กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 114 คำสั่งถอยทัพ

         คำพูดของแอเรียสทำให้บรรยากาศทั่วห้องกลายเป็นเงียบงันในทันที อากาศที่อบอุ่นในหอสังเกตการณ์ยังคงอุณหภูมิเท่าเดิมแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดดยุคโคเว่นกลับรู้สึกว่าอุณภูมิคล้ายจะต่ำลงราวอยู่ในฤดูหนาว  สิ่งที่แอเรียสเอ่ยถึงนั่นคือศาสตร์ต้องห้าม  มันเป็นสิ่งที่สูญหายไปนานแล้ว  แต่ถึงมันจะสูญหายไปเนิ่นนาน  ความน่ากลัวของมันก็ยังคงอยู่  

     

        ดยุคโคเว่นเป็นถึงเจ้าเมืองเบอเนียร์มีหรือที่จะไม่รู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับเวทอัญเชิญปีศาจที่เป็นทักษะชั้นสูงของศาสตร์มืด  ถึงเขาจะเป็นมีอำนาจแค่ปกครองเมืองเล็กๆ แต่ภูมิหลังของดยุคโคเว่นก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ความรู้ที่เขาได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่วัยเยาว์นั้นทำให้เขาพอทราบถึงศาสตร์มืดจำพวกเวทอัญเชิญปีศาจอยู่บ้าง 

     

        เมื่อเอาคำพูดก่อนหน้านี้ของแอเรียสมาประติดประต่อกันกับประโยคเมื่อครู่  ทำให้ดยุคโคเว่นเริ่มคาดเดาสิ่งที่น่าหวาดกลัวบางสิ่งขึ้นมาได้ เขายังคงนิ่งเงียบต่อไปโดยไม่เอ่ยถามแอเรียสแต่อย่างใด ในใจเฝ้าแต่ภาวนาอย่าให้แอเรียสยืนยันคำตอบเดียวกับที่เขาคิดอยู่ในใจ

     

          “ ท่านรู้จักมันใช่หรือไม่“

     

        เมื่อเห็นว่าดยุคโคเว่นเงียบไปแอเรียสจึงไปฝ่ายที่เริ่มพูดขึ้นเอง

     

         “ ข้าก็เคยรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเวทอัญเชิญปีศาจอยู่บ้าง แต่ความรู้เกี่ยวกับมันก็มีอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น “

     

        ดยุคโคเว่นตอบกลับมาโดยพยายามทำสีหน้าปกติเข้าไว้

     

         “ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดให้มากความ  ตอนนี้พวกดาร์คเอลฟ์กำลังจะใช้เวทอัญเชิญปีศาจออกมา  และดูจากวงแหวนเวทที่มันสร้างขึ้นมา  ข้าคิดว่าสิ่งที่มันคิดจะอัญเชิญออกมาคงไม่ใช่เพียงปีศาจระดับต่ำ“

     

        แอเรียสเอ่ยออกมาด้วยความเคร่งเครียด ในคราแรกเขาก็คิดว่าพวกดาร์คเอลฟ์มันทำเพียงล้อมรอบโอรันเอาไว้เพื่ออารักษ์ขาความปลอดภัย แต่เมื่อเขาเพ่งสายตาอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็พบว่าพวกมันกำลังลอบเขียนวงแหวนเวทขนาดใหญ่ขึ้นมา หลังจากสังเกตเพียงชั่วครู่แอเรียสก็รู้ว่ามันเป็นเวทอัญเชิญปีศาจ พวกมันหวังใช้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้โดยใช้ชีวิตและโลหิตของเหล่านักเวทที่ตายไปในสงครามเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเรียกปีศาจออกมา 

     

        เผ่าปีศาจคือเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับประเภทหนึ่ง พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับสัตว์อสูร แต่ความน่ากลัวของมันกลับมากกว่าสัตว์อสูรหลายเท่านัก  แค่สัตว์ปีศาจระดับต่ำก็มีพลังมากกว่าสัตว์อสูรระดับสูงแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าหากเป็นปีศาจระดับสูงความน่ากลัวของพวกมันจะมากเพียงใด  ในตำนานกล่าวเอาไว้ว่าปีศาจคือสัตว์อสูรที่เกิดการกลายพันธุ์ด้วยศาสตร์มืด  แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ไม่มีผู้ใดทราบถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของเผ่าปีศาจ 

     

         ไม่เคยมีใครรู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่ที่ไหน  ว่ากันว่าพวกมันมีโลกของพวกมันเอง หากเปรียบเทียบก็คงคล้ายกับดินแดนภูตสวรรค์ของเผ่าภูตที่ตัดขาดจากโลกของมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นอย่างสิ้นเชิง แต่แล้วก็มีผู้คนพบวิธีอัญเชิญปีศาจออกมาจากโลกที่มันอยู่  นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเวทอัญเชิญปีศาจนั่นเอง เวทอัญเชิญปีศาจนั้นจะต้องใช้การบูชายันต์สิ่งมีชีวิตเพื่อสังเวยแก่ปีศาจ 

     

         ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ที่ใช้ชีวิตของมนุษย์นับหมื่นเพื่อเรียกปีศาจอันแข็งแกร่งออกมาทำลายอาณาจักรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สุดท้ายอาณาจักรนั้นก็ถูกทำลายจนเหลือเพียงเศษซาก  เผ่าปีศาจนั้นสามารถใช้พลังเวทได้แข็งแกร่งเหมือนกับมนุษย์และมันยังมีร่างกายที่ทนทานเหมือนกับสัตว์อสูร ไม่ต้องคิดเลยว่าพวกมันจะน่าหวาดกลัวเพียงใด 

     

         “ นี่เจ้าพูดเรื่องจริงอย่างนั้นรึ!! “

     

         ดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความตกตะลึง  แม้ภายในใจจะคาดเดาก่อนแล้ว  แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจนเกินไป  เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเพ่งมองให้ดีแล้วเขาก็เริ่มเห็นว่าดาร์คเอลฟ์กำลังลอบขีดเขียนวงแหวนเวทขนาดใหญ่อยู่จริงๆ นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดยิ่งกว่าเก่า  หากพวกมันเรียกปีศาจออกมาได้เมื่อไหร่  เมืองเบอเนียร์คงได้ถึงจุดจบแน่

     

        “ พวกมันใช้นักเวททั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องบูชายันต์ในการอัญเชิญปีศาจ  หากดูจากสถานการณ์แล้วในฝั่งของพวกมัน  นอกจากพวกดาร์คเอลฟ์แล้วคงไม่มีใครที่รู้เรื่องเวทอัญเชิญปีศาจ“

     

         “ นี่พวกมันบังอาจใช้นักเวทของเมืองเบอเนียร์เป็นเครื่องบูชายันต์!! “

     

         ดยุคโคเว่นขบฟันแน่นจนได้ยินเสียงฟันที่ขูดกันไปมา  ในจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนอยากจะสับร่างของโอรันออกมาเป็นพันๆชิ้น  มันเห็นชีวิตของเหล่านักเวทเป็นเพียงแค่เครื่องสังเวยเท่านั้น  นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะให้อภัยได้ 

     

         “ ทางที่ดีท่านควรสั่งให้นักเวทของเมืองเบอเนียร์ถอยออกมาก่อน  พยายามอย่าให้พวกมันรู้ตัว  จากนั้นค่อยลอบไปทำลายวงแหวนอัญเชิญนั่นซะ  ..แต่ยังมีบางสิ่งที่ข้าสงสัยอยู่  พวกมันเขียนวงแหวนเวทขึ้นมาแล้ว  เครื่องบูชายันต์ก็มีแล้ว  แต่พวกมันยังขาดไปหนึ่งสิ่ง “

     

         “ เจ้าหมายถึงกุญแจประตูนรก? “

     

          “ ใช่ กุญแจที่เปิดประตูเชื่อมต่อโลกปีศาจเพื่ออัญเชิญปีศาจออกมา  พวกมันไปหาสิ่งนั้นมาจากที่ใดกัน “

     

         สีหน้าของแอเรียสเต็มไปด้วยความครุ่นคิด  การใช้เวทอัญเชิญปีศาจนั้นสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสังเวยชีวิตผู้คนเพื่อบูชายันต์หรือการเขียนวงแหวนเวทขึ้นมา แต่มันคือกุญแจประตูนรกต่างหากที่เป็นอุปสรรคสำคัญ  มันเป็นสิ่งที่หายากเสียยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก  ว่ากันว่ากุญแจประตูนรกถูกซุกซ่อนเอาไว้หลายแห่งในโลกเวทมนตร์ แต่มันก็คงซ่อนไว้ลึกลับจนเกินไปเลยแทบจะไม่มีผู้ใดค้นหาเจอ สิ่งที่แอเรียสสงสัยคือพวกมันไปหาสิ่งของที่หายากเช่นนี้มาจากไหน

     

         “ หรือว่าพวกมันจะไม่รู้ว่าจำเป็นจะต้องใช้กุญแจประตูนรกด้วย“

     

        สีหน้าดยุคโคเว่นเริ่มดีขึ้นมาหลายส่วน เขาพยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้ 

     

         “ คนที่ฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างโอรัน  มีหรือจะไม่รู้เรื่องนี้  ข้าว่าตอนนี้พวกมันคงมีกุญแจประตูนรกอยู่ในมือแล้ว“

     

        แต่แล้วคำพูดของแอเรียสก็ดับฝันของดยุคโคเว่นจนหมดสิ้น 

     

         “ แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ตอนนี้ท่านควรจะออกคำสั่งให้นักเวทเมืองเบอเนียร์ถอยออกมาก่อน  และทางที่ดีก็ควรรีบทำลายวงแหวนเวทนั่นซะ  หากพวกมันเรียกปีศาจออกมาได้เมื่อไหร่  เมืองเบอเนียร์ได้ถึงจุดจบแน่ “

     

         แอเรียสกล่าวออกมา

     

         “ อย่าได้กังวลไป ถึงอย่างไรเมืองเบอเนียร์ก็ยังมีไพ่ลับซ่อนเอาไว้ “

     

        ดยุคโคเว่นเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างน้อยเมืองเบอเนียร์ก็หาใช่เมืองที่มีเพียงกำแพงเมืองเป็นสิ่งป้องกันศัตรูอย่างเดียว  เขายังมีไพ่ลับซ่อนเอาไว้ในยามจำเป็น

     

          “ หากเป็นเช่นนั้นท่านก็จงถือมันเอาไว้ให้ดี  เพราะหากคาดเดาไม่ผิด  ท่านอาจจะได้เปิดไพ่ลับของท่านในศึกครั้งนี้ “

     

        แอเรียสเอ่ยเตือนออกมา 

     

          หลังจากพูดคุยกันเสร็จแล้วทั้งสองก็รีบเร่งออกมาจากหอสังเกตการณ์ทันที  ตอนนี้ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา  หากชักช้าไปคงไม่ทันการแน่  แต่แล้วทั้งคู่ก็พบเรื่องราวที่น่าตกใจอีกครั้ง  เมื่อมองไปยังกลุ่มของพวกดาร์คเอลฟ์  วงแหวนเวทที่พื้นดินเริ่มส่องจางๆขึ้นมาบ้างแล้ว นี่เป็นสัญญาณว่าวงแหวนเวทอัญเชิญปีศาจถูกเขียนจนเกือบจะเสร็จแล้ว 

     

         “ มอร์เล่สั่งการให้นักเวทฝ่ายเราทั้งหมดถอยกลับมาเดี๋ยวนี้!! “

     

        ดยุคโคเว่นตะโกนออกมาด้วยความเร่งร้อน

     

         “ แต่ว่านายท่านกองทัพของพวกเรากำลังได้เปรียบ  หากถอยออกมาตอนนี้ข้าเกรงว่า.. “

     

         มอร์เล่เต็มไปด้วยความสับสน เจ้าเด็กนั่นไปเป่าหูอะไรท่านดยุคกันเหตุใดจึงได้สั่งถอยทัพทั้งๆที่กำลังจะกุมชัยชนะเช่นนี้

     

         “ ไม่มีคำว่าแต่  ข้าสั่งให้ถอยทัพเดี๋ยวนี้ !!  ไม่ทันการละ ข้าไปเอง ! “

     

        ดยุคโคเว่นตะคอกออกมาทันทีที่มอร์เล่เอ่ยค้าน ด้วยความร้อนใจในที่สุดเขาก็ตัดสินใจไปยังสนามรบด้วยตนเอง  แสงสีฟ้าที่กระพริบรอบร่างของดยุคโคเว่น  เพียงไม่ถึงห้าวินาทีเขาก็เคลื่อนที่ลงจากกำแพงเมืองไปแล้ว เขาทิ้งเอาไว้เพียงมอร์เล่ที่ยืนงุนงงหันหน้ามาจ้องแอเรียสเท่านั้น

     

         “ รีบไปทำตามคำสั่งท่านดยุคซะ  หากเจ้ายังไม่อยากเห็นเมืองถูกทำลาย “

     

         แอเรียสเริ่มเคลื่อนที่ออกไปในทันที ในที่สุดก็หลงเหลือเพียงมอร์เล่ที่ยืนงุนงงอยู่กับความว่างเปล่าเท่านั้น  เหตุใดจึงถอยทัพ  แล้วเมืองจะถูกทำลายได้อย่างไร  ทำไมดยุคโคเว่นจึงแสดงความกังวลออกมาถึงเพียงนั้น  นี่คือคำถามที่หมุนวนไปมาอยู่ในหัวของมอร์เล่

     

          ทันทีที่เห็นดยุคโคเว่นเข้าร่วมกองทัพเหล่านักเวทก็เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจ พวกเขาพากันตะโกนออกมาด้วยกำลังใจอันฮึกเหิม แต่แล้วสีหน้าของพวกมันก็แปรเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำสั่งให้ถอยทัพ  นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน  ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่ากองทัพของเมืองเบอเนียร์กำลังได้เปรียบ  แล้วเหตุใดดยุคโคเว่นจึงสั่งถอยทัพกัน 

     

        แม้จะสงสัยและงุนงงแต่ด้วยคำสั่งของดยุคโคเว่นในฐานะเจ้าเมืองเบอเนียร์และยังเป็นแม่ทัพใหญ่ในศึกครั้งนี้ พวกมันก็จำต้องถอยร่นออกมาโดยมีดยุคโคเว่นและอัศวินทั้งห้าคอยช่วยเหลือ  เหล่าทหารสังเกตเห็นว่าแม้แต่หัวหน้าอัศวินอลันก็ยังขมวดคิ้วด้วยความสับสนเช่นกัน 

     

        แม้สุดท้ายแล้วการถอยทัพจะทำได้สำเร็จแต่ก็ทำให้มีนักเวทที่บาดเจ็บจำนวนไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเห็นว่ากองทัพของฝั่งเมืองเบอเนียร์ถอยหนี  พวกข้าศึกก็เต็มไปด้วยกำลังใจอันฮึกเหิมแล้วไล่ล่ากองทัพของเมืองเบอเนียร์ในทันที  แต่สุดท้ายกองทัพเมืองเบอเนียร์ก็ยังถอยออกมาได้  แม้จะมีนักเวทสามคนที่ต้องสิ้นชีวิตเพราะถูกโจมตีจากด้านหลังก็ตาม

     

         “ เจ้าพวกลูกสุนัขเมืองเบอเนียร์  นี่หวาดกลัวจนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดเลยรึ ฮ่าๆๆ “

     

         “ ถ้าพวกเจ้าจะขาดเขลาถึงเพียงนี้ก็ยกเมืองให้พวกข้าซะเถอะ“

     

         “ นี่น่ะเหรอนักเวทแห่งเมืองเบอเนียร์  ช่างกระจอกเสียจริง ฮ่าๆๆ “

     

         เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของข้าศึกที่ดังออกมาทำให้เหล่านักเวทเมืองเบอเนียร์กัดฟันกรอดด้วยโทสะ  พวกมันไม่เข้าใจความคิดของดยุคโคเว่นเลยแม้แต่น้อย

     

     

         ณ บริเวณด้านหลังของกองทัพข้าศึก

     

         “ รีบไปนำตัวเจ้าเด็กนั่นมาที่นี่ได้แล้ว  ..ใกล้จะถึงเวลาที่พวกมันจะได้ชดใช้ความผิดที่พวกมันเคยทำเอาไว้กับข้าเสียที  หึหึ “

     

         โอรันหันไปสั่งการกับดาร์คเอลฟ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆมัน  ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความยินดี อีกไม่นานมันก็จะได้เห็นเมืองเบอเนียร์แห่งนี้พินาศเป็นหน้ากองแล้ว 

     

        ผ่านไปเพียงชั่วครู่ดาร์คเอลฟ์สองคนก็ช่วยกันหิ้วปีกมาเชลมา  มันยังคงหลับใหลไม่ได้สติอยู่เช่นเคย  โอรันจ้องมองไปที่แหวนมิติที่มือมาเชลอย่างยินดี  ในแหวนวงนั้นมีสมบัติที่ไม่อาจจะประเมินค่าได้อยู่‘กุญแจประตูนรก’