สะใภ้ตระกูลซู

    ตอนที่ 26 สมาชิกใหม่ (จบ)

            “ยินดีด้วย ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์” ท่านหมอวัยไล่เลี่ยกับซูเฉินกล่าว

            “เป็นความจริงงั้นหรือ” ซูเฉินดีใจอย่างบอกไม่ถูก

            “ข้าจะจัดยาบำรุงให้นะ” ท่านหมอกล่าว

            “ขอบคุณมากท่านหมอ” ซูเฉินรับใบสั่งยามาและยื่นให้กับเจียงหยาเพื่อให้นางไปซื้อยา

            จากนั้นซูเฉินก็นั่งอยู่ข้างๆเตียง พร้อมกับจับมือหญิงสาวเบาๆ “ข้าดีใจมากเลยนะ ที่เจ้ากำลังมีทายาทให้ข้า”

            “ข้าเองก็ดีใจเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านเดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนก่อนดีมั้ย”หว่านชิงเป็นห่วงสามี

            “ข้าจะสั่งให้เจียงหยาทำข้าวต้มร้อนๆ มาให้เจ้าทานและข้าจะมาทานในห้องนี้เป็นเพื่อนนะ” ซูเฉินกล่าว

            “แหม เห่อลูกซะจริง เลยลืมแม่ไปเลยนะ” ท่านแม่แกล้งพูด

            “โธ่! ท่านแม่อย่าน้อยใจไป ข้าก็แค่เห็นนางเพิ่งฟื้นนางคงไม่มีแรงเดินออกไปทานอาหารกับท่านแม่ด้วยขอรับ” ซูเฉินรีบแก้ตัว

            “ไม่เป็นไร แม่เข้าใจ” แม่สามีเดินไปลูบหัวลูกสะใภ้เบาๆ“แม่ดีใจด้วยนะ ทั้งเรื่องที่เห็นเจ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยและเรื่องที่เจ้ากำลังมีทายาทให้กับตระกูลซู”

            “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่” หว่านชิงมีน้ำตาคลอเพราะตื้นตันใจ

            “แม่ไม่กวนแล้ว พวกเจ้าตามสบายเถอะนะ” ท่านแม่ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง

            ***************************

            ณสำนักบัณฑิต

            หว่านชิงได้มาสอนวิชาปรัชญาให้กับบัณฑิตตัวน้อยซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 7-12 ขวบ พอนางสอนเสร็จ นางก็เดินเข้าไปในห้องพักอาจารย์

            “ฮูหยินเจ้าค่ะ นายท่านสั่งให้นำซุปบำรุงมาให้ท่านทานเจ้าค่ะ” เจียงหยารออยู่นานแล้ว

            “เจ้าเดินทางมาถึงที่นี่เลยงั้นหรือ เจียงหยา! เจ้าไม่ต้องคอยดูแลปรนนิบัติท่านแม่อย่างนั้นหรือ”หว่านชิงตกใจ

            “นายหญิงบอกว่า เรื่องบำรุงครรภ์สำคัญกว่าเจ้าค่ะ” เจียงหยากล่าว

            “ดีจังเลยนะ น่าอิจฉาจริงๆ สามีของท่านต้องรักท่านมากแน่ๆถึงขั้นต้องส่งเด็กรับใช้มาคอยส่งยาบำรุงให้ด้วย” เพื่อนอาจารย์แซว

            “เอ่อ คือ….” หว่านชิงไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี

            “ว่าแต่ บ้านของท่านกับสำนักบัณฑิตไกลกันมากเลยไม่ใช่หรือ” เพื่อนอาจารย์อีกคนกล่าว

            “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามาได้” เจียงหยาเต็มใจมา

            “ข้าคงจำเป็นต้องคุยกับท่านพี่ตรงๆ เสียแล้ว เจ้าเดินทางไปๆ มาๆแบบนี้ไม่ไหวหรอก แถมยังต้องกลับไปทำงานต่ออีก” หว่านชิงนึกสงสารเจียงหยา

            “อย่าเลยเจ้าค่ะ” เจียงหยาไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่

            ***************************

            ณห้องทำงานของซูเฉิน

            “เจ้ายังไม่นอนอีกอย่างนั้นหรือ พรุ่งนี้เจ้าจะต้องไปสอนตั้งแต่เช้านะ”สามีแปลกใจเพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว

            “ท่านพี่เจ้าค่ะ เรื่องที่ให้เจียงหยาคอยส่งซุปบำรุงให้ข้านั้นข้าว่าไม่ต้องก็ได้นะเจ้าคะ” หว่านชิงว่าธุระ

            “ได้อย่างไรกัน เจ้าจำเป็นต้องบำรุงครรภ์รู้มั้ย” สามีไม่ยอม

            “แต่มันลำบากเจียงหยามากเลยนะเจ้าคะนางต้องเดินทางไกลเพียงเพื่อส่งซุปบำรุงให้ข้าเท่านั้น” หว่านชิงแย้ง

            “ความจริงข้ามีเหตุผล” ซูเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “เหตุผลอะไรเจ้าคะ” หว่านชิงรอฟัง

            “ท่านหมอกระซิบบอกข้าว่า เจ้าอาจจะท้องลูกแฝดก็เป็นได้ตอนเขาจับชีพจรของเจ้า เขารู้สึกว่าเหมือนมีชีพจรของเด็กสองคนเต้นอยู่ด้วยแต่เขายังไม่แน่ใจ” ซูเฉินยอมเผย

            “แล้วยังไงเจ้าคะ” หว่านชิงไม่ได้ตกใจเพราะไม่ว่าลูกคนเดียวหรือสองคนนางก็ตั้งใจว่าจะเลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

            “ข้าเองก็เป็นลูกแฝด แม้พวกเราจะมีหน้าตาและร่างกายที่เหมือนกันแต่ข้ากลับแข็งแรงกว่าพี่ชายมากนั่นหมายความว่าสารอาหารที่จำเป็นต่อเด็กทารกในครรภ์อาจไม่เพียงพอสำหรับทารกสองคนข้าได้รับสารอาหารเต็มที่ ในขณะที่พี่ชายคงได้รับสารอาหารน้อยมากพอคลอดออกมาท่านพี่ของข้าต้องถูกประคบประหงมเป็นอย่างดีเพราะเขามีสิทธิ์ตายได้ทุกเมื่อ และพอเติบโตมา ร่างกายของพี่ชายข้าก็เจ็บป่วยออดๆแอดๆ เป็นประจำ ข้าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกของพวกเรา” ซูเฉินเปิดใจ

            “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เจียงหยาต้องลำบากเดินทางด้วยข้าจะนำซุปบำรุงไปที่สำนักบัณฑิตตั้งแต่ตอนเช้าเลยก็แล้วกันพอสอนเสร็จก็ค่อยอุ่นแล้วนำมาทาน ดีมั้ยเจ้าคะ” หว่านชิงเสนอ

            “ในเมื่อเจ้าเป็นห่วงเจียงหยา ทำอย่างนั้นก็ได้” ซูเฉินยอมตามใจ

            “ข้าสัญญาว่า ข้าจะทะนุถนอมดูแลเด็กในครรภ์เป็นอย่างดีเจ้าค่ะ” หว่านชิงกล่าวคำมั่นเพื่อให้สามีเลิกกังวล

            “ขอบใจมากนะหว่านชิง ลำบากเจ้าแท้ๆ” ซูเฉินลุกไปกอดฮูหยินเขารู้สึกสงสารที่เห็นนางต้องลำบากตั้งครรภ์และต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะคลอด

            ***************************

            วันถัดมาเวลาเที่ยงตรง

            “นี่ท่านเตรียมอาหารอะไรมาตั้งเยอะแยะเนี่ย” อาจารย์สาวทักหว่านชิง

            “ไหนๆ ข้าก็ต้องห่อซุปบำรุงมาทานอยู่แล้วข้าก็เลยขอร้องให้แม่บ้านทำอาหารเผื่อเด็กที่ยากไร้ด้วย พวกเขาจะได้กินอิ่มหนำเวลาเรียนก็จะได้มีสมาธิเรียนยังไงล่ะ” หว่านชิงอธิบาย

            “ท่านนี่ใจบุญจริงๆ” อาจารย์หญิงกล่าวชื่นชม

            “ข้ามาจากครอบครัวที่ยากจนมาก่อนข้าเข้าใจหัวอกพวกเขาดีว่าความหิวโหยมันทรมานเพียงใด” หว่านชิงคิดว่านางคงช่วยได้แค่นี้

            “เอาเป็นว่า พวกเรามาร่วมด้วยช่วยกันดีกว่า จัดทำโรงทานสำหรับบัณฑิตที่ยากไร้ดีมั้ย”อาจารย์หญิงเสนอ

            “เป็นความคิดที่ดี” หว่านชิงดีใจที่เพื่อนร่วมงานเสนอโครงการนี้

            “เจ้าจะได้ไม่ต้องหอบอาหารมาเยอะแยะมากมายขนาดนี้ด้วยคนกำลังท้องกำลังไส้ไม่ควรถือของหนักรู้มั้ย” อาจารย์สาวเป็นห่วง

            “ข้าทราบแล้ว” หว่านชิงดีใจที่นางเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดีและพวกเขาก็มีจิตสาธารณะเหมือนกันกับนาง

            ***************************

            สองเดือนต่อมาหว่านชิงตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน วันนี้เป็นวันหยุดของนาง นางจึงอยู่ที่บ้าน

            สักพักแม่สื่อก็เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับหญิงสาวหน้าตาหมดจดคนหนึ่งวัยของนางดูไล่เลี่ยกับเจียงหยาคือประมาณ 19ปี

            “เจ้าพาใครมาด้วยน่ะ” นายหญิงสงสัย

            “ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือ มู่ผิงนางเป็นบุตรสาวที่ปรึกษาของผู้ว่าเมืองเชียงหนาน เป็นไงนางเหมาะที่จะเป็นอนุภรรยาของซูเฉินหรือไม่” แม่สื่อกล่าว

            “เจ้าควรจะเกรงใจลูกสะใภ้ข้าบ้างนะ” นายหญิงมองไปที่หว่านชิง

            “มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ในช่วงที่นางตั้งครรภ์สามีของนางก็ควรได้รับการดูแลปรนนิบัติด้วย เจ้าไม่สงสารสามีบ้างเลยงั้นหรือ”แม่สื่อกล่าวกับหว่านชิง

            “เอาไว้ให้ข้าสอบถามลูกชายเองก็แล้วกัน” นายหญิงเป็นห่วงความรู้สึกของลูกสะใภ้

            “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไว้ข้าจะพูดกับท่านพี่เอง หากเขาเห็นข้าอนุญาตเขาจะได้กล้ารับอนุภรรยาไงเจ้าคะ” หว่านชิงตัดสินใจยอมเสียสละเพื่อท่านพี่แม้นางจะแอบเจ็บปวดใจมิใช่น้อยก็ตาม

            “จะดีหรือหว่านชิง” นายหญิงคิดว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี

            “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ในเมื่อมันเป็นเรื่องปกติ” หว่านชิงรีบพูด

            “งั้นข้าพานางกลับก่อนนะ ได้คำตอบยังไงก็ให้เด็กส่งข่าวบอกข้าได้เลยข้าจะได้พานางมาให้ลูกชายเจ้าดูตัวอีกที” แม่สื่อกล่าว

            “ขอบใจมากนะที่หวังดี” แม่สามีเป็นห่วงความรู้สึกของลูกสะใภ้แต่ในเมื่อหว่านชิงตัดสินใจที่จะรับอนุภรรยาด้วยตัวเอง นางก็เลยเงียบไม่พูดอะไรอีก

            ***************************

            ณห้องทำงานของซูเฉิน

            “เจ้านอนดึกอีกแล้วนะหว่านชิง เจ้านอนก่อนได้เลย ไม่ต้องรอข้า” ซูเฉินต้องเขียนบัญชีต่อ

            “เอ่อ ท่านพี่ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วยเจ้าค่ะ” หว่านชิงกล่าว

            “ว่ามาสิ” สามีรอฟัง

            “ในตอนนี้ข้ากำลังตั้งครรภ์ ข้าคงดูแลปรนนิบัติท่านไม่ได้เต็มที่นักข้าก็เลยมีความคิดว่าอยากจะรับอนุภรรยามาดูแลท่านอีกสักคนวันนี้แม่สื่อได้พานางมาด้วย นางมีหน้าตาสะสวยมาก ท่านพี่เห็นน่าจะชอบนะเจ้าคะ”หว่านชิงกล่าวและลุ้นคำตอบ

            “ข้าไม่ว่างทำอะไรทั้งนั้น” สามีกล่าวเสียงแข็ง

            “นี่ท่านโกรธข้าอย่างนั้นหรือ” หว่านชิงรับรู้อารมณ์ของสามี

            “เจ้ากลับไปนอนเถอะ ข้าต้องรีบทำงานต่อ” สามีไม่อยากฟังอะไรอีกแล้ว

            “เจ้าค่ะ” หว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงนางรู้ดีว่านางไม่ควรพูดอะไรในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นทะเลาะ

            ตั้งแต่นั้นมาซูเฉินก็มีท่าทีเย็นชาต่อหว่านชิงอย่างเห็นได้ชัดเอะอะอะไรก็บอกว่าต้องรีบไปทำงานตลอด

            ***************************

            หว่านชิงรู้สึกเครียดมากที่เห็นสามีมีท่าทีเปลี่ยนไปนางไม่รู้ว่านางทำอะไรผิด ดังนั้นจึงแอบนั่งร้องไห้อยู่ริมสระบัวเพียงลำพัง

            “เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมแอบมาร้องไห้คนเดียวแบบนี้ รู้มั้ยว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพของลูกในครรภ์นะ”แม่สามีเตือน เพราะความเครียดของแม่มีผลต่อเด็กทารก

            “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ แต่ข้าทนไม่ไหวจริงๆ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าตนทำอะไรผิดทำไมท่านพี่ถึงทำตัวห่างเหินต่อข้าเช่นนี้” หว่านชิงปาดน้ำตา

            “เขาคงมีเหตุผลกระมัง” แม่สามีเองก็ไม่รู้ว่าลูกชายเป็นอะไร

            “ข้าว่า ท่านแม่ลองไปพูดเรื่องอนุภรรยาดีกว่าเจ้าค่ะ” หว่านชิงกล่าว

            “ข้าพูดแล้ว เขาบอกข้าเพียงคำเดียวว่า เขาไม่ว่างทำอะไรทั้งนั้น” แม่สามีถามมาแล้ว

            “แล้วเขาทำอะไรอยู่งั้นหรือเจ้าคะ” หว่านชิงอยากรู้

            “ข้าเองก็ไม่รู้ ลูกชายข้ายิ่งชอบมีลับลมคมในอยู่ด้วย” แม่สามีจนปัญญาช่วย นางส่งคนไปสืบให้ไม่ได้ เพราะลูกชายมีวรยุทธ์แค่เดินไปใกล้นิดเดียวเขาก็รู้ตัวแล้ว

            “คืนพรุ่งนี้ข้าจะต้องเตรียมการเรียนการสอนพร้อมอาจารย์หญิงอีกคนข้าคงต้องไปค้างบ้านของนางนะเจ้าคะ” หว่านชิงขออนุญาต

            “เจ้าบอกสามีแล้วหรือยัง” แม่สามีสงสัย

            “เขาคอยหลบหน้าข้าตลอดเลยเจ้าค่ะ” หว่านชิงเลยไม่ได้บอก

            “อะ ให้เวลาเขาหน่อย เขาคงกลับมาเป็นปกติสักวัน” แม่สามีกล่าว

            ***************************

            คืนวันต่อมาณ บ้านอาจารย์เหรินซวง

            “โห เสร็จสักที กว่างานจะเสร็จก็ดึกขนาดนี้เลยงั้นหรือ” เหรินซวงมองไปที่หน้าต่างที่ดูค่ำมืดดึกดื่นแล้ว

            “ข้าไม่ไหว ข้าเริ่มง่วงนอนแล้ว” หว่านชิงหาวนอน

            “ข้าจะพาไปที่ห้องนอนสำหรับแขกนะ เด็กรับใช้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วล่ะ”เหรินซวงนำทาง

            “เรียนคุณหนูเหรินซวง สามีของอาจารย์หว่านชิงมาขอเข้าพบขอรับ” ท่านพ่อบ้านกล่าว

            “งั้นพามาได้” เหรินซวงแอบยิ้มที่เห็นสามีของสหายหวงนางมากเพียงใด

            “ขอรับ” ท่านพ่อบ้านรับคำ

            “นี่เจ้ายังไม่บอกสามีอย่างนั้นหรือ เขาถึงมาตามถึงที่นี่” เหรินซวงสงสัย

            “ก็เขาไม่ค่อยสนใจข้าเองนี่” หว่านชิงยังคงน้อยใจไม่หาย

            “พวกเจ้างอนกันอยู่งั้นหรือ” เหรินซวงสังเกตได้

            “เปล่าสักหน่อย” หว่านชิงรีบพูด

            “ข้ามารับฮูหยินกลับบ้าน” ซูเฉินว่าธุระ

            “ต้องขออภัยจริงๆ งานสอนเยอะไปหน่อย กว่าจะเสร็จก็ดึกมากแล้วข้าเลยไม่ได้พาหว่านชิงไปส่งที่บ้าน” เหรินซวงรู้สึกผิด

            “งั้นข้าพานางกลับเลยนะ” ซูเฉินเดินเข้าไปจูงนางแต่นางกลับเดินหนี

            “ข้าง่วงนอนแล้ว ข้าว่าจะขอพักที่นี่สักคืน ท่านพี่กลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”หว่านชิงหันหลังให้

            “นี่เจ้าโกรธข้าอยู่อย่างนั้นหรือ” ซูเฉินสงสัย

            “เอ่อ คุยกันไปก่อนนะ ตกลงกันได้เมื่อไหร่ค่อยมาบอกข้า” เหรินซวงกลัวเสียมารยาท เลยต้องรีบปล่อยให้ทั้งสองคุยกันตามลำพัง

            “ขอบคุณมาก” ซูเฉินกล่าว

            หว่านชิงกำลังจะเดินไปที่ห้องพักสำหรับแขกแต่ถูกสามีจับแขนรั้งไว้

            “อย่างอนข้าเลยน่า ที่ข้าไม่สนใจเจ้าในช่วงนี้ เพราะข้ามีงานยุ่งจริงๆ”ซูเฉินอธิบาย

            “ท่านก็บอกข้าดีๆ สิเจ้าคะ ทำไมต้องทำตัวเย็นชาต่อข้าด้วย” หว่านชิงพูดโดยไม่มองหน้า

            “ก็ข้าน้อยใจ” ซูเฉินยอมเปิดใจ

            “น้อยใจทำไมเจ้าคะ” หว่านชิงหันไปมองสามี

            “เจ้าจะรับอนุภรรยาเพื่อมาทำหน้าที่แทนเจ้าน่ะสิ” ซูเฉินกล่าวตรงๆ

            “ก็ข้าท้องอยู่ ข้าคงดูแลท่านไม่ได้เต็มที่ ข้าก็แค่เป็นห่วงท่านก็เลยถามความคิดเห็นจากท่าน แต่ท่านกลับทำตัวมึนตึงต่อข้าเช่นนี้นี่เจ้าคะ”หว่านชิงอธิบาย

            ซูเฉินกอดหญิงตั้งครรภ์แสนงอนและกล่าวว่า “ข้ารักเจ้าเพียงคนเดียวข้าไม่อยากให้มือที่สามมาทำลายความรักระหว่างเรา เลิกพูดถึงเรื่องอนุภรรยาเถอะนะพวกเรากลับบ้านกันเถอะ ข้ามีอะไรจะให้เจ้าดู”

            “แต่ข้าง่วงนอนนี่เจ้าคะ” หว่านชิงหาวนอนอีก

            “นอนหลับบนรถม้าก็ได้” ซูเฉินไม่ยอมแพ้

            หว่านชิงจำต้องตามใจสามียอมกลับบ้านตระกูลซูในยามกลางค่ำกลางคืน

            “ดีแล้ว ที่พวกเจ้าคืนดีกัน เดินทางปลอดภัยก็แล้วกัน” เหรินซวงรู้สึกโล่งอก

            “ขอบคุณมากนะ” หว่านชิงกล่าว

            หว่านชิงรู้สึกเพลียมากนางก็เลยนอนหลับซบไหล่สามีในระหว่างที่อยู่ในรถม้าด้วยกัน

            ***************************

            ณหน้าประตูบ้านตระกูลซู

            “ตื่นเถิด ถึงบ้านแล้วนะ” ซูเฉินเขย่าไหล่เพื่อปลุกหญิงสาวเบาๆ

            “ยังไม่เช้าเลยนี่เจ้าคะ” หว่านชิงลืมตามามองดูข้างนอกรถม้าแล้วหลับต่อทันที

            “ใจคอจะหลับบนรถม้าเลยหรือยังไง” สามีบ่น

            หว่านชิงงัวเงียตื่นนางยอมลงจากรถม้าแต่โดยดี และเดินอุ้ยอ้ายมุ่งตรงไปที่ห้องนอนของนาง

            “เดี๋ยว! ไปหลังบ้านกันก่อน” สามีรีบรั้งตัวฮูหยิน

            “ไปทำไมเจ้าคะ” หว่านชิงสงสัย

            “ข้าจะให้เจ้าดูอะไร เจ้าดูแล้วจะได้นอนหลับฝันดี” ซูเฉินอยากอวด

            “ไปก็ไปเจ้าค่ะ” หว่านชิงยอมตามใจ

            ในตอนนี้หว่านชิงยอมให้สามีจูงมือนางไปที่หลังบ้านโดยไม่ขัดขืนเพราะนางหายโกรธสามีแล้ว

            “หันหลังก่อนนะ ขอข้าเปิดประตูก่อน” ซูเฉินจับฮูหยินให้หันหลังห้ามนางมองก่อน

            “ก็ได้เจ้าค่ะ” หว่านชิงยอมหันหลังให้และหาวไปด้วย

            ซูเฉินเปิดประตูโรงเรือนขนาดเล็กเสร็จเขาก็เลยประคองให้ฮูหยินค่อยๆ หันมาดูผลงานของเขา

            “นี่มันอะไรกันเจ้าคะ” หว่านชิงตกตะลึงนางหายง่วงทันที

            “ข้าได้สร้างสระน้ำให้เจ้าใช้สำหรับว่ายน้ำเพื่อบริหารร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ด้วย” ซูเฉินกล่าวอย่างภูมิใจ

            “ข้าว่ายน้ำไม่เป็นนะเจ้าคะ” หว่านชิงกลัวน้ำ

            “น้ำไม่ลึกมาก เอาเป็นว่าข้าจะสอนเจ้าว่ายน้ำในท่าพื้นฐานก็แล้วกัน”ซูเฉินไม่ยอมแพ้ เขาอยากให้ฮูหยินบริหารร่างกาย

            “ลำบากท่านพี่เปล่าๆ นะเจ้าคะ” หว่านชิงเกรงใจ

            “ข้าอยากให้เจ้าและลูกแข็งแรง จะได้คลอดได้อย่างปลอดภัยไงล่ะ” ซูเฉินกังวลแทน

            “ท่านเอาเวลาทั้งหมดมาสร้างที่นี่งั้นหรือเจ้าคะ” หว่านชิงสงสัย

            “ใช่และข้าได้สร้างสนามเด็กเล่นด้วยนะ แต่เอาไว้ถึงตอนกลางวันก่อนข้าค่อยพาเจ้าไปดูก็แล้วกัน” ซูเฉินอวด

            “ท่านนี่ช่างทุ่มเทเพื่อลูกจริงๆ นะเจ้าคะ” หว่านชิงทึ่ง

            “ข้าอยากให้ครอบครัวพวกเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นตามภาษาสี่คนพ่อแม่และลูกแฝดทั้งสองโดยไม่จำเป็นต้องมีมือที่สามที่ไหนมาทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างพวกเรานะ”ซูเฉินยอมเปิดใจ

            “ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่ท่านนึกถึงความรู้สึกของข้า” หว่านชิงเองก็ไม่ได้อยากให้สามีมีอนุภรรยาแต่ถ้าเขาต้องการจริงๆ นางก็ไม่ว่าอะไร

            “ต่อไปห้ามทำเรื่องฝืนใจแบบนี้อีก เจ้าเองก็ไม่อยากให้ข้ามีอนุภรรยาใช่มั้ยล่ะ”ซูเฉินมองออก

            “มันก็ใช่เจ้าค่ะ” หว่านชิงยอมรับตรงๆ

            “ไปนอนกันเถอะ ข้าเสร็จงานทั้งหมดแล้วข้าคงไม่ต้องแอบไปสร้างอะไรอีกแล้วล่ะ” ซูเฉินกล่าว

            “เหนื่อยแย่เลยนะเจ้าคะ” หว่านชิงเห็นว่าเขาสร้างทั้งหมดเพียงลำพัง

            “เพื่อเจ้าและลูกแล้ว ข้ายินดีทำได้ทุกอย่าง” ซูเฉินตื่นเต้นเขาอยากเห็นหน้าลูกไวๆ

            “ไปนอนกันเถอะเจ้าค่ะ ตาข้าจะปิดแล้วจริงๆ” หว่านชิงไม่ไหวแล้วนางสามารถยืนหลับในได้เลย

            “งั้นไปกัน” ซูเฉินประคองฮูหยินไปที่ห้องนอน

            กลายเป็นว่าค่ำคืนนี้จึงเป็นค่ำคืนที่ทำให้ทั้งสองไม่มีเรื่องค้างคาใจกันอีกดังนั้นสองสามีภรรยาจึงนอนหลับอยู่เคียงคู่กันอย่างมีความสุข

            ***************************

            สองเดือนต่อมา

            เพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยือนนายหญิงถึงที่บ้านตระกูลซู

            “ขอบใจสำหรับโสมพันปีนะ” นายหญิงรับห่อโสมพันปีมาจากเพื่อนบ้าน

            “เอ่อ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า” ท่านป้าอี้ชิงกระซิบ

            “เรื่องอะไรกัน ดูเจ้ามีลับลมคมในนะ” นายหญิงสงสัย

            “เมื่อวานนี้ ข้าไปรับลูกชายที่สำนักบัณฑิตข้าเห็นอาจารย์ทุกคนเดินออกมาส่งลูกศิษย์ยกเว้นลูกสะใภ้ของเจ้าตอนแรกข้าก็นึกว่านางท้องแก่แล้วเลยนั่งพักอยู่ในห้องพักอาจารย์แต่พอข้าสอบถามคนทำความสะอาด เขาก็บอกอาจารย์ทุกคนออกมาจากห้องทั้งหมดแล้วข้าก็เลยคาดการณ์ว่าลูกสะใภ้คนนี้ของเจ้าอาจมีพฤติกรรมเหมือนคนก่อนก็เป็นได้นะ”ท่านป้าอี้ชิงเล่า

            “ทำไมถึงคิดเช่นนั้น” นายหญิงสงสัย ทั้งๆที่ลูกสะใภ้ของนางไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียเลยสักนิด

            “ข้าได้ข่าวว่านางกับสะใภ้คนก่อนเป็นพี่น้องกัน นิสัยก็ไม่น่าจะต่างกันนัก”ท่านป้าอี้ชิงดูจากชาติกำเนิด

            “เอาล่ะ งั้นตามข้ามา” นายหญิงเดินนำทาง

            “ไปไหนงั้นหรือ” ท่านป้าอี้ชิงสงสัย

            “ตามมาเงียบๆ ก็แล้วกัน” นายหญิงไม่อธิบายมาก

            นายหญิงเดินนำไปจนถึงศาลาริมสระบัวและชี้ให้เพื่อนบ้านดู

            “นี่มันอะไรกัน ทำไมเด็กๆ ถึงอยู่ที่นี่กับนางด้วย” ท่านป้าอี้ชิงตกใจ

            “ก็ลูกชายข้าเป็นห่วงฮูหยินมากเขาไม่อยากให้นางเดินทางไกลในระหว่างที่ท้องแก่มากแล้วเขาก็เลยเจ้ากี้เจ้าการไปรับเด็กๆ มาเรียนที่บ้านตระกูลซูไงล่ะ” นายหญิงอธิบาย

            “แล้วทำไมไม่ให้คนอื่นสอนแทนล่ะ” ท่านป้าอี้ชิงสงสัย

            “เห็นว่าที่นั่นใกล้ปิดภาคเรียนแล้ว ประกอบกับหว่านชิงยังไม่ถึงกำหนดคลอดอาจารยที่นั่นก็เลยขอร้องให้นางสอนให้จบบท ก่อนที่จะทำการประเมินครั้งใหญ่ไงล่ะ”นายหญิงกล่าว

            “ข้าขอโทษ ที่มองลูกสะใภ้เจ้าในแง่ร้าย” ท่านป้าอี้ชิงรู้สึกผิด

            “นางไม่เหมือนโจวเว่ย เอ้ย จือหม่าอี้ อย่าคิดว่าพี่น้องคลานตามกันมาจะมีนิสัยเหมือนกัน”นายหญิงกล่าว

            “ข้าหมดข้อสงสัยแล้ว ข้าจะได้ไปบอกคนอื่นๆ ที่สงสัยเหมือนข้า” ท่านป้าอี้ชิงจะต้องนำความไปเล่าให้เพื่อนบ้านคนอื่นฟังต่อ

            “ฝากด้วยนะ ข้าไม่อยากให้ใครมองนางในแง่ไม่ดี” นายหญิงกล่าว

            “ข้าทราบแล้ว” ท่านป้าอี้ชิงเดินออกจากบ้านตระกูลซูอย่างรวดเร็วเพราะนางต้องไปเสวนากับคนอื่นต่อ

            ***************************

            และแล้วก็ถึงกำหนดคลอดสักที

            หมอตำแยและเจียงหยาช่วยอุ้มเด็กชายทั้งสองให้หว่านชิงดูหน้าลูก

            “ยินดีด้วยนะ เด็กชายทั้งสองปลอดภัย” หมอตำแยกล่าว

            “ลูกแม่” หว่านชิงน้ำตาไหล นางอยากจะยกมือไปจับแก้มลูกแต่นางไร้เรี่ยวแรง

            “เป็นอย่างไรบ้าง นี่น่ะหรือ ลูกชายของข้า” ซูเฉินเดินเข้ามาดูเพราะเจียงหยาเปิดประตูให้เข้าไปได้

            “พวกเขาแข็งแรงทั้งคู่เจ้าค่ะ” หมอตำแยรายงาน

            “โล่งอกไปที ขอข้าอุ้มหน่อยนะ” ซูเฉินเดินไปล้างมือก่อนที่จะไปอุ้มเด็กแฝดคนแรก

            “ขอแม่อุ้มด้วย หลานชายของข้า ใบหน้าของพวกเขาช่างเหมือนหว่านชิงไม่มีผิดแบบนี้สิดี จะได้ไม่อาภัพ” ท่านแม่ก็เดินไปล้างมือก่อนไปอุ้มเด็กแฝดคนที่สอง

            “แต่ถึงกระนั้น พวกเจ้าก็ต้องแข็งแรงเหมือนพ่อนะ รู้มั้ย ซูเหวียนซูจางเว่ย” ซูเฉินตั้งชื่อให้ลูก

            “ก็ดีเหมือนกัน ซูเหวียน ซูจางเว่ย หลานชายของข้า” ท่านแม่ยิ้มดีใจที่เห็นหลานชายทั้งสองแข็งแรงไม่อ่อนแอเหมือนท่านลุงซูฟานของพวกเขา

            หว่านชิงยิ้มบางๆเพราะนางหมดแรงแต่นางก็รู้สึกมีความสุขที่สุดที่ได้ให้กำเนิดหลานชายตระกูลซูทั้งสอง

            ***************************

            หนึ่งปีต่อมาหว่านชิงได้ฝากลูกชายไว้กับแม่สามีและเจียงหยาให้ดูแลพวกเขาแทนเนื่องจากนางได้ขออนุญาตไปเคารพศพท่านน้า ท่านแม่ และพี่สาวของนางตอนนี้ศพทั้งสามถูกนำมาฝังไว้ที่เมืองกวานเหลียง บ้านเกิดของพวกนาง

            พอหว่านชิงเคารพท่านน้าและท่านแม่เสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็เลยเดินไปคุกเข่าต่อหน้าป้ายหลุมฝังศพของพี่สาว

            “จงไปสู่สุคติเถอะนะเจ้าคะท่านพี่ ข้ารู้สึกสงสารท่านพี่เหลือเกินท่านรู้มั้ยว่าข้าอยู่ในครอบครัวตระกูลซูนั้นมีความสุขมากเพียงใดท่านอุตส่าห์ได้เป็นสะใภ้ตระกูลนี้ไปแล้ว แต่ท่านกลับไม่รักษาไว้ไม่เพียงเท่านั้นยังทำลายคนที่รักท่านอีกข้ารู้ดีว่าที่ท่านพี่เป็นเช่นนี้ก็เพราะท่านแม่สอนพวกเรามาแบบนี้ข้ายังโชคดีกว่าท่านที่ได้รับการขัดเกลา ไม่เช่นนั้นข้าเองก็คงมีจุดจบไม่ต่างจากท่านนักเพื่อเป็นการชดเชยที่ท่านพี่ได้ทำร้ายผู้คนไปมากมายข้าขอสัญญาว่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีคอยอบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้มีคุณธรรมเพื่อที่ว่าพอพวกเขาเติบโตมาจะได้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป”

            หว่านชิงกำลังจะลุกขึ้นยืนแต่ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีคนช่วยประคองนาง นางจึงหันไปมอง “ท่านพี่! ท่านมาได้ยังไงเจ้าคะ”

            “ข้าไปส่งสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าก็เลยแวะมารับเจ้าที่นี่ พวกเรากลับด้วยกันเถอะนะจะได้เป็นเห็นหน้าลูกพร้อมกัน” ความจริงคือซูเฉินวางแผนมารับนางเพราะกลัวนางเกิดอันตราย

            “แหม ข้าจะแอบเที่ยวสักหน่อยเจ้าค่ะ” หว่านชิงแกล้งพูด

            “ไว้ให้ลูกทั้งสองเดินได้พูดได้ก่อน ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวด้วยกัน ดีมั้ย”ซูเฉินอยากไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว

            “ก็ได้เจ้าค่ะ” หว่านชิงแอบดีใจที่เห็นสามีเป็นห่วงนางมากเพียงใด

            กลายเป็นว่าหว่านชิงก็ต้องเข้าร่วมเดินทางพร้อมกับขบวนขนส่งสินค้า เพราะสามีเป็นห่วงนางมากเขากลัวว่านางจะประสบภัยแบบไม่คาดคิดแม้ว่าท่านแม่ได้มอบเครื่องรางป้องกันภัยให้นางติดตัวไว้แล้วก็ตาม

             

             

            สุดท้ายนี้ขอฝากคำพูดของ— แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (FrankLloyd Wright)

            สถาปนิกคนสำคัญคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่20 ค่ะ

             

            "สิ่งประดับประดาภายนอก เป็นแค่เปลือก ไม่ได้ทำให้ภายในสวยงามขึ้นเป็นแค่องค์ประกอบๆ หนึ่ง บนโครงสร้างที่มันได้ตกแต่งเอาไว้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนสิ่งก่อสร้าง หรือสวน โครงสร้างเป็น "เนื้อแท้" เป็น"ของจริง" ที่ทำให้สิ่งๆ นั้นสวยงาม"

            จบบริบูรณ์