หลังสมครามเสร็จสิ้น กองกำลังจากเมืองผิงเหยาล้วนเข้าไปเก็บตัวอยู่ในเมือง ปล่อยให้ชนเผ่าทั้งห้าเก็บเกี่ยวผลพลอยได้จากการศึก อาวุธและชุดเกราะเป็นของมีค่าที่ชนเผ่าในทุ่งหญ้าต้องการ เนื่องจากพวกมันไม่สามารถผลิตของที่มีคุณภาพเช่นนี้ได้ ช่างฝีมือของชนเผ่าฝีมือไม่สู้ช่างฝีมือจากแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นอาวุธและชุดเกราะที่ได้มาหมายถึงจำนวนกองกำลังที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ผลจากการชำระสนามรบทำให้แต่ละชนเผ่าพึงพอใจยิ่ง ชนเผ่าต้ายจู่แม้จะสูญเสียกำลังพลมากที่สุด แต่ก็ได้รับผลพลอยได้จากการชำระสนามรบมากที่สุด สำหรับพวกมันแล้ว พอกลับถึงชนเผ่าก็สามารถคัดเลือกชายฉกรรจ์คนใหม่ขึ้นมาเป็นนักรบ ขอเพียงมีม้า อาวุธ และชุดเกราะให้กับพวกมันก็พอ แต่ในการเดินทางมาทำศึกครั้งนี้ นอกจากแย่งชิงสัตว์เลี้ยงและแรงงานของตนเองกลับคืนมา ยังมีอีกหนึ่งความปรารถนาที่พวกมันไม่เคยกล้าแสดงออกมาก่อน นั่นคือการเจรจาทำการค้ากับอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตนับพันปีมาแล้ว ทำให้ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำไม่ติดต่อคบหาสมาคมกันมาก่อน แต่นั่นก็เนิ่นนานมาแล้ว สมควรถึงแก่เวลาในการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้เอี้ยนเฟยซาจำต้องออกจากค่ายของเผ่าถานจู่แต่เช้ามืด เป็นตัวแทนของห้าชนเผ่าเดินทางเข้าไปในเมืองผิงเหยาเพื่อเข้าพบหลิวหนิงเทียน
เอี้ยนเฟยซาผ่านประตูเมืองผิงเหยาเข้าไปอย่างง่ายดาย คนเฝ้ายามจดจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในนักรบที่สังหารศัตรูในทุ่งหญ้าที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันตก สภาพในเมืองตอนนี้คล้ายกับเทศกาลไว้ทุกข์ไม่มีผิด แม้จะได้รับชัยชนะก็หาได้มีงานเลี้ยงฉลองไม่ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนต่างจมอยู่ในความเศร้าโศก เขาสอบถามทางไปยังตึกของหลิวอิงจากผู้คนข้างทาง จึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกำแพงตึกตระกูลหลิว ประตูทางเข้ามีมือกระบี่ชุดขาวเฝ้าอยู่ เมื่อชายหนุ่มเข้าไปบอกเจตนารมณ์พร้อมกับแนะนำตัวเองออกไป ท่าทีของมือกระบี่เหล่านี้ก็เปลี่ยนแปรไป กลายเป็นให้ความเคารพและเชื้อเชิญเขาเข้าสู่ภายในตึก และนำไปยังห้องรับรองแขกทันที
เอี้ยนเฟยซานั่งบนเก้าอี้ไม้สลักเสลาสวยงามตัวหนึ่ง สายตาสอดส่องไปรอบห้อง ภาพวาดทิวทัศน์ที่งดงามสมจริงมากมายแขวนอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ชายหนุ่มไม่อาจละสายตาจากภาพที่คล้ายจริงเหล่านี้ได้เลย ถึงกระทั่งเผลอตัวลุกขึ้นเดินไปจ้องในระยะใกล้ เพื่อพินิจดูลายเส้นที่มีพลังเหล่านี้
“นั่นเป็นฝีมือการวาดของเราเอง อาจจะแลดูขัดตาไปบ้าง หวังว่าจอมยุทธ์เอี้ยนจะไม่รังเกียจและกล่าวหาว่าเรารสนิยมต่ำต้อย”
เอี้ยนเฟยซารีบหันขวับไปยังด้านหลัง ก็พบเห็นบุคคลที่เขาเคยพบพานเมื่อเดินทางไปยังเขาเทียมฟ้า เป็นเฒ่าประหลาดที่ตกปลาบนสะพานนั่นเอง เขานึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมาอยู่ในห้องนี้ และเป็นคนที่วาดภาพสวยงามเหล่านี้ด้วยตนเอง หรือว่าบุรุษผมขาวโพลนผู้นี้จะเป็นกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มถึงกับยืนขาแข็งอยู่กับที่
“เชิญนั่งลงแล้วค่อยสนทนา น่าเสียดายที่พบพานกันคราวก่อน เจ้าเร่งรีบเดินทางไปทำธุระ จึงไม่ได้เชื้อเชิญให้เข้ามาดื่มน้ำชาในเรือนของเรา ครั้งนี้ขอรินน้ำชาเป็นการต้อนรับสหายน้อยก็แล้วกัน”
หลิวหนิงเทียนหยิบกาน้ำชาขึ้นมาแล้วรินใส่ถ้วยสองถ้วย เสร็จแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญให้เอี้ยนเฟยซาลงมือดื่มชา ชายหนุ่มที่ยังตกตะลึงไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงหยิบถ้วยชามาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ถึงตอนนี้จึงสามารถตั้งสติได้ จึงว่า
“ท่านคือเฒ่าประหลาด...ไม่ใช่ ๆ ท่านคือท่านผู้เฒ่าที่ตกปลาบนสะพานตัวจริง โอ เรามีตาแต่ไร้แวว กลับไม่รู้ตัวว่าได้พบพานกับยอดฝีมือ ยังล่วงเกินท่านไปไม่น้อย หวังว่าท่านผู้เฒ่าจะไม่ถือสาหาความ หาไม่แล้วการเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้คงสูญเปล่า”
“ฮา ฮา ชายหนุ่มที่เปิดเผยจริงใจเช่นเดียวกับเจ้า เราหลิวหนิงเทียนมีแต่ชื่นชมและยกย่อง ในสำนักกระบี่ของเรามีศิษย์หลายพัน แต่ไม่มีผู้ใดมีลักษณะพิเศษและโดดเด่นเช่นเดียวกับเจ้ามาก่อน ดูสิ ไม่พบพานเพียงยี่สิบสามสิบวัน จากเด็กน้อยกลับกลายเป็นจอมยุทธ์มีชื่อเสียง เราคิดไม่ผิดที่ห้ามไม่ให้เหล่าศิษย์เอาผิดกับเจ้าในวันนั้น”
เอี้ยนเฟยซาได้แต่ส่ายหัวให้กับตนเอง เมืองผิงเหยาเป็นทางผ่านไปยังสะพานเชื่อมสองแดน ในตอนนั้นเขาแวะเข้าเมืองและท่องเที่ยวในเมืองอย่างสบายใจ สุดท้ายก็เกิดทะเลาะวิวาทกับอันธพาลในเมือง เมื่อคนของสำนักกระบี่อมตะมาห้ามปราม เขาพลั้งมือทำร้ายคนผู้นั้น ทำให้ต้องหลบหนีอย่างทุลักทุเลออกนอกเมือง จนได้มาเจอกับเฒ่าประหลาดหรือหลิวหนิงเทียนที่นั่งตกปลาอยู่บนสะพาน
“ตอนนั้นท่านพบเห็นข้าเจ้าแต่แรกแล้ว และเป็นคนห้ามลูกศิษย์ไม่ให้เข้ามาจับกุมเรา โอ ข้าผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กลับนึกว่าสามารถหนีรอดออกไปด้วยน้ำมือตนเองเสียอีก ช่างน่าละอายนัก”
“เป็นเพราะเราชื่นชมในตัวของเจ้า สังเกตได้ว่าทุกกระบวนท่าของเจ้าล้วนออมมือเสมอ ไม่ซ้ำเติมในขณะที่คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำ พยายามยั้งมือตลอดเวลา ไม่ว่าคนอื่นจะคิดเห็นเช่นไร วันนี้เจ้าได้พิสูจน์ตนเองด้วยการนำชนเผ่าจากอีกฝั่งของแม่น้ำมาช่วยเหลือพวกเราสู้ศึก นับเป็นผู้มีพระคุณต่อชาวเมืองผิงเหยาทุกคน”
“ความดีความชอบนี้สมควรมอบให้เทพสตรีจวงซูเม่ยมากกว่า นางเป็นคนชักนำให้ชนเผ่าทั้งห้ายกทัพมาช่วยเหลือพวกท่าน บารมีของนางทำให้บรรดาหัวหน้าเผ่าที่หวาดกลัวพรรคมารกล้าออกมาต่อสู้ในครั้งนี้”
หลิวหนิงเทียนเพียงยิ้มออกมา ตั้งแต่ได้ยินชื่อจวงซูเม่ยเขาก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ คล้ายกับเหม่อลอยนึกถึงภาพความทรงจำในอดีต สีหน้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประเดี๋ยวสุขสันต์ ประเดี๋ยวโศกเศร้า ประเดี๋ยวร่าเริง ในที่สุดก็หันมายิ้มให้เอี้ยนเฟยซา กล่าวว่า
“เจ้ามาที่นี่เพราะห้าชนเผ่า?”
“ใช่แล้ว พวกมันต้องการเจรจากับท่านเรื่องการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและความร่วมมือทางทหารในวันข้างหน้า แต่ไม่อยากเข้ามาในเมืองแห่งนี้”
“เป็นไปตามที่เราคาดคิดเอาไว้ ซึ่งมันก็เป็นความปรารถนาของเราเช่นกัน คนพวกนี้จะเข้าเมืองก็ต่อเมื่อยึดครองได้แล้วเท่านั้น หากจะเข้าเมืองใดก็ต้องยกพลเข้าไปทั้งหมด ไม่ทอดทิ้งสหายร่วมรบไว้นอกเมืองแม้แต่ผู้เดียว ด้วยเหตุนี้พวกหัวหน้าเผ่าจึงไม่ยอมเข้าเมืองเพราะกลัวพวกเราระแวงสงสัย โอ ถึงเวลาแล้วที่ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำต้องเปิดใจให้กัน เราเฝ้ารอเวลามานานแสนนาน สุดท้ายแล้วก็มาถึงเสียที”
หลิวหนิงเทียนสมกับผู้นำที่ดี เขาศึกษาและเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของผู้คนรอบด้านเสมอ และต้องการสร้างพันธมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันอีกพักใหญ่ สุดท้ายแล้วก็กำหนดนัดหมายให้เจอกันหลังพระอาทิตย์ตกดิน บนเนินเขาสูงที่สุดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง เอี้ยนเฟยซาจึงกล่าวคำอำลาแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายของชนเผ่าที่อยู่นอกเมือง บอกกำหนดการนัดหมายของหลิวหนิงเทียนออกไป จากนั้นก็เข้ากระโจมไปนอนหลับพักผ่อน เมื่อถึงเวลาเย็นก็มีคนมาปลุกให้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้น จึงติดตามถานหลันเซ่อไปยังเนินเขาที่เป็นจุดนัดหมาย กองไฟตรงกลางลานลุกโชนโชติช่วงแล้ว บรรดาหัวหน้าชนเผ่าทั้งสี่กำลังดื่มกินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อพวกเขามาถึงก็นั่งประจำตำแหน่ง ก่อนที่ฟ้าจะมืดมิด หลิวหนิงเทียนก็ขี่ม้าออกจากเมืองมาร่วมงานเลี้ยง เขามาพร้อมกับหลิวอิงผู้เป็นบุตรชาย
“ฮา ฮา เราหลิงหนิงเทียนในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้คนจากเมืองผิงเหยา ขอกล่าวคำขอบคุณแด่ผู้กล้าแห่งทุ่งหญ้าทุกท่าน นี่เป็นสุราเก่าเก็บอายุเกือบร้อยปีที่เราเก็บรักษามา ขอใช้สุรานี้ดื่มเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของพวกเราในครั้งนี้ ลูกอิง แจกจ่ายสุรา”
หลิวอิงรีบกระทำตามคำสั่งของบิดา เปิดไหสุราในมือแล้วเดินไปเทสุราใส่ถ้วยของบรรดาหัวหน้าเผ่า กลิ่นหอมของสุราลอยคลคลุ้งไปทั่วบริเวณ พวกผู้นำแห่งทุ่งหญ้าแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นเป็นหนอนสุราทั้งนั้น ต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างหิวกระหาย บางคนรู้สึกเสียดายที่ถ้วยสุราของตนเองมีขนาดเล็กเกินไป บางคนมือไม้สั่นแทบอดใจรอไม่ไหว เมื่อทุกคนได้รับสุราครบถ้วย หลิวหนิงเทียนยกถ้วยสุราของตนเองไปด้านหน้า กล่าวว่า
“แด่ชัยชนะและมิตรภาพ”
บรรดาหัวหน้าเผ่าต่างกระทำตามหลิวหนิงเทียน จากนั้นทั้งหมดก็ดื่มสุราลงไป แต่บางคนยังไม่สมอยาก เรียกให้หลิวอิงเติมสุราให้ใหม่ เพียงครู่เดียวสุราหนึ่งไหก็ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว บรรยากาศที่แลดูขัดเขินในช่วงแรกแปรแปลี่ยนเป็นสนุกสนาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาชื่อเสียงของกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนโด่งดังไปถึงทุ่งหญ้า ทำให้เหล่าหัวหน้าเผ่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองผิงเหยาผู้นี้ กลัวว่าเขาจะกระทำตัวสูงส่งเหมือนยอดยุทธ์บางคนที่มาจากแผ่นดินใหญ่เช่นเดียวกัน แต่เมื่อได้สัมผัสกันตัวตนที่แท้จริงกลับไม่ได้เป็นดังที่พวกมันคิด มือกระบี่ผู้ชรานี้เป็นมิตรและไม่ถือเนื้อถือตัว เรียกพี่เรียกน้องทุกคำ ทั้งยังไม่รังเกียจที่จะดื่มสุราชามเดียวกับพวกมัน ทำตัวเสมือนเสมือนจอมยุทธ์พเนจรผู้หนึ่ง
“สหายทุกท่านฟังข้าก่อน พวกเราชาวเมืองผิงเหยารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของพวกท่านยิ่งนัก จึงได้เตรียมของขวัญเล็กน้อยให้ ขอมอบเกลือให้กับพวกท่านเผ่าละห้าสิบกระสอบ ผ้าแพรพรรณที่พวกเราถักทอขึ้นมาเองเผ่าละห้าร้อยผืน ข้าวชั้นหนึ่งที่มาจากเมืองหลินอันเผ่าละหนึ่งร้อยห้าสิบกระสอบ สุราเก่าเก็บจากคลังของเราเองมอบแด่หัวหน้าเผ่าคนละยี่สิบไห พรุ่งนี้เช้าคนของเราจะทำการจัดส่งให้ถึงหน้าค่าย”
สิ้นเสียงหลิวหนิงเทียนเสียงโห่ร้องดังก้องทุ่งหญ้า สิ่งของที่ได้รับมอบเป็นของหายากและขาดแคลนในทุ่งหญ้า โดยเฉพาะสุราดีนั้นหายากยิ่ง ชนเผ่าในทุ่งหญ้าไม่มียอดฝีมือในการหมักสุรา ไม่เหมือนกับผู้คนในแผ่นดินใหญ่ที่มีองค์ความรู้ในการหมักสุรามากมาย หลิวหนิงเทียนกลับใช้ความชื่นชอบในสุราของพวกมันเพื่อกระชับความสัมพันธ์
“อะแฮ่ม ข้าในฐานะตัวแทนของชนเผ่าทั้งห้า ขอกล่าวคำขอบคุณท่านหลิว ในเมื่อท่านมีน้ำใจต่อพวกเราถึงเพียงนี้ ได้แต่ตอบแทนคืนท่านเล็กน้อย ขอมอบแพะห้าร้อยตัว แกะสามร้อยตัว และม้าหนึ่งร้อยตัวเป็นคำขอบคุณ”
ถานหลันเซ่อในฐานะผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาหัวหน้าเผ่ากล่าววาจาบ้าง ชนเผ่าจากทุ่งหญ้าสามารถแย่งชิงสัตว์เลี้ยงของตนเองคืนมาทั้งหมด จึงสามารถแบ่งปันให้กับพันธมิตรได้ หัวหน้าเผ่าคนอื่นล้วนส่งเสียงสนับสนุน ต้ายอิงผุดลุกขึ้น หันไปกล่าวกับหลิวหนิงเทียนว่า
“เรื่องการค้าขายสมควรเริ่มต้นได้เมื่อใด?”
“อีกสามสิบสี่สิบวันน่าจะเริ่มได้ ตอนนี้ผู้คนในเมืองกำลังเร่งฟื้นฟูกิจการของตนเอง อีกไม่นานสมควรพร้อมสำหรับการค้าขายกับคนภายนอก เราเองก็จะไปบอกชาวเมืองให้เตรียมพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า หากพวกท่านไม่ติดขัดอะไร เดือนหน้าคืนจันทร์เต็มดวงขอเชิญมาร่วมกำหนดราคาการแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่อีกครั้ง”
ทุกคนขานรับโดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็ทำการดื่มกินเสสรวญเฮฮา บางคนก็เข้าหาหลิวหนิงเทียนพูดคุยเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการซื้อ และสินค้าที่ต้องการขาย บรรยากาศกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงเวลาเที่ยงคืน หลิวหนิงเทียนลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า
“สหายทุกท่าน นับแต่นี้ไปพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นพันธมิตร มีสุขร่วมเสพ มีภัยร่วมต้าน ข้าหลิวหนิงเทียนของเอาหัวตัวเองเป็นประกัน”
หัวหน้าเผ่าแต่ละคนก็ลุกขึ้นกล่าวคำสาบานออกไป ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่นี่ พันธมิตรสองฝั่งน้ำได้ถือกำเนิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้
หลิวหนิงเทียนได้กล่าวคำลาพร้อมกับจากไป แต่งานเลี้ยงยังคงไม่เลิกรา เอี้ยนเฟยซาเองก็สนุกสนานกับการดื่มน้ำเมาเช่นกัน เขาเมามายจนแทบไม่สามารถทรงตัวได้ เขาดื่มเพราะต้องการลืมเลือนภาพอันสยดสยองของซากศพในสมรภูมิที่ผ่านมา