้นเขาก็ได้พลังงานศรัทธาจากสถานพยาบาลจากทั้งสามวันถึง7,000 เขาจัดการอัพเลเวลไปที่ lv.12 ทันที
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.12 ใช้ 6,000 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +13 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +12 พลังชีวิต”
หลังจากอัพเลเวลแล้วลูอิสใส่ค่าสถานะลงไปที่ +5พละกำลัง +3ความชำนาญ +3ความทนทาน +1สติปัญญาและ +1 โชคส่วนแต้มศักยภาพลูอิสเก็บวันไว้ก่อน
‘ตอนนี้ฉันเหลือพลังงานศรัทธา1,000 ถ้านับตามนี้หลังจากนี้อีกสามวันฉันจะอัพไปที่ lv.13 และอีกสี่หรือไม่ก็ห้าวันถึงจะอัพไปที่ lv.14จากนั้นก็ถัดไปที่ lv.15’
ตอนนี้หลายด้านเริ่มลงตัวไม่ว่าจะเป็นการหาเงินและแต้มศรัทธาไปพร้อม ๆ กันทำให้เขาพอใจมากแต่ว่าลูอิสยังต้องรีบอัพเป็น lv.20เพราะหลังจากถึงเลเวลนั้นแล้วลูอิสจะไปคิดบัญชีกับมาลก้าอีกครั้งและต่อให้ไวเคานต์คาริสอยากจะหยุดก็คงได้แต่ต้องส่งรีดินมาหยุดเขาแต่รีดินอยากจะเป็นศัตรูกับเขาหรือไม่นั้นแค่ดูจากท่าทีวันนั้นก็รู้แล้ว
‘ถ้าแค่มาลก้ายังไงซะขุนนางคนอื่นๆ ก็ไม่มีทางเข้ามายุ่งแน่’ ลูอิสใบหน้าเย็นชาเขาพอคิดไปถึงสิ่งที่มาลก้าคิดจะทำกับแอนเดรียลูอิสก็อยากจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ อยู่แล้วถ้าวันนั้นไม่ใช่เพราะไฟที่ไหม้และต้องรีบถอยออกมาก่อน เขาคงฆ่ามาลก้าไปแล้ว
‘พอมาคิดเรื่องนี้แล้วตอนนี้แอนเดรียจะเป็นยังไงบ้าง นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว’ลูอิสมองหน้าจออินเตอร์เฟสข้อมูลตัวละครของแอนเดรียอย่างอดสงสัยไม่ได้