เล่มที่1 บทที่20 หอคัมภีร์
หลังจากฝึกอยู่สองชั่วยาม จั่วเฉินก็ออกจากลานฝึกและตรงไปทางหอคัมภีร์ของสำนักเขาตัดสินใจที่จะตามหาเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิต หากมีค่าผลงานเพียงพออาจจะแลกเคล็ดวิชาปราณโบราณได้เพิ่มด้วย
หลังจากมาถึงตำหนักนภาปราณยุทธ จั่วเฉินก็ไม่ได้เจอหลงซินเย่อีกเลย กระทั่งการทดสอบศิษย์ใหม่นางก็ไม่ได้เข้าร่วมได้ยินว่านางตามผู้เป็อาจารย์เข้ากักตัวเพื่อฝึกฝนอยู่ ทว่านั่นก็ดี เมื่อไม่มีหลงซินเย่จั่วเฉินก็รู้สึกสงบสุขพอสมควร แถมเขายังสามารถใช้โอกาสนี้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาระดับพลังของตัวเองได้อีก
เมื่อมาถึงหน้าหอคัมภีร์ สิ่งปลูกสร้างเบื้องหน้าก็ทำให้จั่วเฉินตกตะลึงแม้ที่นี่จะเรียกว่าหอคัมภีร์ แต่ดูท่าเรียกว่าตำหนักคงจะเหมาะกว่า
เบื้องหน้าของจั่วเฉินเป็ตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งดูโอ่อ่ามีความสูงสามชั้น และแต่ละชั้นมีค่ายกลอักขระยันต์ที่กางไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำหนักหลังนี้
เมื่อก้าวเข้ามาในหอคัมภีร์จั่วเฉินก็เห็นของมากมายวางเรียงรายอยู่เต็มชั้น ทว่าพวกคัมภีร์และตำรากลับมีเพียงน้อยนิดส่วนมากแล้วจะเป็ลูกแก้วกลมๆ สีฟ้าครามเสียมากกว่า
“ลูกแก้วอักขระยันต์หรือ”
ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่หลักปราณยุทธเท่านั้นยังมีหลักอักขระยันต์อีกแขนง ยิ่งหลักอักขระยันต์พัฒนาขึ้นก็จะทยอยปรากฏค่ายกลอักขระยันต์ต่างๆออกมา ไม่ว่าจะเป็แหวนอักขระยันต์และโซ่อักขระยันต์อื่นๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะหลักอักขระยันต์ทั้งนั้นซึ่งมันยังส่งผลต่อชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ ด้วย
ใน่ที่หลักอักขระยันต์รุ่งเรืองที่สุดก็พัฒนาได้จนแตะระดับชีวิตเคยมีคนสร้างชีวิตขึ้นมาจากอักขระยันต์ได้
ตอนเด็กที่จั่วเฉินยังอาศัยอยู่ที่ดินแดนศึกไร้พรมแดนเขาเคยได้ยินว่าลานพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์ในแดนศึกไร้พรมแดนได้มีสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งอักขระยันต์ปรากฏขึ้นมันเป็ผู้กล้าแกร่งที่มีแขนเดียว เรียกขานตนเองว่าปู้หลี่ฉือ
ลูกแก้วอักขระยันต์เหล่านี้เป็สิ่งที่แสดงถึงความพิเศษของหลักอักขระยันต์หากจั่วเฉินจำไม่ผิด ลูกแก้วเหล่านี้น่าจะทำขึ้นจากผลึกใสสีคราม เมื่อถูกสลักอักขระยันต์ลงไปจึงสามารถใช้มันบันทึกข้อความและภาพต่างๆ ไว้ได้ หากมีพลังแข็งแกร่งก็สามารถบันทึกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตหรือเคล็ดวิชาปราณโบราณเข้าไปได้ด้วย
ลูกแก้วอักขระยันต์นี้ทนทานนัก สามารถเก็บรักษาไว้ได้นับพันปีเทียบกับบันทึกตำราที่ทำจากกระดาษนับว่าสะดวกและเก็บรักษาง่ายกว่ากันมาก
“ผู้าุโ ข้ามาขอแลกเคล็ดวิชาปราณโบราณหน่อยไม่ทราบว่ามีเงื่อนไขอย่างไรบ้างหรือ”
จั่วเฉินเดินเข้ามาด้านใน เห็นผู้เฒ่าท่านหนึ่งนั่งอยู่ที่หลังโต๊ะได้ยินว่าภายในหอคัมภีร์จะมีผู้าุโเฝ้าประจำอยู่ เขาเดาว่าคนๆ นี้ก็คือผู้าุโคนนั้น
“ศิษย์ธรรมดาเข้าถึงได้แค่ชั้นแรกศิษย์สายในเข้าถึงได้ชั้นสอง ส่วนศิษย์สายตรงจึงสามารถขึ้นชั้นสามได้ ขอข้าดูแผ่นป้ายแสดงสถานะของเ้าหน่อย”ผู้เฒ่าเหลือบมองจั่วเฉินครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก
จั่วเฉินพยักหน้าพลางยื่นแผ่นป้ายของตนเองออกไป
“หืมผู้ติดตามหรือ”สายตาของผู้เฒ่าฉายแววประหลาด สถานะผู้ติดตามปรากฏชัดอยู่บนแผ่นป้าย เขาจึงมองเห็นได้ทันที
ทว่าแม้จะเป็ผู้ติดตาม แต่ก็เป็ถึงผู้ติดตามของหลงซินเย่ด้วยสถานะศิษย์สายตรงของนาง จั่วเฉินจึงนับว่ามีสถานะทัดเทียมกับศิษย์ธรรมดาเช่นนั้นก็พอจะมีสิทธิเข้ามาที่นี่ได้
“ไปเถอะจำไว้ว่าเ้าอยู่ได้แค่ชั้นหนึ่งเท่านั้นนะ” ผู้เฒ่าเอ่ยพลางยื่นแผ่นป้ายคืนให้
หลังจากรับแผ่นป้ายคืนกลับมาจั่วเฉินก็เดินสำรวจที่ชั้นหนึ่ง ตลอดทางก็เห็นแผ่นป้ายบอกอยู่ตามชั้นต่างๆ เช่นเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิต เคล็ดวิชาปราณโบราณ และคัมภีร์ตำราอื่นๆทุกอย่างล้วนมีการระบุไว้อย่างชัดเจน จึงสามารถค้นหาได้ง่าย
เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตมีระดับมานุษขั้นสูง้าค่าผลงานห้าพันแต้ม
เคล็ดวิชาหลอมกายช่วยฝึกฝนเืลม้าค่าผลงานหกพันแต้ม
เคล็ดวิชาไม้พันธนาการเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณที่มีระดับมานุษขั้นต่ำ ้าค่าผลงานสามพันแต้ม
เคล็ดวิชาบงการอัสนีเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษขั้นสูง ้าค่าผลงานห้าพันแต้ม
...
สิ่งที่อยู่ในหอคัมภีร์ชั้นแรกล้วนเป็ตำราเคล็ดวิชาปราณโบราณและเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตทว่าทั้งหมดล้วนมีระดับขั้นไม่สูง ส่วนมากเป็เพียงระดับมานุษเท่านั้น
เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณล้วนมีการแบ่งระดับสูงต่ำโดยแบ่งเป็ระดับมานุษ ระดับดิน ระดับฟ้า และระดับเซียน และภายในสี่ระดับนี้ก็ยังแบ่งเป็ขั้นต่างๆอีกสามขั้น คือสูง กลาง และต่ำ ซึ่งพลังของแต่ละขั้นก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว เคล็ดวิชาหลอมปราณที่เป็เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตที่จั่วเฉินฝึกฝนอยู่ก็เป็เพียงระดับมานุษขั้นต่ำซึ่งมีระดับต่ำที่สุดเท่านั้น
ที่จริงแล้ว ตอนที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักสลายดาราเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตที่ร้ายกาจที่สุดของสำนักมีก็เพียงระดับมานุษขั้นกลางเท่านั้นทว่าสำหรับของชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์แห่งนี้คงจะเป็ระดับมานุษขั้นสูง
หลังจากกวาดตามองอย่างละเอียด จั่วเฉินจึงพบว่าที่ชั้นหนึ่งนี้มีของสะสมไว้มากมายหากต้องค่อยๆ ทยอยหา ก็ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลาเท่าไร
หนึ่งชั่วยามผ่านไปจั่วเฉินก็เลือกเคล็ดวิชาปราณอัสนีที่เป็เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตออกมาซึ่งเคล็ดวิชานี้เป็เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตธาตุสายฟ้า
ธาตุของพลังปราณบนโลกนี้มีถึงเจ็ดชนิดโดยแบ่งเป็ โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ และดิน ซึ่งเป็ธาตุที่พบเจอได้บ่อยส่วนธาตุลมและสายฟ้านั้นนับเป็ธาตุพิเศษ
โดยปกติพลังปราณมักจะมีธาตุเฉพาะของตัวเองเช่นพลังปราณที่มีธาตุสายฟ้าก็จะดุดัน พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อเผชิญหน้ากับพลังระดับเดียวกันแล้วพลังปราณธาตุสายฟ้าได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุด อย่างน้อยในระหว่างการต่อสู้ก็เป็เช่นนั้นจริง
ธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมต้องเป็สิ่งที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝัน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็ได้รู้ว่าแม้พลังปราณธาตุสายฟ้าจะแข็งแกร่งและร้ายกาจแต่ก็แทบจะไม่สามารถฝึกฝนได้เลย
มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารทำได้ซึ่งคนพวกนี้จำเป็ต้องมีร่างที่เกี่ยวกับสายฟ้าโดยกำเนิด เช่นร่างอัสนีพิฆาตหรือร่างเซียนอัสนีม่วงจึงจะมีสิทธิฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุสายฟ้าและมีพลังปราณธาตุสายฟ้าได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถฝึกฝน
ทว่าจั่วเฉินกลับไม่สนใจ
หลายปีก่อน ตัวเขามีถึงเก้าตราปราณโบราณอีกทั้งยังมีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิซึ่งนับเป็หนึ่งในร่างธาตุสายฟ้าเช่นกัน เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตที่จั่วเฉินฝึกตอนเด็กก็เป็ธาตุสายฟ้าเพราะเป็ศิษย์สกุลจั่วที่เป็ตระกูลาา มีสถานะสูงกว่าคนทั่วไป จึงมีโอกาสเข้าถึงเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจได้
น่าเสียดายที่ตอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นไม่เพียงพร์ถูกทำลาย กระทั่งเคล็ดวิชาฝึกฝกทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณที่เขาฝึกตอนอยู่สกุลจั่วก็ถูกลบจากความทรงจำไปด้วย
บัดนี้ไม่มีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิอีกแล้วเท่ากับว่าจั่วเฉินในตอนนี้ไม่มีร่างธาตุสายฟ้า จึงไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุสายฟ้าได้อีกต่อไปทว่ามีหรือที่เขาจะยอมรับได้
หากจะฝึกก็ต้องฝึกสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้
ร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิและพร์ของตนเองล้วนถูกจั่วเชียนชิว่ชิงไปจั่วเฉินรับความจริงข้อนี้ได้ ทว่ากลับไม่สามารถยอมรับได้ว่าหากเผชิญหน้ากับจั่วเชียนชิวอีกครั้งอีกฝ่ายจะมีพลังปราณธาตุสายฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุด ทว่าตัวเขากลับมีพลังที่ด้อยกว่า
จากนั้นจั่วเฉินก็เลือกเคล็ดวิชาบงการอัสนีที่เป็เคล็ดวิชาปราณโบราณมาด้วยซึ่งเคล็ดวิชาบงการอัสนีนี้ก็ต้องอาศัยพลังสายฟ้าถึงจะฝึกฝนได้เช่นกันหากฝึกคู่กับเคล็ดวิชาปราณอัสนีก็จะทำให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
ทว่าที่ทำให้จั่วเฉินต้องยกยิ้มขมขื่นก็คือเคล็ดวิชาปราณอัสนีกับเคล็ดวิชาบงการอัสนีต่างก็ต้องใช้ค่าผลงานถึงห้าพันแต้มจึงจะแลกได้ดังนั้นหากแลกทั้งสองวิชามา จั่วเฉินก็จะเหลือเพียงหนึ่งพันแต้มเท่านั้น
เดิมยังคิดว่าค่าผลงานนับหมื่นที่มีถือว่ามากแล้วคิดไม่ถึงว่าจะถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คงเป็ตัวเขาเองที่ใสซื่อจนประเมินความสำคัญของค่าผลงานพวกนี้ต่ำไป
ทว่านั่นก็เฉพาะกับจั่วเฉินเท่านั้นหากเป็ศิษย์คนอื่น เกรงว่ากระทั่งวิชาเดียวก็ไม่สามารถแลกมาได้
ดูท่าหลังจากนี้เขาคงจะต้องทำภารกิจให้มากพยายามเก็บค่าผลงานให้เยอะ ลำพังแค่เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตกับเคล็ดวิชาปราณโบราณก็้าค่าผลงานมากมายขนาดนี้แล้วดังนั้นพวกยาลูกกลอนหรือสมบัติอื่นๆ ก็คงไม่แพ้กัน ไม่เพียงเท่านี้ เขายังจะต้องแลกยาถอนพิษที่ขาของท่านอาเล็กอีก
จั่วเฉินเดินมาหาผู้าุโที่เฝ้าหอสมบัติอยู่หน้าประตูก่อนจะยื่นลูกแก้วอักขระยันต์ทั้งสองให้ จากนั้นจึงมอบแผ่นป้ายแสดงสถานะเพื่อให้อีกฝ่ายตัดค่าผลงานเป็การแลกเปลี่ยน
“เคล็ดวิชาปราณอัสนีหรือ” เมื่อเห็นจั่วเฉินเลือกเคล็ดวิชาปราณอัสนีผู้เฒ่าก็เหลือบมองครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “เ้ามีเพียงร่างธรรมดาเท่านั้น เลือกเคล็ดวิชาปราณอัสนีเท่ากับสูญเสียค่าผลงานโดยเปล่าประโยชน์เ้าแน่ใจนะว่าจะเลือกเคล็ดวิชานี้
“ข้าแน่ใจ” จั่วเฉินตอบพลางยิ้มน้อยๆ “หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เล่า”
ผู้เฒ่าขมวดคิ้ว
“การที่ไม่มีร่างธาตุสายฟ้าแล้วสามารถฝึกจนเกิดพลังปราณธาตุสายฟ้าได้นั้นมีโอกาสเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้นเ้านี่ช่างหัวสูงจริง”
แม้จะเป็การเตือน ทว่าสิทธิการตัดสินใจนั้นอยู่ที่จั่วเฉินในเมื่ออีกฝ่าย้า ผู้เฒ่าจึงจำต้องตัดค่าผลงานไปก่อนจะว่าต่อ
“จำไว้ เ้าใช้ได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้นหลังจากนี้จะต้องส่งลูกแก้วอักขระยันต์กลับมา และห้ามทำมันเสียหายเด็ดขาด”
“ข้าทราบแล้วผู้าุโ” จั่วเฉินเอ่ยก่อนจะออกจากหอคัมภีร์ไปโดยมีผู้เฒ่าส่ายหน้าอยู่ด้านหลัง
...
เมื่อกลับถึงที่พักจั่วเฉินก็เห็นเย่เชียนตี้อยู่ด้านใน หลังจากพยักหน้าน้อยๆ เป็การทักทาย เขาก็เริ่มกวาดตาอ่านทำความเข้าใจเคล็ดวิชาปราณอัสนี
ครึ่งชั่วยามให้หลัง จั่วเฉินจึงเริ่มการฝึกฝนแรกเริ่มก็โคจรพลังปราณไปตามที่เคล็ดวิชาปราณอัสนีบันทึกไว้ให้พลังปราณไหลเวียนไปตามเส้นปราณเฉพาะจุดในตัวไม่นาน รอบข้างจั่วเฉินพลันมีพลังห้วงมิติเข้มข้นรายล้อมภายในร่างก็มีกลิ่นอายพลังธาตุสายฟ้ากระจายออกมาอย่างเลือนราง
“หืม”
เย่เชียนตี้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเห็นดังนั้นก็อดที่จะตาโตไม่ได้เพราะเป็ยอดอัจฉริยะ ยามที่ฝึกจึงไม่มีสิ่งใดรบกวนเขาได้ ทว่าบัดนี้กลับถูกจั่วเฉินดึงดูดความสนใจไปกลิ่นอายพลังธาตุสายฟ้าที่เด่นชัดกำลังแผ่ออกมาจากร่างของเขา
ขณะนั้นจั่วเฉินที่ฝึกฝนอยู่ก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก