"เจ้าเรียกเงาร่างเขียว ๆนี่ว่า เทพนักรบ เรอะ ออกจะดูไม่ค่อยเหมือนนักรบเท่าไหร่นะ" วิคทอเรียจ้องมองเงาร่างเทพนักรบด้วยความไม่อยากเชื่อ ว่าสิ่งนี้จะสามารถทำการรบได้ จนถึงที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเทพ ออกจะโม้ไปหน่อยไหม
"อย่าดูถูกพวกมันเชียวนะ ที่ท่านเห็นอยู่นี่เป็นเพียงขั้นต้นของขั้นต้น ให้บอกเป็นสัดส่วนก็น่าจะอยู่ที่ 5 ใน 100 ส่วนของเทพนักรบในขั้นสมบูรณ์แบบ" เทียนคงอธิบายให้วิคทอเรียฟัง พร้อม ๆกับการรักษาบาดแผลให้เอ็ดมัวร์ และแน่นอนว่าเงาร่างสีเขียวนี้ก็ขยับตามคำสั่งของเทียนคงอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับว่าเป็นตัวเขาเองที่อยู่ตรงนั้น
"เหรอออ .... ว่าแต่ว่าเถอะ เจ้าหลบหนีออกมาจากนักรบสองคนนั่นมาได้ยังไงน่ะ" แม้วิคทอเรียจะมั่นใจในตัวเทียนคงอยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้เขาสามารถเอาชนะนางได้ด้วยพลังระดับต่ำกว่านางถึงหนึ่งระดับเต็ม ด้วยกระบวนท่าเดียว ดังนั้นในตอนนี้เขามีระดับพลังมากขึ้น ก็คงจะเอาชนะนักรบระดับเชี่ยวชาญสองสามคนได้ไม่ยากเย็น แต่การเอาชนะให้ได้อย่างไม่ทำให้เกิดเสียงปะทะนั้น มันคนละเรื่องกันเลย การที่เทียนคงหนีออกมาได้โดยไม่มีใครตามมา นั่นก็หมายความว่า เขาต้องสามารถเอาชนะนักรบทั้งสองคนได้ในเวลาเพียงพริบตาจนนักรบทั้งสองคนไม่มีโอกาสได้แจ้งข่าวให้ใครรู้ ไม่ก็ต้องมีความเร็วที่สูงมากจนนักรบทั้งสองคนไม่สามารถตามได้ทันแม้พวกเขาจะแจ้งข่าวให้พรรคพวกรู้ก็ตามไม่ทันอยู่ดี หรือไม่ก็ต้องมีทักษะในการลอบเล้นกายที่นักรบเผ่าของนางไม่สามารถตรวจพบได้ แต่ทั้งสามข้อนี้ดูเหมือนนางจะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้สักข้อ เพราะในแต่ละข้อล้วนมีจุดบอดที่ทำให้เขาถูกจับได้แน่ ๆ
"ก็ด้วยเจ้านี่ไง ที่กำลังช่วยข้ารักษาพี่ท่านอยู่เนี่ยแหละ" เทียนคง ตอบวิคทอเรียพลันเหลือบสายตาไปมองเงาร่างเทพนักรบ
"ไอเจ้าเขียว ๆนี่อ่ะนะ ... หือออ ทำไมข้าถึงจับมันไม่ได้ล่ะ" ด้วยความสงสัย ระหว่างที่ถาม นางก็เอื้อมมือไปที่ไหล่ของร่างเงา แต่แล้วสิ่งที่สัมผัสได้ กลับเป็นเพียงความว่างเปล่า คล้ายกับกำลังคว้าเอาควัน ที่มองเห็นว่ามันมีอะไรอยู่ตรงหน้า แต่หากจะคว้าจับก็เป็นไปไม่ได้
"นี่เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของปราณเทพนักรบ และมีอีกหลายอย่าง ให้ข้าอธิบายให้ท่านฟังตอนนี้ พรุ่งนี้จะอธิบายหมดหรือไม่ก็ไม่รู้" ไม่ใช่เทียนคงไม่เต็มใจจะบอกวิคทอเรียถึงความสามารถต่าง ๆของปราณเทพนักรบ แต่มันมีเยอะ และหลายหลายจริง ๆ แถมมันยังขึ้นอยู่กับผู้ใช้อีกต่างหาก มันยังสามารถแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นอย่างอื่นได้นอกเหนือจากรูปร่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ หรือแม้แต่สัตว์อสูร ขึ้นอยู่กับจิตนาการและความเข้าใจวิชาปราณเทพนักรบของผู้ใช้ และระดับพลัง
อย่าง "ร่างเงา" ที่เทียนคงใช้อยู่นี้ เป็นการใช้ออกระดับพื้นฐานขั้นต่ำสุดของปราณเทพนักรบ เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดในการใช้ออก แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เทียนคง ไม่ได้เรื่อง ถึงใช้ออกได้เพียงรูปแบบที่ต่ำสุด เพราะผู้ใช้พลังระดับต่ำที่สุดที่จะสามารถใช้ ปราณเทพนักรบ ได้นั้นคือระดับปรมจารย์ขั้นสูงสุด ถึงจะใช้ได้ออกได้ถึง "ร่างเงา" นี้
ที่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้พลังระดับปรมจารย์นั้น ไม่ใช่เพราะว่าการใช้ออกนั้น ต้องใช้พลังจำนวนมาก แต่เป็นเพราะต้องใช้ความเข้าใจในระดับปรมจารย์ถึงจะใช้ได้ต่างหาก
ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้เทียนคงที่มีพลังเพียงแค่ระดับกลางขั้นสูง ก็สามารถใช้ออกได้ เพราะทักษะที่มีอยู่ในตัวนั้นอยู่ในระดับใดในตอนนี้เทียนคงเองก็ยังไม่รู้ได้ เขารู้เพียงแค่ว่าสามารถใช้ทักษะนี้ได้เท่านั้น และคงต้องยกระดับพลังให้ได้มากกว่านี้ ถึงจะรู้ว่าทักษะแต่ละอย่างที่เขามีติดตัวมานั้นอยู่ในระดับใดบ้าง
ระหว่างที่ทำการรักษาอยู่นั้น เทียนคง มอบหมายให้เอวันส่งข้อมูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่หาเซียนอิน หลังจากที่ข้อความส่งไปไม่นาน ข้อความเสียงของเซียนอิน ก็มาถึง "นี่ นังแมวน้อย เห็นเมืองของข้าเป็นโรงเตี๊ยมหรือไง ถึงได้พากันเข้า ๆออก ๆกันเป็นว่าเล่น เทียนคง เจ้าเองก็เหมือนกัน ยังเห็นว่าข้าเป็นรองเจ้าเมืองอยู่ไหมห๊ะ รอข้าก่อนเถอะ เดี๋ยวโดนดีแน่ .... ว่าแต่เจ้าต้องการยาหรืออะไรหรือไม่ ข้าจะได้นำไปด้วย"
แม้ดูเหมือนจะเป็นการต่อว่า แต่น้ำเสียงที่สื่อมานั้น เต็มไปด้วยความห่วงใยและเป็นห่วง เทียนคง ยิ้มรับ ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ข้าไม่ต้องการอะไร เจ้ารีบมาเถอะ มีอีกหลายเรื่องที่ข้าต้องปรึกษาเจ้า"
ด้าน วิคทอเรีย เมื่อได้ยินเสียงเซียนอินนางเองก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านมาทางเสียงนี้ นางก้มหน้าแล้วกำหมัดแน่นความรู้สึกในใจนั้นสับสนวุ่นวายนางเข้าใจมาเสมอว่าพวกมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์นั้นเชื่อถือไม่ได้และทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ ที่ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าแต่นั่นก็มาจากคำบอกเล่าและคำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ของเผ่านาง ตลอดเวลาหลายร้อยปี ความเกลียดชังที่มีถูกส่งผ่านไปยังรุ่นสู่รุ่นนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมาถึงในปัจจุบันมีหลายคนที่มีความคิดที่จะทำลายสัญญาระหว่างเผ่าพันธุ์และออกไปผจญโลกด้านนอกด้วยตัวเอง ถึงกับก่อตั้งกลุ่มกันอย่างลับ ๆและวางแผนการต่างๆเพื่อที่จะก่อการปฏิวัติ
มนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์สองคนที่นางเจอตอนนี้กลับไม่เหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสในเผ่าพร่ำบอกเลยแม้แต่นิด
ทั้งสองคนไม่เพียงไม่ดูถูกเหยียดหยาม และรังเกียจนาง แต่ช่วยเหลือนางและพี่ชายของนางด้วย แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะเทียนคงรุกล้ำเข้าไปที่เขตหุบเขาของเผ่านางแต่นั่นก็เป็นความเข้าใจผิด และเป็นตัวนางเองที่ไม่ฟังเหตุผลแล้วโจมตีเขาจนตัวเองบาดเจ็บปางตายจนกระทั่งตอนนี้ก็เป็นเขาอีกที่กำลังช่วยชีวิตพี่ชายของนางอยู่
ต่างกับคนของเผ่านางที่ไม่แม้แต่จะส่งคนมาค้นหานาง ยังทำร้ายคนเผ่าเดียวกันที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยอย่างพี่ชายของนางด้วยและอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นางเกิดความสับสนและคำถามที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนางกับเผ่าก็คือ ภาพพี่นางเห็นตอนอยู่ที่คุกพิเศษ คนเหล่านั้นที่ถูกขังอยู่หมายความว่าอย่างไร ทำไมพวกเขาถึงถูกขัง ในเมื่อทางการแจ้งแล้วว่าคนเหล่านี้ล้วนสูญหายไปจากการไปล่าสัตว์อสูร เมื่อเป็นแบบนี้ ดูแล้วเรื่องนี้ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง
ส่วนตอนนี้สำหรับเทียนคงและเซียนอิน นางไม่รู้ว่าจะตอบแทนพวกเขาทั้งสองอย่างไรดีเพราะตอนนี้ตัวนางเองไม่มีอะไรเลย ไม่เพียงไม่สามารถตอบแทนอะไรได้ แต่นับจากนี้ไปนางและพี่ชายของนางก็คงต้องพึ่งพาเทียนคง เพราะคงไม่สามารถกลับไปที่หุบเขาของเผ่าพันธุ์มนุษย์สายเลือดอสูรได้แล้ว
ไม่นานหลังจากที่ข้อความเสียงมาเจ้าของเสียงก็มาถึง พร้อมกับหอบเอายาบำรุงต่าง ๆ นา ๆมาอีกหลายกระสอบ
ลูบไล้จับหน้า จับแขน จับเอว ... “เดี๋ยว ๆพอก่อน ข้าไม่เป็นไร” ทันทีที่มาถึง เซียนอิน เธอก็โยนกระสอบที่เอามาด้วยไปที่เอวันและเหมือนเอวันจะรู้ว่าเซียนอินจะทำอะไร เขารับกระสอบนั้นโดยที่ไม่ต้องมอง แล้วนำไปจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
นางปรี่เข้าหาวิคทอเรียแล้วไล่จับ ลูบคลำตั้งแต่หัวยันเท้า “อืมม ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แล้วพี่ชายเจ้าล่ะเป็นอย่างไรบ้าง เทียนคง เจ้ารักษาเขาได้ไหม”
“แน่นอนอีกเดี๋ยวก็ใช้ได้แล้วล่ะ” เทียนคงยิ้มรับ
“หืออ ...นั่นอะไรน่ะ” ทันทีที่หันมาทางเทียนคง เซียนอินก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีเงาร่างสีเขียวอยู่ข้างๆเซียนอิน
=..= เทียนคงอธิบายถึงปราณเทพนักรบให้กับเซียนอินฟังอีกรอบ
“ถ้ามันเจ๋งขนาดนั้นเจ้าสอนข้าได้หรือไม่” เซียนอินถามด้วยแววตาสุกใส
“ข้า ข้าก็อยากเรียนด้วย” วิคทอเรียกล่าวตามด้วยท่าทีขวยเขิน เพราะตอนนี้นางเป็นเพียงผู้อาศัยและมาขอความช่วยเหลือ จริง ๆนางก็ไม่ได้รู้สึกอยากเรียนอะไร แต่ด้วยอะไรบางอย่างในจิตใต้สำนึกบอกนางว่าต้องขอเรียนด้วยถ้าเทียนคงยอมที่สอนเซียนอิน
“หืออเจ้าจะเรียนไปทำไม นังแมวป่า ข้าไม่ให้เจ้าเรียน” เซียนอินเองก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างในจิตใต้สำนึกที่บอกนางว่าห้ามให้นังแมวยั่วสวาทนี่เข้าใกล้เทียนคง
“ทำไมข้าจะเรียนด้วยไม่ได้ เจ้ามีสิทธ์อะไรห้ามข้า ข้าถามเทียนคงนะ”
ทั้งคู่เถียงกันอยู่อีกพักใหญ่สายตาจ้องกันราวกับจะก่อสงคราม เทียนคงเห็นทั้งคู่เถียงกันไม่เลิก ก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“เอ่ออเมื่อสักครู่เจ้าทั้งสองคนยังเป็นห่วงเป็นใยกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอทำไมถึงทะเลาะกันเสียแล้วล่ะ ข้า ...” ยังไม่ทันที่เทียนคงจะพูดจบ ทันใดนั้นเองการประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงของสองสตรีที่งดงามก็ดังขึ้นมาพร้อมกัน
“หุบปากไปเลยเจ้าไม่ต้องยุ่ง !!!!”
0_0 เอ่ออ พวกเจ้า บอกหน่อยได้ไหมว่าข้าทำอะไรผิด
เมืองประกายเงิน มุมหนึ่งห่างออกไปจากกำแพงเมือง ปรากฏเงาร่างของบุรุษในชุดสีดำทั้งตัวอยู่4 คน
“นี่คือเป็นเมืองประกายเงินที่ทำการผลิตชิ้นส่วนอาวุธเพื่อต่อกรพวกเรา หรือ ทำไมดูกระจอกงอกง่อยเยี่ยงนั้น” หนึ่งในสี่บุรุษชุดดำเอ่ยหลังจากเห็นสภาพเมืองประกายเงินพวกเขาทั้งสี่คนตระเวนสืบข้อมูลมาหลายที่ แต่ละที่ล้วนเจริญรุ่งเรือง แล้วเหตุใดสถานที่เป้าหมายของพวกเขาถึงมีสภาพไม่ต่างจากบ้านนอกไร้การพัฒนา
“อืมม จากข่าวที่สืบมาได้ ไม่ผิดแน่ เป็นที่นี่แหละ เลิกสงสัยก่อนแล้วไปสืบข้อมูลทางทหารก่อน ไม่แน่ สิ่งที่พวกเราเห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้”
“รับทราบ”
“ฟุบ ๆๆๆ” ....