รถมอเตอร์ไซด์คันเท่แล่นมาตามถนนสายหลักเรียกสายตาของหนุ่มสาวข้างทางให้เหลียวมอง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจากสุขุมวิทก็มาถึงเทเวศร์ รถเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆมาจอดนิ่งที่หน้าตึกแถวแห่งหนึ่งสภาพเก่าคล้ายคนแก่ชราที่เฝ้ามองกาลเวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
“ขอบคุณค่ะพี่ตั้ม” โซดาถอดหมวกกันน๊อคและส่งคืนให้
“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็กับข้าวอร่อยๆ สักมื้อนะ” ชายหนุ่มถอดหมวกกันน๊อคของตนเองเผยให้เห็นเส้นผมสีน้ำตาลแดงดูขัดกับใบหน้าอาตี๋อินเตอร์
“เออ...จะใส่บาตรกรวดน้ำไปให้แล้วกัน”
“โหไอ้เบียร์ปากเป็มงคลจริงนะแก”
“พี่เบียร์หายดีแล้วเหรอ”
โซดาหันไปตามต้นเสียงพี่เบียร์ พี่ชายของเธอยืนหน้านิ่งมือกอดอกอยู่หลังบานประตู เด็กสาวแอบยิ้ม วันนี้ท่าทางพี่ชายของเธอมีอาการดีกว่าเมื่อสองสามวันก่อนที่ป่วยเป็ไข้หวัดใหญ่จนต้องหยุดงานที่ร้านอาหาร
เบียร์เป็พ่อครัวอายุน้อยอยู่ที่ร้าน“ชื่นบุรี”แถวเยาวราช ผิดกับโซดาลิบลับที่ไม่ได้เชื้อพร์การทำอาหารจากพี่ชายเลยแค่ไข่เจียวเธอยังทอดได้ไม่เหลืองฟูชวนชิมเลย งานพ่อครัวที่พี่เบียร์ทำอยู่ทำให้เธอก็ได้อาหารดีๆ ที่เป็ของเหลือจากร้านที่พี่เบียร์หิ้วมาฝากเสมอ
“นี่เพื่อนเอ็งนะ ยังไงก็ไม่จีบน้องโซดาสุดซ่าของเอ็งหรอก” ตั้มทำท่ายียวนใส่
“รู้ตัวก็ดีแล้วแต่ที่ห่วงนะกลัวเ้าของรถจะมาตามทวงถือว่าบ้านทำอู่ซ่อมรถรึไงจะเอารถลูกค้ามาขับเล่นอย่างนี้”
“เฮ้ย...อีกคนแหละ เค้าเรียกว่าลองเครื่องรถเฟ้ย...”
“มันก็แค่ข้ออ้างแหละหว่าเที่ยวขับลูกค้าไปอวดสาว ๆ ระวังเ้าของรถจะโวยวายเอาโซดาก็เหมือนกันไม่จำเป็ไม่ต้องไปนั่งรถมันหรอก เดี๋ยวโดนลูกหลงเข้าด้วย”
“อ้าวเฮ้ย ว่าข้าคนเดียวก็พอแล้วน้องโซดาเค้าไม่เกี่ยวหรอก อีกอย่างนะน้องก็เพิ่งเข้ากรุงเทพแค่เดือนกว่า ๆ จะไปจำทางรถเมล์หมดได้ไง ข้าก็หวังดี...”
“เออ...งั้นนี่ข้าก็เป็นี่บุญคุณเอ็งงั้นซิ”
“ฮืมใช่...ใช่ คิดเป็เหมือนกันนะเรา เก่ง ๆ ขอมือหน่อยสิ” คนพูดยิ้มขำทำทะเล้นยื่นมือไปเกาคางอีกฝ่าย
“พอเลย...ไปไหนก็ไป ป่านนี้น้ำหวานเหงื่อซกแล้วไม่มีใครช่วยตั้งร้าน”
“เออ...ไปก่อนนะ”
เพียงแค่เอ่ยชื่อน้ำหวาน ตั้มก็ยิ้มเขินจนตาหยีผิดกับท่าทางยียวนกวนประสาท เขาโบกมือลาน้องสาวเพื่อนซี้ที่แม้จะปะทะคารมกันบ่อยครั้ง แต่ก็เกิดจากความสนิทสนมเกือบสิบปีที่รู้จักรู้ใจกัน เสียงรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่จากไปไกลแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำวัยยี่สิบหกของเบียร์ก็หันมาสบตากับน้องสาวก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ อย่างอ่อนโยนผิดกับท่าทางเงียบขรึมภายนอก
“วันนี้เป็ไงบ้าง”
“หูยยยย ได้ความรู้เชียวค๊า”
“ขี้เห่อไปหรือเปล่า เพิ่งไปวันเดียวเองนิ”
“เหลืออีก2วันก็จริง แต่โซดามีแววจะได้บ่อย ๆ ” โซดายิ้มกว้างแต่พี่ชายมองอย่างแปลกใจ “พี่ปกรณ์บอกว่าโซดามีแววค่ะ ให้ลองหัดเขียนเยอะ ๆ แล้วเอามาพี่ปกรณ์ดู”
“ฮืม”
เบียร์ยิ้มที่มุมปาก แค่เห็นน้องสาวคนเดียวร่าเริงเขาก็มีความสุขและไม่รู้สึกผิดต่อพ่อแม่ที่จากไป สาวโซดายิ้มกว้างทั้งสองพี่น้องเดินเข้ามาในบ้านซึ่งเป็ตึกแถวเก่าๆ สามชั้น ชั้นบนสุดเป็ดาดฟ้าที่น้องสาวชอบไปนั่งมองท้องฟ้า โซดาตั้งใจเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิดที่กรุงเทพฯ จะหางานพิเศษทำและเรียนไปด้วย
แม้พี่ชายคนเดียวบอกว่าจะทำงานส่งเสียเธอให้ได้ปริญญา อย่างที่พ่อแม่ได้ฝากฝั่งไว้ก่อนทั้งคู่จะจากไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อนซึ่งทำให้สองพี่น้องต้องแยกกันอยู่ แต่ฐานะครอบครัวทางโน้นก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนักแถมมีลูกรุ่นราวคราวเดียวกับโซดาถึงสี่คน ส่วนตัวเบียร์เองมาอยู่กับคุณลุงญาติทางพ่อซึ่งก็ไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่นักลุงฝากเขาให้ทำงานกับคนรู้จักในร้านชื่นบุรี ไต่เต้าจากเด็กเสิร์ฟมาเป็พ่อครัวได้ด้วยใจที่มุ่งมั่นอย่าเป็พ่อครัวจริงๆ
ชายหนุ่มคิดอยู่เสมอว่ามันไม่เป็เพียงอาชีพแต่เป็สิ่งที่เขารักและจะทำมันให้ดีที่สุด ตอนที่พ่อและแม่จากไปใหม่ ๆ เขาจำได้ว่าเขาต้องพยายามทำกับข้าวให้น้องสาวกินเขาทำไข่เจียวที่ไม่เหลืองฟูแถมสุกไม่ทั่วแผ่นอีกต่างหาก แต่เ้าน้องสาวแสนซนก็ยังเคี้ยวแก้มตุ้ยด้วยความหิวปนรอยยิ้ม นับั้แ่นั้นมาอาหารไม่เป็เพียงแค่อาหารแต่เป็สิ่งพิเศษที่มอบให้คนที่เขาห่วงใยที่สุดด้วย
“ว๊า...คนป่วยมาทำกับข้าวให้คนแข็งแรงกินอีกแล้ว”
เสียงของโซดาดังขึ้นเรียกให้เบียร์ตื่นจากภวังค์ บนโต๊ะมีหม้อข้าวต้มไก่ฉีกกับผัดผักกาดดองและผัดผักบุ้ง ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆก่อนทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้มองดูน้องสาวจัดแจงตักข้าวต้มใส่ถ้วยสองใบและเลื่อนมาให้ตรงหน้าเขา
“กินยาก่อนอาหารรึยังค่ะ”
“เรียบร้อยแล้วจ๊ะ ไม่เล่าให้พี่ฟังเลยว่าอบรมอะไรบ้าง”
“สนุกซิค่ะตึกก็ใหญ่โตมโหฬาร คนที่มาอบรมก็คนรวย ๆกันทั้งนั้นโซดาทำเปิ่นตั้งหลายอย่างเนี่ยเค้าคงรู้กันหมดแล้วว่าโซดามาจากบ้านนอกแต่อย่างว่าแหละเน๊าะ อย่างกับฝันไปแนะพี่เบียร์”
“ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่เราคงไม่ต้องลำบากอย่างนี้หรอก”
“โอ๊ย..ไม่หรอกพี่เบียร์ใครว่าเราลำบาก เนี่ย...เค้าเรียกว่ามีชีวิตมีรายละเอียดมากกว่าคนอื่นอีกนะเอามาเป็วัตถุดิบในการเขียนนิยายได้สบายเลย”
“จ้า...แม่นักเขียนใหญ่พี่จะรออ่านนิยายของเรานะ”
“ค่ะ่ก่อนเปิดเรียนแบบนี้โซดามีเวลาเขียนหนังสือได้สบายเลยเอ่อ...แล้วร้านหมูหยองยังจะให้โซดาไปช่วยดูร้านเนทอยู่ไหมคะ “
“จะดีเหรอไหนบอกจะเขียนนิยายให้จบก่อนเปิดเรียนแล้วจะไปทำงานพิเศษอีก”
“โธ่พี่เบียร์ก็เพราะเป็ร้านเนทนะซิ โซดาถึงอยากทำจะได้ใช้คอมพ์ฟรีไง เดี๋ยวนี้เขียนเื่โพสตามเวบไซด์แล้วได้ตีพิมพ์เป็เล่มเยอะแยะไป”
“เอาไว้พี่มีเงินจะหาคอมพ์ให้ใช้สักเครื่องนะ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่เก็บเงินไว้เถอะมันยังไม่จำเป็ขนาดนั้นหรอกแค่ที่ต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนก็เยอะแล้ว ไหนจะต้องซื้อหนังสือเรียนอีกค่ากินค่าใช้จ่ายในบ้านมีแต่พี่เบียร์คนเดียวที่ต้องลำบากนี่ดีนะที่พ่อกับแม่ทิ้งตึกหลังนี้ไว้ให้ซุกหัวนอน ไม่งั้นเราต้องจ่ายค่าเช่าบ้านอีกอะไรอีกสารพัดเลยเน๊าะขอบคุณนะคะคุณพ่อคุณแม่” โซดาทำทะเล้นยกมือไหว้ขอบคุณต่อหน้ารูปพ่อกับแม่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
“เอาละถ้าตั้งใจจะทำงานที่ร้านเนทก็ได้..แต่ห้ามเข้าไปดูเวบโป้นะ”
“ว๊า…ดูนิด ๆ หน่อยๆ ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ห้ามแชตอะไรนั่นด้วย อันตรายเห็นในข่าวมีแต่คนโดนหลอกไปข่มขืนเยอะแยะถ้าพี่จับได้จะไม่ให้เราเขียนนิยงนิยายอะไรแล้ว” พี่ชายทำหน้าเครียดน้ำเสียงจริงจังจนน้องสาวได้แต่ยิ้มแหยๆ
“รับรองคะจะไม่ให้พี่เบียร์รู้เอ๊ยไม่ทำให้พี่เบียร์ต้องเป็ห่วงแน่นอน”
“สัญญานะ”
“ค่ะ เอาละพี่เบียร์ทำข้าวต้มอร่อย ๆ ให้กินแล้วหน้าที่ล้างจานเป็ของโซดาแล้วกันนะพี่เบียร์ก็อย่าลืมกินยาหลังอาหารละจะได้หายเร็ว ๆ”
คนเป็พี่ได้แต่ยิ้มบางๆ มองดูน้องสาวเก็บถ้วยชามที่เวลานี้ไม่เหลือเศษอาหารให้เดาได้ว่าก่อนนี้จานชามพวกนี้เคยมีอะไรอยู่ภายใน เสียงล้างจานดังอยู่ในครัว อาจเป็เพราะฤทธิ์ยาแก้ไข้หวัดใหญ่ทำให้เขาเผลอหลับอยู่ที่โซฟาตัวยาวใหญ่ โซดาเดินผ่านมาจึงหยิบผ้าห่มคลุมร่างพี่ชายก่อนที่จะก้าวเท้าเดินให้เบาที่สุดไปที่ดาดฟ้าของบ้าน
ผ้าที่ตากไว้บนราวพลิ้วไหวตามแรงลม เด็กสาวดึงหนังยางที่รวบผมขึ้นเป็หางม้าออกปล่อยให้เส้นผมยาวเคลียบ่าเป็อิสระโซดาเอาเสื่อมาปูนั่งเป็ประจำที่นี่ยามเย็นที่ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีเธอจะนั่งเหยียดขายาวเอาหนังสือเล่มโปรดออกมากางอ่านหรือไม่ก็เขียนอะไรกระจุกกระจิกของเธอ
แต่บ่อยครั้งที่เธอมักนั่งมองการเคลื่อนตัวของเมฆบนท้องฟ้า เฝ้าดูว่ามันเปลี่ยนรูปร่างเป็ตัวอะไรและจิตนาการเป็เื่ราวต่างๆ นานาราวกับเป็เทพนิยายแฟนตาซีสุดมหัศจรรย์ แต่ก็นั้นแหละ…คิดอะไรก็คิดได้ ตัวละครเอย ฉากเอย ภาพเคลื่อนไหวในหัวเหล่านั่น มันช่างแสนยากเย็นที่จะเข็นมันออกมาจากหัวกลายเป็ตัวหนังสือบนหน้ากระดาษเปล่าๆ สักแผ่นหนึ่ง
โซดาจำได้ว่าเธอรู้สึกทึ้งกับการอ่านหนังสือนอกเวลาที่คุณครูแนะนำให้อ่าน เพราะมันไม่ใช่ตำราเรียนแม้จะถูกบังคับให้อ่านแต่เื่ราวเ่าั้สนุกสนานน่าสนใจแถมผสมผสานความรู้เข้ามาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อจบเล่มหนึ่งก็พยายามสรรหาเท่าที่ห้องสมุดเล็กๆ ในโรงเรียนกันดารจะพอมี
ยิ่งอ่านไปเรื่อย ๆยิ่งรู้สึกเหมือนเปิดประตูมิติได้รู้จักโลกกว้างกว่าที่เธอคิดมันอาจเป็การเริ่มต้นจากจุดนี้และยิ่งเมื่อเธอเคยได้รับรางวัลประกวดเขียนเรียงความประจำโรงเรียน เธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีพร์ทางด้านขีด ๆ เขียน ๆ
แต่เอาเข้าจริง นอกจากรายงานเรียงความที่ต้องส่งเป็การบ้านแล้ว เธอยังไม่เคยเขียน “เรื่อสั้น”หรือ “นิทาน”แม้กระทั้ง “นิยาย” ก็ไม่สำเร็จสักเื่ได้แต่เขียนอะไรครึ่งกลาง ค้างคา ไม่จบสักเื่ ก็นั่นแหละมันทำให้นิยายแฟนตาซีสุดพิสดารของเธอก็ไม่ได้หลุดจากสมองเป็ตัวหนังสือได้เสียที
เมื่อตุลาคมปีที่แล้วเธอมาเยี่ยมพี่ชายสุดรัก เขาพาไปเที่ยวงานมหกรรมหนังสือหรืออะไรสักอย่างที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ กองทัพหนังสือนับพันนับหมื่นเล่มผู้คนมากมายแน่นขนัดเข้ามาเลือกซื้อหนังสือหนังหา ภาพนักเขียนคนโปรดแจกลายเซ็น ยิ่งจุดประกายให้โซดาวาดฝันว่าสักวันเธอจะนั่งที่หน้าเวทีแจกยิ้มหวานและนั่งเซ็นชื่อหนังสือของตนเองจนมือเป็ระวิง
พอกลับมาถึงขอนแก่นโซดาเม้าท์แหลกกับเพื่อนฝูงเอาตั๋วรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินที่อุตส่าห์ลงทุนซื้อเก็บไว้ไปเอาอวดเพื่อนและประกาศว่าวันหนึ่งเธอจะเป็นักเขียนโซดาแอบฝึกเซ็นชื่อ หาลายเซ็นสวย ๆดูจากลายเซ็นของดาราในหนังสือนิตยสารวัยรุ่นแล้ววันหนึ่งครูประจำชั้นของเธอผ่านมาเจอโซดาที่กำลังมุ่นมั่นกับลายเซ็นของตัวเองอยู่นั้น ครูหญิงวัยกลางคนก็เอ่ยเบา ๆ กับเธอ
“เธอน่าจะเอาเวลาไปเขียนนิยายให้จบเื่ก่อนค่อยมาฝึกแจกลายเซ็นอย่างนี้นะ”
แค่คำพูดประโยคเดียวเรียกสติของโซดากลับมาได้นั้นซิ อย่าว่าแต่นิยายเลยเื่สั้นสักเื่ก็ยังไม่สำเร็จนี่ฉันมัวทำอะไรอยู่นะเนี่ย…
โซดาจึงกลับมาเริ่มต้นอ่านหนังสืออีกครั้งตามคำแนะนำของครูประจำชั้นและการได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯครั้งนี้เธอมุ่งหวังและตั้งใจอย่างมาก...ว่าจะต้องไปถึงสิ่งที่ฝันให้ได้
เด็กสาวหยิบสมุดบันทึกไร้เส้นของตนออกมาจากเป้นั่งอ่านลายมือเหมือนถั่วงอกที่โตไม่เต็มที่ของตัวเอง โครงเื่หลักโครงเื่รอง คาเร็กเตอร์ตัวละคร เออ..ปวดหัวเหมือนกันแหะแต่โซดาก็แอบฝันหวานถึงวันหนึ่งที่ตัวเองจะได้มีโอกาสได้ทำงานกับสำนักพิมพ์“ั์ใหญ่”จนได้ เอานะ...ว่ากฎข้อหนึ่งของนักเขียนที่เธอตั้งขึ้น คิดถึงวันดี ๆให้ชีวิตสดชื่นแล้วตื่นมาวิ่งไล่ความฝันให้เป็จริง
แล้วอยู่ ๆโซดาก็คิดถึงชายหนุ่มแปลกหน้าที่สวมแว่นตาทรงกลมกรอบเงินวาวเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในแววตาหลังแว่นตานั่น
‘ปิ๊งฉันเหรอ?’
ไม่น่าจะใช่แหะ ใครจะมาสนใจสาวบ้านนอกท่าทางทอมบอยอย่างเธอได้นะ นี่ดีนะที่ไว้ผมยาวไม่งั้นคงนึกว่าเป็ผู้ชายแน่ ๆ แถมรูปร่างก็ออกแบน ๆอย่างกับไข่ดาวไม่ได้หน้าตาน่ารักสดใสอ่อนหวาน อย่างกับคนที่เธอทำเปิ่นไปยืนขวางประตูคุณหนูคนสวยคนนั้น
ว่าแต่... ยังเหลือเวลาอบรมการเขียนอีกตั้ง 2 วัน จะได้เจอผู้ชายเสื้อฟ้าใต้ต้นไม้คนนั่นอีกไหม อยากรู้จัง