วีรบุรุษอหังการ

    51 พันธมิตรสองฝั่งน้ำ

              หลังสมครามเสร็จสิ้น  กองกำลังจากเมืองผิงเหยาล้วนเข้าไปเก็บตัวอยู่ในเมือง  ปล่อยให้ชนเผ่าทั้งห้าเก็บเกี่ยวผลพลอยได้จากการศึก  อาวุธและชุดเกราะเป็นของมีค่าที่ชนเผ่าในทุ่งหญ้าต้องการ  เนื่องจากพวกมันไม่สามารถผลิตของที่มีคุณภาพเช่นนี้ได้  ช่างฝีมือของชนเผ่าฝีมือไม่สู้ช่างฝีมือจากแผ่นดินใหญ่  ดังนั้นอาวุธและชุดเกราะที่ได้มาหมายถึงจำนวนกองกำลังที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 


            ผลจากการชำระสนามรบทำให้แต่ละชนเผ่าพึงพอใจยิ่ง  ชนเผ่าต้ายจู่แม้จะสูญเสียกำลังพลมากที่สุด  แต่ก็ได้รับผลพลอยได้จากการชำระสนามรบมากที่สุด  สำหรับพวกมันแล้ว  พอกลับถึงชนเผ่าก็สามารถคัดเลือกชายฉกรรจ์คนใหม่ขึ้นมาเป็นนักรบ  ขอเพียงมีม้า  อาวุธ  และชุดเกราะให้กับพวกมันก็พอ  แต่ในการเดินทางมาทำศึกครั้งนี้  นอกจากแย่งชิงสัตว์เลี้ยงและแรงงานของตนเองกลับคืนมา  ยังมีอีกหนึ่งความปรารถนาที่พวกมันไม่เคยกล้าแสดงออกมาก่อน  นั่นคือการเจรจาทำการค้ากับอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ  เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตนับพันปีมาแล้ว  ทำให้ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำไม่ติดต่อคบหาสมาคมกันมาก่อน  แต่นั่นก็เนิ่นนานมาแล้ว  สมควรถึงแก่เวลาในการเปลี่ยนแปลง  ด้วยเหตุนี้เอี้ยนเฟยซาจำต้องออกจากค่ายของเผ่าถานจู่แต่เช้ามืด  เป็นตัวแทนของห้าชนเผ่าเดินทางเข้าไปในเมืองผิงเหยาเพื่อเข้าพบหลิวหนิงเทียน

     

            เอี้ยนเฟยซาผ่านประตูเมืองผิงเหยาเข้าไปอย่างง่ายดาย  คนเฝ้ายามจดจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในนักรบที่สังหารศัตรูในทุ่งหญ้าที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันตก  สภาพในเมืองตอนนี้คล้ายกับเทศกาลไว้ทุกข์ไม่มีผิด  แม้จะได้รับชัยชนะก็หาได้มีงานเลี้ยงฉลองไม่  ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนต่างจมอยู่ในความเศร้าโศก  เขาสอบถามทางไปยังตึกของหลิวอิงจากผู้คนข้างทาง  จึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกำแพงตึกตระกูลหลิว  ประตูทางเข้ามีมือกระบี่ชุดขาวเฝ้าอยู่  เมื่อชายหนุ่มเข้าไปบอกเจตนารมณ์พร้อมกับแนะนำตัวเองออกไป  ท่าทีของมือกระบี่เหล่านี้ก็เปลี่ยนแปรไป  กลายเป็นให้ความเคารพและเชื้อเชิญเขาเข้าสู่ภายในตึก  และนำไปยังห้องรับรองแขกทันที

     

            เอี้ยนเฟยซานั่งบนเก้าอี้ไม้สลักเสลาสวยงามตัวหนึ่ง  สายตาสอดส่องไปรอบห้อง  ภาพวาดทิวทัศน์ที่งดงามสมจริงมากมายแขวนอยู่ทั่วทุกมุมห้อง  ชายหนุ่มไม่อาจละสายตาจากภาพที่คล้ายจริงเหล่านี้ได้เลย  ถึงกระทั่งเผลอตัวลุกขึ้นเดินไปจ้องในระยะใกล้  เพื่อพินิจดูลายเส้นที่มีพลังเหล่านี้ 


            “นั่นเป็นฝีมือการวาดของเราเอง  อาจจะแลดูขัดตาไปบ้าง  หวังว่าจอมยุทธ์เอี้ยนจะไม่รังเกียจและกล่าวหาว่าเรารสนิยมต่ำต้อย”


            เอี้ยนเฟยซารีบหันขวับไปยังด้านหลัง  ก็พบเห็นบุคคลที่เขาเคยพบพานเมื่อเดินทางไปยังเขาเทียมฟ้า  เป็นเฒ่าประหลาดที่ตกปลาบนสะพานนั่นเอง  เขานึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมาอยู่ในห้องนี้  และเป็นคนที่วาดภาพสวยงามเหล่านี้ด้วยตนเอง  หรือว่าบุรุษผมขาวโพลนผู้นี้จะเป็นกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน  เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มถึงกับยืนขาแข็งอยู่กับที่


            “เชิญนั่งลงแล้วค่อยสนทนา  น่าเสียดายที่พบพานกันคราวก่อน  เจ้าเร่งรีบเดินทางไปทำธุระ  จึงไม่ได้เชื้อเชิญให้เข้ามาดื่มน้ำชาในเรือนของเรา  ครั้งนี้ขอรินน้ำชาเป็นการต้อนรับสหายน้อยก็แล้วกัน”


            หลิวหนิงเทียนหยิบกาน้ำชาขึ้นมาแล้วรินใส่ถ้วยสองถ้วย  เสร็จแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญให้เอี้ยนเฟยซาลงมือดื่มชา  ชายหนุ่มที่ยังตกตะลึงไม่สามารถปฏิเสธได้  จึงหยิบถ้วยชามาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย  ถึงตอนนี้จึงสามารถตั้งสติได้  จึงว่า


            “ท่านคือเฒ่าประหลาด...ไม่ใช่ ๆ ท่านคือท่านผู้เฒ่าที่ตกปลาบนสะพานตัวจริง  โอ  เรามีตาแต่ไร้แวว  กลับไม่รู้ตัวว่าได้พบพานกับยอดฝีมือ  ยังล่วงเกินท่านไปไม่น้อย  หวังว่าท่านผู้เฒ่าจะไม่ถือสาหาความ  หาไม่แล้วการเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้คงสูญเปล่า”

     

            “ฮา ฮา ชายหนุ่มที่เปิดเผยจริงใจเช่นเดียวกับเจ้า  เราหลิวหนิงเทียนมีแต่ชื่นชมและยกย่อง  ในสำนักกระบี่ของเรามีศิษย์หลายพัน  แต่ไม่มีผู้ใดมีลักษณะพิเศษและโดดเด่นเช่นเดียวกับเจ้ามาก่อน ดูสิ  ไม่พบพานเพียงยี่สิบสามสิบวัน  จากเด็กน้อยกลับกลายเป็นจอมยุทธ์มีชื่อเสียง  เราคิดไม่ผิดที่ห้ามไม่ให้เหล่าศิษย์เอาผิดกับเจ้าในวันนั้น”


            เอี้ยนเฟยซาได้แต่ส่ายหัวให้กับตนเอง  เมืองผิงเหยาเป็นทางผ่านไปยังสะพานเชื่อมสองแดน  ในตอนนั้นเขาแวะเข้าเมืองและท่องเที่ยวในเมืองอย่างสบายใจ  สุดท้ายก็เกิดทะเลาะวิวาทกับอันธพาลในเมือง  เมื่อคนของสำนักกระบี่อมตะมาห้ามปราม  เขาพลั้งมือทำร้ายคนผู้นั้น  ทำให้ต้องหลบหนีอย่างทุลักทุเลออกนอกเมือง  จนได้มาเจอกับเฒ่าประหลาดหรือหลิวหนิงเทียนที่นั่งตกปลาอยู่บนสะพาน 


            “ตอนนั้นท่านพบเห็นข้าเจ้าแต่แรกแล้ว  และเป็นคนห้ามลูกศิษย์ไม่ให้เข้ามาจับกุมเรา  โอ  ข้าผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  กลับนึกว่าสามารถหนีรอดออกไปด้วยน้ำมือตนเองเสียอีก  ช่างน่าละอายนัก”


            “เป็นเพราะเราชื่นชมในตัวของเจ้า  สังเกตได้ว่าทุกกระบวนท่าของเจ้าล้วนออมมือเสมอ  ไม่ซ้ำเติมในขณะที่คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำ  พยายามยั้งมือตลอดเวลา  ไม่ว่าคนอื่นจะคิดเห็นเช่นไร  วันนี้เจ้าได้พิสูจน์ตนเองด้วยการนำชนเผ่าจากอีกฝั่งของแม่น้ำมาช่วยเหลือพวกเราสู้ศึก  นับเป็นผู้มีพระคุณต่อชาวเมืองผิงเหยาทุกคน”


            “ความดีความชอบนี้สมควรมอบให้เทพสตรีจวงซูเม่ยมากกว่า  นางเป็นคนชักนำให้ชนเผ่าทั้งห้ายกทัพมาช่วยเหลือพวกท่าน  บารมีของนางทำให้บรรดาหัวหน้าเผ่าที่หวาดกลัวพรรคมารกล้าออกมาต่อสู้ในครั้งนี้”


            หลิวหนิงเทียนเพียงยิ้มออกมา  ตั้งแต่ได้ยินชื่อจวงซูเม่ยเขาก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์  คล้ายกับเหม่อลอยนึกถึงภาพความทรงจำในอดีต  สีหน้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ประเดี๋ยวสุขสันต์  ประเดี๋ยวโศกเศร้า  ประเดี๋ยวร่าเริง  ในที่สุดก็หันมายิ้มให้เอี้ยนเฟยซา  กล่าวว่า


            “เจ้ามาที่นี่เพราะห้าชนเผ่า?”


            “ใช่แล้ว  พวกมันต้องการเจรจากับท่านเรื่องการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและความร่วมมือทางทหารในวันข้างหน้า  แต่ไม่อยากเข้ามาในเมืองแห่งนี้”


            “เป็นไปตามที่เราคาดคิดเอาไว้  ซึ่งมันก็เป็นความปรารถนาของเราเช่นกัน  คนพวกนี้จะเข้าเมืองก็ต่อเมื่อยึดครองได้แล้วเท่านั้น  หากจะเข้าเมืองใดก็ต้องยกพลเข้าไปทั้งหมด  ไม่ทอดทิ้งสหายร่วมรบไว้นอกเมืองแม้แต่ผู้เดียว  ด้วยเหตุนี้พวกหัวหน้าเผ่าจึงไม่ยอมเข้าเมืองเพราะกลัวพวกเราระแวงสงสัย  โอ  ถึงเวลาแล้วที่ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำต้องเปิดใจให้กัน  เราเฝ้ารอเวลามานานแสนนาน  สุดท้ายแล้วก็มาถึงเสียที”


            หลิวหนิงเทียนสมกับผู้นำที่ดี  เขาศึกษาและเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของผู้คนรอบด้านเสมอ  และต้องการสร้างพันธมิตรมากกว่าสร้างศัตรู  ทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันอีกพักใหญ่  สุดท้ายแล้วก็กำหนดนัดหมายให้เจอกันหลังพระอาทิตย์ตกดิน  บนเนินเขาสูงที่สุดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง  เอี้ยนเฟยซาจึงกล่าวคำอำลาแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายของชนเผ่าที่อยู่นอกเมือง  บอกกำหนดการนัดหมายของหลิวหนิงเทียนออกไป  จากนั้นก็เข้ากระโจมไปนอนหลับพักผ่อน  เมื่อถึงเวลาเย็นก็มีคนมาปลุกให้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้น  จึงติดตามถานหลันเซ่อไปยังเนินเขาที่เป็นจุดนัดหมาย  กองไฟตรงกลางลานลุกโชนโชติช่วงแล้ว  บรรดาหัวหน้าชนเผ่าทั้งสี่กำลังดื่มกินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน  เมื่อพวกเขามาถึงก็นั่งประจำตำแหน่ง  ก่อนที่ฟ้าจะมืดมิด  หลิวหนิงเทียนก็ขี่ม้าออกจากเมืองมาร่วมงานเลี้ยง  เขามาพร้อมกับหลิวอิงผู้เป็นบุตรชาย 


            “ฮา ฮา เราหลิงหนิงเทียนในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้คนจากเมืองผิงเหยา  ขอกล่าวคำขอบคุณแด่ผู้กล้าแห่งทุ่งหญ้าทุกท่าน  นี่เป็นสุราเก่าเก็บอายุเกือบร้อยปีที่เราเก็บรักษามา  ขอใช้สุรานี้ดื่มเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของพวกเราในครั้งนี้  ลูกอิง  แจกจ่ายสุรา”


            หลิวอิงรีบกระทำตามคำสั่งของบิดา  เปิดไหสุราในมือแล้วเดินไปเทสุราใส่ถ้วยของบรรดาหัวหน้าเผ่า  กลิ่นหอมของสุราลอยคลคลุ้งไปทั่วบริเวณ  พวกผู้นำแห่งทุ่งหญ้าแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นเป็นหนอนสุราทั้งนั้น  ต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างหิวกระหาย  บางคนรู้สึกเสียดายที่ถ้วยสุราของตนเองมีขนาดเล็กเกินไป  บางคนมือไม้สั่นแทบอดใจรอไม่ไหว  เมื่อทุกคนได้รับสุราครบถ้วย  หลิวหนิงเทียนยกถ้วยสุราของตนเองไปด้านหน้า  กล่าวว่า


            “แด่ชัยชนะและมิตรภาพ”


            บรรดาหัวหน้าเผ่าต่างกระทำตามหลิวหนิงเทียน  จากนั้นทั้งหมดก็ดื่มสุราลงไป  แต่บางคนยังไม่สมอยาก  เรียกให้หลิวอิงเติมสุราให้ใหม่  เพียงครู่เดียวสุราหนึ่งไหก็ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว  บรรยากาศที่แลดูขัดเขินในช่วงแรกแปรแปลี่ยนเป็นสนุกสนาน  ตลอดเวลาที่ผ่านมาชื่อเสียงของกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนโด่งดังไปถึงทุ่งหญ้า  ทำให้เหล่าหัวหน้าเผ่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองผิงเหยาผู้นี้  กลัวว่าเขาจะกระทำตัวสูงส่งเหมือนยอดยุทธ์บางคนที่มาจากแผ่นดินใหญ่เช่นเดียวกัน  แต่เมื่อได้สัมผัสกันตัวตนที่แท้จริงกลับไม่ได้เป็นดังที่พวกมันคิด  มือกระบี่ผู้ชรานี้เป็นมิตรและไม่ถือเนื้อถือตัว  เรียกพี่เรียกน้องทุกคำ  ทั้งยังไม่รังเกียจที่จะดื่มสุราชามเดียวกับพวกมัน  ทำตัวเสมือนเสมือนจอมยุทธ์พเนจรผู้หนึ่ง 


            “สหายทุกท่านฟังข้าก่อน  พวกเราชาวเมืองผิงเหยารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของพวกท่านยิ่งนัก  จึงได้เตรียมของขวัญเล็กน้อยให้  ขอมอบเกลือให้กับพวกท่านเผ่าละห้าสิบกระสอบ  ผ้าแพรพรรณที่พวกเราถักทอขึ้นมาเองเผ่าละห้าร้อยผืน  ข้าวชั้นหนึ่งที่มาจากเมืองหลินอันเผ่าละหนึ่งร้อยห้าสิบกระสอบ  สุราเก่าเก็บจากคลังของเราเองมอบแด่หัวหน้าเผ่าคนละยี่สิบไห  พรุ่งนี้เช้าคนของเราจะทำการจัดส่งให้ถึงหน้าค่าย”


            สิ้นเสียงหลิวหนิงเทียนเสียงโห่ร้องดังก้องทุ่งหญ้า  สิ่งของที่ได้รับมอบเป็นของหายากและขาดแคลนในทุ่งหญ้า  โดยเฉพาะสุราดีนั้นหายากยิ่ง  ชนเผ่าในทุ่งหญ้าไม่มียอดฝีมือในการหมักสุรา  ไม่เหมือนกับผู้คนในแผ่นดินใหญ่ที่มีองค์ความรู้ในการหมักสุรามากมาย  หลิวหนิงเทียนกลับใช้ความชื่นชอบในสุราของพวกมันเพื่อกระชับความสัมพันธ์


            “อะแฮ่ม  ข้าในฐานะตัวแทนของชนเผ่าทั้งห้า  ขอกล่าวคำขอบคุณท่านหลิว  ในเมื่อท่านมีน้ำใจต่อพวกเราถึงเพียงนี้  ได้แต่ตอบแทนคืนท่านเล็กน้อย  ขอมอบแพะห้าร้อยตัว  แกะสามร้อยตัว  และม้าหนึ่งร้อยตัวเป็นคำขอบคุณ”


            ถานหลันเซ่อในฐานะผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาหัวหน้าเผ่ากล่าววาจาบ้าง  ชนเผ่าจากทุ่งหญ้าสามารถแย่งชิงสัตว์เลี้ยงของตนเองคืนมาทั้งหมด  จึงสามารถแบ่งปันให้กับพันธมิตรได้  หัวหน้าเผ่าคนอื่นล้วนส่งเสียงสนับสนุน  ต้ายอิงผุดลุกขึ้น  หันไปกล่าวกับหลิวหนิงเทียนว่า


            “เรื่องการค้าขายสมควรเริ่มต้นได้เมื่อใด?”


            “อีกสามสิบสี่สิบวันน่าจะเริ่มได้  ตอนนี้ผู้คนในเมืองกำลังเร่งฟื้นฟูกิจการของตนเอง  อีกไม่นานสมควรพร้อมสำหรับการค้าขายกับคนภายนอก  เราเองก็จะไปบอกชาวเมืองให้เตรียมพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า  หากพวกท่านไม่ติดขัดอะไร  เดือนหน้าคืนจันทร์เต็มดวงขอเชิญมาร่วมกำหนดราคาการแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่อีกครั้ง”   


            ทุกคนขานรับโดยพร้อมเพรียง  จากนั้นก็ทำการดื่มกินเสสรวญเฮฮา  บางคนก็เข้าหาหลิวหนิงเทียนพูดคุยเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการซื้อ  และสินค้าที่ต้องการขาย  บรรยากาศกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว  เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ไม่นานก็ถึงเวลาเที่ยงคืน  หลิวหนิงเทียนลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า


            “สหายทุกท่าน  นับแต่นี้ไปพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นพันธมิตร  มีสุขร่วมเสพ  มีภัยร่วมต้าน  ข้าหลิวหนิงเทียนของเอาหัวตัวเองเป็นประกัน”


            หัวหน้าเผ่าแต่ละคนก็ลุกขึ้นกล่าวคำสาบานออกไป  ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่นี่  พันธมิตรสองฝั่งน้ำได้ถือกำเนิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้


            หลิวหนิงเทียนได้กล่าวคำลาพร้อมกับจากไป  แต่งานเลี้ยงยังคงไม่เลิกรา  เอี้ยนเฟยซาเองก็สนุกสนานกับการดื่มน้ำเมาเช่นกัน  เขาเมามายจนแทบไม่สามารถทรงตัวได้  เขาดื่มเพราะต้องการลืมเลือนภาพอันสยดสยองของซากศพในสมรภูมิที่ผ่านมา