“นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านฉันเธอยังจะพาฉันไปบ้านเธออีกเหรอ ฉันบอกไปแล้วนะว่าถ้าเธอกล้าทำอย่างนี้ฉันจะกระโดดลงจากรถ” ฉินลู่ขมวดคิ้วถามเซี่ยหลิง
“นี่ก็ไม่ใช่ทางกลับบ้านฉันเหมือนกัน” เซี่ยหลิงพูดอย่างฉะฉาน
“แล้วนี่จะไปไหน”
เซี่ยหลิงชี้ให้ดูเวลาที่แสดงบนหน้าจอบนพวงมาลัย และพูดว่า“ตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่เลย ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลเราไปเดินเล่นกันที่ชานเมืองกันดีกว่า”
“ไปเดินเล่น” ฉินลู่พยักหน้าและพูดว่า “ก็ดีนะงั้นไปสวนสาธารณะตงซานกัน ไม่กี่วันก่อนฉันก็ไปที่นั่นมา ดีมากเลยละ”
“โอเค งั้นไปสวนสาธารณะตงซาน”
เซี่ยหลิงพยักหน้าแล้วก็เหยียบคันเร่ง
“โอ้ ช้าลงหน่อยพี่สาว...”
สามสิบนาทีต่อมาเซี่ยหลิงขับรถสปอร์ตอาวดี้มาถึงยอดเขาของสวนสาธารณะตงซาน
หลังจากเปิดประตูรถ ฉินลู่ก็ออกไปยืนพิงต้นไม้แล้วอ้วกไปหลายครั้งจากนั้นจึงหันไปพูดกับเซี่ยหลิงอย่างดุดัน “เธอแข่งเอฟวันอยู่หรือไง”
เซี่ยหลิงลงจากรถ กางแขนออก หายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ทำไมเมื่อกี้บนเวทียังเป็นหมอฉินผู้สง่างามอยู่เลย ตอนนี้กลับปอดแหกซะแล้ว”
“เธอขับรถเร็วเกินไป มันยังอยู่ในเขตเมืองอยู่เลย”
“ถ้าไม่ใช่เพราะนายอยู่ในรถ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนาย ฉันขับเร็วกว่านี้อีก”เซี่ยหลิงยืนอยู่บนก้อนหิน มองไปยังเมืองจิงเฉิงที่อยู่ไกลๆ และหันไปพูดกับฉินลู่“นายดูสิ เมืองนี้มองจากที่ไกลๆ สวยมากเลย”
“อืม” ฉินลู่พยักหน้าและมองไปที่เมืองจิงเฉิงที่อยู่ห่างไกลออกไป
“แต่ถ้ามองแค่จากระยะไกล นายก็จะไม่สามารถเห็นความมืดดำที่ซ่อนอยู่ในเมืองที่สวยงามแห่งนี้ได้”เซี่ยหลิงกล่าวอย่างเงียบๆ
ฉินลู่มองเซี่ยหลิงอย่างแปลกใจ “เธอจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหรอ”
เซี่ยหลิงอึ้งงัน เธอหันศีรษะไปถาม “ทำไมนายถึงพูดอย่างนี้ล่ะ”
“เพราะท่าทางเธอเมื่อกี้ค่อนข้างเบียว[1]น่ะ”
“บ้านนายสิ” เซี่ยหลิงจ้องไปที่ฉินลู่
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เซี่ยหลิงก็อดไม่ได้ จึงเริ่มพูดก่อน“ตอนนี้หยางซวี่ตงน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วครอบครัวเขาก็น่าจะกำลังคุยกันถึงวิธีแก้แค้นนาย”
“พวกเขาไม่ได้กำลังคุยว่าจะแก้แค้นฉันยังไงหรอก” ฉินลู่พูดนิ่งๆ
“แล้วพวกเขากำลังคุยกันเรื่องอะไรล่ะ” เซี่ยหลิงเลิกคิ้วขึ้น
ฉินลู่ลูบมือ “พวกเขากำลังคุยเรื่องจะฆ่าตัวตายยังไงมากกว่า”
“ฮ่าๆ มุกนายนี่แป๊กเวอร์” เซี่ยหลิงเบือนหน้าหนี “ฉันไม่รู้จริงๆ ว่านายเอาความมั่นหน้ามาจากไหนนักหนา”
ฉินลู่ยักไหล่และไม่ได้ตอบอะไร
“ขอโทษนะ”
ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่ง และจู่ๆ เซี่ยหลิงก็พูดขอโทษ
ฉินลู่งุนงง และถามอย่างสงสัย “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ”
“ฉันพูดว่าขอโทษ”
“มีอะไรต้องขอโทษฉัน”
เซี่ยหลิงก้มหน้า ในตอนกลางคืนบนยอดเขาทำให้มองเห็นใบหน้าเธอไม่ชัด“ต้นเหตุของเรื่องนี้เป็นเพราะฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉันยืนกรานที่จะลากนายไปกินข้าวที่โรงอาหารผลลัพธ์ก็คงไม่เป็นอย่างนี้หรอก”
“เธอคิดมากเกินไปแล้ว”
“ฉันไม่ได้คิดมาก แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง” เซี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นหางตาของเธอเปียกเล็กน้อย “หยางซวี่ตงพยายามตามจีบฉัน และเมื่อเขาเห็นว่านายอยู่ข้างๆฉัน ก็เลยอยากเอาคืน ดังนั้นมันก็เป็นฉันเองที่ทำร้ายนาย”
“โอ้! งั้นเหรอ!” ฉินลู่แสร้งทำเป็นเพิ่งเข้าใจจากนั้นก็หรี่ตามองเรือนร่างนูนเว้าสวยงามของเซี่ยหลิงและพูดว่า“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันก็โดนเธอทำร้ายจริงๆ นั่นแหละงั้นฉันควรจะเก็บดอกเบี้ยสักหน่อยมั้ง...”
พูดจบ ฉินลู่ก็ออกกรงเล็บ เตรียมโจมตีไปทางหน้าอกของเซี่ยหลิง
เดิมทีฉินลู่แค่กะจะล้อเล่นเท่านั้น
แต่เขาไม่คิดว่าเซี่ยหลิงจะหันมาเผชิญหน้ากับเขา...
ทำให้มือของฉินลู่นั้นคว้าเข้าไปที่ลูกบอลนุ่มนิ่มทั้งสองลูกจังๆและนิ้วก็บีบเองโดยไม่รู้ตัว
“อ๊ะ...”
เซี่ยหลิงหน้าแดงก่ำ และครางออกมา
“โอ้!”
ฉินลู่รีบดึงมือกลับ มองเซี่ยหลิงอย่างตื่นตระหนกและพูดว่า“เธอจะทำอะไรน่ะพี่สาว”
เซี่ยหลิงเอาผมทัดหูอย่างอ่อนหวาน และพูดว่า “ก็นายพูดเองไม่ใช่เหรอ ฉันก็ให้ดอกเบี้ยไง...”
หลังจากพูดจบ เซี่ยหลิงก็ถอดเสื้อคลุมออกและมองฉินลู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง ดวงตาคู่นั้นของเธอดูยั่วยวนมาก
ฉินลู่เริ่มป๊อดแล้ว ใบหน้าของเขากลายเป็นสีแดง จึงยืนขึ้นและหันไปพูดว่า “ก็…..ก็อะไรละตอนนี้เราควรจะกลับกันได้แล้ว บนยอดเขามันค่อนข้างร้อน เอ้ยไม่ใช่มันค่อนข้างหนาว”
“ฮึๆๆ ...” เซี่ยหลิงหัวเราะเสียงใสราวกับระฆัง“โอเค งั้นเราไปกันเถอะ ครั้งนี้นายขับรถนะ ฉันไม่รู้ว่าบ้านนายอยู่ไหน อ้อ ขับรถเป็นใช่ไหม”
“เป็น” ฉินลู่พยักหน้าและเดินตรงไปที่ฝั่งที่นั่งคนขับของรถสปอร์ตอาวดี้
ทั้งสองคนขึ้นไปนั่งบนรถ ฉินลู่สตาร์ทเครื่องและเหยียบคันเร่งเบาๆตัวรถก็ค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
รถเพิ่งออกมาได้ไม่ไกล บนถนนอันคดเคี้ยวก็มีรถบีเอ็มดับเบิลยูขับมาขวางหน้ารถอาวดี้ไว้
ฉินลู่และเซี่ยหลิงมองหน้ากัน
“หรือว่าจะเป็นคนที่หยางกรุ๊ปส่งมา” เซี่ยหลิงอดไม่ได้ที่จะเดาไปก่อน
ฉินลู่ส่ายหน้า “ไม่น่าจะใช่พวกเขา พวกนั้นก็แค่ธุรกิจครอบครัวเล็กๆจะขับรถที่แรงม้าเยอะแบบนี้ไปทำไม”
“แล้วพวกมันต้องการอะไร”
“ฉันไม่รู้ แต่แค่ถามก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ” เมื่อพูดอย่างนั้นฉินลู่ก็เปิดกระจกรถ และตะโกนถามรถบีเอ็มที่อยู่ตรงหน้า “เฮ้ คุณทำอะไรเนี่ย ทำไมมาขวางทางไว้คิดว่าฉันไม่กล้าชนแกจริงๆ เหรอ ฉันจะบอกแกเลยนะว่ารถคันนี้ไม่ใช่ของฉันถ้าบอกว่าชนก็คือชนนะ อยากไปฟ้องที่ไหนก็ไป”
เซี่ยหลิง “...”
หน้าต่างรถบีเอ็มดับเบิลยูเลื่อนลง ทำให้เห็นชายหนุ่มหน้าขาวซีด “คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดที่มาขวางไว้ไม่ได้มีความหมายอื่นเลยครับ ผมแค่เห็นว่ารถของคุณไม่เลวเลยจึงอยากแข่งกับคุณสักหน่อยเป็นไง”
“แข่งรถ” ฉินลู่หันไปมองเซี่ยหลิง จากนั้นก็หันกลับมาพูดว่า“คุณเสพยาหรือเปล่าเนี่ย ผมแค่นั่งในรถเฉยๆ ยังอ้วกเลย จะให้มาแข่งรถอะไรล่ะและนี่ก็เป็นทางคดเคี้ยว แถมยังเป็นทางลงเขาอีกคุณไม่อยากมีชีวิตอยู่ก็อย่าพาคนอื่นไปด้วยสิ”
“ชิ!” เจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูชูนิ้วกลางใส่แล้วพูดว่า“ชีวิตคนเราก็อยู่ได้แค่ไม่กี่สิบปี ถ้าไม่หาอะไรสนุกๆทำชีวิตมันก็ไร้ค่าไม่ใช่เหรอ ผมไม่คิดเลยนะว่ารถที่ดูดีแบบนั้นแต่คนกลับปอดแหกแบบนี้น่ะ”
“ใช่แล้ว ผมปอดแหกอย่างนี้แหละ คุณกล้าหาญนักก็แข่งไปคนเดียวเลย” ฉินลู่ทำมือเป็นสัญลักษณ์เชิญ
เจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูเก็บมือเข้าไปแล้วพูดกับฉินลู่ว่า “สหายอย่าทำแบบนี้เลย เรามาแข่งกันสักตาเถอะ ถ้าคุณชนะ ผมจะให้รถคุณ ถ้าคุณแพ้ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น คุณว่ายังไง”
“คุณไม่ต้องการอะไร แต่ต้องการชีวิตผมนี่ไง”
ฉินลู่ปิดกระจกรถ และบีบแตรสองครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้บีเอ็มดับเบิลยูรีบออกไป
“ชิ” เจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูชูนิ้วกลางใส่อีกครั้งจากนั้นก็บีบแตรสองครั้งเช่นกัน จากนั้นก็กลับรถและขับลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว
“ขับเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
เซี่ยหลิงที่นั่งอยู่ฝั่งข้างคนขับยังรู้สึกตกใจเล็กน้อย
ทางลงเขาคดเคี้ยวแบบนี้ เธอยังไม่กล้าขับเร็วขนาดนั้น
[1]เบียว/จูนิเบียว เป็นคำญี่ปุ่นแปลว่า โรคเด็ก ม.2หมายถึง อาการของคนที่อินกับตัวละครหรืออะไรสักอย่างมากๆจนเอาคำพูดของตัวละครนั้นๆ มาใช้ หรือแสดงท่าทางคล้ายตัวละครนั้น