ภาพของเธอนอนแน่นิ่งไม่ได้สติ ร่างกายซูบผอมเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น เพื่อให้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป จึงรับได้เพียงสารอาหารผ่านสายระโยงระยางที่ยุ่งเหยิงอยู่รอบตัว
สำหรับคุณป้าที่นั่งอยู่เคียงข้าง ตัวเธอนั้นมีนามว่าไอริน เวลเวิร์ด นับตั้งแต่เมื่อครั้นเด็กสาวยังเป็นเพียงทารกฝ่าเท้าเท่าฝ่าหอย ป้าไอรินก็รู้จักเวนดี้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เพราะอาชีพนักบุกเบิก จึงทำให้จอสพลันต้องออกเดินทางไปต่างแดนเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกัน แม่ของเธอมีอาชีพเป็นครู ทำให้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็นจึงต้องทำงาน
ด้วยเหตุนั้น คุณป้าไอรินจึงเปรียบได้ดังคุณแม่คนที่สองของเธอ ในยามที่ไร้ซึ่งผู้ใดอยู่บ้าน ไอรินมักจะคอยดูแลเวนดี้แทนคุณพ่อและคุณแม่อยู่เสมอๆ
“ผมขอนั่งข้าง ๆ ได้รึเปล่าครับ ?”
“เชิญสิ”
เมื่อได้รับอนุญาต กวีจึงล้มตัวลงนั่งอยู่ ณ เก้าอี้ด้านขวาของไอริน
แววตาของเขาจดจ้องมองเด็กสาว ความน่าอดสูทั้งหมดล้วนแล้วแต่บังเกิดขึ้นเพราะกิเลสและตัณหาของมนุษย์ด้วยกันเอง
“มันน่าตลกดีนะ” เสียงของคุณป้าไอรินเริ่มต้นดังก้องอีกครั้ง “ว่าทำไมเด็กที่น่ารักและไร้เดียงสาเช่นนี้จึงพบกับชะตากรรมอันน่าอดสู พระเจ้านี่ช่างโหดร้ายยิ่งนัก”
กวีมิได้เปล่งถ้อยคำใด ๆ ออกมา เขาลองหลับตา จินตนาการเห็นภาพของเขาที่ถูกอสูรโครงกระดูกข่มขืนจากด้านหลัง ทับซ้อนกับเด็กสาวผู้นี้ซึ่งถูกกลุ่มชายชาตรีช่วงชิงความบริสุทธิ์จนต้องมลทิน
“นั่นสินะครับ ถ้าพระเจ้ามีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้จริง เช่นนั้นท่านก็คงเป็นแค่ฆาตกรใจอำมหิตคนหนึ่งเท่านั้น” กวีลืมตาและกล่าว แววตาของเขาเหม่อมองออกไป ในใจเฝ้าครุ่นคิด ว่าอีกฟากหนึ่งของท้องนภาสีครามจะมีพระเจ้าหรือปีศาจร้ายเฝ้ามองมาอยู่กันแน่
ถ้อยคำของเขากำลังบอกใบ้ถึงสิ่งใด แต่ถึงอย่างไร ก็คงมีเพียงตัวเขาผู้เดียวจึงจะล่วงรู้ถึงความตอบเหล่านั้น
ไอรินเหลียวมองไปที่กวีราวสี่หรือห้าวินาที ครู่ต่อมาจึงหันกลับมาหาเวนดี้และจึงกล่าวว่า “งั้นรึ เธอเองก็เป็นนักบุกเบิกสินะ”
ด้วยสัมผัสพิเศษหรือพลังลึกลับบางอย่าง จึงทำให้ไอรินพลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่กวีมีแตกต่างไปจากคนอื่น
“ตอนนี้ยังครับ แต่นั่นก็เป็นเป้าหมายแรกของผมเหมือนกัน”
พลันได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น ไอรินจึงเผยยิ้มและกล่าวว่า “งั้นก็เหมือนกับเด็กคนนี้เลย” เธอกล่าวไปพลางลูบหัวของเวนดี้ที่มิได้สติอย่างอ่อนโยน “ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เด็กคนนี้มักจะมองพ่อของเธอเป็นฮีโร่อยู่เสมอ และมักจะพูดไปพลางยิ้มไปว่าเมื่อโตขึ้นจะเป็นนักบุกเบิกเหมือนอย่างพ่อให้ได้ พอมานึกดูแล้วก็ช่างน่าคิดถึงจริงๆ”
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กวียังคงรับฟังเรื่องราวบอกเล่าจากป้าไอรินโดยไม่แม้แต่จะกล่าวขัด
แต่แล้ว ในช่วงเวลาต่อมาเพียงไม่นาน แววตาของเธอกลับแปรเปลี่ยนไป ความโศกเศร้าพลันเข้าปกคลุมแทนที่สีหน้าอันแสนอ่อนโยน
“นั่นสินะ ก็คงจะเป็นอย่างที่เธอบอก ถ้าพระเจ้ามีอยู่บนโลกใบนี้จริง ท่านก็คงเป็นแค่ฆาตกรผู้ชั่วร้ายก็เท่านั้น”
ไอรินยื่นมือเข้าปิดหน้าของเธอ หยาดน้ำตาเริ่มต้นไหลซึม ถึงกระนั้น กวีกลับยังคงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร ราวกับว่าตนเป็นเพียงที่รองรับความเจ็บปวดที่กำลังจะปะทุออกมา
“ชั้นรักเด็กคนนี้เหมือนลูกแท้ ๆ มาตลอด แต่แล้วทำไม ทำไมพระเจ้าจึงต้องพรากเธอไปจากชั้น” ไอรินร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน
ย้อนกลับไปเมื่อในอดีต ภาพของเด็กตัวเล็กที่ก้าวเดินเข้ามาหาอย่างไม่ชำนาญยังคงฝังลึกอยู่ในหัวของเธอ
คุณป้าไอรินสูญเสียสามีและลูกไปเมื่อราวสิบปีก่อน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มิตรแท้เพียงหนึ่งเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างกลับมีเพียงความเหงาอันเงียบสงบ
จนกระทั่งในท้ายที่สุด เด็กสาวตัวน้อยนามว่าเวนดี้ก็เข้ามาในชีวิต
กวีเหลียวมองไปรอบกาย พบว่าอุปกรณ์ที่ระโยงระยางล้วนแล้วเปี่ยมไปด้วยวิทยาการทางการแพทย์ระดับสูง
“คงจะใช้เงินไปเป็นจำนวนมากเลยสินะครับ ถึงได้ห้องที่มีอุปกรณ์ครบถ้วนถึงขนาดนี้”
หากสิ่งที่กวีคาดเดาไม่ผิดพลาด ระบบทุนนิยมคงถูกนำมาปรับใช้บนโลกใบนี้ และภายในระบบดังกล่าว ย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะได้รับมาฟรีๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไอรินจึงหยุดร้องไห้ไปครู่หนึ่งและพูดขึ้น “ถูกต้อง ทั้งหมดเป็นเพราะเงินกู้ที่จอสหามาได้ แต่แค่นั้นมันยังไม่พอ เพื่อรักษาเธอให้หายขาด ยังมีเงินอีกจำนวนมากที่จำเป็นต่อการรักษา ในตอนนี้ก็ทำได้เพียงยื้อชีวิต”
จะกล่าวว่านอกเหนือไปจากพระเจ้า ก็คงมีเพียงระบบทุนนิยมที่เปรียบได้ดังฆาตกรผู้มีความเมตตา เพียงแต่ว่า ความเมตตาดังกล่าวจะได้รับก็เพียงกลุ่มคนเพียงหนึ่งหยิบมือ นี่คือความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยง
“เท่าไหร่ครับ ?” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้น แววตาเขาจดจ้องไปยังกระเป๋าใบหนึ่งที่วางอยู่เคียงข้าง
“ราว ๆ หกแสนเซนเห็นจะได้ แต่เงินจำนวนดังกล่าวค่อนข้างมากพอสมควรสำหรับคนทั่วไป แม้แต่นักบุกเบิกเช่นจอสก็คงหามาไม่ได้ง่ายๆ”
กวีเริ่มต้นเงยหน้ามองเพดานเมื่อสิ้นเสียงของไอริน เขาค่อย ๆ หลับตา ภาพแรกที่ตนได้เห็นภายใต้ความมืดมิดของภาพของชายผู้มีเกียรติ จอสคือชายผู้รักพวกพ้อง และกวีเองก็ได้รับความรักมาจากเขามาอย่างมากล้น
กวีลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ประหนึ่งว่าตนได้ตัดสินใจในบางสิ่งได้อย่างเด็ดขาด
“เอาไปสิครับ” เสียงของเขาพลันถูกเปล่งออกมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันจึงยื่นกระเป๋าออกไปให้แก่ไอริน
คุณป้าไอรินแสดงสีหน้างุนงง กระนั้นตนกลับรับเอากระเป๋ามาโดยไม่รู้ว่าสิ่งใดอยู่ภายใน
“นี่มัน !!” เสียงของเธอดังก้องวาน เพียงได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน แววตาของเธอกลับเบิกกว้างราวกับกำลังตกตะลึงไปกับบางสิ่งที่ได้พบเห็น
“ภายในนี้มีเงินมากพอที่จะรักษาชีวิตของเด็กคนนี้ได้ ส่วนที่เหลือคุณก็เก็บเอาไว้ใช้ได้เลย สำหรับผมตอนนี้คงไม่ต้องการมันมากกว่าพวกคุณ และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จงตระหนักเอาไว้ว่านี่ไม่ใช่เงินกู้ เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องนำเงินมาคืนผมแม้แต่เซนเดียว”
ถ้อยคำของกวีเพิ่มทวีความตกตะลึงในแววตาของไอริน “นี่มันมากแค่ไหนกันแน่ !!” น้ำเสียงของเธอสั่นไหวพร้อมกับสองมือที่สั่นคลอน
“จะดีจริงหรือ ทำไมเธอถึงต้องทำถึงขนาดนี้กันล่ะ ?”
ถ้อยคำเพื่อเอ่ยถามถูกเปล่งออกมา แต่แล้ว กวีกลับนิ่งเงียบไปราวกับตนเป็นใบ้พูดไม่ได้ ประหนึ่งว่ามีบางเรื่องที่มิอาจเปล่งวาจาออกมาเป็นถ้อยคำเอ่ยพูด
ถึงอย่างนั้น ตัวเขากลับตัดสินใจกล่าวออกมาในท้ายที่สุด
“คุณจอส.. ตายอยู่ข้างในดันเจี้ยนแล้วครับ”
ความตกใจของไอรินเพิ่มทวีขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับแฝงความตกตะลึงในเชิงลบ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?!!”
กวีไม่ต้องกล่าวสิ่งใด เขาเร่งลุกออกจากเก้าอี้พลางเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินราวกับกำลังจะจากลา
แต่แล้ว ตัวเขากลับหยุดยั้งฝีเท้าของตน
“ผมคงจะพูดอะไรไม่ได้มาก แต่สิ่งเดียวที่ผมสามารถบอกได้ก็คือคุณจอสเป็นพวกพ้องคนสำคัญของผม แค่เงินไม่กี่แสนคงเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขามอบให้แก่ผม มันเล็กน้อยมากสำหรับการตอบแทนบุญคุณ”
โลกใบนี้เต็มไปด้วยการหลอกลวง ผู้คนล้วนแล้วแต่สวมใส่หน้ากากเข้าหากัน ถึงกระนั้น กลับมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถฝากแผ่นหลังเอาไว้ได้ และจอสก็คือหนึ่งในนั้น
เมื่อสิ้นเสียงของกวี เขาจึงเริ่มต้นฝีเท้าเพื่อก้าวเดินออกไปจากประตู
จากด้านหลังของชายหนุ่ม คุณป้าไอรินพลันก้มหัวเพื่อขอบคุณทั้งน้ำตา ทว่ากลับเป็นน้ำตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอันล้นปรี่
ณ บริเวณทางเดินด้านนอกของโรงพยาบาล
ฝีเท้าของกวีมุ่งไป แววตาของเขามองแน่วไปข้างหน้า ผู้คนที่เดินผ่านล้วนต่างสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ขยาย
ทันใดนั้น เสียงของเขาจึงถูกเปล่งขึ้นอย่างเย็นยะเยือก ด้วยวาจาแข็งกร้าวที่ราวกับว่าสามารถสั่นสะเทือนได้แม้แต่เปลือกโลก
.
“เข้ามาสิวะ..”
.
“จะเล่นไม้ไหนก็เชิญ..”
.
“แต่ชั้นจะไม่ยอมให้แกแตะต้องเด็กสาวคนนี้เป็นอันขาด..”
.
“กรีดดี้ ทูเบอร์”
.
ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ ที่ใดสักแห่งบนผืนทวีปกูรันก้าแถบตะวันออก
ท่ามกลางท้องนภาสีคราม พื้นดินทั่วทุกบริเวณต่างลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง
ณ ใจกลางของสถานที่แห่งนั้น ปรากฏรูปลักษณ์ของกลุ่มชายชาตรีซึ่งทั่วกายปกคลุมไปด้วยชุดป้องกันเพลิง ถึงกระนั้น กลับมีชายเพียงคนเดียวที่ร่างกายท่อนบนไร้ซึ่งเครื่องเรือนปกคลุม
กล้ามเนื้อกำยำพร้อมปรากฏร่างกายอันใหญ่โต ศีรษะปราศจากเส้นผมประหนึ่งนักบวช ใบหน้าของเขาช่างคล้ายคลึงกับใครสักคนหนึ่ง หากจะให้กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คงคล้ายกับเซลฟิสในวัยย่างเข้าสามสิบ
สีหน้าของเขาแลดูเคร่งขรึม แววตาจดจ้องไปยังอุปกรณ์สื่อสารพกพา ซึ่งถูกเคลือบเอาไว้ด้วยแผ่นกันเพลิงชนิดพิเศษอีกที
บนหน้าจอปรากฏหนึ่งข้อความ ลักษณะของเนื้อความคล้ายคลึงกับการพาดหัวข่าว
.
[เหตุไม่คาดฝัน ณ ทะเลทรายอาวาเลสและการสูญเสียครั้งใหญ่ เริ่มต้นจากปรากฏการณ์การแปรเปลี่ยนของระดับความเข้มข้นของมานา ทำให้ดันเจี้ยนระดับหนึ่งกลายเป็นดันเจี้ยนระดับสี่ ในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีกลุ่มนักผจญภัยอิสระได้เข้าสู่ภายในดันเจี้ยนถึงสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งซึ่งมีจำนวนกว่าหนึ่งร้อยชีวิตถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทว่านับว่าเป็นโชคยังดี ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมนักบุกเบิก พวกเขาได้ส่งกำลังเสริมโดยมีภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงทำให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มที่สองได้ถึงสามคนจากสี่คน ถึงกระนั้นก็เป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า เพื่อปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศ สมาคมจึงเลือกที่จะปิดกั้นข้อมูลของบรรดาผู้ที่เหลือรอดและผู้ที่เสียชีวิต]
.
ชายร่างใหญ่จ้องมองหน้าจอด้วยความโกรธ เส้นเลือดบนใบหน้าผุดพองอย่างน่าสยดสยองประหนึ่งปีศาจร้าย
ย้อนกลับไปเมื่อราวสามสัปดาห์ก่อน
“แปลกจังนะ นาน ๆ ทีพี่จะโทรมาหาผม นี่คงไม่ใช่จะมาขอยืมเงินกันอีกหรอกนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า !”
“เจ้าน้องบ้า นี่นายเห็นชั้นเป็นคนยังไงกันแน่ ชั้นโทรมาก็เพื่อบอกว่าชั้นกำลังจะไปท้าทายดันเจี้ยนในแถบทะเลทรายอาวาเลสต่างหาก ก็เลยอยากจะคุยกับนายในฐานะพี่น้องกันสักหน่อย”
“ไม่เอาน่าพี่ พูดอย่างกับตัวเองกำลังจะตายอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องห่วง มันก็แค่ดันเจี้ยนระดับหนึ่ง อย่างพี่พิชิตได้สบาย ๆ อยู่แล้ว”
“อืม ขอบใจนายมาก ชั้นสบายใจขึ้นเยอะแล้วล่ะ แล้วเจอกัน กรีดดี้”
กลับคืนสู่ช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน ชายผู้นั้นได้บันดาลโทสะพลางบีบโทรศัพท์จนแหลกละเอียด
ฝ่ามือของเขาแผ่ขยายพลังงานเจ็ดสี บ่งบอกว่าเขานั้นถือครองหนึ่งในธาตุแห่งต้นกำเนิดอยู่กับตัว
“เป็นอะไรไปครับหัวหน้า ?” หนึ่งในลูกน้องคนอื่นเปล่งเสียงเพื่อเอ่ยพูดด้วยความสงสัย
ทว่าแทนที่เขาจะเปล่งวาจาเพื่อเอ่ยตอบ ชายผู้นั้นกลับลุกขึ้นยืน พลางเผยให้เห็นถึงกล้ามเนื้ออันกำยำได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น ชายชาตรีเยี่ยงเขากลับหลั่งน้ำตาออกมา ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเคียดแค้นที่ผู้ใดก็มิอาจจินตนาการ
.
“ชั้นจะต้องกลับไปที่เมืองวาลอัลล่า..”
.
“มีไอ้บ้ากลุ่มหนึ่งมันบังอาจมาฆ่าพี่ของชั้น..”
.
“ชั้นจะต้องกลับไปฆ่าพวกมัน..”
.
“เพราะชั้นคือ..”
.
“กรีดดี้ ทูเบอร์”