คำพูดของแอเรียสทำให้บรรยากาศทั่วห้องกลายเป็นเงียบงันในทันที อากาศที่อบอุ่นในหอสังเกตการณ์ยังคงอุณหภูมิเท่าเดิมแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดดยุคโคเว่นกลับรู้สึกว่าอุณภูมิคล้ายจะต่ำลงราวอยู่ในฤดูหนาว สิ่งที่แอเรียสเอ่ยถึงนั่นคือศาสตร์ต้องห้าม มันเป็นสิ่งที่สูญหายไปนานแล้ว แต่ถึงมันจะสูญหายไปเนิ่นนาน ความน่ากลัวของมันก็ยังคงอยู่
ดยุคโคเว่นเป็นถึงเจ้าเมืองเบอเนียร์มีหรือที่จะไม่รู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับเวทอัญเชิญปีศาจที่เป็นทักษะชั้นสูงของศาสตร์มืด ถึงเขาจะเป็นมีอำนาจแค่ปกครองเมืองเล็กๆ แต่ภูมิหลังของดยุคโคเว่นก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ความรู้ที่เขาได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่วัยเยาว์นั้นทำให้เขาพอทราบถึงศาสตร์มืดจำพวกเวทอัญเชิญปีศาจอยู่บ้าง
เมื่อเอาคำพูดก่อนหน้านี้ของแอเรียสมาประติดประต่อกันกับประโยคเมื่อครู่ ทำให้ดยุคโคเว่นเริ่มคาดเดาสิ่งที่น่าหวาดกลัวบางสิ่งขึ้นมาได้ เขายังคงนิ่งเงียบต่อไปโดยไม่เอ่ยถามแอเรียสแต่อย่างใด ในใจเฝ้าแต่ภาวนาอย่าให้แอเรียสยืนยันคำตอบเดียวกับที่เขาคิดอยู่ในใจ
“ ท่านรู้จักมันใช่หรือไม่“
เมื่อเห็นว่าดยุคโคเว่นเงียบไปแอเรียสจึงไปฝ่ายที่เริ่มพูดขึ้นเอง
“ ข้าก็เคยรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเวทอัญเชิญปีศาจอยู่บ้าง แต่ความรู้เกี่ยวกับมันก็มีอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น “
ดยุคโคเว่นตอบกลับมาโดยพยายามทำสีหน้าปกติเข้าไว้
“ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดให้มากความ ตอนนี้พวกดาร์คเอลฟ์กำลังจะใช้เวทอัญเชิญปีศาจออกมา และดูจากวงแหวนเวทที่มันสร้างขึ้นมา ข้าคิดว่าสิ่งที่มันคิดจะอัญเชิญออกมาคงไม่ใช่เพียงปีศาจระดับต่ำ“
แอเรียสเอ่ยออกมาด้วยความเคร่งเครียด ในคราแรกเขาก็คิดว่าพวกดาร์คเอลฟ์มันทำเพียงล้อมรอบโอรันเอาไว้เพื่ออารักษ์ขาความปลอดภัย แต่เมื่อเขาเพ่งสายตาอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็พบว่าพวกมันกำลังลอบเขียนวงแหวนเวทขนาดใหญ่ขึ้นมา หลังจากสังเกตเพียงชั่วครู่แอเรียสก็รู้ว่ามันเป็นเวทอัญเชิญปีศาจ พวกมันหวังใช้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้โดยใช้ชีวิตและโลหิตของเหล่านักเวทที่ตายไปในสงครามเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเรียกปีศาจออกมา
เผ่าปีศาจคือเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับประเภทหนึ่ง พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับสัตว์อสูร แต่ความน่ากลัวของมันกลับมากกว่าสัตว์อสูรหลายเท่านัก แค่สัตว์ปีศาจระดับต่ำก็มีพลังมากกว่าสัตว์อสูรระดับสูงแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าหากเป็นปีศาจระดับสูงความน่ากลัวของพวกมันจะมากเพียงใด ในตำนานกล่าวเอาไว้ว่าปีศาจคือสัตว์อสูรที่เกิดการกลายพันธุ์ด้วยศาสตร์มืด แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ไม่มีผู้ใดทราบถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของเผ่าปีศาจ
ไม่เคยมีใครรู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่ที่ไหน ว่ากันว่าพวกมันมีโลกของพวกมันเอง หากเปรียบเทียบก็คงคล้ายกับดินแดนภูตสวรรค์ของเผ่าภูตที่ตัดขาดจากโลกของมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นอย่างสิ้นเชิง แต่แล้วก็มีผู้คนพบวิธีอัญเชิญปีศาจออกมาจากโลกที่มันอยู่ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเวทอัญเชิญปีศาจนั่นเอง เวทอัญเชิญปีศาจนั้นจะต้องใช้การบูชายันต์สิ่งมีชีวิตเพื่อสังเวยแก่ปีศาจ
ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ที่ใช้ชีวิตของมนุษย์นับหมื่นเพื่อเรียกปีศาจอันแข็งแกร่งออกมาทำลายอาณาจักรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สุดท้ายอาณาจักรนั้นก็ถูกทำลายจนเหลือเพียงเศษซาก เผ่าปีศาจนั้นสามารถใช้พลังเวทได้แข็งแกร่งเหมือนกับมนุษย์และมันยังมีร่างกายที่ทนทานเหมือนกับสัตว์อสูร ไม่ต้องคิดเลยว่าพวกมันจะน่าหวาดกลัวเพียงใด
“ นี่เจ้าพูดเรื่องจริงอย่างนั้นรึ!! “
ดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้ภายในใจจะคาดเดาก่อนแล้ว แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจนเกินไป เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเพ่งมองให้ดีแล้วเขาก็เริ่มเห็นว่าดาร์คเอลฟ์กำลังลอบขีดเขียนวงแหวนเวทขนาดใหญ่อยู่จริงๆ นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดยิ่งกว่าเก่า หากพวกมันเรียกปีศาจออกมาได้เมื่อไหร่ เมืองเบอเนียร์คงได้ถึงจุดจบแน่
“ พวกมันใช้นักเวททั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องบูชายันต์ในการอัญเชิญปีศาจ หากดูจากสถานการณ์แล้วในฝั่งของพวกมัน นอกจากพวกดาร์คเอลฟ์แล้วคงไม่มีใครที่รู้เรื่องเวทอัญเชิญปีศาจ“
“ นี่พวกมันบังอาจใช้นักเวทของเมืองเบอเนียร์เป็นเครื่องบูชายันต์!! “
ดยุคโคเว่นขบฟันแน่นจนได้ยินเสียงฟันที่ขูดกันไปมา ในจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนอยากจะสับร่างของโอรันออกมาเป็นพันๆชิ้น มันเห็นชีวิตของเหล่านักเวทเป็นเพียงแค่เครื่องสังเวยเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะให้อภัยได้
“ ทางที่ดีท่านควรสั่งให้นักเวทของเมืองเบอเนียร์ถอยออกมาก่อน พยายามอย่าให้พวกมันรู้ตัว จากนั้นค่อยลอบไปทำลายวงแหวนอัญเชิญนั่นซะ ..แต่ยังมีบางสิ่งที่ข้าสงสัยอยู่ พวกมันเขียนวงแหวนเวทขึ้นมาแล้ว เครื่องบูชายันต์ก็มีแล้ว แต่พวกมันยังขาดไปหนึ่งสิ่ง “
“ เจ้าหมายถึงกุญแจประตูนรก? “
“ ใช่ กุญแจที่เปิดประตูเชื่อมต่อโลกปีศาจเพื่ออัญเชิญปีศาจออกมา พวกมันไปหาสิ่งนั้นมาจากที่ใดกัน “
สีหน้าของแอเรียสเต็มไปด้วยความครุ่นคิด การใช้เวทอัญเชิญปีศาจนั้นสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสังเวยชีวิตผู้คนเพื่อบูชายันต์หรือการเขียนวงแหวนเวทขึ้นมา แต่มันคือกุญแจประตูนรกต่างหากที่เป็นอุปสรรคสำคัญ มันเป็นสิ่งที่หายากเสียยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ว่ากันว่ากุญแจประตูนรกถูกซุกซ่อนเอาไว้หลายแห่งในโลกเวทมนตร์ แต่มันก็คงซ่อนไว้ลึกลับจนเกินไปเลยแทบจะไม่มีผู้ใดค้นหาเจอ สิ่งที่แอเรียสสงสัยคือพวกมันไปหาสิ่งของที่หายากเช่นนี้มาจากไหน
“ หรือว่าพวกมันจะไม่รู้ว่าจำเป็นจะต้องใช้กุญแจประตูนรกด้วย“
สีหน้าดยุคโคเว่นเริ่มดีขึ้นมาหลายส่วน เขาพยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้
“ คนที่ฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างโอรัน มีหรือจะไม่รู้เรื่องนี้ ข้าว่าตอนนี้พวกมันคงมีกุญแจประตูนรกอยู่ในมือแล้ว“
แต่แล้วคำพูดของแอเรียสก็ดับฝันของดยุคโคเว่นจนหมดสิ้น
“ แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ตอนนี้ท่านควรจะออกคำสั่งให้นักเวทเมืองเบอเนียร์ถอยออกมาก่อน และทางที่ดีก็ควรรีบทำลายวงแหวนเวทนั่นซะ หากพวกมันเรียกปีศาจออกมาได้เมื่อไหร่ เมืองเบอเนียร์ได้ถึงจุดจบแน่ “
แอเรียสกล่าวออกมา
“ อย่าได้กังวลไป ถึงอย่างไรเมืองเบอเนียร์ก็ยังมีไพ่ลับซ่อนเอาไว้ “
ดยุคโคเว่นเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างน้อยเมืองเบอเนียร์ก็หาใช่เมืองที่มีเพียงกำแพงเมืองเป็นสิ่งป้องกันศัตรูอย่างเดียว เขายังมีไพ่ลับซ่อนเอาไว้ในยามจำเป็น
“ หากเป็นเช่นนั้นท่านก็จงถือมันเอาไว้ให้ดี เพราะหากคาดเดาไม่ผิด ท่านอาจจะได้เปิดไพ่ลับของท่านในศึกครั้งนี้ “
แอเรียสเอ่ยเตือนออกมา
หลังจากพูดคุยกันเสร็จแล้วทั้งสองก็รีบเร่งออกมาจากหอสังเกตการณ์ทันที ตอนนี้ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา หากชักช้าไปคงไม่ทันการแน่ แต่แล้วทั้งคู่ก็พบเรื่องราวที่น่าตกใจอีกครั้ง เมื่อมองไปยังกลุ่มของพวกดาร์คเอลฟ์ วงแหวนเวทที่พื้นดินเริ่มส่องจางๆขึ้นมาบ้างแล้ว นี่เป็นสัญญาณว่าวงแหวนเวทอัญเชิญปีศาจถูกเขียนจนเกือบจะเสร็จแล้ว
“ มอร์เล่สั่งการให้นักเวทฝ่ายเราทั้งหมดถอยกลับมาเดี๋ยวนี้!! “
ดยุคโคเว่นตะโกนออกมาด้วยความเร่งร้อน
“ แต่ว่านายท่านกองทัพของพวกเรากำลังได้เปรียบ หากถอยออกมาตอนนี้ข้าเกรงว่า.. “
มอร์เล่เต็มไปด้วยความสับสน เจ้าเด็กนั่นไปเป่าหูอะไรท่านดยุคกันเหตุใดจึงได้สั่งถอยทัพทั้งๆที่กำลังจะกุมชัยชนะเช่นนี้
“ ไม่มีคำว่าแต่ ข้าสั่งให้ถอยทัพเดี๋ยวนี้ !! ไม่ทันการละ ข้าไปเอง ! “
ดยุคโคเว่นตะคอกออกมาทันทีที่มอร์เล่เอ่ยค้าน ด้วยความร้อนใจในที่สุดเขาก็ตัดสินใจไปยังสนามรบด้วยตนเอง แสงสีฟ้าที่กระพริบรอบร่างของดยุคโคเว่น เพียงไม่ถึงห้าวินาทีเขาก็เคลื่อนที่ลงจากกำแพงเมืองไปแล้ว เขาทิ้งเอาไว้เพียงมอร์เล่ที่ยืนงุนงงหันหน้ามาจ้องแอเรียสเท่านั้น
“ รีบไปทำตามคำสั่งท่านดยุคซะ หากเจ้ายังไม่อยากเห็นเมืองถูกทำลาย “
แอเรียสเริ่มเคลื่อนที่ออกไปในทันที ในที่สุดก็หลงเหลือเพียงมอร์เล่ที่ยืนงุนงงอยู่กับความว่างเปล่าเท่านั้น เหตุใดจึงถอยทัพ แล้วเมืองจะถูกทำลายได้อย่างไร ทำไมดยุคโคเว่นจึงแสดงความกังวลออกมาถึงเพียงนั้น นี่คือคำถามที่หมุนวนไปมาอยู่ในหัวของมอร์เล่
ทันทีที่เห็นดยุคโคเว่นเข้าร่วมกองทัพเหล่านักเวทก็เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจ พวกเขาพากันตะโกนออกมาด้วยกำลังใจอันฮึกเหิม แต่แล้วสีหน้าของพวกมันก็แปรเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำสั่งให้ถอยทัพ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่ากองทัพของเมืองเบอเนียร์กำลังได้เปรียบ แล้วเหตุใดดยุคโคเว่นจึงสั่งถอยทัพกัน
แม้จะสงสัยและงุนงงแต่ด้วยคำสั่งของดยุคโคเว่นในฐานะเจ้าเมืองเบอเนียร์และยังเป็นแม่ทัพใหญ่ในศึกครั้งนี้ พวกมันก็จำต้องถอยร่นออกมาโดยมีดยุคโคเว่นและอัศวินทั้งห้าคอยช่วยเหลือ เหล่าทหารสังเกตเห็นว่าแม้แต่หัวหน้าอัศวินอลันก็ยังขมวดคิ้วด้วยความสับสนเช่นกัน
แม้สุดท้ายแล้วการถอยทัพจะทำได้สำเร็จแต่ก็ทำให้มีนักเวทที่บาดเจ็บจำนวนไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเห็นว่ากองทัพของฝั่งเมืองเบอเนียร์ถอยหนี พวกข้าศึกก็เต็มไปด้วยกำลังใจอันฮึกเหิมแล้วไล่ล่ากองทัพของเมืองเบอเนียร์ในทันที แต่สุดท้ายกองทัพเมืองเบอเนียร์ก็ยังถอยออกมาได้ แม้จะมีนักเวทสามคนที่ต้องสิ้นชีวิตเพราะถูกโจมตีจากด้านหลังก็ตาม
“ เจ้าพวกลูกสุนัขเมืองเบอเนียร์ นี่หวาดกลัวจนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดเลยรึ ฮ่าๆๆ “
“ ถ้าพวกเจ้าจะขาดเขลาถึงเพียงนี้ก็ยกเมืองให้พวกข้าซะเถอะ“
“ นี่น่ะเหรอนักเวทแห่งเมืองเบอเนียร์ ช่างกระจอกเสียจริง ฮ่าๆๆ “
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของข้าศึกที่ดังออกมาทำให้เหล่านักเวทเมืองเบอเนียร์กัดฟันกรอดด้วยโทสะ พวกมันไม่เข้าใจความคิดของดยุคโคเว่นเลยแม้แต่น้อย
ณ บริเวณด้านหลังของกองทัพข้าศึก
“ รีบไปนำตัวเจ้าเด็กนั่นมาที่นี่ได้แล้ว ..ใกล้จะถึงเวลาที่พวกมันจะได้ชดใช้ความผิดที่พวกมันเคยทำเอาไว้กับข้าเสียที หึหึ “
โอรันหันไปสั่งการกับดาร์คเอลฟ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆมัน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความยินดี อีกไม่นานมันก็จะได้เห็นเมืองเบอเนียร์แห่งนี้พินาศเป็นหน้ากองแล้ว
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ดาร์คเอลฟ์สองคนก็ช่วยกันหิ้วปีกมาเชลมา มันยังคงหลับใหลไม่ได้สติอยู่เช่นเคย โอรันจ้องมองไปที่แหวนมิติที่มือมาเชลอย่างยินดี ในแหวนวงนั้นมีสมบัติที่ไม่อาจจะประเมินค่าได้อยู่‘กุญแจประตูนรก’