จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 206 หนึ่งเดือนแห่งการเก็บตัวฝึกปรือ

            ภายในห้องศิลาขนาดห้าวามีเพลิงขนาดมหึมาลุกโชติช่วงอยู่ที่กึ่งกลางของห้องภายในห้องปราศจากลมโชยพัดแต่เปลวไฟกลับสะบัดซ้ายขวาราวกับต้องลม

            ทันใดนั้นเปลวไฟก็เต้นเร่าราวกับมีชีวิตก่อนจะบิดม้วนแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุน ผ่านไปชั่วครู่กลุ่มเพลิงจึงแปรเปลี่ยนพยัคฆ์อัคคีสูงหนึ่งวา!

            พยัคฆ์อัคคีราวกับมีชีวิตมันแสดงท่วงท่าคำรามอย่างดุร้าย แม้ว่าจะปราศจากเสียงแต่ภาพที่ปรากฏยังคงน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย

            เพียงพริบตาเดียวพยัคฆ์อันดุร้ายก็พลันสลายกลายเป็นเปลวเพลิงก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นวิหคขนาดยักษ์!

            จากนั้นวิหคยักษ์ก็สลายไปก่อนจะแปลงเป็นวานรขนาดมหึมากำลังทุบหน้าอกของตน...

            สัตว์ร้ายและวิหคทั้งมวลล้วนก่อตัวขึ้นจากเปลวไฟจึงไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่จะสามารถส่งเสียงได้

            หลังจากแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์อีกหลายครั้งเปลวไฟจึงเริ่มรวมตัวกลายเป็นลูกไฟสีแดงฉานขนาดหนึ่งวาลูกไฟหมุนอย่างแช่มช้าพร้อมกับลอยขึ้น ชั่วขณะที่ลูกไฟจะถึงด้านบนของห้องพริบตาที่แตะถูกเพดานก็ปรากฏทวนเล่มหนึ่งทะลวงออกมา!

            ทวนยาวที่ตรงเหยียดเล่มนี้เห็นได้ชัดว่าผนึกขึ้นจากเปลวไฟแต่กลับไม่มีเปลวไฟแลบออกมาจากทวนให้เห็นแม้แต่น้อย ต่อให้ตั้งใจเพ่งพิจารณาอย่างไรก็ยังไม่เห็นว่าแตกต่างจากทวนจริงแต่อย่างใด

            และขณะเดียวกับที่ทวนปรากฏขึ้นนั้นกระบี่ยาวอีกเล่มก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง

            แล้วจากนั้นอาวุธแต่ละประเภทก็ทยอยกันออกมาจากลูกไฟอย่างรวดเร็วมีด ขวาน ตะขอหรือแม้แต่ค้อนก็ปรากฏออกมาเรียงรายเป็นรูปพัดมองไปคล้ายกับนกยูงกำลังรำแพนเพียงแต่ขนหางกลับถูกแทนที่ด้วยอาวุธต่างๆ อาวุธแต่ละชิ้นล้วนมีรูปลักษณ์ราวกับถอดแบบทั้งยังส่งรังสีคุกคามออกมาเช่นเดียวกับของจริง

            “ปัง!”

            พร้อมกับเสียงดังกึกก้องอาวุธหลากหลายก็แยกออกจาก‘ลำตัว’ มาลอยค้างอยู่กลางอากาศยามที่หลุดพ้นออกมาจากลูกไฟที่ยังคงหมุนวนอยู่ในอากาศพวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธจริงราวกับสร้างขึ้นจากวัสดุอันแข็งแกร่ง

            ที่ใจกลางลูกไฟซึ่งอาวุธทั้งหลายปรากฏออกมากลับสามารถมองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งได้อย่างเลือนราง!

            แล้วผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในลูกไฟนั้นก็เริ่มลุกขึ้นอย่างแช่มช้าพร้อมกับยื่นมือขวาออกแล้วอัคคีรอบกายก็ถูกบีบอัดหดลงก่อนจะถูกดูดรั้งกลับคืนสู่ร่าง!

            ที่ปรากฏขึ้นเป็นบุรุษในชุดยาวสีเทาปล่อยผมยาวปิดบังดวงตาทั้งสองข้างเปลวเพลิงอันพลุ่งพล่านแทรกซึมกลับเข้าสู่ร่างของมันอย่างต่อเนื่องโดยเสื้อผ้ากลับไม่ถูกเผาไหม้แม้แต่น้อย

            ยามเงยหน้าขึ้นผมยาวสีดำของชายผู้นั้นก็ถูกพัดไปด้านข้างเผยให้เห็นดวงตาเป็นประกายที่ซ่อนอยู่ด้านหลังบนใบหน้ามันประดับด้วยรอยยิ้มยามพิจารณาดูเหล่าอาวุธที่วนเวียนรายล้อมอยู่ในอากาศรอบกาย

            ที่แท้คนผู้นี้ก็คือไป๋หยุนเฟย!

            หลังจากมองดูอาวุธทั้งหลายไป๋หยุนเฟยก็หลับตาลงอีกครั้งขณะเดียวกันก็เริ่มรวบรวมสมาธิอยู่ชั่วขณะก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วระบายออกยามที่ลืมตาขึ้นไป๋หยุนเฟยก็ยื่นมือออกแล้วเหล่าอาวุธเบื้องหน้าก็สลายตัวกลายเป็นเปลวไฟกระจายตัวออกกลืนรอบบริเวณให้ตกอยู่ในทะเลเพลิง

            พริบตาต่อมา ไป๋หยุนเฟยที่อยู่ใจกลางวังวนของมวลพลังธาตุไฟก็เริ่มดูดซับพวกมันกลับสู่ร่าง

            เมื่อพลังธาตุไฟถูกดูดซับเข้าสู่ร่างจนหมดสิ้นภายในห้องก็ถูกครอบคลุมด้วยความมืดมิดอีกครั้งความเงียบงันยึดครองห้องศิลาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมีลูกไฟขนาดเท่าชามอ่างผนึกตัวขึ้นแล้วภายในห้องก็สว่างขึ้นอีกครั้ง ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้นสัมผัสลูกไฟตรงหน้ามันพิจารณาดูลูกไฟที่ลอยค้างอยู่เหนือฝ่ามือครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

            “ในที่สุดข้าก็มีพลังเช่นเดียวกับที่ผู้อาวุโสเกออี้หยุนแสดงออกมาได้แล้วยามที่เห็นท่านผู้เฒ่าทำได้ง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ ครั้งนั้นข้าเพียงคิดว่าช่างน่าอัศจรรย์นักแต่ในยามนี้แม้แต่ข้าก็ทำได้อย่างง่ายดาย...”ไป๋หยุนเฟยถอนใจเล็กน้อยก่อนจะพึมพำกับตนเอง“ไม่คิดเลยว่าเคล็ดควบคุมไฟจะเรียนรู้ได้ง่ายปานนี้...หรือเป็นเพราะข้าสัมผัสใช้งานกับวัตถุวิญญาณธาตุไฟอยู่เสมอ?หรือเพราะทวนเปลวอัคคีคอยเป็นสื่อกลางคอยช่วยให้ข้าเรียนรู้วิธีที่จะตอบสนองต่อธาตุไฟ?หรือจะหมายความว่าเคล็ดการฝึกปรือนี้เป็นเพียงระดับพื้นฐานจึงไม่ได้ยากเย็นที่จะเรียนรู้?”

            “ยังเหลือเวลาอีกสามวันจึงจะครบกำหนดหนึ่งเดือนข้าก็พบกับความสำเร็จแล้วไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะยินดีต่อความสำเร็จของข้าหรือไม่?ข้าสมควรใช้เวลาสามวันที่เหลือนี้ขัดเกลาให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น...ไม่ทราบว่าวิชาการหลอมประดิษฐ์จะ...”

            ไป๋หยุนเฟยสืบเท้าขวาไปยังมุมของห้องศิลาซึ่งมีบันไดตั้งอยู่เป็นบันไดซึ่งทอดขึ้นไปสู่ห้องนอนของมันที่อยู่ด้านบนนั่นเอง

            ทุกห้องภายในตึกแห่งนี้ศิษย์แต่ละคนจะมีห้องลับเพื่อใช้ในการฝึกฝนวิชาของตนเป็นการส่วนตัว

            เวลาผ่านไปยี่สิบเจ็ดวันแล้วนับตั้งแต่ที่มันสร้างวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นเหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะครบหนึ่งเดือนที่ไป๋หยุนเฟยเข้าเป็นศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว

            ในยี่สิบเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ไป๋หยุนเฟยใช้เวลาแทบทั้งหมดเพื่อฝึกฝนตนเองในห้องลับใต้ดินเพื่อที่จะเรียนรู้เคล็ดควบคุมไฟให้สำเร็จไป๋หยุนเฟยจึงแทบจะปิดขังตนเองจากโลกภายนอกจะมีก็เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่มันจะออกจากห้องไปเดินเล่น

            เมื่อเปิดประตูออก ใบหน้าของไป๋หยุนเฟยก็ถูกอากาศอันสดชื่นโชยมาปะทะที่แท้เมื่อครู่ก็มีฝนตกลงมา ที่ลานจึงยังคงเปียกชื้นยอดอ่อนของต้นไม้ยังคงมีหยาดฝนหล่นริน ทว่าบนพื้นก็ยังไม่เปลี่ยนเป็นโคลนเลน ให้ความรู้สึกราวกับโลกหล้าผ่านการชำระล้างจนเหลือไว้เพียงความสดชื่นมีชีวิตชีวาให้เห็น

            ยามนี้ยังคงเป็นเช้าตรู่ไป๋หยุนเฟยจึงคิดจะเดินเล่นรอบชมดูรอบที่พักเพื่อผ่อนคลายจิตใจ

            “เอ๊ะ? ศิษย์พี่ไป๋ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว!”

            ชั่วขณะที่ออกมาจากห้อง น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีก็แว่วมาจากด้านขวาเมื่อหันไปยังต้นเสียงไป๋หยุนเฟยก็พบเห็นเด็กหนุ่มกำลังวิ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

            ไป๋หยุนเฟยยิ้มตอบพร้อมกับพยักหน้า“ถูกแล้ว ข้าคิดจะออกมาเดินเล่น เสี่ยวเสียนไฉนเจ้ากำลังจะไปที่ใด?”

            เด็กหนุ่มผมสั้นที่เข้ามาพร้อมกับใบหน้าเหนียมอายนี้มานามว่าซือคงเสียน เป็นศิษย์สายในของยอดเขาประจิมเช่นเดียวกันเนื่องเพราะพักอยู่ในห้องถัดไปจึงนับได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของไป๋หยุนเฟยคอยช่วยนำอาหารและน้ำมาให้แก่ไป๋หยุนเฟยอยู่บ่อยครั้งด้วยความที่เป็นคนสัตย์ซื่อจริงใจซือคงเสียนจึงมักจะคอยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยรอยยิ้ม

            หลังจากชี้ไปยังเขาด้านหลังเขตที่พักซือคงเสียนจึงกล่าวว่า “ข้ากำลังจะนำวัตถุดิบไปให้แก่ศิษย์พี่เฉินเพื่อใช้ในการหลอมประดิษฐ์”

            “อ้อ อย่างนี้นี่เอง”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า “ข้าก็คิดจะไปแถวนั้นเช่นกัน ไปด้วยกันเถอะ”

            ซือคงเสียนยิ้มพลางพยักหน้า “ตกลง! ไปกันเถอะ หากล่าช้าเกรงว่าศิษย์พี่เฉินจะมีโทสะได้”

            ……

            ระหว่างลัดเลาะฝ่าเส้นทางขึ้นสู่เขาไป๋หยุนเฟยและซือคงเสียนพบเห็นวิหคโฉบผ่านต้นไม้ใบหญ้าด้วยอากาศเย็นสดชื่นที่โชยผ่าน แม้ว่ายามนี้จะเป็นฤดูหนาวแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องเผลอคิดว่าบนเขาแห่งนี้อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ

            ระหว่างทางไป๋หยุนเฟยและซือคงเสียนจึงสนทนากันถึงเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

            เถียนอวี่หางกำลังเรียนรู้วิธีฝึกปรือพลังวิญญาณจากซ่งหลินเพื่อบรรลุสู่ด่านภูตวิญญาณให้ได้โดยเร็ว

            ม่อเสี่ยวเซียนและซีเหยียนก็สามารถผูกมิตรกับศิษย์สายในคนอื่นได้สำเร็จเนื่องเพราะทั้งคู่บรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณระดับปลายแล้วพวกมันจึงเร่งฝึกปรือให้บรรลุด่านภูตวิญญาณเพื่อจะได้หลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวของตนเองได้

            จงชูหาวและหลิวหมางก็ไปได้ดีกับการเป็นศิษย์สายนอกแต่ทั้งคู่ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นศิษย์สายในให้ได้จึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการคร่ำเคร่งฝึกฝนตนเอง

            มีหลายครั้งที่พวกมันมาเยี่ยมไป๋หยุนเฟยเพื่อขอคำแนะนำแต่เพราะไป๋หยุนเฟยเก็บตัวฝึกฝนทั้งสามจึงไม่มีโอกาสได้เจอกัน

            แม้จะไม่ได้ข่าวคราวจากเย่จือชิวแต่ไป๋หยุนเฟยมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็กำลังทุ่มเทฝึกปรือเช่นเดียวกัน

            ระหว่างที่สนทนา เพียงไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดเขาประจิมเบื้องหน้าของพวกมันเป็นผนังผากว้างใหญ่ซึ่งมีรูมากมายเรียงรายอยู่ราวกับมีคนใช้ตะปูยักษ์เจาะหน้าผาให้เป็นถ้ำทุกๆห้าวาจะปรากฏปากถ้ำซึ่งสูงหลายวากระจายตัวอยู่

            ที่แห่งนี้แม้จะแปลกประหลาดแต่ก็เป็นที่ซึ่งศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ใช้หลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณขึ้น

            เคล็ดควบคุมไฟนั้นเป็นการฝึกฝนขั้นพื้นฐานของสำนักช่างประดิษฐ์การเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังธาตุไฟเป็นสิ่งที่ต้องบรรลุด่านภูตวิญญาณแล้วเท่านั้นจึงกระทำได้ดังนั้นศิษย์ที่พลังการฝึกปรือยังไม่ถึงขั้นจึงได้แต่มุ่งมั่นฝึกปรือโดยหวังว่าสักวันตนจะสามารถบรรลุถุงด่านภูตวิญญาณและได้เรียนรู้วิชาของสำนักช่างประดิษฐ์บางครั้งการหลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณจะเกิดเสียงดังและยัง‘ไม่ปลอดภัย’อยู่บ้าง ดังนั้นการหลอมสร้างวัตถุวิญญาณจึงถูกห้ามไม่ให้กระทำในเขตที่พักยามที่ศิษย์ในสำนักบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณก็จะได้รับการจัดสรร‘ถ้ำหลอมประดิษฐ์’เพื่อใช้ในการหลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณถ้ำนี้เป็นเพียงถ้ำธรรมดาไม่มีอันใดพิเศษมีเพียงเรื่องเดียวที่เหนือกว่าสถานที่อื่นก็คือถ้ำนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง

            ครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยมายังสถานที่แห่งนี้ก็ตื่นตะลึงอยู่เนิ่นนานมันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสำนักช่างประดิษฐ์ซึ่งจัดสร้างวัตถุวิญญาณอันล้ำค่ามานับไม่ถ้วนจะหลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณในที่ซึ่ง... สร้างอย่างหยาบง่ายเช่นนี้

            แต่กระนั้น ยามนี้มีหลายถ้ำที่สาดแสงสีแดงเพลิงจากพลังธาตุไฟออกมาจนปรากฏเป็นภาพอันน่าตื่นเต้นเหนือธรรมดา

            “เสี่ยวเสียน ‘ศิษย์พี่เฉิน’ได้บอกเจ้าหรือไม่ว่าเป็นถ้ำใด” เมื่อทั้งคู่มาถึง‘ถ้ำหลอมประดิษฐ์’ไป๋หยุนเฟยก็เอ่ยปากถามต่อซือคงเสียนว่าต้องไปที่ใดต่อ

            ถ้ำในแถวล่างเป็นถ้ำสำหรับศิษย์สายนอกและถ้ำแถวบนขึ้นไปสำหรับศิษย์สายใน ส่วนถ้ำชั้นบนสุดซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ถ้ำเอาไว้เพื่อให้ศิษย์สายตรงใช้

            ซือคงเสียนชี้นิ้วไปยังถ้ำด้านบนฝั่งซ้ายพร้อมกับกล่าวว่า“ถ้ำนั้น! แถวที่สี่ถ้ำที่หกจากด้านซ้ายเป็นถ้ำสำหรับศิษย์สายใน ศิษย์พี่เฉินอยู่ด้านในกำลังหลอมประดิษฐ์วัตถุวิญญาณอยู่ศิษย์พี่ไป๋ท่านรอข้าที่นี่สักครู่ได้หรือไม่?ข้าต้องนำวัตถุดิบที่ศิษย์พี่เฉินต้องการไปส่ง...”

            “ตูม!!”

            ยังไม่ทันที่ซือคงเสียนจะกล่าวจบก็บังเกิดเสียงแตกระเบิดจากในถ้ำดังกึกก้องสะท้านแผ่นดิน แล้วปากถ้ำที่มันชี้นิ้วไปก็ปรากฏเสาเพลิงขนาดยักษ์ลากฝุ่นควันพุ่งออกมาหลังจากพุ่งออกมาชั่วครู่เสาเพลิงก็คงอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆจางลง

            “เอ่อ...”