บทที่ 69: อดีตของจิ้งจอกคมดาบ 1 (Past of The Fox’s Blade Part 1)
ในท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วดินแดนปรโลกที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของเหล่าดวงวิญญาณ และเหล่าอสูรโยไค หลังจากที่โออิวะกับโอคิคุได้สิ้นใจลง ดวงวิญญาณของพวกนางทั้งสองก็ได้พบกับจอมทัพแห่งพญาอสูรที่มีนามว่าชูเท็นโดจิ“ข้าได้รับคำสั่งมาจากท่านเทวีอสูรฯ ให้มานำดวงวิญญาณของพวกเจ้าไปพบกับท่านผู้นั้น”ชูเท็นโดจิได้นำพาดวงวิญญาณของโออิวะกับโอคิคุเดินทางมาถึงพระราชวังในแดนปรโลกที่มืดมิด และพวกนางก็ได้พบกับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์ภายในตำหนักพระโรง“ข้านำพาดวงวิญญาณของหญิงสาวทั้งสองตนนี้มาให้แล้วนะขอรับ”“เจ้าทำดีมาก ที่เหลือข้าจัดการเอง เจ้าไปได้แล้ว”หลังจากที่รับคำสั่ง ชูเท็นโดจิก็ได้เลือนหายไปจากตำหนักพระโรงของนางเทวีอสูรฯ ทันที“พวกเจ้าสองคน...คงจะเคียดแค้นนังผู้หญิงที่ชื่อว่าโทโมเอะ โกเซ็นหล่ะสินะ”ดวงวิญญาณของทั้งสองยังคงนิ่งเฉยด้วยสีหน้าที่ซ่อนความแค้นและความชิงชังที่มีต่อโทโมเอะไว้ด้านใน เป็นการยืนยันคำตอบในทางอ้อม“ถ้าหากพวกเจ้าอยากจะแก้แค้นนางที่ชื่อโทโมเอะนั่นหล่ะก็ ข้าจะมอบพลังปีศาจให้กับพวกเจ้า...ได้เอาไว้ใช้แก้แค้นตามที่เจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้ว่า เจ้าจะต้องเป็นลูกสมุนของข้าตราบจนกาลปวสาน”นางเทวีอสูรฯ กล่าวยื่นข้อเสนอพร้อมกับเงื่อนไขให้กับโออิวะและโอคิคุ ทั้งสองจึงยอมตอบตกลงเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังปีศาจที่จะนำมาใช้ในการแก้แค้นโทโมเอะ ทันใดนั้น ก็ได้มีหมอกควันสีดำที่พ่นออกมาจากปากของนาง หมอกควันสีดำนั้นได้แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง และเข้ามาล้อมรอบตัวของพวกนางทั้งสองไว้ ก่อนที่หมอกควันสีดำเหล่านั้นจะสิงเข้าไปในดวงวิญญาณของพวกนางทั้งสองผ่านทางช่องปากและรูจมูกดวงวิญญาณของโออิวะกับโอคิคุต่างก็เริ่มมีความรู้สึกเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟนรกแผดเผาไปทั่วทั้งร่างจนเหลวแหลก สักพัก พวกนางทั้งสองก็ได้กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง พร้อมกับรูปลักษณ์ของดวงวิญญาณที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงดวงวิญญาณของพวกนางทั้งสองได้กลายสู่นางอสูรองยูเรียวที่ทั้งแข็งแกร่งและไร้เทียมทานมากที่สุดในบรรดาของเหล่านางอสูรองยูเรียวตนที่ผ่านมา โดยที่นางอสูรโออิวะนั้นจะใช้เคียวยมทูตขนาดยักษ์เป็นอาวุธ และนางอสูรโอคิคุจะใช้กงจักรพิฆาตเป็นอาวุธ“ตอนนี้ พวกเจ้าทั้งสองก็ได้พลังปีศาจมาจากข้าแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือลูกสมุนของข้า”“ข้ารับใช้ท่าน...ท่านต้องการจะให้ข้าทำอะไรโปรดสั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ”ทั้งโออิวะและโอคิคุต่างก็ยอมศิโรราบให้กับนางเทวีอสูรฯ พร้อมกับรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย“คำสั่งของข้าก็ไม่มีอะไรมากนัก สิ่งที่พวกเจ้าจะต้องทำมีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ก็คือฆ่าพวกมนุษย์และกลืนกินดวงวิญญาณของพวกมันเพื่อเสริมพลังให้กับตัวของพวกเจ้าให้ได้มากที่สุด...”นางเทวีอสูรฯ เอ่ยคำสั่งกับโออิวะและโอคิคุ ซึ่งมีอยู่เพียงแค่คำสั่งเดียวเท่านั้น“ข้ามีอยู่ที่หนึ่งที่ข้าอยากจะพาไป พวกเจ้าจงตามข้ามา” จากนั้น นางเทวีอสูรฯ ได้พาพวกนางอสูรองยูเรียวทั้งสองตนมาที่ป่าแห่งหนึ่งที่อยู่บนภูเขาสุซุกะในท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย ซึ่งได้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านในกลางป่าแห่งหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งในชุดกิโมโนสีชมพูกำลังวิ่งหนีการไล่ล่าโดยนางอสูรองยูเรียวทั้งสองตนที่มีนามว่าโออิวะและโอคิคุอยู่ภายในป่า“หนึ่งใบ สองใบ สามใบ สี่ใบ ห้าใบ หกใบ เจ็ดใบ แปดใบ เก้าใบ”นางอสูรโอคิคุขว้างกงจักรพิฆาตใส่สุนัขจิ้งจอกที่กำลังวิ่งหนีทีละใบ กงจักรพิฆาตเหล่านี้พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง แม้ว่าจะไม่โดยเลยซักใบ แต่ก็อาจจะมีเฉียดอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย“สิบใบ” นางอสูรโอคิคุขว้างกงจักรพิฆาตออกมาเป็นกงจักรขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจะหลบมันได้ แต่สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นก็ได้สะดุดล้มลงกับพื้น สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นพยายามลุกขึ้นยืนเพื่อจะหนีการไล่ล่าต่อไป แต่ทันใดนั้น นางอสูรโออิวะก็ได้พุ่งเข้ามาดักหน้าไว้ด้วยความเร็วสูง ก่อนที่นางจะใช้เคียวยมทูตขนาดยักษ์ฟันเข้าที่ร่างของสุนัขจิ้งจอกแม้จะหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้ แต่ก็ยังไม่พ้นระยะการโจมตีของเคียวยมทูตที่มีขนาดยาวได้ จึงทำให้ร่างของสุนัขจิ้งจอกนั้นถูกเฉือนเข้าที่เอวขวาจนกระทั่งทรุดลงกับพื้น มีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลซึมเข้าไปในเนื้อผ้ากิโมโนสีชมพู ใบหน้าของสุนัขจิ้งจอกนั้นนิ่วด้วยความรู้สึกเจ็บปวด“หนีไม่รอดแล้วหล่ะ เจ้าหมาตัวน้อย”นางอสูรองยูเรียวทั้งสองตนนั้นค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาล้อมรอบสุนัขจิ้งจอกในชุดกิโมโนสีชมพูอย่างช้าๆ ทางด้านสุนัขจิ้งจอกตนนั้นก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา และภาพก็ได้ตัดมายังเหตุการณ์ในช่วงก่อนหน้าณ หมู่บ้านในกลางป่าที่อยู่บนภูเขาสุซุกะ อันเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าฮาคุโซสุ ซึ่งเป็นชนเผ่าสุนัขจิ้งจอกที่มีความพิเศษตรงที่พวกมันนั้นจะยืนได้สองขา และสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้เหมือนกับมนุษย์ พวกมันนั้นจะแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าอาภรณ์ตามแบบญี่ปุ่นดั่งเดิม ชนเผ่าฮาคุโซสุนั้นจะเคารพ และสักการะบูชานางพญาจิ้งจอกขาวที่มีนามว่าคุสุโนฮะเป็นลัทธิประจำชนเผ่า เหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกในชนเผ่าต่างก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขที่นั่นได้มีการจัดงานแต่งงานขึ้นที่ศูนย์กลางของหมู่บ้านกลางป่าในท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาในยามอรุณ ซึ่งงานแต่งงานนี้จะถูกเรียกกันว่าคิทสึเนะ โนะ โยเมริ“ยินดีด้วยนะ พี่ริน”“จ้า ขอบใจนะ ยาเอะ”คิทสึเนะในช่วงก่อนที่จะกลายเป็นภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบ เธอเป็นหนึ่งในสุนัขจิ้งจอกในชนเผ่าฮาคุโซสุที่มีนามว่ายาเอะ ซึ่งเป็นน้องสาวของริน เจ้าสาวสุนัขจิ้งจอกในชุดแต่งงานกิโมโนสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังจะแต่งงานกับโกโร่ เจ้าบ่าวสุนัขจิ้งจอกในชุดแต่งงานกิโมโนสีดำสนิทภายในงานแต่งงานนี้เต็มไปด้วยเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกที่มีทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติๆ ลูกหลาน เพื่อนบ้าน และมิตรสหายมาร่วมงานนี้เป็นจำนวนมาก แทบจะทั้งหมู่บ้านในกลางป่าบนภูเขาสุซุกะ งานแต่งงานนั้นเป็นไปด้วยความคึกครื้นและแล้ว ก็ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ พร้อมกับนางอสูรองยูเรียวทั้งสองตนที่มีนามว่าโออิวะและโอคิคุ ได้นำกองทัพอสูรโยไคชนิดต่างๆ บุกเข้ามายังหมู่บ้านในกลางป่าที่อยู่บนภูเขาสุซุกะ “พวกเรา คุ้มกันหมู่บ้านไว้” เหล่านักรบสุนัขจิ้งจอกในชุดยูกาตะสีน้ำตาลเข้ม และเหล่านักพรตสุนัขจิ้งจอกในชุดนักพรตสีม่วงต่างก็วิ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรโยไคเพื่อปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้ แต่ทว่า ทั้งดาบ หอก และพลังเวทย์ของพวกชนเผ่าสุนัขจิ้งจอกนั้น แทบจะไม่สามารถต่อกรกับพวกนางเทวีอสูรฯ และเหล่าอสูรโยไคได้เลย ส่งผลทำให้เหล่านักรบ และนักพรตสุนัขจิ้งจอกต่างก็ถูกพวกมันฆ่าตายไปจนหมดสิ้น โดยมีไทโร นักรบสุนัขจิ้งจอกที่เป็นพ่อของรินกับยาเอะ และชูอิ นักพรตสุนัขจิ้งจอกที่เป็นน้องชายของทั้งสองรวมอยู่ในนั้นด้วยนางเทวีอสูรฯ พร้อมกับสองนางอสูรองยูเรียวอย่างโออิวะ และโอคิคุต่างก็เข่นฆ่าเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆ เพื่อดูดกลืนวิญญาณของพวกมันเข้าไปเพื่อเสริมพลังให้กับตนเองเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกนั้นต่างก็พากันหนีตายอย่างอลม่าน ในท่ามกลางเปลวไฟอันร้อนระอุดั่งไฟนรกที่แผดเผาทำลายไปทั้งหมู่บ้านในกลางป่า คิทสึเนะ โนะ โยเมริ : งานแต่งงานของภูติสุนัขจิ้งจอก ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฝนตกในยามรุ่งอรุณตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นสมัยก่อน