จอมหมัดราชันย์

    ตอนที่ 13 ท่าเท้าวายุ

    ตอนที่ 13 ท่าเท้าวายุ
    ณ โลกแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกลมปราณ พวกเขาต่างต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุด จึงตั้งใจหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง การที่จะมีคนคนหนึ่งสามารถก้าวไปถึงลมปราณราชันย์ล้วนเป็นเพียงเพ้อฝัน คนพวกนี้เพียงพลิกฝ่ามือก็อาจจะทลายสวรรค์ได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้อาจมีเพียงแค่หยิบมือ หรืออาจไม่มีเลยก็เป็นไปได้ และยิ่งจะก้าวสู่ขั้นต่อไปของลมปราณจักรพรรดิ ยากเย็นเสียกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร และยังไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหนเคยบันทึกไว้ในขั้นต่อไป จึงไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าขั้นต่อไปนั้นคืออะไร การที่เนี่ยฟงมาพบกับถังต้าเหลียน ผู้ที่อ้างตนเป็นผู้บรรลุถึงลมปราณราชันย์ขั้นปลาย ทำให้มันเป็นดังฝันที่ไม่อาจจะจินตนาการได้ เนี่ยฟงนั่งลงขัดสมาธิ ดวงตาทั้งสองข้างพลันปิดลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะสูดลมหายใจสองสามครั้งเพื่อทำให้ใจสงบนิ่งดุจแม่น้ำ สมาธิทั้งหมดของเขาพยายามเรียบเรียงสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัว ท่ามกลางความเงียบสงบ เนี่ยฟงใช้เวลาไปประมาณสองก้านธูป เปลือกตาของเนี่ยฟงก็ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ปรากฏสายตาอันรู้แจ้งที่ส่องประกายระยิบระยับ เนี่ยฟงหยิบเคล็ดวิชาท่าเท้าวายุขึ้นมาดูทันที เขาไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมัวอุดอู้อยู่ในถ้ำแห่งนี้ เนื่องจากว่าเขาไม่รู้เลยว่าวันเวลาได้ไปผ่านไปกี่วันกี่คืนแล้ว เขาจำเป็นต้องกลับไปที่ตระกูลให้เร็วที่สุด“เคล็ดวิชาเท้าวายุ หนึ่งในสุดยอดวิชาตัวเบาไร้ผู้ใดเปรียบ ทั้งรวดเร็วและเงียบดุจสายลมที่พัดผ่าน เพียงสำเร็จแค่ขั้นที่หนึ่ง แม้แต่คู่ต่อสู้ที่พลังลมปราณสูงกว่าสามขั้นก็ไม่สามารถจับกุมได้ ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ปานกลางก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าปี ถึงจะฝึกสำเร็จขั้นที่หนึ่ง ถ้าหากเป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานให้ ก็ยังต้องใช้เวลาในการฝึกปรือถึงหนึ่งปี ก็อาจสำเร็จขั้นที่หนึ่งได้” “!!!! พรสวรรค์ปานกลางใช้เวลาสิบปี แล้วตัวข้าที่ไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาใดๆ เลย จะต้องใช้เวลากี่ปีกัน เอาว่ะเป็นไงเป็นกัน! อย่างน้อยข้าก็ได้เส้นชีพจรชุดใหม่มาจากหญ้าชีพจรฟ้า แล้วจุดชีพจรลมปราณของข้ายังถูกเปิดออกถึงห้าสิบหกจุด เป็นไปได้ว่าตัวข้าอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น ทำอย่างไรได้เมื่อมันไม่มีทางเลือก” เนี่ยฟงเปิดเคล็ดวิชาเท้าวายุ พร้อมกับท่องจำมันจนขึ้นใจ ด้วยความสามารถในอดีตชาติที่มีความจำที่ดีเยี่ยม เนี่ยฟงสามารถจดจำเคล็ดวิชาได้อย่างไม่ตกหล่น ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ พร้อมกับรวบรวมพลังจากฟ้าดิน ลมปราณภายในร่างวิ่งทะลวงชุดชีพจรอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งจุดชีพจรทั้งห้าสิบหกจุดที่เปิดออก ยิ่งทำให้พลังลมปราณวิ่งวนอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ทันใดนั้นภายในแกนกลางจุดชีพจรของเนี่ยฟงก็สั่นไหว ดอกไม้จากต้นชีพจรฟ้าดอกที่สองค่อยๆ ปรากฏกลีบดอกเล็กๆ ออกมา พร้อมกับเสียงที่ดังสนั่นภายในกกหู “ปัง!!!” ดวงตาของเนี่ยฟงพลันเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตีลังกากลับหลังนั่งชันเข่าลงที่พื้น ด้วยสีหน้าอันตื่นตะลึง “ทะลวงลมปราณแล้ว เข้าสู่ลมปราณก่อกำเนิดขั้นต้น และยังสำเร็จวิชาเท้าวายุขั้นที่หนึ่งแล้วด้วย เป็นไปได้ยังไงกัน? ทำไมถึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ แล้วขั้นต่อไปล่ะ” เนี่ยฟงรีบเปิดเคล็ดวิชาบทต่อไปทันทีด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วกลับปรากฏสีหน้าอันผิดหวัง ในเคล็ดวิชาหน้าต่อไปปรากฏเพียงความว่างเปล่า มีเพียงแค่คำสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ปราณพิภพ” หรือการฝึกขั้นต่อไป จำเป็นต้องมีลมปราณขั้นพิภพเป็นพื้นฐาน ถึงจะสามารถมองเห็นเคล็ดต่อไปได้ เนี่ยฟงจึงต้องหยุดการฝึกฝนแต่เพียงเท่านี้ ในขณะที่เนี่ยฟงกำลังคิดว่าจะเก็บเคล็ดวิชา ทันใดนั้นมันก็พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างของเนี่ยฟงทันที ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะถอดเสื้อผ้าเพื่อตรวจดูร่างกายของตนอย่างรวดเร็ว“ไม่มี!! มันไปอยู่ที่ไหนกัน? อย่าบอกนะว่า!!” เนี่ยฟงนั่งสมาธิด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับเพ่งจิตลงไปที่แกนกลางของลมปราณ ที่มีต้นชีพจรฟ้าแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ เป็นดังตามที่เขาคาดการณ์ไว้ เคล็ดวิชาวางอยู่ที่ใต้ต้นของมันพร้อมกับสมุนไพรนานาชนิด เนี่ยฟงลืมตาขึ้น ก่อนจะลองยื่นมือออกไปหนึ่งข้าง พร้อมกับจินตนาการถึงเคล็ดวิชาเท้าวายุ ทันใดนั้นมันก็ปรากฏขึ้นในมือทันที เมื่อคิดว่าจะเก็บเคล็ดวิชามันก็หายวับไปกับตา หรือว่ามันจะมีความสามารถคล้ายกับแหวนมิติ เนี่ยฟงหยิบแก่นอสูรออกมาทั้งสองก้อน เพื่อทดลองเก็บมันเข้าไป แต่แก่นอสูรทั้งสองกลับไม่เคลื่อนไหวแม้แต่ปลายนิ้ว “หรือเก็บได้เฉพาะสมุนไพรและเคล็ดวิชา ช่างเถอะอย่างน้อยก็ไม่ต้องห่วงว่าใครจะแย่งชิงมันไป ข้าควรออกไปจากที่นี่แต่ก่อนจากไป ข้าควรทำในสิ่งที่สมควรทำก่อน” เนี่ยฟงนั่งลงคุกเข่าที่เบื้องหน้าของหลุมศพ พร้อมกับฝังกลบเถ้ากระดูกของถังต้าเหลียน ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ก่อนจะแกะสลักแผ่นไม้เป็นชื่อของเขาปักไว้ที่พื้น และโขกศีรษะคำนับถึงสามครั้ง “ข้าเนี่ยฟงมีวันนี้ได้เพราะความเมตตาจากท่าน ถึงแม้ท่านจะไม่ตั้งใจทิ้งต้นชีพจรฟ้าไว้ แต่มันก็เคยอยู่ในการดูแลของท่าน ไม่เพียงแค่นั้นท่านยังถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ทางการแพทย์ และยังมอบเคล็ดวิชาให้แก่ข้าอีก บุญคุณครั้งนี้ข้าเนี่ยฟงไม่สามารถตอบแทนให้แก่ท่านได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนท่านข้าเนี่ยฟงจะถือว่าท่านคืออาจารย์ของข้า เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของท่าน หากครั้งหน้ามีโอกาสข้าจะยกสุรามาคำนับท่านอีกครั้ง” เนี่ยฟงคำนับอีกสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วมองขึ้นไปด้านบนของปลายถ้ำ พร้อมกับรวมลมพลังลมปราณลงไปที่เท้าทั้งสองข้าง และดีดตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกราวกับปุยนุ่นที่ปลิวไปกับสายลม ฝ่าเท้าทั้งสองข้างวิ่งไต่ผนังถ้ำด้วยความรวดเร็วราวกับวิ่งอยู่บนพื้น ไม่กี่อึดใจร่างของเนี่ยฟงก็พุ่งทะยานขึ้นมาบนยอดเขา เนี่ยฟงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมกับยิ้มเย้ยตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้า ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังสนั่น “ออกมาได้แล้วโว้ย!!” เนี่ยฟงพุ่งลงจากเขาด้วยความรวดเร็ว ปลายเท้าของเขาสัมผัสกับยอดต้นไผ่อย่างแผ่วเบา ราวกับถูกสายลมพัดผ่าน ก็สามารถพุ่งทะยานไปได้ไกล ลมเย็นๆ ที่พัดปะทะกับใบหน้า ทำให้เส้นผมของเนี่ยฟงปลิวไสวไปด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลา ยิ่งลมปราณที่สูงขึ้นยิ่งขับผิวพรรณให้เปล่งปลั่งดุจหยกใส ดวงตาที่เป็นประกายหมู่ดาวของเขา สามารถมองเห็นในที่มืดได้ชัดกว่าเดิม เป็นผลพลอยได้จากพลังลมปราณที่สูง แม้แต่หูของเขาได้ยังได้ยินเสียงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เนี่ยฟงเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของป่าไผ่ จนลืมดูปลายทางที่อยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นปลายเท้าของเนี่ยฟงก็สัมผัสกับความว่างเปล่า เมื่อเหม่อมองไปยังเบื้องล่าง ดวงตาก็พลันเบิกโพลงกว้าง พร้อมกับเม็ดเหงื่อหลั่งเย็นที่ไหลรินไปทั่วใบหน้า เนื่องจากที่เบื้องล่างนั้นมีเพียงว่างเปล่า มีเพียงสายทางยาวของน้ำที่กำลังตกสู่พื้น เขามาถึงจุดสิ้นสุดของผาโดยไม่รู้ตัว“วูบ!!!” ร่างของเนี่ยฟงร่วงหล่นด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับตะเกียกตะกายแหวกว่ายกลางอากาศ แม้จะมีวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ แต่มันไม่ใช่วิชาที่จะทำให้โบยบินอยู่บนฟ้า ไหนเลยมันจะช่วยเนี่ยฟงให้รอดพ้นไปได้ จึงได้แต่โทษตัวเองในความประมาทเลินเล่อ ต้องยอมรับกับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น“ตูม!!!” ราวกับสวรรค์ยังพอมีเมตตาให้กับเนี่ยฟง หรือประตูนรกยังไม่เปิดต้อนรับ ร่างของเขากระแทกลงบนผืนน้ำ จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว น้ำสาดกระจายเป็นวงกว้างไปทั่วบริเวณ เนี่ยฟงรีบดำผุดดำว่ายขึ้นมาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พร้อมกับกลีบดอกไม้นานาชนิดที่เกาะเต็มศีรษะ ปกปิดใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจนหมดสิ้น “ฮ่าฮ่าฮ่า! รอดโว้ย!!” เนี่ยฟงหัวร่อออกมาด้วยความสะใจ ก่อนจะรีบปีนขึ้นจากแอ่งน้ำ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงจิตสังหารที่ด้านหลัง ก่อนจะค่อยๆ หันไปอย่างเชื่องช้าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้หัวใจของเนี่ยฟงเต้นโครมคราม ราวกับว่ามันจะระเบิดออกมาในไม่ช้า เลือดลมทั้งเรือนร่างสูบฉีดอย่างรุนแรง หากไม่ได้กลีบดอกไม้ปกปิดไว้ จะเห็นใบหน้าของเขาที่แดงฉานเป็นลูกตำลึง แม้ร่างกายจะเปียกน้ำ เขายังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อที่หลั่งไหลไปทั่วเรือนร่าง ดวงตาทั้งข้างเบิกโพลงกว้างราวกับไข่ห่าน ก่อนจะตั้งสติได้รีบใช้มือทั้งสองข้างปิดมันไว้ทันที “ข้าไม่เห็น...ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น!!!” หญิงสาวอายุประมาณสิบเจ็ดปี กำลังนั่งแช่น้ำในสภาพเปลือยเปล่า ผมดำยาวที่เปียกน้ำ ทำให้เห็นรูปร่างและทรวงทรงทุกสัดส่วนอย่างชัดเจน ผิวที่ขาวราวกับหิมะอันบริสุทธิ์ กำลังปรากฏสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธ ดวงตาที่เป็นประกายสดใสกำลังสั่นไหว จ้องมองเนี่ยฟงไม่กะพริบตา นิ้วมือที่เรียวงามกำลังเอื้อมหยิบกระบี่อย่างช้าๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อกำลังขบกันแน่น ก่อนจะเปล่งเสียงที่ใสออกมา“ตายซะเถอะ! ไอ้โจรบ้ากาม!!!” คมกระบี่พุ่งทะยานออกจากฝักรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด แรงกระโจนที่รุนแรงของหญิงสาว ทำให้ผืนน้ำแยกออกจากกันเป็นสองฝั่ง ยิ่งเผยให้เห็นเรือนร่างที่ชัดเจน ยิ่งทำให้นางไม่ว่าอย่างไรต้องฆ่าโจรผู้นี้ให้จงได้ เป้าหมายของปลายกระบี่คือหัวใจของเนี่ยฟง นางตั้งใจจะสังหารให้ตายภายในดาบเดียว แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ปลายกระบี่ที่กำลังจะแทงร่างของเนี่ยฟง มันก็ทะลุร่างของเขาไปในทันที โดยไม่ปรากฏหยาดเลือดแต่อย่างใด เมื่อนางหันกลับไปมองดู ภาพเงาของเนี่ยฟงก็เลือนหายไปทันที สิ่งที่นางเห็นเป็นเพียงภาพติดตาของเขาเท่านั้น เนี่ยฟงปรากฏตัวอีกครั้ง บนต้นไม้ไม่ห่างจากธารน้ำ เมื่อนางเห็นเนี่ยฟงก็รีบเอาเสื้อคลุมมาสวมใส่ปกปิดเรือนร่างทันที ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นมาจากน้ำด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับกระบี่คู่ใจ แต่เมื่อขึ้นมายืนบนฝั่ง เนี่ยฟงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ยิ่งทำให้นางโกรธเคืองถึงขีดสุด จนตะโกนออกมาเสียงดังสนั่น “ไอ้โจรบ้ากาม! หากเจอกันครั้งหน้า จะเป็นวันตายของเจ้า กรี๊ดด~~~!!!”

    *หมายเหตุคำขีดเส้นใต้*เวลาก้านธูป หนึ่งก้านธูป = 15 นาที