ผมดึงเขามาตรงบันได พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเ็า “ไปจากที่นี่ซะ หายไปจากสายตาฉันเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากอยู่ใต้หลังคาเดียวกันกับเกย์ พอนึกถึงเื่เมื่อวานฉันก็อยากจะอ้วก”
“ผมขอโทษ” เว่ยเสียงพลิกกลับมาจับแขนผม
ผมแค่นเสียงเย็น สะบัดมือเขาออก แต่เขาเข้ามาจับอีกครั้ง พูดอย่างไม่ตายใจ “เื่เมื่อวานเป็อุบัติเหตุ ถ้าคุณไม่ชอบ ผมรับปากว่าจะไม่ทำอีก”
“ฉันขยะแขยงจริงๆ” ผมบอกเขาเสียงเบา น้ำเสียงไม่เป็มิตรสุดๆ ที่จริงผมมีความชอบธรรมเต็มเปี่ยม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เสียงดังเกินไปจนไน่ไน่ที่อยู่ชั้นล่างได้ยิน ถึงได้พูดลับๆ ล่อๆ จนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนทำเื่น่าอาย “ผู้ชายสองคนตัวติดกันแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ขอร้องละ อย่ามาราวีฉันได้ไหม”
“ไม่ได้” เขาตอบอย่างเฉียบขาด
“อะไรนะ!” สติของผมใกล้ะเิเต็มที โทสะกำลังปะทุ มิหนำซ้ำเขายังเข้าใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาแทบจะทับตัวผมทั้งตัว
“ขอแค่ไม่ห่างจากคุณ คุณให้ผมทำอะไรก็ยอม” เว่ยเสียงมองหน้าผม ใกล้กันจนผมมองเห็นตอหนวดที่งอกขึ้นมาใหม่ข้ามคืนของเขา
ผมหรี่ตา ใช้ศอกกระทุ้ง่ท้องน้อยของเขาอย่างแรง เขาร้องโอดครวญทีหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมไปไหน
“ฉันไม่ได้พิศวาสผู้ชาย” ผมบอกเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ
“คุณพิศวาส คุณแค่ลืม” เขายิ้มขมขื่น
“เปล่านะ!” ผมย้ำอีกรอบ “แม้แต่ตอนที่นายเข้าใกล้ฉัน ฉันยังขนลุกขนพอง แล้วจะพิศวาสได้ยังไง!”
“แต่พวกเราเคยนอนด้วยกันแล้ว” เว่ยเสียงกล่าวประโยคปลิดชีพออกมา “ถ้าไม่ชอบ คุณไม่มีทางหลับนอนกับผม!”
“นายอย่ามาพูดเหลวไหล!” ทางบันไดอันคับแคบ เสียงเปรี๊ยะดังก้องในหัว ผมเดาว่าเป็เสียงเอ็นขาด ความอดทนของผมหมดลงแล้วเพราะเขา
ผมชูกำปั้นอัดใส่ใบหน้าของเขา เขารับหมัดผมไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมก้าวมาข้างหนึ่งก้าวหนึ่ง ผมถอยหลังตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้เขาใกล้ชิดตัวผมอีก หารู้ไม่ เท้าหลังดันก้าวพลาดขั้นบันไดไปจนทรงตัวไม่อยู่ ล้มไปด้านล่าง
การร่วงหล่นอย่างรวดเร็วแบบนี้ทำให้เหงื่อเย็นผมผุดพราย หนนี้แย่แล้ว ผมคิดอย่างผวา
ไปเที่ยววันหยุดยาวแต่กลับไม่มีเื่ดีๆ เลยสักนิด ผมมองใบหน้าเว่ยเสียงที่ห่างจากผมออกไปเรื่อยๆ ผู้ชายคนนี้ต้องเป็เทพแห่งความโชคร้ายแน่ นำความอัปมงคลมาใส่ผมโดยเฉพาะ ผมคิดอย่างนั้น
ทว่ามือคู่นั้นกลับเอื้อมมาหาผมในวินาทีต่อมา เขาคว้าแขนผมไว้ ดึงผมไปกอดแน่น จากนั้น…ตึง…ตึงๆๆ…ตึงๆๆๆๆๆ…ตุ้บ…
พวกเราทั้งกลิ้งทั้งล้มจนตกมาที่ชั้นหนึ่ง
หัวผมโขกกับแผงอกเว่ยเสียง ขากระแทกกับขั้นบันไดอย่างเห็นได้ชัด กำลังปวดตุ้บๆ แต่นอกจากเื่นี้ ทั้งตัวของผมได้หล่นใส่ที่รองเนื้อแผ่นนี้อย่างปลอดภัย เขาหยุดยั้งทุกความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กลายเป็ถุงลมนิรภัยของผม
ผมอึ้งกับการกระทำของเขานิดหน่อย เพราะคนทั่วไปไม่มีทางทำแบบนี้แน่ กอดอีกคนไว้ขณะตกลงมาจากชั้นสองซ้ำยังยอมเป็เบาะรอง ทำแบบนั้นต้องเจ็บจนร้องหาพ่อแม่แน่ๆ
ผมนิ่งอึ้งอยู่ในอ้อมกอดของเขา ได้ยินเสียงหัวใจเต้นจากทรวงอกเขารางๆ ผมตาค้าง ประโยคเมื่อกี้ของเขาก้องอยู่ในหู “ผมชอบคุณมาก…”
“คุณพ่อกับพี่ชายทำอะไรกันอยู่คะ” ไน่ไน่นั่งยองๆ ลงตรงหน้าเรา มองพวกเรากอดกันด้วยท่าทางประหลาด
ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ทีหนึ่ง ออกแรงแงะแขนเว่ยเสียงที่โอบตัวผมออก ก่อนจะเด้งตัวผละไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็ไร พวกเราไม่ระวังเลยล้มน่ะ”
เว่ยเสียงซึ่งอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วเป็ปม ดูเหมือนเขาจะาเ็ไม่เบา
“นาย…ไม่เป็ไรใช่ไหม” ผมทิ้งประโยคหนึ่งให้เขา
“อืม” เขาตอบเสียงอุดอู้ พยายามคลานขึ้นมา
ถ้าผมใจดีหน่อย คงยื่นมือพยุงเขาได้ แต่ตอนนี้ผมไม่คิดที่จะเปิดช่องให้เขาคิดไกล ผมแค่อยากอยู่ห่างจากเขาให้มาก อยู่ในระยะที่ไม่ต้องเห็นสีหน้าเศร้าโศกของเขาเป็พอ
ไน่ไน่พยายามดันร่างกายสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนของเว่ยเสียงขึ้นจากพื้น
เธอเหลือบมองผมแวบหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนเธอกำลังบอกว่า ‘หนูยังรู้ความกว่าคุณพ่ออีกค่ะ!’ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เว่ยเสียงจับเอวด้วยมือข้างหนึ่ง เจ็บจนทรุดนั่งบนโซฟาในห้องรับแขก หลับตาพูดอะไรไม่ออกสักคำ
ไน่ไน่อยู่ข้างกายเว่ยเสียง คอยถามว่า “เจ็บตรงไหนคะ เจ็บตรงไหน” ไม่หยุด
ผมนึกในใจว่าขืนเป็แบบนี้ต่อไปต้องแย่แน่ ถ้าถูกเว่ยเสียงเกาะติดจริงๆ คงหนีไม่พ้นอีก
ผมค่อยๆ เดินกะเผลกขึ้นชั้นบน เก็บสัมภาระในห้องเขาลวกๆ โยนเข้ากระเป๋าเดินทางแล้วหิ้วลงไป ก่อนจะหยิบไปวางหน้าประตู
ไน่ไน่มองผมตาโต ไม่เข้าใจเลยว่าคุณพ่อของเธอทำอะไรอยู่
“นายไปได้แล้ว! ฉันช่วยยกกระเป๋าเดินทางของนายออกไปให้แล้ว” กลับมาถึงห้องรับแขก ผมพูดทีละพยางค์ต่อหน้าเว่ยเสียง
“ขอผมอยู่ต่อนะ” เขาก้มหน้ามองพื้น
“เลิกเอาแต่ใจได้แล้ว ฉันไม่มีหน้าที่ต้องรับเลี้ยงนาย” ผมจับแขนเขา ดึงเขาขึ้นจากโซฟา
เขาเจ็บจนขมวดคิ้วอีกครั้ง ส่วนผมจงใจมองข้ามสีหน้าเ็ปของเขา ไม่มองก็ไม่ต้องคิดมาก สำหรับผมในตอนนี้ เขาเป็เพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบกันมาก่อนก็เท่านั้น ผมจะไม่ยอมให้เขาเข้ามาวุ่นวายในชีวิตผม
“คุณพ่ออย่าดึงพี่ชายสิ เขาเจ็บมากนะ!” ไน่ไน่ทุบก้นผมอย่างแรง
“พี่ชายดื้อ เขาทำผิด คุณพ่อถึงให้เขาอยู่ต่อไม่ได้ ไน่ไน่อย่าเพิ่งวุ่นวายสิลูก” ผมบอกเธอ
เธอเบ้ปาก มองผมอย่างไม่สบอารมณ์
ผมลากเว่ยเสียงมาอยู่นอกประตู ปิดประตูโดยไม่เหลือบแลเขาสักนิด
“อาหม่าน…” เสียงของเขาถูกผมปิดกั้นอยู่ข้างนอก
จากนั้นผมกลับขึ้นชั้นบน ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเปลี่ยนชุดนอน เสียงหนึ่งคอยดังอยู่ข้างหูผมตลอด ทำแบบนี้โหดร้ายกับเว่ยเสียงเกินไปแล้ว แต่อีกด้านก็มีอีกเสียงคอยบอกว่า โหดร้ายที่ไหน แค่คนไม่รู้จักเท่านั้น
ใช่แล้ว แค่คนไม่รู้จักเท่านั้น โหดร้ายที่ไหน!
เสียงแห่งคุณธรรมชนะ ผมกลับห้องไปเปลี่ยนชุด ก่อนจะลากเ้าตัวน้อยที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมา เที่ยวทริปครอบครัวสุขสันต์ที่เฮาส์เทนบอชต่อ
ขณะออกจากบ้านไม้หลังเล็ก เว่ยเสียงยังยืนอยู่หน้าประตู จดจ้องผมอยู่อย่างนั้น
ไน่ไน่โบกมือให้เขา แต่ผมรีบปัดมือเธอลง