วันต่อมา.......
"ฮ้าาาาาา หลับสบายจัง "
หลังจากที่นอนไปหลายชั่วยาม มิลลี่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่สดชื่น บิดี้เีไปสองสามที สาวใช้ทั้งสองก็เตรียมเสื้อผ้า และน้ำไว้ให้อาบ มิลลี่ไม่อยากรับความจริงเลย ว่าเธอยังอยู่ที่นี่ อยากตื่นมาแล้วนี่คือบ้าน แต่มันก็เป็ได้แค่ความฝันเท่านั้น เธอจะต้องทน ต้องปรับตัว เพราะไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้ตอนไหน ตอนนี้ ต้องทำตัวปกติ เหมือนว่าตัวเองเป็คุณหนูผู้นี้ไปก่อน เพื่อความอยู่รอดของเธอเอง
"โครกคราก "
เสียงท้องร้องดังสนั่น หลังจากที่มิลลี่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ร่างกาย้า อาหาร อย่างแรง
่หิวจังต้องหาอะไร เข้าไปในท้องก่อนละ่
อาจเป็เพราะร่างกายนี้ มีความ้าอาหารมากกว่าคนปกติ จึงทำให้รู้สึกหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัว ขนาดนี้
"หิวแล้วหรือเ้าคะ บ่าวสองคน บอกให้ในครัวเตรียมสำรับไว้แล้วเ้าค่ะ "
"ขอบคุณมากคะ อะ เอ้ย ไม่ใช่ ขอบใจเ้าทั้งสองมากนะ ที่ช่วยดูแลข้าทุกอย่าง เ้าทั้งสองเป็คนดีจริงๆ "
มิลลี่รีบปรับคำพูดใหม่ให้เหมือนคนที่นี่ เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ ว่านางไม่ใช่คุณหนูตัวจริง
"คุณหนูจะขอบใจบ่าวทำไมเ้าคะ เป็หน้าที่ของบ่าวอยู่แล้วเ้าค่ะ "
เลียงลี่กล่าวด้วยความแปลกใจ เพราะปกติคุณหนูไม่เคยพูดจาแบบนี้
'' เ้าสองคนดีกับข้ามาก ก็ต้องขอบใจสิ ไม่เห็นเป็ไร ข้าพูดออกมาจากใจจริง ''
เลียงลี่ กับ เหมียนมี่ ต่างพากันน้ำตาซึม ที่คุณหนูพูดขอบใจตัวเองที่มีฐานะ แค่บ่าวเท่านั้น
ไม่นานก็มีบ่าวคนอื่นๆยกสำรับอาหารมากมายหลายอย่างเข้ามา มิลลี่ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จับตะเกียบหนีบทุกอย่างเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ เรียกได้ว่า สวาปาม ก็ว่าได้ หมดภาพกุลสตรีกันเลยทีเดียว อาหารทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะ อันตธานหายไปจนหมด ลงมาอยู่ในกระเพาะเป็ที่เรียบร้อย อิ่มหมี พลีมันจริงๆ
หลังจากกินเสร็จ มิลลี่ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นท่านปู่มาเยี่ยมดูอาการหลานคนนี้เลย หลังจากเกิดเื่ในจวน เลียงลี่เล่าให้เธอฟังถึงเื่ที่เกิดขึ้นที่สระน้ำ ว่าเหตุใดเ้าของร่างนี้จึงไปอยู่ในสระได้ อย่างไรเสียท่านก็เป็ ปู่ของเ้าของร่างนี้ เธอก็ควรให้ความเคารพ และถามไถ่เสียหน่อย เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุ เธอไม่รู้ว่าจะกลับอย่างไร คงต้องอยู่ที่นี่อีกนาน ก็ควรทำดีตอบแทนเ้าของร่างนี้บ้าง ตอบแทนที่พักอาศัย และ อาหารที่ได้กินไป
"เลียงลี่ ท่านปู่ของข้าละ ไปไหน"
"นายท่านยังไม่กลับมาเ้าค่ะคุณหนู เข้าวังไปั้แ่รุ่งเช้าแล้วเ้าค่ะ "
"แล้วมีผู้ใดไปแจ้ง แก่ท่านปู่หรือยัง ว่ามีคนลอบเข้ามาทำร้ายข้า"
"ยังไม่มีเ้าค่ะ บ่าวยังไม่ได้บอกให้ผู้ใดไปแจ้งเลยเ้าค่ะ "
"งั้นเ้าไปแจ้งแก่ทุกคน ห้ามพูดถึงเื่นี้อีก ให้ปิดปากเงียบเอาไว้ ข้าไม่อยากให้ท่านปู่เป็กังวล "
''เ้าค่ะ คุณหนู''
ตอนนี้คงต้องปิดเื่นี้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เื่วุ่นวาย และเธอยังต้องหาทางกลับบ้านอีก แล้วค่อยตามสืบทีหลัง ว่าใครเป็คนที่อยากจะฆ่าเ้าของร่างนี้ ถ้าท่านปู่รู้จะเป็กังวล เพราะดูแล้ว ท่านรักหลานสาวคนนี้มาก คงไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรได้โดยเด็ดขาด ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ใช่เ้าของร่างนี้ แต่เธอก็สัญญาว่าจะดูแลร่างนี้ให้ดี และช่วยหาคนที่แอบมาลอบทำร้ายเ้าของร่างนี้ให้
'ไม่ต้องห่วงนะ ฟางเหม่ยหลิง ฉันจะดูแลร่างกายเธอให้ดี '
ตอนนี้สิ่งแรกที่มิลลี่ทำก็คือ เดินไปส่องกระจกเพื่อสำรวจตัวเอง เธอเป็ถึงนางเอกเบอร์หนึ่งของวงการบันเทิงเชียวนะ จะต้องสวยใสอยู่เสมอ แต่เธอกลับต้องมาอยู่ในร่างนี้ ทำให้เสียความมั่นใจไปมากทีเดียว เธอไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ที่ไหนเธอจะต้องสวยอยู่เสมอ เธอจึงตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าในระหว่างที่ยังหาทางกลับโลกปัจจุบันไม่ได้นี้ เธอจะทำให้ร่างนี้สวยที่สุดให้ได้ เพื่อตอบแทนเ้าของร่างนี้ เพื่อลบคำดูถูกที่คนอื่นมอบให้ อย่างแรกก็คือ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดน้ำหนัก ต้องทำให้ร่างกายนี้ กลับมาแข็งแรง สวยพริ้งให้ได้เลย
"เลียงลี่ ต่อไปนี้ เ้าบอกแก่ห้องครัว จัดสำรับให้ข้า ผักและผลไม้เยอะๆ ของมันๆเลี่ยนๆงดทำ เน้นอาหารเป็เนื้อปลา"
"เ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ทำไมหรือเ้าคะ "
"ข้าอยากผอมนะสิ"
"ห๊าาาา คุณหนูเ้าคะ เอาจริงหรือเ้าคะ จะไหวหรือเ้าคะ"
เลียงลี่และเหมียนมี่ คิดว่าฟังผิดไป คราที่แล้วคุณหนู ก็พยายามที่จะทำให้หุ่นผอมเพรียวเหมือนคนหนูตระกูลอื่นๆ แต่ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำ กลับมากินมากกว่าเดิมเสียอีก
"ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีของข้า "
ของกล้วยๆแบบนี้ ยัยมิลลี่คนนี้ทำได้อยู่แล้ว คอยดูนะ 3 เดือนหลังจากนี้ จะได้เจอกับ ฟางเหม่ยหลิง คนใหม่ ไฉไลกว่าเดิม
เวลาผ่านไปจนหลายชั่วยาม มิลลี่ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อคิดถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เธอนั่งเหม่อมองที่สระน้ำ พยายามหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ที่จะกลับบ้านได้ ถึงยังไงเธอก็อยากไปหาพ่อ ไม่อยากติดแหง็กอยู่ที่นี่ น้ำตาไหลลงมาเปื้อนแก้มของเธอ เธอจึงใช้มือปาดมันทิ้งไป
"คุณหนูเ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วนะเ้าคะ รอพบคุณหนูอยู่ที่ห้องตำราเ้าค่ะ "
"อืม ข้าจะไปพบท่านเดี่ยวนี้ละ"
พูดจบเธอก็เดินลัดเลาะไปตามทางเดินจนถึงห้องตำรา จึงยืนเคาะประตู สองสามที ก็มีเสียงตอบกลับมา
"หลิงเอ๋อใช่หรือไม่ เข้ามาเถอะ"
พอได้ยินเสียงตอบรับ เธอก็ค่อยๆเดิน เข้าไปด้วยกิริยาสำรวมให้สมกับเป็กุลสตรี ก่อนจะทำความเคารพ อย่างอ่อนช้อย
"หลิงเอ๋อ คาราวะท่านปู่เจ้ค่ะ "
"หลิงเอ๋อ เ้าเป็อย่างไรบ้าง ่นี้ปู่ยุ่งมาก ไม่มีเวลาคอยดูแลเ้าเลย"
"ท่านปู่ อย่าได้ห่วงหลานเลยเ้าค่ะ หลานสบายดี "
ท่านปู่ของนาง หน้าตาดูน่าเกรงขาม แต่ก็ดูอิดโรยดูเหนื่อยล้า เป็คนที่มีอายุค่อนข้างมากแล้ว ผมขึ้นสีดอกเหลา ใบหน้าและิัหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ดวงตาที่จับจ้องมาที่นาง มองมาด้วยความรัก ความเอ็นดู
"เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว"
ฟางเฉินฟง คลายความกังวลลงไปหลายส่วน กลัวว่าหลานสาวจะเหงาที่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้
"ท่านปู่เ้าคะ ที่นี่ตำรามากเสียจริง หลานขอนำกลับไปอ่านที่ห้องบ้างได้ไหมเ้าคะ''
เมื่อเธอมาถึงก็ได้สังเกตุเห็นว่าที่ห้องนี้ มีตำราอยู่มากมาย จึงสนใจอยากจะลองอ่านดู เผื่อจะรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่มากยิ่งขึ้น จะได้เข้าใจและทำตัวให้เหมือนกับคนที่นี่ จะได้ไม่ผิดปกติ ดั่งที่เขาว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เพราะเธอรู้สึกว่าที่ๆเธออยู่นี้มันไม่มีอยู่ในแผนที่โลกแน่นอน
"เ้าว่าอย่างไรนะ หลิงเอ๋อ เ้าอยากศึกษาอยากอ่านตำรา อย่างนั้นรึ"
ฟางเฉินฟง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง หลานสาวที่ไม่สนใจจะศึกษาอะไร กลับมาขอเอาตำราเพื่อไปอ่าน
มิลลี่เห็นท่าทางใของฟางเฉินฟง เช่นนั้น ก็คิดได้ว่า คุณหนูเ้าของร่างนี้คงไม่ได้สนใจอ่านตำราอะไรเลยแน่ๆ พอคิดได้ดั่งนั้นเธอจึงรีบตอบกลับไปเพื่อให้ท่านเห็นถึงความตั้งใจ
"ใช่เ้าค่ะ ท่านปู่เ้าคะ ต่อไปนี้หลานจะตั้งใจศึกษา ไม่ทำให้ท่านปู่ต้องอับอาย ที่มีหลิงเอ๋อ เป็หลานสาวนะเ้าคะ หลานสัญญา ว่าหลานจะไม่ทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านปู่ ต้องผิดหวัง "
ฟางเฉินฟง อึ้งไปกับคำพูดที่หนักแน่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ของหลานสาวตน หลิงเอ๋อ โตแล้วสินะ นางช่างเหมือนกับมารดาของนาง ทั้งแววตา และคำพูดที่หนักแน่นนี้ ทำให้ ฟางเฉินฟง นึกถึงเป่ยฉิงเหย่ คนที่บุตรชายเค้ารักหมดหัวใจ ฟางเฉินฟง เดินไปที่ตู้ไม้ด้านในสุด ของห้องตำรา พร้อมล้วงกุญแจออกมาจาก แขนเสื้อ ก่อนจะไขประตู หยิบตำราที่เล่มค่อนข้างเก่าและหนามาก ออกมา 2 เล่ม
"นี่เป็ตำราเกี่ยวกับ พลังเวทย์ และ เคล็ดวิชา รวมถึงการปรุงยา ของเป่ยฉิงเหย่ มารดาของเ้า นางให้ปู่เก็บรักษาไว้ให้เ้า เมื่อเ้าพร้อม ตอนนี้ปู่คิดว่าเ้าพร้อม ที่จะได้รับมันแล้ว"
มิลลี่ รับตำรานั้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะค่อยๆมองสำรวจ ด้วยความสงสัย เป่ยฉิงเหย่มารดา ของเ้าของร่างนี้ มีตำราที่ดูเหมือนจะตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เหมือนมรดกตกทอดได้ไงนะ ในความทรงจำของร่างนี้ ไม่เคยรู้ว่ามารดามีตำราแบบนี้อยู่ เธอทำหน้าสงสัย ฟางเฉินฟง จึงแก้ข้อสงสัยนี้
"แม่ของเ้า บอกปู่แค่ว่าเมื่อถึงเวลา ที่เ้าโตขึ้น ก็ให้มอบตำรานี้ให้ และถ้าเ้าพร้อม ก็ให้ไปสอบเข้าเป็ศิษย์สำนักวังบาดาล"
"แล้วสำนักวังบาดาล คืออะไรหรือเ้าคะ"
"สำนักวังบาดาล คือ สถานที่ ที่เ้าจะไปฝึกวิชาอย่างไรเล่า ที่นั้นเป็สถานที่ ที่ทุกคนหมายมาด อยากจะได้เข้าไปเป็ศิษย์ ปรมาจารย์ทุกคนที่นั่น ต่างเก่งและแข็งแกร่งมาก ใครได้เป็ศิษย์ ถือว่าเป็เกียรติแก่วงศ์ตระกูลและของแคว้นเลยนะ ทั่วทุกแคว้น ทุกที่ ทุกคนที่เก่งๆต่างพากันเข้ามาทดสอบ เพื่อเข้าสำนักนี้ ที่นี่รับศิษย์แค่ปีละครั้งเท่านั้น และที่สำคัญก็คือ เ้าสำนักวังบาดาล เป็คนที่เก่งที่สุด ใครๆก็อยากไปเป็ศิษย์ท่าน แต่ท่านรับศิษย์ยากมาก ตอนนี้ท่านมีศิษย์เพียงคนเดียว "
"ถ้าที่นี่รับศิษย์ยากขนาดนี้ หลานจะเข้ารับการทดสอบเ้าค่ะ ท่านปู่หลานจะเข้าไปศึกษา ในสำนักวังบาดาลให้ได้"
เธอพูดออกมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เพราะเธอคือ มิลลี่ ผู้ที่ซึ่งไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ลูกสาวเ้าพ่อมาเฟีย อย่างเธอ จะต้องลองของสักครั้งไม่ให้เสียชื่อ บิดาที่อุตส่าห์สั่งสอนมา และเพื่อเ้าของร่างนี้ด้วย
"ดีมากหลานปู่ ดีมาก "
หลังจากพูดคุยกับท่านปู่ อีกเล็กน้อย มิลลี่ก็ได้ขอตัวกลับมาพักผ่อน เดินผ่านลัดเลาะ ออกมาจากห้องตำรา เพื่อเดินกลับเรือนของตัวเอง เรือนกล้วยไม้ ของนางอยู่ไกลลึกเข้ามาท้ายๆจวน ติดกับกำแพง ด้านหลัง ล้อมรอบไปด้วย สวนดอกไม้ ที่เธอชอบพอดี ระหว่างเดินมาถึงท้ายๆเรือน เธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
"ตุ๊บบ "
เหมือนเสียงของหนัก ตกลงมา เสียงดังมาจากข้างกำแพง ด้านท้ายของจวน เธอจึงหยุดชะงั๊กฟังเสียง ว่าคืออะไร
''เสียงอะไรนะเ้าคะ ''
เลียงลี่ที่เดินตามเธอมาตลอดถามออกมาด้วยความสงสัย
''เดินไปดูกัน ''
มิลลี่เองก็สงสัย เธอและเลียงลี่จึงพยายามเดินอย่างเบาที่สุดเพื่อเข้าไปดูที่มาของเสียง เธอเดินตามทาง ผ่านสวนดอกไม้ที่มีมากมาย กวาดตามองหาที่มาของเสียง เห็นเงาดำๆนอนแอ้งแม้งอยู่ตรงข้างกำแพง เธอจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ คนที่เป็เ้าของเสียง คือ บุรุษชุดดำ ใบหน้าคาดผ้าดำปิดไว้ รูปร่างสูงใหญ่ ที่แขนซ้าย มีโลหิตไหลออกมาไม่หยุด มองเห็นแต่ใบหน้า้าของเขา ที่ไม่ได้ปิดผ้าเอาไว้ เขามีเหงือผุดออกมาจากหน้าผาก ที่เริ่มขาวซีด ดวงตาปิดสนิท คล้ายว่าคง สลบไปแล้ว
"ใครเนี่ย โจรหรือปล่าวก็ไม่รู้ เอาไงดีเ้าคะ ตามบ่าวชายดีไหมเ้าคะคุณหนู"
เลียงลี่เอ่ยถามคุณหนูของตนเพราะไม่รู้ว่าควรทำไงดี
มิลลี่คิดหนักว่าจะเอาไงกับชายชุดดำคนนี้ดี จะบอกท่านปู่ดีไหม หรือจะเรียกคนมาจับไปขังดี หรือควรจะรีบลากเขาเอาไปทิ้งไว้นอกจวนดี พอคิดไปคิดมา ก็เกิดรู้สึกสงสารขึ้นมา เมื่อเห็นเืของเขาไหลไม่ยอมหยุด แถมหน้าผากของเขาก็เริ่มซีดเผือด และเมื่อความสงสารมีมากกว่าความคิดอื่น ก็เลยตัดสินใจว่าจะช่วยเขาเอาบุญสักครั้ง เพราะดูเหมือนเขาจะทรมานมาก ขนาดสลบไปแล้วแต่หัวคิ้วยังขมวดขนาดนั้น
'เอาไงเอากัน ถือว่าช่วย ลูกนกลูกกา แล้วกัน'
เธอเองก็ยังเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเลย แล้วนี่คนกำลังนอนเจ็บ เือาบขนาดนี้ ยังไงก็ต้องช่วยสักครั้ง
"บ่าวไปตามคนมาจับไปนะเ้าคะ"
"อย่านะเลียงลี่ เราจะช่วยเขาเอาบุญสักครั้ง "
''จะดีหรือเ้าคะ ถ้าเขาเป็คนร้ายละเ้าคะ ถ้าเขาจะทำร้ายเราละเ้าคะ ''
''ตอนนี้เขาสลบไปแล้วทำอะไรเราไม่ได้หรอก ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาและคิดจะทำร้ายเราละก็ ข้าจะตีเขาให้สลบอีกครั้งเอง มาเถอะมาช่วยกันแบกเขาไปที่เรือน รักษาเขาเสร็จแล้วเราค่อยให้เขาไปก็ได้ ''
''ก็ได้เ้าค่ะ ''
เลียงลี่ได้ยินผู้เป็นายตอบเช่นนั้น ก็จนใจ ต้องมาช่วยกัน พยุงบุรุษชุดดำ เข้าไปในห้องอย่าง ทุลักทุเล
'คนบ้าอะไร หนักชะมัด '
เธอได้แต่บ่นอุบอิบในใจ
ก่อนที่จะวางเขาลงบนเตียง ส่วนทางเหมียนมี่ที่กำลังเตรียมน้ำอาบให้คุณหนูอยู่นั้น ใจนทำถังน้ำตกเมื่อเห็นคุณหนู กับเลียงลี่พี่สาวของตนพยุงใครบางคนเข้ามาอย่างทุลักทุเล
''เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ นั้นใครเ้าคะ ''
''เหมียนมี่อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย เธอกับเลียงลี่ ไปเอายา อุปกรณ์ทำแผลมาด่วน''
สองสาวใช้รีบทำตามคำสั่งของผู้เป็นาย ออกไปเอายากับอุปกรณ์ ที่ห้องเก็บยา
ส่วนเธอระหว่างรอสองสาวที่ไปเอายา ก็จัดการ ฉีกแขนเสื้อที่เปื้อนเืตรงแผลออก ก่อนจะเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด
''หมับบ''
อยู่ๆ ก็มีมือหนาแข็งดังคีมเหล็ก บีบเข้าที่ลำคอของเธอ
"โอ้ยยย ปล่อยข้านะ "
เธอพยายามแกะมือ ออกจากลำคอ แต่ก็ไม่เป็ผล
"เ้าคิดจะทำอะไร บอกมาเดี่ยวนี้"
ชายชุดดำถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยแววสังหารมาเต็มเปี่ยม แรงกดดันที่นางไม่เคยเจอมาก่อน วันนี้ต้องได้มาเจอ ความอึดอัดจนแน่นหน้าอก แรงที่มีกลับลดน้อยถอยลงไปหมด เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ตอบคำถาม เขาเพิ่มแรงบีบเข้ามาอีกจนตอนนี้ เธอแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว
'' อ่อย อ้า อิ อ้า อาย ไอ ไอ้ ออก ''
(ปล่อยข้าสิข้าหายใจไม่ออก)
''บอกมาสิ ว่าเ้าคิดจะทำอะไรข้า ''
มิลลี่พยายามแกะมือที่บีบคอตัวเองออก เพราะตอนนี้เธอจะขาดอากาศหายใจตายอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรก็แกะมือนี้ออกไม่ได้สักที
'' อ่อย อ้า อ่อน อิ อ้า อะ ออก ''
(ปล่อยข้าก่อนสิข้าจะบอก)
เขายอมปล่อยมือออกจากคอ เพราะเห็นว่านาง จะขาดอากาศหายใจอยู่แล้ว และจะได้ฟังความจากนาง ได้ชัดๆ
''ว่ามา เ้าจะทำอะไรข้า''
''แค๊กๆๆ โอ้ยคอฉัน ระบม ไปหมด ท่านจะบ้าหรืออย่างไร ข้ากำลังช่วยท่านนะ แค่จะทำแผลให้ เหตุใดต้องมาบีบคอข้าด้วยเล่า ''
''จริงรึ ''
''ข้าเหมือนคนโกหกรึ ''
เขามองมาที่แผลของตนและก็มองไปข้างๆเห็นมีผ้าเปื้อนเืและอ่างน้ำอยู่ นางคงมิได้โกหก
''ข้าต้องขออภัยแม่นางจริงๆ ในความผิดครั้งนี้ ข้าไม่ทันดูให้ดีเสียก่อน ''
เขาใเพราะฟื้นขึ้นมาก็เจอคนแปลกหน้ากำลังจะทำอะไรกับร่างกายของเขา เขาจึงคิดไปในทางชั่วร้าย คิดว่าตนกำลังจะถูกฆ่า เพราะมันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเขามาก่อน
“คุณหนูยามาแล้วเ้าค่ะ”
ระหว่างนั้น สาวใช้ทั้งสองก็เข้ามาพร้อมยาเดินตรงมาหาเ้านายของตนทันที
'' ข้าไม่รบกวนแม่นางแล้ว ขอบใจมากที่ช่วยเหลือข้า ''
เขาเอ่ยขอบคุณหญิงสาวใจดี ก่อนจะลุกเพื่อออกไปจากที่นี่
'' งั้นให้ข้าทำแผลให้ก่อนแล้วท่านค่อยไป ''
เขาก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง ยอมนั่งลงให้เธอทำแผลแต่โดยดี เธอตั้งใจทำแผลและใส่ยาให้อย่างใจเย็น และนุ่มนวล
ส่วนเขาก็แอบมองหญิงสาวใจดี พิจารณา อยู่เงียบๆ ถึงแม้หญิงสาวตรงหน้าจะมีรูปร่างที่เ้าเนื้อ หน้ากลมดั่งซาลาเปา ไม่เป็ดั่งสตรีในห้องหอที่เอวบาง ร่างน้อย แต่เขากลับไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่สิ่งที่เขาสนใจคือ นางนั้นยอมช่วยเหลือเขา ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทั้งที่เขาอาจจะไม่ใช่คนดี ช่างเป็หญิงสาวที่มีจิตใจดี มีเมตตา การเอื้ออาธรต่อผู้อื่นเช่นนี้ นับว่าหายาก อย่างไรเสียก็นับได้ว่านางเป็ผู้มีพระคุณ
'' เอาละ เสร็จแล้ว อย่าให้แผลโดนน้ำนะ ''
''ขอบใจมากแม่นางและขอโทษด้วยที่เข้าใจแม่นางผิด จึงได้ทำการรุนแรงไป ''
เขารู้สึกเสียใจจริงๆ ไม่น่าทำร้ายนางเลย เขามันโง่เอง เขาจะต้องตอบแทนนางและชดใช้ในสิ่งที่เขาทำลงไป
'' ไม่เป็ไรหรอก ท่านกลับไปได้แล้วละ ''
มิลลี่ไม่ติดใจเอาความ เพราะรู้ว่าผู้คนที่นี่ล้วนไม่เหมือนโลกที่เธอเคยอยู่
'' ลาก่อน ข้าจะไม่ลืมที่แม่นางช่วยข้าในครั้งนี้ ''
ว่าแล้วเขาก็ทะยานออกไปทางหน้าต่าง หายไปในความมืด อย่างรวดเร็ว