“หนึ่ง!สอง! สาม!” เสียงเด็กหลายคนกำลังฝึกแทงกระบี่ไม้อยู่ที่ลานฝึกซ้อมและเว่ยเมิ่งเองก็เป็หนึ่งในนั้นหลังจากผ่านเหตุการณ์ลักพาตัวเด็กชายก็ไม่เคยเล่นสนุกอีกเลยฝึกฝนและฝึกฝนนั้นคือสิ่งที่อยู่ในหัวของเด็กชาย
“แฮ่กแฮ่ก แฮ่ก” เสียงหอบหายใจถี่ๆ ของเหล่าเด็กในสนามฝึก ตงเจี้ยนสือกวาดมองเด็กทุกคนอย่างพึงพอใจสายตาของเขาหยุดลงที่เว่ยเมิ่งหากเป็ไม่กี่วันก่อนและเว่ยเมิ่งกล้าเข้าร่วมฝึกละก็เขาจะต้องหาเื่แกล้งเ้าตัวแสบนี่ข้อหาปาโคลนใส่ก้นเขาซักหน่อยแล้ว
แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนบวกกับสายตาจริงจังในตอนนี้ขอมันทำเอาเขาหมดอารมณ์ไปเลย“หยุด!” ตงเจี้ยนสือะโเสียงดังอาจารย์หนุ่มเรียกรวมเด็กทุกคนให้เข้ามาใกล้ๆ “มาๆ เอาละมันก็เป็เวลาสักพักแล้วที่พวกเ้าเริ่มฝึกฝนกันวันนี้ข้าจะมาอธิบายเื่พื้นฐานต่างๆที่นักสู้ควรรู้เอาไว้ก็แล้วกัน”
“อะแฮ่มเริ่มแรกก็คือลมปราณ พวกเ้ายังไม่สามารถใช้มันได้เว้นแต่เสียวาจะเปิดจุดลมปราณตามร่างกายเสียก่อนมีสองวิธีที่จะทะลวงจุดลมปราณ หนึ่งคือให้ยอดฝีมือคนอื่นส่งลมปราณจากร่างกายของพวกเขาเปิดจุดลมปราณให้พวกเ้าวิธีนี้ง่ายที่สุดแค่รอเมื่อพวกเ้าอายุสิบขวบพวกข้าจะเปิดเป็ช่วยพวกเ้าเปิดจุดลมปราณเองส่วนวิธีที่สองนับว่าเป็วิธีจากสมัยก่อนคือเป็คนทะลวงจุดลมปราณด้วยตนเองชักนำลมปราณจากจุดตันเถี่ยนให้กระจายไปตามจุดลมปราณตามร่างกายและเปิดพวกมันนี่นับวิธีที่ค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ไม่รู้จุดลมปราณ” ตงเจี้ยนสืออธิบายส่งต่างๆมาก
ระดับของยอดฝีมือที่แบ่งเป็ขั้นๆเมื่อนักสู้ฝึกฝนไปถึงระดับหนึ่งแล้วพวกมันจะต้องใช้ลมปราณจำนวนมหาศาลในการสร้างแก่นลมปราณแก่นลมปราณที่เปรียบเสมือนแหล่งผลิตลมปราณในขึ้นตอนนี้อาจจะมีการใช้สมุนไพร์วิเศษต่างๆได้และเมื่อพวกมันสามารถสร้างแก่นลมปราณอันแรกขึ้นมาได้แล้วพวกมันก็จะถูกเรียกว่า ยอดฝีมือระดับหนึ่ง!
ยิ่งมีแก่นลมปราณมากขึ้นก็ยิ่งแข็งแกร่งมากอีกทั้งยังมีวิชาลับมากมายที่ช่วยให้แก่นลมปราณแตกต่างไปจากเดิมเช่นวิชาโลหิตดวงตะวันที่จะเปลี่ยนแก่นลมปราณให้กลายเป็แก่นลมปราณธาตุเพลิงชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เว่ยเมิ่งรับฟังสิ่งต่างๆที่ตงเจี้ยนสืออธิบายด้วยสายตาที่เป็ประกายเื่ต่างๆที่อาจารย์หนุ่มคนนี้อธิบายเปิดโลกใหม่ๆของเด็กน้อยหลายคนทีเดียวเว่ยเมิ่งเริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ตนมักจะชอบไปแกล้งอาจารย์หนุ่มคนนี้เอาเป็ว่าข้าจะแกล้งให้น้อยลงก็แล้วกัน.........
กว่าเว่ยเมิ่งจะฟังการบรรยายเสร็จก็เกือบมืดเด็กน้อยเดินกลับบ้านในหัวมีเื่ต่างๆวนเวียน เด็กน้อยเดินถึงบ้านก็ไปทักทายมารดาที่ท่านปู่ที่กำลังเขียนหนังสือเขาเหมือนเห็นมารดากำลังปลอบโยนพี่สาวเสียด้วย เสวี่นฟางทำหน้าเบื่อๆเขาเดินไปทักทายทั้งสอง มารดายิ้มตอบในขณะที่เสวี่ยฟางที่สังเกตเห็นเว่ยเมิ่งก็เหมือนชะงักไปเล็กน้อยดวงตาของนางคล้ายมีความรู้ลึกบางอย่าง
“พี่สาว”เว่ยเมิ่งทักทาย
“.......เว่ยเมิ่ง”เสวี่ยฟางพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
เด็กน้อยไม่อยู่กวนทั้งสองเขาเดินไปกินข้าวและก็กลับห้องของตนเอง เว่ยเมิ่งเข้ามาในห้องของตน ั้แ่ฟังบทเรียนของตงเจี้ยนสือร่างกายของเขาเหมือนมีอะไรบางอย่างตื่นขึ้นเด็กน้อยนั่งสมาธิลงกับพื้น ตรงท้องน้อยของมันตอนนี้คล้ายมีพลังสายหนึ่งปะทุขึ้นเว่ยเมิ่งหลับตาตั้งสมาธิกับพลังที่กำลังปะทุขึ้นมาที่จุดตันเถียนเม็ดเหงื่อค่อยๆไหลลงมาตามใบหน้าของเด็กชาย
สายพลังที่ปะทุขึ้นคล้ายคลื่นพายุที่เกรี้ยวกราดเด็กชายกัดฟันทนความเ็ปที่เริ่มปรากฏขึ้นชักนำสายพลังนั้นไหลเวียนไปทั่วร่างกายสายพลังที่เกรี้ยวกราดไหลเวียนไปทั่วร่างกายตามการชักนำของเด็กน้อยเมื่อมันเผชิญหน้ากับจุดลมปราณอันเป็ด่านแรกของนักสู้ คล้ายการปะทะของคลื่นั์ที่ซัดเข้ากับกำแพงเว่ยเมิ่งรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังสั่นสะท้าน เขากัดฟันทนต่อความเ็ปและในที่สุดสายพลังที่เกรี้ยวกราดก็สามารถทะลวงจุดลมปราณไปจนได้จากจุดหนึ่งต่อไปอีกจุดหนึ่ง เว่ยเมิ่งรู้สึกเหมือนพลังบางอย่างไหลเวียนไปทั่วร่างกล้ามเนื้อค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น สายตาเริ่มมองเห็นสิ่งเล็ก หูเริ่มได้ยินเสียงเล็กๆ
ก้าวแรกของนักสู้การทะลวงจุดลมปราณ เขาทำสำเร็จแล้ว..... เว่ยเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาสาดประกาของความมุ่งมั่นหากตงเจี้ยนสือรู้ว่าเว่ยเมิ่งสามารถััถึงลมปราณและชักนำมันไปทะลวงจุดลมปราณได้เพราะบทเรียนเล็กน้อยๆที่เขาพูดไปละก็มันคงอุทานว่า ‘ใครก็ได้มาลากเ้าตัวประหลาดนี่ไปชำแหละดูที!’ในโลกนี้มันไม่มีใครที่พึ่งสามารถััลมปราณได้แล้วทะลวงจุดลมปราณเลยเด็ดขาด
อีกทั้งลมปราณที่เกรี้ยวกราดในตัวของเด็กน้อยก็ยิ่งไม่ธรรมดามันสามารถทะลวงผ่านจุดลมปราณได้ง่ายๆ ทั้งที่คนอื่นต้องทำอย่างยากเย็น
และความวิปลาสยังไม่หยุดเท่านั้นหลังลมปราณที่ปะทุในตัวของเว่ยเมิ่งคล้ายยังไม่พอใจมันปะทุไปมาในตัวของเว่ยเมิ่งจนร่างของเด็กชายสั่นสะท้าน เว่ยเมิ่งดวงตาวาวโรจน์นึกถึงคำบอกเหล่าของอาจารย์หนุ่มรวบรวมลมปราณและ..สร้างเป็แก่นลมปราณขึ้นมา!
ลมปราณที่เกรี้ยวกราดเหมือนรับรู้ถึงความ้าของเด็กน้อยสายพลังที่พุ่งพล่านค่อยๆรวมตัวกัน ลมปราณหนาแน่นที่เกรี้ยวกราดค่อยๆหลอมรวมตัวจนในที่......สุดมันก็กลายเป็แก่นลมปราณ!
แก่นลมปราณที่เป็หลักฐานของระดับยอดฝีมือ!นับั้แ่นี้เว่ยเมิ่งกลายเป็ยอดฝีมือระดับหนึ่งที่มีอายุน้อยที่สุดในแผ่นดิน!
เด็กน้อยผ่อนลมหายใจสายพลังที่เกรี้ยวกราดเหมือนจะสงบลงไปบางแล้ว “ยากกว่าที่คิดแฮะ” เด็กน้อยเบ้ปาก
โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ที่นี่ไม่เช่นนั้นพวกมันคงต้องกรอกตามองบนนี่ ไอ้เ้าหนู เ้าสร้างแก่นลมปราณตอนอายุไม่ถึงสิบขวบนะ.....เ้าภูมิใจหรือหยิ่งผยองหน่อยก็ได้ พวกข้าไม่กระอักเืออกมาเพราะความอิจฉาหรอก
เด็กน้อยลุกขึ้นยืนบิดร่างกายไปมา เด็กน้อยััถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของตนเองพรุ่งนี้ค่อยไปทดสอบแล้วกันเด็กน้อยคิดก่อนไปอาบน้ำและเข้านอน
ในคำคืนที่เงียบเหงาณ เรือนของตงฟางโม่จือหรือปู่รองของเว่ยเมิ่ง ตอนนี้มีคนอยู่ในห้องอยู่สามสี่คนเป็ตงฟางหยาง ตงฟางซาน ปู่ฟง และตงฟางโม่จือ ทั้งสี่นั้งเผชิญหน้ากันอยู่เป็ตงฟางซานที่เอ่ยปากก่อน
“พี่ใหญ่มันยอมคลายข้อมูลอะไรบ้างหรือเปล่า?” ตงฟางซานถามตงฟางหยางผู้ที่นำตัวหัวหน้าองค์รักษ์เผ่าลู่คนทรยศไปทรมานรีดข้อมูล
“เป็แคว้นเสวี่ยนที่ซื้อตัวมันไปท่าทางแล้วจักรพรรดิเสวี่ยนคงยังมีเด็กสาวมาอุ่นเตียงไม่พอกระมั้ง?” ตงฟางหยางลูบคางไปมา
“แคว้นทางเหนือคิดอะไรอยู่ถึงขนาดกล้าหักหน้าจักรพรรดิชิงขนาดนี้? พวกมันไม่กลัวจะเกิดการกระทบกระทั้งกันหรือไง?” ตงฟางโม่จือขมวดคิ้ว
“ถึงจะถูกหักหน้าแต่ก็ไม่มีหลักฐานพวกมือสังหารที่ถูกส่งมาเป็คนของหนึ่งในดินแดนมาร พวกมันไม่มีทางปริปากว่ารับงานมาจากผู้ใดส่วนเ้าซูอวิ้นอะไรนั้นเมื่อกี้ก็พึ่งกัดลิ้นตายไป” ตงฟางหยางยักไหล่
“เด็กสาวนั้นมีอะไรดีถึงขนาดสองจักรพรรดิต้องแก่งแย่งชิงกัน?” ปู่ฟงที่เงียบอยู่ตลอดเอ่ยถามตงฟางซานที่มีสีหน้าครุ่นคิด
ตงฟางซานที่ได้ยินคำถามก็ถอนหายใจ“หากข้าคาดไม่ผิดเด็กสาวนั้นต้องมีร่างหยกบริสุทธิที่ ร่างที่บรรจุพลังหยินและหากชายใดได้ดูดพลังหยินจากนางจะต้องทำให้ฝีมือรุดหน้าไปมหาศาลดูท่าสองแคว้นคงอยากเพิ่มพลังให้กับคนของตนเองให้มากที่สุด”
“ดูท่าพวกมันของจะตื่นตัวเพราะตำหนักเทวะเริ่มกลับเข้าสู่แผ่นดินอีกครั้งเป็แน่”ตงฟางซานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เฮอะ!ไอ้หัวสูงพวกนั้นหลายร้อยปีก่อนไม่กล้าแม้โผล่หัวออกมาเพราะถูกปรมาจารย์รุ่นที่สามของพวกเราสะกดข่มไว้ดูท่ามันคงรอคอยเวลาที่จะโผล่หัวมานานแล้วสินะ” ตงฟางหยางเบ้ปากพูด
“ปรมาจารย์รุ่นที่สามสั่งพวกมันไว้ว่าไม่ให้พวกมันโผล่หัวออกมาเป็เวลา500 ปี เหลืออีกสิบปีก็จะครบแล้ว พวกมันถึงได้กล้าส่งคนออกมาประกาศพลัง”
ตอนนั้นเองเสียงไอที่แก้ชราก็ดังขึ้นพวกมันทั้งสี่เมื่อเห็นผู้มาใหม่ก็ลุกขึ้นและประสานมือก้มหัว
“ท่านผู้คุ้มกฏ”ทั้งสี่คารวะผู้พิทักษ์แห่งหมู่บ้าน
ผู้คุ้มกฎแห่งหมู่บ้านน้ำตก์ยกมือขึ้นบอกให้ทั้งสี่เงยหน้าขึ้นมาตงฟางซานเป็คนแรกที่เอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านผู้คุ้มกฎมาถึงที่นี่เพราะอะไร?”
“ข้าคิดว่ามีเื่สำคัญที่พวกเ้าต้องรู้ไว้.......ศพของปรมาจารย์รุ่นที่สามถูกขโมยไปแล้ว”ราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงมาทั้งสี่ดวงตาเบิกกว้าง
“เป็ผู้ใด?” ตงฟางซานถามพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“เป็ขุนพลทั้งสี่ของปรมาจารย์รุ่นที่สามดูท่าพวกมันของไม่ยอมแพ้ในการคืนชีพท่านปรมาจารย์ขึ้นมา” ผู้คุ้มกฎเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“และข้าคิดว่าครั้งนี้พวกมันน่าจะทำสำเร็จ แล้วเมื่อเป็เช่นนั้นท่านปรมาจารย์รุ่นที่สามจะต้องกลับมาที่หมู่บ้านเป็แน่แท้”
เหล่าผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้าน้ำตก์นิ่งเงียบพวกมันนึกถึงเื่เล่าที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ฟางตงเทียนหรือปรมาจารย์รุ่นที่สามบุรุษที่ถูกขนานนามว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านในอดีต ชายที่สังหารพี่ชายของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งปรมาจารย์แห่งหมู่บ้านชายที่ทำลายแปดแว่นแคว้นจนเหลือสี่ ชายผู้ทำลายสิบสองพันธมิตรชายที่ทำหกูเาแห่งดินแดนมาร ชายที่สะกดข่มตำหนักเทวะไปหลายร้อยปีและเป็ชายที่ถูกลอบสังหารจากคนของหมู่บ้านตนเอง
“หากตงฟางเทียนฟื้นฟูพลังของตนเองได้เมื่อไรเมื่อนั้นหมู่บ้านคงต้องเผชิญกับศึกหนักแน่ๆ” ผู้คุ้มกฏเอ่ยด้วยน้ำเสียงรายเรียบ