Ep 061 :: อำนาจในมือ
เจ้าสาวมือใหม่เช่นหยางเฟิ่งปิงและรัชทายาทเฟยหรงซิ่นใช้เวลาทั้งวัน ในการถกประเด็นปัญหาบนกระดาษกองโต แม้ยามจะกิน ก็ยังกินไปคุยไป
...เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
ความคิดที่เฟยหรงซิ่นมีต่อภรรยาร่างบางก็พลันพลิกคว่ำพลิกหงายเสียหลายครา
นางมิใช่เพียงบุปผาสูงค่าแต่ไร้ซึ่งประโยชน์ใด นางเฉลียวฉลาดและรัดกุมยิ่งกว่าบุรุษผู้ใดที่เขาเคยรู้จัก นางกล้าได้กล้าเสียและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้เป็นอย่างมาก นางตามความคิดเขาทัน ทั้งยังคิดล่วงหน้าเสียหลายทาง สายตาของนางกว้างไกลเสียยิ่งกว่าตัวเขาที่ต้องเป็นผู้นั่งบัลลังก์คนต่อไปเสียด้วยซ้ำ
มิหนำซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่เฟยหรงซิ่นได้รู้ว่าบรรดาร้านดังในหลายเมืองและเมืองหลวง ล้วนอยู่ในความดูแลของนาง และคนงานทุกคน ล้วนเป็นคนที่นางหามาเองทั้งสิ้น
นางมีอำนาจในมือ เป็นอำนาจที่สร้างด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวกับตระกูล...
แต่แล้วยามเมื่อผ้าพรหมจรรย์ถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา เขาก็พลันนึกถึงสิ่งที่นางร้องขอ
ในเมื่อนางยังคงถือคติว่านางเป็นภรรยาในหน้าที่ หาได้มีหน้าที่ในฐานะภรรยา ค่ำคืนแรกของพวกเขาจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากการหลับนอน ผ้าอะไรนั่นก็แค่เอาเลือดไก่มาป้าย ๆ ไปเล็กน้อยก็เพียงพอ โทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงอันใดนั่น ก็ขอแค่เบื้องสูงไม่รู้แล้วจะมีโทษอันใด
นางช่างทำให้เขารู้สึก...
...แปลกใจครั้งแล้วครั้งเล่า
...
สามวันต่อมา วังหลวง
พิธียกน้ำชาให้พ่อแม่สามี เพราะอีกฝ่ายเป็นฮ่องเต้และพระสนมยศสูง ดังนั้นพิธีนี้จึงมีพิธีการที่เรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความเคารพมากกว่าปกติธรรมดาอยู่นิดหน่อย
“กุ้ยเฟย เจ้ากลับไปก่อน เจิ้นมีเรื่องต้องคุยกับเจ้ารอง”
“เพคะ ฝ่าบาท”
เมิ่งกุ้ยเฟยพยักหน้ารับอย่างอ่อนหวาน แม้จะไม่พอใจที่ถูกไล่กลับแต่ก็หาได้แสดงท่าทีออกมาทางสีหน้า ในเมื่อลูกชายและลูกสะใภ้หมาด ๆ อุตส่าห์จำเป็นต้องเข้าวังมาทักทาย เมิ่งกุ้ยเฟยก็อยากจะหาเรื่องกดข่มลูกสะใภ้ผู้นี้ให้รู้ว่าควรปฏิบัติกับนางเช่นไร
หากให้ท้ายนางจนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาได้ก็ยิ่งดี...
“เช่นนั้นลูกสะใภ้ไปกับแม่ดีหรือไม่ บุรุษก็มีเรื่องของบุรุษเราอย่าได้อยู่รบกวนเลย”
“ให้ปิงเอ๋อร์อยู่ที่นี่แหละ”
หญิงงามผู้มีตำแหน่งสูงสุดในวังหลังในตอนนี้พยายามเอ่ยชักชวนลูกสะใภ้ที่หาได้ต้องการของตนเอง แต่ผู้เป็นสวามีกับหักหน้านางด้วยคำพูดประโยคเดียว แม้จะไม่พอใจเพียงใดสุดท้ายแล้วนางก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วถอยหลังกลับโดยไม่อาจพูดอะไรได้อีก
“...เพคะ หม่อมฉันทูลลา”
คล้อยหลังเมิ่งกุ้ยเฟยเดินออกจากตำหนักไปได้ไม่นาน สายพระเนตรของโอรสสวรรค์พลันหันกลับมาหาสตรีเพียงหนึ่งเดียวในห้อง
“ในเมื่อไม่มีคนกวนแล้ว มาเปิดอกคุยกับข้าเสียหน่อยละกันนะ ปิงเอ๋อร์” เฟยเกาจงฮ่องเต้เปลี่ยนสีพระพักตร์เป็นเคร่งขรึม พระองค์จ้องสายพระเนตรกับลูกสะใภ้ด้วยแววตาเย็นเยียบ “เจ้ามีเส้นสายอยู่เท่าใดกันแน่”
“อาจจะมากกว่าที่ฝ่าบาทคาดคิดเพคะ”
เฟิ่งปิงตอบกลับอย่างมั่นใจ ดวงตาหงส์คู่งามมองสบกลับไปโดยมิคิดเกรงกลัวอาญา
นางมีเครือข่ายข่าวสารและกำลังคนที่ทำหน้าที่ต่างมือเท้าให้มิใช่น้อย ๆ สิ่งที่นางมี หาใช่มีเพียงบารมีของบิดามารดา นอกจากกองทัพเรือนแสนของบิดาแล้ว กำลังทรัพย์และเครือข่ายข่าวสารของนางภายในแคว้นฉินมีไม่น้อยกว่าตระกูลพ่อค้าและกองกำลังทหารกองหนึ่ง
เฟิ่งปิงไม่แปลกใจที่เขาจะรับรู้เรื่องนี้ เพราะฮ่องเต้ย่อมมีกำลังคนในมือมากมายเพื่อติดตามข่าวสารในแว่นแคว้น และหลายปีที่ผ่านมาครอบครัวนางเองก็ย่อมสะกิดใจในสิ่งที่นางทำ เพียงแต่เลือกจะไม่พูดอันใดเพราะไม่ต้องการซักไซ้นาง แล้วสิ่งที่นางทำก็คือการทำธุรกิจที่ไม่ได้อันตรายอะไรนัก ซ้ำกิจการก็ไปด้วยดี พวกเขาจึงได้วางใจ
หากมิใช่รู้ถึงอำนาจของบิดา และรู้ถึงความสำเร็จของนางเองอยู่แล้ว มิเช่นนั้นฮ่องเต้ผู้นี้จะดื้อดึงอยากได้ตัวนางถึงเพียงนี้หรือ
“ข่าวลวงที่ส่งไปจนแคว้นเว่ยและหม่าสมใจฝ่าบาทใช่หรือไม่เพคะ”
“เจ้ากระทำได้อย่างไร?”
“ลมปากผู้คน บางคราก็ใช้งานได้ดีกว่าหนูเพคะ”
เฟยหรงซิ่นจ้องมองภรรยาในหน้าที่ด้วยความฉงน มิใช่ว่าตามบทสนทนาแฝงความนัยของบิดาและภรรยามิออก แต่มิคาดว่าหลาย ๆ อย่างที่เคยได้ยินมาในท้องพระโรงจะเป็นฝีมือของนาง
...ข่าวลวงที่ช่วยปั่นหัวแคว้นเว่ยและหม่า
...สิ่งที่ทำให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวในการรับศึกมากขึ้น
จะว่าไปแล้ว เขาเองก็พึ่งจะทราบนี่นะว่านางเป็นเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นก็ก่อนหน้านี้ไม่นาน กำลังคนของเขายังไม่ได้เพียบพร้อมเท่าบิดา และคนของบิดาก็ยังหาใช่คนของเขา กว่าเขาจะมีหูตากว้างไกลเทียบเท่าบิดาและภรรยาข้างกาย คงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว
“เจ้าวางแผนทุกอย่างไว้ตั้งแต่เมื่อใด แล้วกระทำเพื่อสิ่งใด?”
เฟยเกาจงฮ่องเต้หลั่งพระเสโท บ้านเมืองในพระหัตถ์ถูกหญิงสาวผู้ปักปิ่นหมาด ๆ ทำให้เขาต้องตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากลูกสะใภ้ตรงหน้าเป็นหนึ่งในพวกกบฏ ดูท่าบ้านเมืองเขาคงไม่สงบอีกต่อไป
...และก็เพราะอย่างนั้นแหละ เขาจึงจำเป็นต้องได้นางมาเป็นลูกสะใภ้
“หม่อมฉันหาได้มีจุดประสงค์แอบแฝง คราแรกก็เริ่มทำธุรกิจก็เพราะมีคนที่หม่อมฉันยื่นมือเข้าไปช่วย หม่อมฉันตั้งใจสนับสนุนให้คนเหล่านั้นสามารถตั้งตัวได้ด้วยตนเอง เพราะจะปล่อยให้เอาแต่รอหม่อมฉันยื่นมือเข้าไปช่วยก็มีแต่จะทำอันใดไม่เป็น”
“...”
“แล้วตัวหม่อมฉันก็ได้พบว่าตัวเองมีความสามารถด้านบริหาร ไป ๆ มา ๆ มันก็ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา แล้วก็ดันเอามาใช้งานอย่างอื่นได้ด้วยน่ะเพคะ”
“...เจ้าคิดจะเป็นศัตรูของแคว้นฉินบ้างหรือไม่?”
“ครอบครัวของหม่อมฉันอยู่ที่นี่ แคว้นฉินคือบ้านเกิดของหม่อมฉัน บิดาและพี่ชายของหม่อมฉันออกรบเพื่อแคว้น ปกป้องบัลลังก์ หม่อมฉันมิมีความคิดที่จะเป็นศัตรูกับครอบครัวของตนเอง”
“...”
...แต่ถ้าครอบครัวเจ้าไม่ได้อยู่ข้างแคว้นฉิน เจ้าก็คงมองพวกเราเป็นศัตรูได้ง่ายดายเลยสิ
เฟยเกาจงฮ่องเต้คิดแต่ไม่พูด แต่ถึงไม่ได้พูด เฟิ่งปิงก็เดาออก
“อย่าได้กังวลเพคะ ครอบครัวของหม่อมฉันไม่มีวันทรยศแผ่นดินนี้ ฝ่าบาททรงรู้ดียิ่งกว่าผู้ใด ทุกอย่างที่หม่อมฉันมี จะถูกมอบให้แก่องค์รัชทายาทในอนาคต”
“...”
“หม่อมฉันมิคิดกอดอำนาจเงินตราหรือเส้นสายใด ๆ ไว้ จนเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต้องหวาดระแวงหม่อมฉันและสกุลหยางมากไปกว่าที่เป็นแน่”
“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?”
“หม่อมฉันและครอบครัวนั้นไม่ได้ต้องการเป็นใหญ่ หากแต่ต้องการชีวิตที่ทุกคนสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขและปลอดภัย”
นางกล่าวอย่างหนักแน่น พลางยื่นหนังสือสัญญาที่ปิดผนึกอย่างดีให้แก่ฮ่องเต้
“นี่เป็นหลักประกันของหม่อมฉันเพคะ”
เครือข่ายพ่อค้านางสามารถกวาดทั้งหมดในเมืองหลวงมอบให้แก่องค์รัชทายาทได้ทันที ในเมื่อพ่อค้าส่วนใหญ่ในเมืองหลวง หากไม่ใช่คนของนางก็เป็นหนี้บุญคุณนางกันทั่วหน้า และคนที่นางดูแลมาตั้งแต่เด็ก ๆ บัดนี้ก็กระจายกันไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ รวมไปถึงไปขยายอิทธิพลถึงต่างแคว้นด้วย
เฟิ่งปิงเป็นประหนึ่งรากที่ดูแลเด็ก ๆ และผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งให้มีอนาคต ภายหลังคนเหล่านั้นที่เป็นคนของนางก็ช่วยเหลือผู้อื่นต่อเป็นทอด ๆ ในนามของนาง ยิ่งนานยิ่งมากเข้า ท้ายที่สุดแผนภูมินี้ก็แผ่ขยายออกไปไม่มีสิ้นสุด
หากถามถึงความเกี่ยวข้อง บุคคลบางคนไม่เคยแม้แต่จะพบหน้านาง แต่คนที่ช่วยเขาไว้ช่วยในนามของนาง พวกเขาจึงถือตนเป็นคนของนาง และคนเหล่านั้นหาได้มีเพียงพ่อค้า แต่รวมไปถึงขุนนาง ทหารยศเล็ก ๆ ที่ไต่เต้าไปเรื่อย พวกชาวยุทธ์ ทหารรับจ้าง
และที่มากที่สุดก็คือประชาชนทั่วไป ความจงรักภักดีของพวกที่อยู่ไกลออกไปอาจไม่มากเท่าที่นางช่วยด้วยตนเอง แต่หากขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกเขาเหล่านั้นย่อมกระทำอย่างไม่อิดออด
เฟยเกาจงฮ่องเต้รู้จากหูตาของเขาว่า เฟิ่งปิงมีร้านค้าในเมืองหลวง รู้ว่านางอุปการะเด็ก ๆ และเหล่าขอทาน แต่พระองค์มิอาจทราบได้ว่าเด็ก ๆ ที่นางฝึกฝน คนที่นางช่วยเหลือ ทุก ๆ คนมีวิถีชีวิตเช่นไร จนกระทั่งเมื่ออุบัติเหตุวันล่าสัตว์ที่คนมากมายช่วยออกตามหานาง พระองค์ถึงได้รู้ว่าแท้จริงเครือข่ายคนของนางมีมากเพียงใด
...เขาประเมินนางต่ำไปเสียเนิ่นนานทีเดียว
“เอ่อคังจะรู้หรือไม่ว่าแท้จริงบุตรสาวมีความสามารถเพียงใด”
“หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดานางหนึ่ง หาได้มีสิ่งใดที่น่าชื่นชมเพคะ”
“...”
“ตราบใดที่หม่อมฉันไม่ได้ทำเรื่องเสี่ยงตาย บิดาก็ไม่ว่าอันใดหรอกเพคะ พวกท่านก็รับรู้มานานแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรก็เท่านั้น ก็แค่คอยชื่นชมอยู่ห่าง ๆ”
ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้คำตอบของนางดี แต่นางก็จำเป็นต้องเอ่ยความจริงเมื่อเฟยเกาจงฮ่องเต้จ้องนางเขม็ง
“หึ เจ้าหลบได้แม้กระทั่งหูตาของเจิ้นเสียหลายปี ดูแล้วเรื่องทุกเรื่องในแคว้นคงมิมีเรื่องไหนรอดพ้นสายตาเจ้า แม้แต่เรื่องในมุ้งของเจิ้นเจ้าก็คงรู้เช่นกัน”
“เมื่อสามวันก่อน...เรื่องที่สนมขั้นผินของฝ่าบาททรงลักลอบตั้งครรภ์ หม่อมฉันมิทราบเลยเพคะ”
ในเมื่อเฟยเกาจงฮ่องเต้ทรงกล่าวประชดมา เฟิ่งปิงก็มิน้อยหน้ากล่าวตอบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นกัน
เอาจริง ๆ แล้วนางก็ไม่ได้คิดหลบสายตาเขาหรอกนะ ก็แค่ไม่ได้อยากเด่นดังไปกว่าที่เป็นอยู่ก็เท่านั้น ตำแหน่งบุตรีของแม่ทัพใหญ่ทั้งยังเป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง แค่นั้นก็โดดเด่นมากพอแล้ว
มิใช่แค่ฮ่องเต้ที่หน้ามืด บุตรชายที่นั่งข้าง ๆ ก็หน้าเสียไปมิใช่น้อย ข่าวที่สนมขั้นผินตั้งครรภ์ทั้ง ๆ ทีพระบิดาไม่เคยเสด็จไปหามานานนับปีเป็นที่โจษจันในวงของนางสนมในวังหลังมิใช่น้อย เรื่องนี้พึ่งเกิดไม่ถึงสามวันจริง ๆ มิคาดว่านางก็รู้เรื่องที่วงในพยายามปกปิดอย่างดีนี่เสียแล้ว
...เฟยหรงซิ่นเริ่มกลัวแล้วว่าแท้จริงแล้วคนของนางมีมากเพียงใด
...นอกจากความงามและความสามารถ นางมีสิ่งใดที่ซุกซ่อนอยู่อีก
เฟิ่งปิงมิได้เกรงกลัวว่าฮ่องเต้จะรีบร้อนกำจัดนางเพราะกลัวว่าอำนาจในมือตนจะสั่นคลอน เนื่องจากยิ่งนางมีไพ่ในมือที่ฮ่องเต้ต้องการมากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าฮ่องเต้ต้องเก็บนางไว้อย่างดีมากขึ้นเท่านั้น และนางคือหมากเม็ดเดียวที่ไว้ต่อรองกับตระกูลหยาง เช่นเดียวกับตระกูลหยางที่เป็นหมากสำหรับต่อรองกับนาง
...เขากำจัดตระกูลหยางไม่ได้ เขาก็กำจัดนางไม่ได้
...และเมื่อกดฝ่ายไหนไม่ได้ ก็ต้องปฏิบัติด้วยอย่างเท่าเทียม
...พระองค์ต้องการมิตรแท้มากกว่าศัตรูอยู่แล้ว
“หม่อมฉันมิเคยมีสิทธิ์มีเสียงในการเมือง ดังนั้นต่อให้หม่อมฉันจะรู้มากเท่าไหร่ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ จะให้เดินมาหาพระองค์โต้ง ๆ แล้วกล่าวว่าหม่อมฉันรู้เรื่องนู่นนี่นั่นก็คงมิสามารถกระทำ แต่ในเมื่อวันนี้ทั้งฝ่าบาทและองค์รัชทายาททรงรู้ว่าหม่อมฉันรู้และทำอะไรได้ หม่อมฉันก็อยากขอสิทธิ์ในการเสนอความเห็นบ้างเพคะ”
“เสด็จพ่อ ความคิดของนางล้ำลึกยิ่ง ลูกเองก็อยากจะขอให้นางได้มีส่วนร่วมบ้าง”
“แผนการบริหารที่เจ้าส่งมาก็คงเป็นนางที่ขัดเกลาให้เจ้าสิท่า”
“...เสด็จพ่อช่างมีสายพระเนตรเฉียบแหลมยิ่ง”
เฟยเกาจงฮ่องเต้อ่านแผ่นแผนงานในมือพลางส่งสายตารู้ทันไปทางบุตรชาย
เฟยหรงซิ่นเป็นคนฉลาด ความคิดล้ำลึกกว้างไกลแต่ก็ไม่ค่อยรอบคอบนัก นับว่ายังมีจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวง หากสกุลตู้ไม่คิดก่อการกบฏตำแหน่งองค์รัชทายาทก็คงหล่นใส่หัวเจ้าใหญ่ที่เพียบพร้อมกว่า แต่วันนี้เมื่อมีชายาอย่างหญิงสาวตรงหน้า จุดอ่อนใหญ่หลวงของเจ้ารองก็ดูท่าจะอันตรธานหายไป
“เช่นนั้นเจ้าก็คงรู้แผนการของแม่สามีเจ้า”
“รู้แล้วอย่างไรเพคะ แผนเหล่านั้นล้วนมิมีแผนใดน่าสนใจ”
“...”
“อย่าหาว่าหม่อมฉันล่วงเกิน องค์รัชทายาท มารดาของท่านเป็นคนคิดน้อยจนน่าเป็นห่วงนัก การกระทำไร้หัวคิดเมื่อวันแต่งงานบ่งบอกได้เป็นอย่างดี”
เฟิ่งปิงอดมิได้ที่จะต้องพูดไปตรง ๆ แผนการลวงสามีให้รีบออกจากห้องหอวันแต่งงาน ตั้งใจสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของชายารอง เพื่อหักหน้าพระชายาหาเรื่องบ้านเดิมของนาง เรื่องราวโกหกพกลมเช่นนั้นหากองค์รัชทายาทด้อยปัญญา ฮ่องเต้คงต้องหารัชทายาทคนใหม่
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ดี ๆ เจ้าพูดได้ถูกต้อง แต่ปิงเอ๋อร์ ภรรยาหากฉลาดเฉลียวเกินหน้าเกินตาสามี ผู้เป็นสามีจะปกครองเรือนได้อย่างไร”
“แล้วภรรยาด้อยปัญญา ผู้เป็นสามีมิรู้สึกอับอายหรอกหรือเพคะ”
มิใช่ว่านางมิเข้าใจความนัยขององค์ฮ่องเต้ แต่เมื่อนางรู้ถึงจุดยืนของตัวเองและมองเห็นความเอ็นดูที่ฮ่องเต้มอบให้ นางจึงปากกล้ามากขึ้นอีกหลายส่วน แต่กระนั้นก็อยู่ในกรอบที่พอเหมาะพอควร
“หม่อมฉันรู้ดีว่าควรอยู่ที่จุดใด ฝ่าบาทมิต้องเป็นกังวลเพคะ”
“เจ้าเป็นเด็กฉลาด มีลูกสะใภ้เช่นเจ้านับว่าเป็นโชคดีของเจิ้น แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเรียกเจิ้นว่าฝ่าบาท เปลี่ยนเป็นเรียกเจิ้นว่าเสด็จพ่อเล่า?”
“หม่อมฉันเป็นภรรยาในหน้าที่ หาได้มีหน้าที่ในฐานะภรรยา นั่นก็เท่ากับว่าหม่อมฉันหาได้เป็นลูกสะใภ้ของฝ่าบาทเต็มตัว หม่อมฉันจึงมิบังอาจเพคะ”
เฟยหรงซิ่นได้ยินนางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ได้เห็นท่าทางที่นางพูดอย่างจริงจังไม่เกรงกลัวอาญาเขาก็รู้สึกขมขื่นในใจทั้งยังนับถือนางนัก หมากตานี้ของนางหากเสด็จพ่อทรงยอมรับ นั่นก็ทำให้นางวางตนในจุดที่เขามิอาจก้าวก่ายนางได้อย่างแท้จริง
“เจ้าต้องการเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”
“การแต่งงานครั้งนี้สำหรับหม่อมฉันคือหน้าที่ในฐานะประชาชนแคว้นฉินผู้หนึ่งอย่างแท้จริง หวังว่าฝ่าบาทจะมองว่าหม่อมฉันเป็นลูกหลาน หม่อมฉันผิดที่หลอกลวงเบื้องสูง แต่เพียงเข้าพิธีแต่งงานก็มากพอแล้ว โปรดอย่าบังคับให้หม่อมฉันต้องละทิ้งศักดิ์ศรีและความสุขชั่วชีวิตของสตรีผู้หนึ่งเลยเพคะ”
“ผ้าพรหมจรรย์นั่น...”
“อย่างที่พระองค์ทรงคาดเดาเพคะ หม่อมฉันหลอกลวงเบื้องสูง ต่อหน้าเมิ่งกุ้ยเฟยหม่อมฉันมิมีวิธีอื่นให้ตัวเองอีกแล้วเพคะ”
หยางเฟิ่งปิงลุกยืนก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่า สองมือประสานหมอบกราบแนบพื้น การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็เพื่อการแสดงจุดยืนอย่างแท้จริง นางเดิมพันแล้วว่าฮ่องเต้จะทรงยอมรับและไม่เอาเรื่องนางเรื่องผ้าพรหมจรรย์ที่พึ่งหลอกลวงพระองค์สด ๆ ร้อน ๆ รวมไปถึงการวางตนของนางหลังจากนี้
...นางจะเป็นสะใภ้ แต่ก็จะเป็นเพียงสะใภ้ในนามที่พระองค์รู้เห็นเป็นใจ
ชีวิตความเป็นอยู่ของนางจะมั่นคงและง่ายดายยิ่งขึ้น
“เจ้ามิพึงใจบุตรชายเจิ้นเลยรึ”
“ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบันหรือแม้แต่อนาคตหม่อมฉันมิเคยคิดมีใจให้แก่องค์รัชทายาทแม้เพียงนิดเพคะ”
เฟิ่งปิงรู้ดีว่าการพูดเช่นนั้นจะทำให้ผู้ฟังที่มีใจให้นางจะเจ็บปวด แต่ในเวลานี้นางจำเป็นต้องแสดงความจริงใจทั้งหมดที่มี
เฟิ่งปิงไม่แม้แต่จะเหล่มองสวามีที่พึ่งเข้าพิธีของตัวเอง แต่หากนางหันไปมอง นางจะเห็นว่าดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและเสียใจ ที่นางนั้นตัดรอนเขาอย่างสุดชีวิต
...ไม่ให้ความหวังใด ๆ อย่างแท้จริง
นางหงายไพ่ในมือให้ฮ่องเต้ได้เห็นแล้ว พระองค์รู้ว่านางมีประโยชน์ และพระองค์จะไม่ละทิ้งหมากที่ยินยอมให้ใช้ตัวนี้ไปง่าย ๆ เพียงแค่ต้องการให้นางเป็นลูกสะใภ้ของพระองค์เต็มตัวแน่...
“เฮ้อ เจิ้นรู้ดีว่าเรื่องของหัวใจมิอาจบังคับ แม้เจิ้นจะบังคับเจ้าแต่งงาน แต่เจ้าเองก็ดั่งหลานคนหนึ่งของเจิ้น วันนี้เจิ้นรับรู้และยอมรับการตัดสินใจของเจ้า เจ้าจะเป็นสะใภ้ในนาม เจ้ารองจะไม่มีสิทธิ์บังคับขืนใจเจ้าในเรื่องที่เจ้าไม่ต้องการได้ เจิ้นรับรอง”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
“แต่หากวันใดเจ้าที่มีให้เจ้ารองขึ้นมา ก็ไปคุยกันเอาเองนะ”
“คงไม่มีวันนั้นเพคะ”
“เฮ้อ...เอาเถอะ อย่างไรซะ เรื่องนี้ขอให้รู้กันเพียงเจิ้น เจ้า และเจ้ารอง อย่าได้บอกกล่าวแก่ผู้อื่น และหากอยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าต้องรู้จุดยืนของตัวเอง”
“หม่อมฉันเข้าใจดีเพคะ เสด็จพ่อ”
“ลำบากเจ้าแล้วปิงเอ๋อร์”
ใบหน้างามก้มต่ำปล่อยให้พระหัตถ์หนาของเฟยเกาจงฮ่องเต้ลูบศีรษะอย่างว่าง่าย
หมากตานี้ของนางมิเพียงแต่แสดงจุดยืนของตนเอง นางทำให้ฮ่องเต้ทรงยอมรับและให้คำมั่นได้ รวมไปถึงการตัดไมตรีของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามีของนางไปพร้อม ๆ กัน นางมิต้องการให้ความใจดีกลายมาเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเขา นางรู้ใจตัวเองดีว่ามิสามารถมองเขาเป็นคนรักได้
...ไม่ว่าจะอดีตหรือตอนนี้ แม้กระทั่งอนาคต
...นางก็มองเห็นว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กโข่งผู้หนึ่งเท่านั้น
หยางเฟิ่งปิงหลับตาลง รู้ดีว่านางกำลังทำร้ายจิตใจบุรุษผู้หนึ่ง และอีกผู้หนึ่งที่หายหน้าหายตาไปเลย หากมีเวลานางก็ควรจะไปพูดคุยกับเขาให้แน่ชัดสักหน่อยเช่นกัน
------
หากว่างง ต้องขออภัย