ภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน

    เล่มที่3 ตอนที่103 ความตายย่างกราย 1

         ทางด้านแม่ทัพโจว


         เหล่าตัวตนจากแดนสวรรค์หลายสิบตนภายใต้คำสั่งได้ออกไปยังสถานที่อันมีเกิดคลื่นพลังของชิ้นส่วนสวรรค์ก่อนหน้า แม่ทัพโจวสั่งให้พวกมันทั้งหมดออกค้นหาจนกว่าจะพบมิเช่นนั้นพวกมันจะถูกลงโทษหนักหนาด้วยน้ำมือเง็กเซียนฮ่องเต้
         ตัวแม่ทัพโจวเพียงออกคำสั่งซ้ำยังมิได้ไปไหน เพียงรอเวลาให้ตัวตนจากสวรรค์นำชิ้นส่วนจากสวรรค์มาให้มัน คำขู่และพลังน่าเกรงขามของมันทำให้มิมีตัวตนจากสวรรค์ใดๆสงสัย ทั้งยังมิมีข้อผูกมัดหรือกลัวว่าพวกมันจะหลบหนีไป เพราะเพียงพลังของมันก็สามารถค้นพบตัวตนจากสวรรค์ได้ทั้งหมดแล้ว
         แต่ว่า...ก่อนหน้านี้มันต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบเมื่อรับรู้ถึงพลังของจักรพรรดิสวี่ที่ขาดหายไปหลังจากปะทะกับตัวตนเทียบเท่า นอกจากนี้พลังของจักรพรรดิเหยาได้หายไปพร้อมกับกลิ่นอายน่าเกรงขามเทียบเท่าเง็กเซียนฮ่องเต้ มิใช่เพียงแม่ทัพโจวที่ตกใจ ยังมีแม่เฉาผู้ตื้นขึ้นมาได้ไม่นานกับผู้เฝ้าประตูสวรรค์และตัวตนจากสวรรค์บางตนรับรู้ถึงเรื่องนี้
         "ยามได้ชิ้นส่วนสวรรค์มา..เง็กเซียนข้าแซ่โจวก็ไม่หวาดกลัว เบี้ยหมากเหล่านั้นอย่างไรต้องหาพบ ถึงตอนนั้นข้าจะสังหารพวกมันและใช้พลังทั้งหมดให้เจตจำนงแห่งสวรรค์รับรู้"
         แม่ทัพโจมแย้มยิ้มน่ารังเกรียจ ใบหน้าของมันเผยความโหดเหี้ยม สายตาทอประกายเจ้าเลห์          .     .     .     .     .     .     .
         ภายในคฤหาสน์ของหลิน
         หลังจากวิลเลี่ยมแดร็กคูล่าถูกสังหารไปพร้อมกับลูกสมุนหลายวันก่อน คนในคฤหาสน์ก็ไม่ได้ตื่นตกใจและไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากนัก เพราะมันเป็นเรื่องเหนือธรรมดาเล็กน้อยไม่ควรค่าให้ใส่ใจไปกว่าเรื่องที่หลินสอนให้อนาสตาเซียและซินเวียใช้ลมปราณ ทั้งสองนั้นก็สามารถฝึกลมปราณได้
         เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยมีบันทึกไว้ว่าแวมไพร์สามารถฝึกใช้ลมปราณได้ ตัวอลิซกับหนิงปิงซึ่งเป็นผู้มีวิญญาณสีม่วงมีความทรงจำของชาติ ก่อนยังอดตกตะลึงมิได้ แม้ซินตู้จะตกใจอย่างไรก็น้อยกว่าอลิซและหนิงปิง
         "คนกึ่งตายกึ่งมีชีวิตวิญญาณไม่สมบูรณ์ฝึกปราณได้จริงๆ"
         หนิงปิงพึมพำด้วยน้ำเสียงตกตะลึง ไม่หันมองไปหาซินตู้ เหล่าสาวใช้ยืนดูอยู่ใจกลางสวนกว้างอย่างเงียบๆ
         "อลิซมีความทรงจำของชาติก่อนไม่ใช่หรอน่าจะรู้อะไรบ้างใช่รึเปล่า"
         ชิโยะกระซิบถามอลิซ เบล ไวท์ แบล็ค ส้ม น้ำตาล ชมพูและฟ้ารีบตั้งใจเงี่ยหูฟังทันที แต่ต้องผิดหวังกับคำกล่าวของอลิซไปโดยปริยาย
         "ไม่รู้! ต้องไปถามนายหญิง ถึงจะมีคามทรงจำของชาติก่อน แต่ไม่ได้เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอะไร..แค่โชคดีที่มีความทรงจำ"
         .     .     .     .     .     .     .
         "ฆ่าเจ้ามันง่ายดายนักอย่าคิดจักบีบคั้นข้าให้ใช้พลังสายเลือดให้ยาก"
         น้ำเสียงจักรพรรดิเหยากลายเป็นเด็ดเดียว แววตาสมดั่งจักรพรรดินั้นมิแสดงท่าทีอันใด คล้ายกับว่าเธอกำลังลองเชิงหลินหลงมิต่างกัน เห็นอย่างนี้หลินหลงจึงเอ่ยถามหยูซีเยว่ขึ้นมาโดยไม่หันหน้าไปมอง
         "ซีเยว่เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลหยู สายโลหิตอันได้รับสืบทอดมาจากเทพสงคราม"
         "ข้าไม่ทราบ เกิดมาข้ากำพร้าไร้บิดามารดา"
         หยูซีเยว่กล่าวเสียงอ่อนปนเศร้า เพราะคิดว่าได้พบเจอบิดามารดาที่พัดพรากแยกจากไปนาน แต่นั่นมันเป็นฝันหวานแสนขมขื่นของเธอเพียงผู้เดียว หลินหลงกลับสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้
         "แล้วเจ้าเล่ารู้ว่าข้าเป็นผู้ใด ย่อมรู้ถึงสิ่งที่ข้าต้องการถามใชหรือไม่"
         "ใช่แล้วทำไม"
         จักรพรรดิสวนคำกลับไป ได้ยินแบบนี้หลินหลงก็รู้สึกคลายใจลงเล็กน้อย
         "ดี! ข้ามิสนใจหรือใส่ใจว่าเจ้าจักเป็นผู้ใดยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าหรือไม่ แต่อีกไม่กี่ปีนี้ข้าจะกลับมานำพาพวกเจ้าไปกราบไหว้ผู้ได้รับสายเลือดเทพสงครามเป็นคนแรก"
         กล่าวจบหลินหลงพลันคลายโลหินในร่างจักรพรรดิเหยาให้กลับเป็นดั่งเดิมและลดทอนพละกำลังของเธอลง ก่อนหันไปมองหยูซีเยว่
         "จะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง?"
         "ข้าจะพาท่านออกไป"
         หยูซีเยว่ตอบในสิ่งที่หลินหลงถาม ก่อนนำพาหลินหลงออกจากแดนลับลวงตา ส่งหลินหลงไปยังตีนเขาจางเจี่ยเจี่ยและไม่ส่งไกลกว่านี้ เพราะหลินหลงบอกหยูซีเยว่ให้หยุดและเขาจะไปต่อด้วยตนเอง ทั้งนี้ยังเป้นการออกสำรวจและฟื้นฟูลมปราณอย่างช้าๆ ส่วนจักรพรรดิเหยานั้นหายไปหลังจากหยูซีเยว่กลับมายังห้องในแดนลับลวงตา
         .     .     .     .     .     .     .
         ตีนเขาจางเจี่ยเจี้ยใกล้กับชายป่าไร้นาม
         สายลมเย็มพัดเอาอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ยามบ่ายหมุนเวียนไปทั่วป่า ก่อให้เกิดความสดชื่นรื่นรมย์ ก่อปรกับแสงตะวันอ่อนๆสาดส่องเข้าไปมันมิต่างอันใดกับสวรรค์บนดิน
         กลิ่นอายธรรมชาติไร้กลิ่นสาบสัตว์ กลิ่นแมลงและกลิ่นเหม็นใดๆ มีเพียงกลิ่นอายจากทะเลสาบ เสมือนอยู่มิใกล้มิไกลชายทะเลยามสายลมพัดผ่าน
         ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตระหง่า มองไปในป่ามิเห็นความรกทึบใดๆ คล้ายกับเป็นสวนอันปลอดโปร่ง หากเข้าไปลึกสักเล็กน้อยคงเห็นต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นแน่นขนัดตา แม้ว่าจะมีต้นไม้แน่นหนาหลินหลงก็เดินได้อย่างราบรื่น เพราะพื้นดินอันเป็นระยะห่างระหว่างต้นไม้ แต่ละต้นนั้นห่างกันพอให้สัตว์ขนาดใหญ่เดินไปได้อย่างสบายๆ
         นอกจากนี้ยังมีเส้นทางตามธรรมชาติในป่าแตกแขนงออกไปไกลหลายพันกิโลเมจร
         "กลิ่นอายเสี่ยวเฮ่ยกับไป๋ไป๋อยู่ห่างไปไกล คงต้องใช้เวลาสองสามวันขเดินหาตัวยารักษาเส้นลมปราณ ก่อนลมปราณจะฟื้นฟูขึ้นมาเล็กน้อยในสองสามวัน"
         หลินหลงแหงนหน้ามองท้องฟ้าอันสดใส่ไร้หมู่เมฆพลางเรียกกระบี่ทัฑณ์วารีอันมีไข่วิญญาณใกล้ฟักเป็นตัวอยู่ภายในออกมา เผื่อพบเจอภัยอันตรายไม่คาดคิด เพราะตอนนี้ในร่างกายหลินหลงมิมีพลังปราณแม้แต่เสี้ยว เส้นลมปราณยังได้รับความเสียหายหลายส่วนจากการใช้ออกด้วยปราณมหาศาลปานนั้น
         หลังจากมองยืนอยู่เกือบสิบนาทีหลินหลงก็มุ่งหน้าเข้าไปในป่าซึ่งเเป็นเส้นทางตัดผ่านให้กลับเข้าไปในเมือง ทั้งยังเป็นเมืองที่ห่างกับห้องพักมากโข ถ้าปลมปราณมิฟื้นฟูเขาต้องนั่งรถโดยสารหรือจ้างคนขับรถไปส่ง
         ทว่า! ก่อนจะกลับไปเขาต้องทำอะไรบางอย่างเช่นการหาเงินมาซื้อสิ่งของ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นหลินหลงต้องออกไปจากป่าให้ได้เสียก่อน ครั้งนี้มิมีตัวช่วยใดๆ ตราประทับทั้งสี่ใช้ไปมิได้อีกนานโข ลมปราณก็กำลังฟื้นคืน มีเพียงร่างกายและพละกำลังที่จะทำให้หลินหลงผ่านป่านี้ไปได้ หากไม่โชคร้ายไปพบสัตว์เทพเข้าเสียก่อน
         'ยังดีที่กระบี่ทั้งสองเล่มเชื่อมต่อทางวิญญาณ ไม่งั้นได้ถือไม้ฝ่าป่านี้ไปจริงๆ'
         หลินหลงคิดในใจขณะเลือกมิฟังคำไร้สาระของคางคกสุริยันที่บ่นพร่ำเพ้อสบทด่าต่างๆนาๆตีรวนจนมิอาจปะติดปะต่อ นี่ยังดีที่เขามีกระบี่ทัฑณ์ว่ารีไม่งั้นคางคกสุริยันมันคงออกมาก่อกวนจนไม่ต้องเป็นอันทำอะไร
         'เชื่อสิว่าลมปราณข้ากลับมาข้าจใช้พลังปราณเอาสิ่งของเก็บลงกระเป๋าและทำแหวนมิติวิเศามากักขังให้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน'
         หลินหลงเค้นเสียงในใจพลางก้าวเดินไปในป่าด้วยใบหน้าเย็นชาแฝงไปด้วยความมิเป็นมิตร
         -----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
         ติชมได้นะ

    คล้ายกับเรื่องภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน ที่คุณอ่าน