ั้แ่เด็กเซียวอวี้ไม่เคยได้เจอมารดาที่เป็ผู้ให้กำเนิดเขาเลย
เขาอาศัยอยู่กับพี่เลี้ยงอยู่ที่บ้านเล็กๆ ตรงชานเมือง เด็กชายเคยคิดว่าพี่เลี้ยงเป็แม่ของเขา เพราะเธอใจดีกับเขามาก ทุกวันเธอจะอยู่บ้านรอคอยเขากลับมา ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขามีเธอเป็มนุษย์คนเดียวที่ใกล้ชิดที่สุด ทุกวันเธอจะเตรียมอาหาร เตรียมสิ่งของมากมายให้เขา แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เธอไม่เคยทำเลย คือ เธอไม่เคยกอดเขาแล้วก็ไม่เคยจูงมือเขาแม้แต่ครั้งเดียว
มีอยู่วันหนึ่งที่เธอไปรับเขาที่โรงเรียน เขาก็เรียกเธอขึ้นมาอย่างดีใจว่า “แม่”
แต่พี่เลี้ยงกลับพูดอย่างเ็ากับเขาว่า “คุณหนูเรียกแบบนี้ ดิฉันจะเดือดร้อนได้นะคะ”
หลังจากนั้นเธอ แม้เธอจะยังคงหน้าที่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่เคยทำตัวใกล้ชิดกับเขาอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาไม่เข้าใจว่าทำไม ทั้งๆ ที่เธอควรจะเป็คนในครอบครัวเพียงคนเดียวของเขาแท้ๆ
จนวันหนึ่ง มีผู้ชายวัยกลางคนมาที่บ้าน เขายืนซองกระดาษหนาๆ ให้พี่เลี้ยง แล้วเธอก็ส่งเขาขึ้นรถของชายคนนั้น
ไร้เยื่อใย ไร้ความอาวรณ์
สุดท้าย เมื่อเขามาถึงบ้านตระกูลเซียว เขาถึงได้รู้ว่า ที่จริงแล้วเขาก็มีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ มีพี่ชาย ถึงแม้ว่า...
ครอบครัวนี้จะไม่ได้ต้อนรับเขาก็ตาม
เมื่อเซียวหรงลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ต้องใกับสภาพรอบข้าง
ความทรงจำล่าสุดเขาจำได้ว่าตนเองกำลังเดินกลับที่พักแต่กลับถูกอะไรบางอย่างจากสิ่งก่อสร้างตกลงมาทับ ทั้งๆที่เขาควรจะตื่นมาในโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เขากลับััได้เพียงว่าตัวเองน่าจะนอนอยู่บนพื้นหญ้าท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ มีเพียงแสงของหิ่งห้อยหนึ่งตัวส่องสว่างอยู่เบื้องหน้า
เซียวหรงลุกขึ้นหนึ่งชันเข่าพร้อมกับกุมขมับ เขาคิดว่าตัวเองตาบอดไปแล้ว จนกระทั่งหิ่งห้อยตัวนั้นบินเข้ามาใกล้ เขายืนมือออกไป หิ่งห้อยบินเข้ามาเกาะบนนิ้วมือของเขา เพียงเสี้ยววินาที มันก็บินออกไป
เซียวหรงร้อนใจรีบลุกขึ้นวิ่งตามไป
โดยที่เขาไม่รู้ตัว จากเท้าเปล่าวิ่งบนพื้นหญ้า กลายเป็รองเท้าผ้าใบวิ่งบนถนนคอนกรีต จนวิ่งตามจนจู่ๆ หิ่งห้อยที่เขาวิ่งตามมาตลอดก็หายไป กลายเป็แสดงไฟสว่างสีส้มกับกำแพงที่ยาวสุดสูงหูลูกตาเบื้องหน้า
เมื่อไร้ทางไปต่อเขาก็หมุนตัวมองรอบๆ แต่รอบด้านต่างก็มีแต่ความมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด จนเขาหันกลับมาอีกทีที่กำแพงกลับปรากฏประตูสีขาวดำหนึ่งบาน
หากพิจารณาดูดีๆ ประตูบานนี้มีลักษณะเหมือนสัญลักษณ์หยินหยาง เซียวหรงจ้องมองที่ประตูบานนั้นอยู่เนิ่นนานจนอยู่ๆ ก็เหมือนมีอะไรดึงดูดให้เขาผลักประตูเข้าไป
ความเปลี่ยนแปลงของภาพตรงหน้าทำให้ดวงตาเขาพร่ามัว แสงสว่างอันเจิดจ้าที่ส่องเข้ามาทำให้เขาต้องหลับตาและเอามือบดบังแสงนั้นไว้
เสียงจ้อกแจ้กดังขึ้น เขารู้สึกได้ว่าแสงสว่างอันเจิดจ้าเมื่อครู่นี้ได้เบาบางลงก็เอามือลงและลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ก็ต้องใ เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า
เด็กวัยรุ่นหลายคนกำลังรุมรังแกเด็กอายุประมาณสิบถึงสิบสองปีคนหนึ่งอยู่ เด็กน้อยคนนั้นโดยทำร้ายจนเืตกยางออก ท่าทางน่าสงสารมาก เซียวหรงอดสงสารไม่ได้จึงะโห้าม
“ทำอะไรน่ะ หยุดนะ” แต่แล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะเสียงที่พูดออกมาไม่ใช่เสียงที่เขาคุ้นเคยเลยสักนิด มันเป็เสียงเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่เป็ผู้ใหญ่และเสียงนี้เล็กมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็เสียงของเขาเอง เพราะต่อให้เป็หวัดหรือเจ็บคอก็ตามเสียงของเขาก็ควรจะเป็เสียงของผู้ใหญ่เป็ผู้ชายเต็มตัว
เด็กวัยรุ่นทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงเขาร้องห้ามก็ชะงักอย่างแปลกใจ
“อะไรเนี่ย หรงเกอ คุณพูดว่าไงนะ” คนที่ดูเหมือนจะเป็หัวโจกของเด็กวัยรุ่นไม่กี่คนนี้พูดขึ้น
รุ่นพี่? เซียวหรงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขารู้จักเด็กนี่หรอ ไม่นี่ แถมอีกฝ่ายยังเรียกเขาอย่างสนิทสนมอีก
แต่ถ้าหากว่าเขารู้จักอีกฝ่าย ยิ่งต้องห้ามไม่ให้เด็กพวกนี้ทำผิด
“ฉันบอกให้หยุด พวกนายตีคนแบบนี้มันผิดนะ”
“ฮ่าๆๆ เหมือนฉันได้ยินเื่ที่ตลกที่สุดในชีวิต”
แม้แต่เด็กคนที่โดนรังแกอยู่ก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
เซียวหรงขมวดคิ้วสงสัย มันน่าตลกตรงไหนกัน การทำร้ายร่างกายคนอื่นคืออาชญากรรมนะ!
“ให้หยุดน่ะได้ แต่มันก็มี...นั้นน่ะ” เด็กหัวโจกพูดแล้วก็ยกมือขึ้นมาแล้วจับนิ้วโป้งนิ้วชี้นิ้วกลางสามนิ้วขยี้ไปมา
เข้าใจล่ะ พวกรีดไถเงินสินะ
เซียวหรงล้วงกระเป๋าเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาหยิบแบงก์ทั้งหมดในกระเป๋าส่งไปให้ โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าแบงก์นี้มีอะไรแปลกไปจากเดิม
เมื่อได้เงินแล้วพวกนั้นก็จากไป ทิ้งเด็กคนที่ถูกรังแกไว้ที่เดิม เซียวหรงเห็นอีกฝ่ายเป็เด็กจึงมีความรู้สึกสงสารอยู่ไม่น้อย จึงเดินเข้าไปหวังจะพยุงอีกฝ่าย แต่กลับถูกอีกฝ่ายปัดมือออกอย่างแรง
“เล่นตลกอะไรของนาย!!” เด็กคนนี้ไม่แม้แต่รับน้ำใจ แถมตะคอกใส่เขาอย่างโกรธแค้น เซียวหรงยิ่งงงเข้าไปใหญ่ แต่จู่ๆ เขาก็ปวดหัวอย่างแรง และภาพความทรงจำทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในสมองของเขาทำให้เขา เซียวหรงทรุดตัวลงที่พื้นและกุมขมับ เขาปวดจนทนไม่ไหวจึงหมดสติไป
“เหอะ แสดงละครให้ใครดู” เด็กน้อยมองร่างที่นอนสลบอยู่ที่พื้นด้วยความหวาดระแวง แต่ผ่านไปหลายนาทีแล้ว คนตรงหน้าก็ยังไม่ลุกขึ้นเขาจึงเขย่าตัวอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นก็ร้อนรนขึ้นมา
“แย่ล่ะ ถ้าเ้านี่ตายไปจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นต้องเอาเราตายแน่” พอดีกับที่โทรศัพท์ของอีกฝ่ายดึงขึ้น เขาจึงค้นโทรศัพท์ออกมาและรับสายทันที
ภาพความทรงจำที่ฉายเข้ามาในสมอง
ทำให้เซียวหรงรู้สึกมึนงงสับสนไม่น้อย
ตระกูลเซียวถือว่าหนึ่งในสี่ตระกูลชั้นนำของเมืองไห่เฉิง ซึ่งเป็เมื่องท่าของประเทศหวาเซี่ย แต่จากภาพความทรงจำที่เขาเห็น ดูเหมือนหวาเซี่ยตอนนี้จะเป็คนละหวาเซี่ยที่เขาอยู่ หรือว่า... นี่จะเป็การ “ทะลุมิติ” ที่เขาเคยอ่านในนิยายกันนะ
จากภาพความทรงจำทั้งหมด ดูเหมือนเขาจะกลายเป็เซียวหรง บุตรชายคนโตของเซียวอี้เฉิน คุณชายใหญ่ตระกูลเซียว
เด็กน้อยที่ถูกรังแกเมื่อครู่ชื่อว่า เซียวอวี้ เป็บุตรนอกสมรสของเซียวอี้เฉิน ที่ถูกรับกลับเข้ามาในตระกูลเมื่ออายุสิบสองปี
และด้วยความที่เป็บุตรในสมรสกับบุตรนอกสมรส แน่นอนว่า ทั้งสองต่างไม่ถูกกัน
เซียวหรงที่ถือว่าตัวเองเป็บุตรในสมรสก็รังเกียจบุตรนอกสมรสอย่างเซียวอวี้เป็อย่างมาก นับั้แ่ที่เซียวอวี้เข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเซียว หากเขาหากเื่รังแกอีกฝ่ายได้ จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไปเด็ดขาด
เดิมทีก่อนที่จะมาอยู่ตระกูลเซียว ความเป็อยู่ของเซียวอวี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไร ปัจจัยสี่เซียวอี้เฉินล้วนให้คนเตรียมให้เขาพร้อมเสมอ เพียงแต่ข้างกายเขาไร้พ่อขาดแม่ ใช้ชีวิตอยู่กับพี่เลี้ยงแม่บ้าน ไม่มีคนในครอบครัวเป็ของตัวเอง ถือว่าเป็เด็กที่ขาดความอบอุ่นน่าสงสารคนหนึ่ง ตอนแรกที่เข้ามาบ้านเซียวเขาคิดว่าตัวเองจะได้มีพ่อแม่ได้มีครอบครัวเหมือนกันคนอื่นๆ แต่เซียวอี้เฉินผู้เป็พ่อก็ยุ่งอยู่กับงาน คุณนายเซียวก็เห็นว่าเขาเป็ลูกเมียน้อยย่อมไม่ชอบเขา เซียวหรงก็ยังหาเื่รังแกเขาอีก ทำให้ชีวิตเขาจึงยิ่งแย่กว่าเดิม
ระหว่างที่เซียวหรงสลบไสลไม่ได้สติ ภายนอกห้องพิเศษของโรงพยาบาลกลับมีเสียงทะเลาะกันดังสนั่น
“เห็นหรือยัง ฉันเคยบอกคุณแล้ว ว่าเด็กนี่มันเลี้ยงไม่เชื่อง ถ้าหรงเอ๋อร์เป็อะไรไป ฉันจะไม่ให้อภัยคุณเลย!” เสียงหญิงวัยกลางคนพูดเสียงดังอย่างไม่พอใจใส่ผู้ชายอีกคน ซึ่งชายคนนี้ก็คือ เซียวอวี้เฉิน พ่อของเซียวหรง เซียวอวี้ ส่วนผู้หญิงคนนี้คือ หวังเหม่ย แม่ของเซียวหรง ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเซียวอี้เฉิน
“คุณก็ใจเย็นก่อนได้ไหม นี่มันข้างนอกนะ ไม่ขายหน้าเขาหรือไง” เซียวอี้เฉินพยายามกล่อมภรรยาของเขาด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“ให้ฉันใจเย็น? เ้าเด็กนั้นทำลูกฉันเป็แบบนี้แล้ว คุณจะให้ฉันใจเย็น?” การที่ลูกชายของเธอเข้าโรงพยาบาลทำให้เธอสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมียามปกติไป ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งรู้สึกโมโห ทั้งสองคนยิ่งทะเลาะกันรุนแรงขึ้น จนเมื่อเหลือบไปเห็นเซียวอวี้ที่เพิ่งทำแผลเสร็จเดินเข้ามา ก็ทำท่าจะเข้าไปทุบตี
เซียวอวี้เห็นท่าทางแบบนั้นก็เม้มปากเตรียมที่จะโดนตีแล้ว แต่ก่อนที่หวังเหม่ยจะเข้าถึงตัวเซียวอวี้ ด้านในก็มีเสียงดังขึ้นซะก่อน
“พวกคุณเลิกทะเลาะกันเถอะครับ ไปดูคนไข้ดีกว่า คนไข้ได้สติแล้วครับ” ด้านนอกทะเลาะกันขนาดนี้ ต่อให้เซียวหรงหลับเสมือนคนตายยามนี้ก็ควรตื่นได้แล้ว เซียวหรงตื่นขึ้นมาด้วยอาการเวียนหัว เขากุมขมับลุกขึ้นนั่งบนเตียงคนไข้
“หรงเอ๋อร์เป็อะไรไหม โถ่ ลูกแม่” คุณนายเซียวเห็นลูกชายสุดที่รักตื่นขึ้นมาแล้ว ก็รีบเข้าไปประคองทันที
เซียวหรงเห็นหญิงแปลกหน้าตรงหน้าก็ชะงักงัน จากนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในภาพความทรงจำที่ตัวเองเห็นเมื่อครู่ ผู้หญิงคนนี้เป็แม่ของเด็กที่มีชื่อเดียวกับเขา ชั่วขณะนั้นเขาพลันรู้สึกสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เคราะห์ดีที่แพทย์ที่อยู่ด้านข้างดึงดูดความสนใจของคนทั้งหมดไป
“หมอขอแจ้งตามตรงเลยละกันนะครับ ตอนนี้คนไข้มีภาวะสูญเสียความทรงจำเฉียบพลัน” นายแพทย์คนนี้ก็อธิบายให้คนทั้งหมดฟังเกี่ยวกับโรค แล้วสรุปท้ายว่า เขาไม่ได้เป็อะไรมาก เพียงแค่สูญเสียความทรงจำบางอย่างไป ไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตในปกติ จากนั้นนายแพทย์คนนี้ก็ขอตัวออกไป
เมื่อไร้คนนอก คุณนายเซียวก็จ้องมาที่เซียวอวี้ด้วยสายตาเขียวปั๊ด และทำท่าจะเข้ามาตีเซียวอวี้อีกแล้ว
“เพราะแกคนเดียว!!”
เซียวหรงใแกมรำคาญใจ บ้านนี้อะไรกันนักหนาเนี่ย... ทะเลาะกันอยู่ได้ แต่เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้ตนเองเป็ลูกชายของผู้หญิงคนนี้ก็ต้องเป็คนห้ามทัพเอง
“คุณแม่!เลิกตีน้องเถอะครับ” เซียวหรงพูดด้วยความกระดากใจ อันที่จริงแม้แต่ครอบครัวตัวเองเขาก็ไม่ค่อยได้เจอหน้า แต่กลับต้องมาเรียกคนอื่นว่าแม่ นี่มันช่างทำให้ลำบากใจจริงๆ
เมื่อได้ยินที่เซียวหรงพูด เซียวอวี้พลันรู้สึกน่าอัศจรรย์ใจ ในใจพูดกับตัวเองด้วยความประหลาดใจ วันนี้เ้านี่เป็อะไรเนี่ย? ห้ามคนตีเขาสองรอบแล้ว
เซียวอี้เฉินกลับดีใจว่าในที่สุดลูกชายทั้งสองของตัวเองก็มีทีท่าจะปรับตัวเข้าหากันได้แล้ว
คุณนายเซียวเห็นลูกตัวเองเอ่ยห้ามก็แปลกใจเล็กน้อยที่เขามีท่าทีแปลกไป แต่นึกขึ้นได้ว่า ลูกชายตัวเองความจำเสื่อมชั่วคราว อาจจะมีนิสัยเปลี่ยนไป
ความจริงเซียวหรงอยากจะให้พวกเขาออกไปให้หมด ตัวเองจะได้คิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วจะได้ตั้งสติดีๆ ว่าต่อไปเขาควรทำอย่างไรกันแน่ แต่เขากลัวว่าคนอื่นจะผิดสังเกตถ้าหากเซียวหรงไล่คนที่ได้ชื่อว่าเป็ครอบครัวเดียวกับตัวเองออกไป จึงต้องคิดหาวิธีอื่นดู
“เลิกทะเลาะกันเถอะครับ ผมปวดหัว หิวแล้วด้วย”
“ได้จ้ะ ได้ หรงเอ๋อร์อยากกินอะไร เดี๋ยวแม่ไปเตรียมให้”
“อะไรก็ได้ครับ ผมอยากทานอาหารที่คุณแม่ทำ” เขานึกขึ้นได้ว่าในความทรงจำ คุณนายเซียวเป็คนทำอาหารอร่อยมากและมักจะทำอาหารให้ลูกชายของเธอทานเสมอเมื่อเธอมีเวลาว่าง เขาจึงใช้ข้ออ้างให้เธอออกไป
“ได้จ้ะ งั้นเดี๋ยวแม่ให้คนเอาอะไรมาให้รองท้องก่อน แล้วเดี๋ยวแม่กลับไปทำอาหารมาให้นะ” ในที่สุดคุณนายเซียวก็มีรอยยิ้มเมื่อลูกชายขอให้เธอทำอาหารให้ ลูกชายเธอชอบอาหารที่เธอทำที่สุดแล้ว
เมื่อจัดการไปได้คนหนึ่งเซียวหรงก็หันมามองชายวัยกลางคนอีกคน จากนั้นก็เริ่มเอ่ยปาก
“พ่อก็กลับไปทำงานเถอะครับ ไม่ต้องเป็ห่วง ผมไม่ได้เป็อะไร”
เซียวอี้เฉินเห็นว่าลูกชายไม่ได้เป็อะไรแล้ว ก็สบายใจขึ้นไม่น้อย เขาหันไปมองลูกชายคนเล็กก็เห็นว่าอีกฝ่ายเหม่อลอยจ้องมองลูกชายคนโตอยู่ ก็ผุดความคิดว่าให้สองคนอยู่ด้วยกันมากๆ ก็จะสนิทสนมกันเองขึ้นมา
“อวี้เอ๋อร์อยู่เป็เพื่อนพี่เขาแล้วกันนะลูก ตอนเย็นพ่อจะให้คนมารับ” จากนั้นเขาก็ออกไป ทิ้งทั้งสองคนไว้ที่โรงพยาบาล
เซียวหรงมองเซียวอวี้ที่ยังคงนั่งทึ่มทื่ออยู่ที่โซฟาตัวนั้นก็ถอนหายใจ ชั่วขณะไม่รู้จะจัดการกับอีกฝ่ายอย่างไรดี ตอนนี้เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองทะลุมิติมาจริงๆ จึงไม่อยากจะไปยุ่งเื่ของคนอื่นมากนัก
“นาย... เซียวอวี้ นายมีอะไรอยากทำก็ไปทำเถอะ” เขาเริ่มเอ่ยปากไล่คน แต่ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้ยังไม่โตพอที่จะเข้าใจความหมายแฝงในคำที่เขาพูด
เซียวอวี้ยักไหล่เดินไปเดินมาก่อกวนในห้อง จนเซียวหรงรู้สึกปวดหัว เขาหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาดูว่ามีอะไรที่เป็ประโยชน์บ้างก็พบว่าในกระเป๋ามีทั้งกวีภาษาอังกฤษและเครื่องเล่นเกมพกพา
เซียวหรงหยิบทั้งสองอย่างขึ้นมาวางไว้บนตัก
เซียวอวี้สังเกตุการกระทำของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งจู่ๆ ตาก็เป็ประกาย ลองใจคนที่อยู่บนเตียง
“ฉันเล่นได้ไหม?”
“อะไรนะ?” เซียวหรงมึนงง
“PSPของนายอะ ฉันเล่นได้ไหม?”
ความจำเสื่อมงั้นหรอ? ดีนี่!งั้นก็ความจำเสื่อมต่อไปเถอะ!เซียวอวี้แสยะยิ้มในใจ
“นายอะไรนาย เรียก เกอ!” ต่อให้เซียวหรงไม่คิดว่าเซียวอวี้เป็น้องชายตัวเองก็เถอะ แต่การที่เด็กอายุแค่นี้มาเรียกตัวเองว่า นาย มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“เรียก เกอ แล้วจะให้เล่นเรอะ?” เซียวอวี้เลิกคิ้วอย่างยียวน
เซียวหรงขมวดคิ้วหน้าเครียด เขาหยิบPSPลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าเด็กน้อย ยักคิ้วโบกของในมือไปมา
“เรียก ต้าเกอ” เซียวหรงพูดพรางจ้องหน้าเด็กน้อยเขม็ง
เซียวอวี้สบตาเซียวหรง จู่ๆ ก็รู้สึกใจกระตุกขึ้นมา กลัว? นี่เขากลัวเ้าบ้านี่?
สุดท้ายเซียวอวี้ก็กระตุกยิ้มมุมปาก เรียก “ต้าเกอ”
เซียวอวี้ยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยน ยื่นPSPให้ ลูบหัวเขาเบาๆ จากนั้นก็ปีนกลับขึ้นเตียงนอนพักผ่อนไม่สนใจเขาอีก และไม่ได้สนใจว่าเซียวอวี้ที่นั่งอยู่บนโซฟามีสีหน้าตกตะลึงกับการกระทำของเขา
แสดงไปเถอะ!ฉันจะดูว่านายจะแสดงต่อไปได้อีกนานแค่ไหน!
เซียวอวี้นึกในใจ แต่มือน้อยนั้นกลับจับหัวตัวเองบริเวณที่ถูกัันั้นคลับคล้ายว่าตรงนี้ยังคงทิ้งไออุ่นไว้อย่างเบาบาง
ตกเย็นคุณแม่เซียวนำอาหารมาให้ที่โรงพยาบาล
จากนั้นก็กำชับอะไรเพิ่มอีกเล็กน้อยก่อนจะกลับไปทำงานต่อ
เซียวหรงเห็นอาหารเยอะแยะมากมายตรงหน้าก็ถึงกับตะลึง คนรวยนี่...กินอาหารไม่เหมือนคนธรรมดาอย่างเขาเลยจริงๆ กับข้าว อย่างเดียวก็ปาไปหกอย่าง ยังมีน้ำแกงอีกหนึ่ง ของหวานอีกหนึ่ง เซียวหรงเหลือบมองเด็กน้อยที่ยังคงจดจ่อกับการเล่นเกมในมือไม่สนใจอาหารเลยสักนิดก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
"เซียวอวี้ มากินข้าวก่อน ค่อยเล่นต่อ" เซียวหรงเรียกน้องชาย แต่เ้าเด็กดื้อก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา เขาจึงเดินไปที่โซฟาและริบเครื่อง PSP จากนั้นก็พูดอย่างจริงจังอีกว่า "ถ้าไม่เชื่อฟังจะไม่ให้เล่นแล้วนะ ไปกินข้าวเดี๋ยวนี้"
เซียวอวี้หน้ามุ่ยตอบเสียงอู้อี้ว่า "รู้แล้วน่า"
เซียวหรงเห็นท่าทางแบบนั้นก็หมั่นไส้ขึ้นมาจึงเขกหัวอีกฝ่ายไปทีนึงก่อนจะลากไปที่โต๊ะอาหาร หยิบชามข้าวและตะเกียบให้พลางบ่น
"สรุปว่านายอยู่ดูแลฉันที่ป่วยหรือเห็นฉันเป็พี่เลี้ยงกันแน่หา?"
เซียวอวี้รับชามข้าวมากินก็แอบบ่นว่า "จู้จี้ชะมัด" แต่กลับแอบคิดในใจว่า ที่จริงพี่ชายก็ควรจะเป็แบบนี้สินะ...