ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    10 สร้อยฟ้า...

            บอสพลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินมาแต่ไกล คล้ายจะใส่ผ้าโพกหัวและผ้าคาดจมูกเพื่อปิดบังใบหน้า เขาจึงรีบหลบไปยังพุ่มไม้ข้างทาง เพื่อดูสถานการณ์์


            คนกลุ่มนั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น บอสจึงสังเกตเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีคนอยู่ประมาณ 4 คน ทุกคนล้วนปิดบังใบหน้ามิดชิด แล้วก็พบว่ามีหนึ่งคนกำลังแบกร่างคล้ายจะเป็นเด็กสาวไว้บนบ่า แสงจากคบไต้บริเวณนั้นสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นได้ชัด บอสจึงค่อนข้างมั่นใจว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะใช่คนดีแล้วแน่ๆ


            คนกลุ่มนั้นเริ่มเปลี่ยนเส้นทางออกจากแนวกำแพงเข้าไปยังถนนที่มืดและเปลี่ยวยิ่งกว่า ด้วยความอยากรู้และอยากช่วย บอสจึงเผลอแอบตามไปอย่างเงียบๆ อยู่ห่างๆ จนไปถึงสถานที่ลับตาผู้คน เป็นบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นค่อนข้างมาก ซึ่งมีเพียงแสงไต้คบเดียวที่ถูกจุดอยู่บริเวณนั้น 


            ผู้ที่แบกเด็กสาวอยู่ได้วางร่างนั้นลง โดยมัดมือไขว้หลังไว้และให้หลังพิงกับเสาไม้ของบ้าน เลยทำให้เห็นได้ว่าหญิงสาวผู้นี้น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบอส ดูสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณขาวเนียนหมดจด ผมยาว ดูเหมือนจะเป็นผู้มีชาติตระกูล และเป็นหญิงที่งดงามมาก ทั้งที่ยังไม่เข้าสู่วัยสาวเต็มตัว


            จากนั้นชายผู้นั้นได้ใช้น้ำที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่เทราดลงบนหัวเด็กสาวเพื่อบังคับให้เธอตื่น หลังเธอได้สติ เธอจึงมองไปรอบๆ และแสดงความตกใจออกทางสีหน้าอยู่ครู่เดียว แล้วก็สงบใจลงได้ จากนั้นเธอก็ถามไปอย่างไม่ลนลาน ดูช่างผิดวิสัยของเด็กสาววัยนี้ยิ่งนัก


            “พวกเจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดถึงจับข้ามาเช่นนี้ พวกเจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่…”


            “เจ้ามิต้องรู้ดอก อยู่นิ่งๆ ก็พอ มิเช่นนั้น อย่าหาว่าพวกข้าใจเหี้ยมเลยหนา…”


            ชายผู้ที่แบกเธอมาได้ตอบกลับอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปถามกับผู้ที่อยู่ข้างๆ ว่า


            “เมื่อใดคนผู้นั้นจักมา พวกเราต้องรออีกนานเพียงใด”


            “นัดกันไว้ยามสอง อีกซักชั่วเคี้ยวหมากจืดก็คงจักมาแล้ว…”


            บอสได้ยินการสนทนาของพวกเขาทั้งหมดอย่างชัดเจน และคิดว่าสถานการณ์คงจะไม่สู้ดีแล้ว ใจอยากจะช่วยแต่ก็กังวลเพราะอีกฝ่ายมีกันถึง 4 คน แถมมีอาวุธกันครบมือ จึงตั้งสติพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อตัดสินใจได้จึงเริ่มใช้จิตไปยังเด็กสาวผู้นั้น


            “แม่หญิง แม่หญิงขอรับ ได้ยินเสียงของข้าหรือไม่ขอรับ ท่านมิต้องเอ๋ยวาจาอันใดออกมานะขอรับ เพียงตอบรับข้าในหัวก็เพียงพอแล้ว…”


            “ดะ ได้ ได้ยิน…แล้วเจ้าค่ะ ท่านเป็นผู้ใดเจ้าคะ ท่านเป็นผู้มีวิชชาเยี่ยงนี่ ท่านจักมาช่วยข้าหรือ…”


            เด็กสาวผู้นั้น แอบตกใจที่มีคนสื่อสารด้วยจนเกือบจะหลุดเปล่งเสียงออกมา ดีที่บอสรีบบอกไว้ก่อน เธอจึงเข้าใจว่าจะต้องเป็นผู้มีวิชชาอาคมแกร่งกล้ามาช่วยตนเป็นแน่แล้ว


            “ข้าเป็นเพียงผู้ผ่านมาพบเหตุการณ์เท่านั้นขอรับ ส่วนวัยก็เพียงท่านเองขอรับ หาได้มีวิชชาอาคมอื่นนอกจากการใช้จิตสื่อสารนี้ไม่ แต่ข้าจักหาวิธีช่วยแม่หญิงให้จงได้เลยขอรับ…”


            “เช่นนั้นดอกหรือ หากสิ่งที่ท่านคิดจักทำมันอาจเป็นภัยต่อท่าน ขอท่านอย่าได้สนใจข้าเลย ขอท่านจงไปเสียเถิด เพียงท่านคิดจักช่วย ข้าก็ซาบซึ้งมากแล้วเจ้าค่ะ…”


            บอสแจ้งรายละเอียดของตนให้เด็กสาวผู้นั้นได้รับรู้ เลยทำให้เธอเข้าใจและไม่อยากให้บอสเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายที่ตนกำลังประสบ จึงทำได้เพียงสื่อสารให้บอสรีบจากไป


            แต่บอสหาได้สนใจสิ่งที่เด็กสาวผู้นั้นต้องการสื่อไม่ ยิ่งรู้ว่าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นผู้มีจิตใจดีงาม จะปล่อยให้เธอผจญอันตรายเพียงลำพังได้อย่างไร จึงพยายามนึกถึงคำภีร์สรรพอาคม เค้นสมองเรียกความจำออกมาอย่างสุดกำลัง ระหว่างที่คิดจนปวดหัวอยู่นั้น อยู่ๆ อักขระชุดหนึ่งก็พลันปรากฎในหัว “อาคมอัญเชิญสัตว์ร้าย” เช่นเดียวกับเมื่อครั้งอาคมกำราบสัตว์ร้ายปรากฎ


            ‘อาคมอัญเชิญสัตว์ร้าย เราจะลองดูดีไหมนะ แต่ถ้าสิ่งที่เรียกมาควบคุมไม่ได้หล่ะ มันจะทำร้ายทุกคนไม่เลือกหน้าเลยนะ เอ๊ะ ! แต่เราก็มีอาคมกำราบสัตว์ร้ายอยู่นี่นา ใช้ควบคู่กันก็น่าจะได้มั้ง…’

     

            บอสคิดได้ดังนั้นจึงลองเรียกอักขระเหล่านั้นเข้ามาอยู่ภายในจิต แล้วเปล่งวาจาเพียงเบาๆ ว่า


            “โอม…(บทอาคม) ข้าขออัญเชิญเจ้าจงมาสถิต ณ แห่งหนนี้ จงมา…”


            พลันปรากฎเจ้าเสือหนุ่มตัวที่เคยพบเมื่อครั้งขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บอสจำมันได้ดีและมันก็จดจำบอสได้เช่นกัน ก่อนที่มันจะหันมาขย้ำคอเขาก่อน บอสจึงรีบร่ายอาคมอีก 1 บททับลงไป


            “โอม…(บทอาคม) เจ้าจักต้องเชื่อฟังข้า จงฟังจิตที่ข้าสั่งเจ้า…”


            เจ้าเสือร้ายสงบท่าทีและยืนนิ่ง บอสจึงสั่งให้มันเดินไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างช้าๆ เมื่อมี 1 ใน 4 คน เริ่มมองเห็นเสือโคร่งหนุ่มตัวใหญ่ ก็ถึงขั้นแสดงความตกใจจนลนลาน


            “เฮ้ย นี่มันไอ้โคร่งนี่หว่า มันมาอยู่ในเขตเมืองเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ท่าจะยุ่งแล้ว พวกเอ็งชักดาบ แลระวังตัวด้วย…”


            “แม่หญิง ขออย่าได้กังวลไป เสือตัวนั้น ข้าเป็นผู้ส่งไปเอง มันจักมิทำอันตรายต่อท่าน…”


            เสือตัวนั้นค่อยเดินเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่แสดงความเกรงกลัวต่อไฟหรือผู้คนที่ถือดาบอยู่นั้นเลย ก่อนที่เด็กสาวผู้นั้นจะตกใจไปด้วย บอสจึงใช้จิตไปแจ้งที่มาของเสือก่อน แล้วเสือก็ค่อยๆ เดินไปยัง 1 ใน 4 คน พร้อมแยกเขี้ยวและคำรามเสียงดังอย่างน่าเกรงขาม คนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้า เข่าทรุดลงทันทีและหมดแรงใจที่จะต่อสู้


            “ตาย… ตายแน่แท้แล้ว ข้ามิเอาแล้ว ข้ามิอยู่แล้ว…”


            พูดจบเขาก็ทิ้งดาบและวิ่งหนีไปในความมืด แต่เสือตัวนั้นก็ไม่ได้วิ่งตามแต่อย่างใด กลับเดินไปหาคนที่เหลือ พออีก 2 คนเห็นดังนั้น จึงรีบทิ้งดาบและวิ่งหนีตามไปทันที ตอนนี้เหลือเพียงหัวหน้ากลุ่มผู้เดียว เสือตัวเขื่องก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ จากตอนแรกที่พอจะมีใจคิดต่อสู้บ้าง แต่ตอนนี้ชายผู้นั้นกลับคิดได้ว่าเสือตัวนี้ต้องมีที่มาเป็นแน่ จึงจำใจต้องล่าถอยไปก่อน


            เมื่อบอสเห็นสถานการณ์์ตรงหน้าดูท่าว่าจะปลอดภัยแล้ว จึงได้เดินออกมาพร้อมร่ายอาคมส่งเจ้าเสือตัวนั้นกลับป่าบนเขาไป จากนั้นจึงเดินตรงไปหาเด็กหญิงผู้นั้นทันที รีบเข้าไปแก้มัดและพยุงเธอให้ยืนขึ้น พร้อมถามไถ่ด้วยวาจาว่า


            “แม่หญิง ท่านเป็นอันใดหรือไม่ขอรับ มิเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่…”


            “ข้ามิเป็นไร ขอบน้ำใจท่านมาก ท่านเป็นผู้มีวิชชาแกร่งกล้าแท้ๆ เหตุใดจึงได้ถ่อมตนเยี่ยงนั้นเล่า…”


            “ข้าลองเสี่ยงดวงร่ายอาคมบทที่ข้ายังมิเคยใช้มาก่อน มิคิดว่าจักใช้ได้ ข้าหาได้ชำชองไม่ ขอแม่หญิงอย่าได้ยกยอข้าเลยขอรับ…”


            เมื่อเจอสาวงามชมเช่นนี้ บอสจึงเกิดอาการเขินอายจนหน้าแดง ยิ่งพอมาอยู่ใกล้แบบนี้ แสงไต้เพียงพอที่จะทำให้เห็นใบหน้าที่งดงามและน่าหลงใหลของเด็กสาวผู้นี้ ยิ่งทำให้บอสแทบควบคุมอาการและกิริยาของตนเองไม่ได้เลย


            ส่วนเด็กสาวผู้นั้นเองเมื่อได้พบใบหน้าของบอสก็ต้องชะตาตั้งแต่แรกเห็นเช่นกัน อีกทั้งยังทึ่งในความสามารถของบอสที่มีอาคมและวิชชาชั้นสูง ทั้งๆ ที่ดูวัยไม่ได้ต่างจากตนนัก ก่อนที่เธอจะเอ่ยวาจาออกไปว่า


            “ท่านมีนามว่าเยี่ยงไร ส่วนข้ามีนามว่า สร้อยฟ้า หรือท่านจักเรียกข้าว่า สร้อย เฉยๆ ก็ได้ แล้วท่านจักให้ข้าเรียกท่านว่าเช่นไร…?”


            “ข้ามีนามว่า ไซ ขอรับ ข้า…”


            “ทะ.. ท่านไซระวัง !!!…”


            ก่อนที่บอสจะแนะนำตัวเสร็จ อยู่ๆ สร้อยฟ้า ก็แสดงสีหน้าตกใจและรีบเตือนทันที และบอสเองก็พลันรู้สึกถึงบางอย่างได้จากด้านหลัง จึงพุ่งหลบคมดาบที่ฟันเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด แล้วกลิ้งล้มลงไปอยู่ตรงหน้าสร้อยฟ้า


            “มึงนี่เอง ไอ้หนู เก่งนี่หว่า ก่อนทีมึงจะเรียกมันมาอีก มึงจงตายเสีย…”


            ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ที่ได้เกิดเอะใจถึงสิ่งผิดปกติขึ้น จึงได้ย้อนกลับมาและแอบฟังทำให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เลยได้ปรากฎตัวออกมาหมายจะฆ่าบอสให้ตายก่อนที่จะเรียกเสือร้ายตัวนั้นออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาลงมือเต็มที่ฟาดดาบไปยังบอสที่ล่มลงอยู่จนสุดแรง


            แต่ก่อนที่ดาบจะถูกตัวบอส ได้มีดาบอีกเล่มมาป้องกันไว้ แล้วมีชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฎขึ้นพร้อมใช้เท้าเตะหัวหน้ากลุ่มผู้นั้นกระเด็นออกไปไกล จากนั้นจึงมีชายร่างสูงใหญ่อีกคนพุ่งเข้ามาฟันหัวหน้าผู้นั้นจนคอขาดกระเด็น บอสได้รอดตายอย่างหวุดหวิดและได้เห็นภาพการฆ่าฟันอันน่าสยดสยองต่อหน้าเป็นครั้งแรก ทั้งรู้สึกโล่งอกและรู้สึกช็อคไปพร้อมๆ กัน


            “ท่านพี่ มาได้เยี่ยงไรเจ้าคะ แลท่านจันก็มาด้วย…”


            “พี่ก็ตามมาช่วยเจ้าไง แล้วเจ้าหนุ่มนี่เป็นผู้ใด เหตุใดจึงอยู่กับเจ้าได้…”


            “ท่านผู้นี้มีนามว่า ไซ เจ้าค่ะ เขาผ่านทางมาเห็นพวกโจรจับน้องมาพอดี จึงมีใจกุศลคิดเข้าช่วย เจ้าค่ะ…”


            บอสจึงได้รู้ว่าผู้ที่เข้ามาช่วยตนไว้คราวนี้ น่าจะเป็นพี่ชายของสร้อยฟ้า แถมมีผู้ติดตามที่เก่งกาจอีก เขาจึงได้ลุกขึ้นแล้วกล่าวขอบคุณและรีบถือโอกาสนี้บอกลาไปด้วยเลย เพราะตอนนี้ใกล้จะยามสองแล้ว


            “ข้าขอกราบขอบพระคุณคุณชายยิ่งนัก ที่เมื่อครู่ได้ช่วยชีวิตข้าไว้ บัดนี้ เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปแล้ว เช่นนั้นข้าจักขอตัวก่อนนะขอรับ ข้าออกมาได้ซักพักแล้ว เกรงว่าคนอื่นจักเป็นห่วงแล้ว…”


            “ข้าต่างหากที่ต้องขอบน้ำใจเจ้า ที่ช่วยเหลือน้องสาวข้า เจ้าไปเถิด ข้าจักจำชื่อเจ้าไว้…”


            บอสมองไปทางสร้อยฟ้าแล้วยิ้มให้ และเธอเองก็ยิ้มตอบ จากนั้นบอสจึงหันหลังแล้วเดินจากไป มุ่งสู่โรงน้ำชาที่นัดกับพี่สังและพี่สีไว้ เมื่อเห็นว่าบอสไปไกลจนพ้นสายตาแล้ว ผู้ติดตามจึงพูดกับชายหนุ่มผู้นั้นว่า


            “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จักทรงปล่อยเขาไปเยี่ยงนี้หรือ พระพุทธเจ้าข้า…”


            (คำว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” คือสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่ผู้สนทนาด้วย เป็น พระมหากษัตริย์ ส่วนคำว่า “พระพุทธเจ้าข้า” เป็นคำขานรับที่ใช้กับบุคคลข้างต้น) 


            “อื่อ ปล่อยเขาไว้เยี่ยงนี้แล เราคิดว่าพวกเราคงจักได้พานพบกันอีกเป็นแน่…”


            ‘ชื่อว่า ไซ สินะ พวกเราคงจักได้พบกันอีกครั้งเป็นแน่ แลเราจักรอวันนั้น…’


    ---------------------------------------


    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน