บทที่ 6การทดสอบ
ใต้เงากำแพงเมืองอันสูงตระหง่านกระท่อมดินซอมซ่อตั้งเรียงรายนับสิบหลัง มันถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆจากอิฐดิบผสมโคลนเหนียว เป็นที่ซุกหัวนอนของผู้ลี้ภัยหนีภัยแล้ง และความอดอยากจากเมืองอื่น
สามพรรคใหญ่ และตระกูลขุนนางต่างมาตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารทำให้แถวผู้ลี้ภัยยาวคดเคี้ยวราวตะขาบยักษ์
เจ้าหน้าที่รัฐถือแส้หนังเดินตรวจตราเข้มงวดหากเห็นใครทะเลาะแย่งชิงอาหาร แส้ในมือจะฟาดลงไปทันที
‘จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว’
ลู่เฟิงเดินเลี่ยงไปทางโรงทานของพรรคเจ็ดดารา
ใกล้กันนั้นมีกระท่อมมุงจากสำหรับรับสมัครคนงานผู้ลี้ภัยจำนวนมากปักฟางไว้บนศีรษะนั่งคุกเข่าประกาศขายตัวเป็นทาสให้ผู้มีเงินเลือกซื้อ ไม่ต่างจากปศุสัตว์
เพล้ง!
เสียงชามไม้ถูกเตะแตกกระจายหน้าโรงทานพรรคดาบโลหิตตามด้วยเสียงตวาดหยาบคาย
"บอกแล้วว่าได้คนละชาม!กล้าเวียนกลับมาเอาซ้ำ คิดว่าคำพูดข้าเป็นลมตดหรืออย่างไร?!"
เด็กหญิงอายุราวสิบสองปีถูกผลักล้มคว่ำ
เสื้อผ้าบางเฉียบไม่ช่วยกันลมหนาวใบหน้ามอมแมมเปื้อนดิน น้ำตาคลอด้วยความเจ็บแต่ไม่กล้าร้องเด็กชายที่โตกว่าเล็กน้อยรีบเข้าไปช่วยพยุง
"พี่ชาย...ข้าหิวเหลือเกิน..."
เสียงเด็กหญิงเบาหวิวราวเสียงยุง
ลู่เฟิงทนมองไม่ไหวเดินเข้าไปช่วยประคองเด็กหญิงให้ลุกขึ้นพลางชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
"พวกเจ้าลองไปที่โรงทานตระกูลฟางเถิดโจ๊กที่นั่นข้นกว่า และพวกเขาไม่ทุบตีคน"
ตระกูลฟางเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงเรื่องใจเมตตา หลังพ่อแม่เสียชีวิต และลู่เฟิงไม่มีอาหารตกถึงท้องเขาเองก็เคยปะปนกับผู้ลี้ภัยเพื่ออาศัยโจ๊กตระกูลฟางประทังชีวิต
"ขอบคุณพี่ชายมากเจ้าค่ะขอรับ!"
เด็กน้อยทั้งสองก้มหัวขอบคุณซ้ำๆก่อนรีบเดินจากไป
ระหว่างที่ลู่เฟิงกำลังทอดถอนใจเขาก็เห็นดวงตาของหญิงสาววัยสิบห้าปีผู้มีผิวขาวดุจหิมะยืนมองอยู่ไม่ไกล
ลู่เฟิงจำได้ทันทีจึงรีบประสานมือคารวะ
"คารวะคุณหนูรอง..."
นางคือคุณหนูรองแห่งตระกูลฟางนางพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนหมุนกายจากไป
ลู่เฟิงเคยเห็นนางที่โรงทานหลายครั้งจึงจำได้แต่นางคงไม่ได้ใส่ใจเด็กหนุ่มยากจนเช่นเขา
ลู่เฟิงไม่รั้งอยู่รีบไปยังกระท่อมสมัครงานของพรรคเจ็ดดาราทันที
เบื้องหน้ามีแถวยาวหลายสายผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุสิบสองสิบสามลู่เฟิงกับคนอายุมากอีกไม่กี่คนจึงดูโดดเด่นผิดตา
บนท้องฟ้าเมฆดำม้วนตัวราวหมึก ดูท่าฝนหนักพร้อมเทลงมาทุกเมื่อ
‘ขอให้รอจนทดสอบเสร็จก่อนเถอะ’
หัวแถวมีชายวัยกลางคนร่างผอมถือไหสุรามือบีบคลำแขนขาผู้สมัครอย่างไม่ใส่ใจ
เขาคือเฉาเฟิงหัวหน้าผู้ฝึกสอนของพรรคเจ็ดดารา ภายนอกดูเหมือนคนขี้เมาไร้เรี่ยวแรง แต่ยามลืมตาประกายตาคมกล้าจะทำให้คนรอบข้างไม่กล้าหายใจแรง
กล่าวกันว่าเขาเป็นมือขวาของอดีตประมุขฝีมือเหนือกว่าเจ้าหอหลายคนในพรรคเสียอีก
เฉาเฟิงใช้วิธีลูบกระดูกตรวจพื้นฐานร่างกาย
สำนักยุทธ์ทั่วไปยอมรับทุกคนที่จ่ายเงินแต่พรรคเจ็ดดาราไม่เก็บค่าเล่าเรียน ผู้ไร้พรสวรรค์จึงไม่มีสิทธิ์ผ่านประตู
เดือนก่อนลู่เฟิงเคยถูกปฏิเสธเพราะอายุมากและพรสวรรค์ธรรมดาแม้วันนี้วิชาดาบผ่าฟืนจะถึงขั้นสมบูรณ์เขาก็ไม่มั่นใจว่าวิชาของชาวบ้านจะช่วยให้ผลตรวจเปลี่ยนไป
"พี่ชาย!"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำสะพายคันธนูในแถวข้างๆโบกมือให้
"อายุขนาดท่านยังมาสมัครอีกหรือ?ดูแก่เกินไปหน่อยนะ"
ถูกเรียกว่าแก่ทั้งที่อายุสิบเจ็ดใครจะไปทนได้
ลู่เฟิงตอบกลับ
"เจ้าดูแก่กว่าข้าเสียอีก"
เด็กหนุ่มรีบแย้ง
"ข้าเป็นนายพรานตากแดดตากลมจึงดูแก่ ที่จริงเพิ่งสิบเจ็ดเท่ากัน!"
"หุบปากทั้งคู่ใครอนุญาตให้คุย?"
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นหญิงสาวในชุดฝึกสีดำเดินเข้ามา นางอายุราวยี่สิบ คิ้วงามดุจภูเขาในภาพวาดพู่กันดวงตาเย็นชาราวสระน้ำลึก ที่เอวเหน็บดาบยาวฝักหนังฉลามสีม่วงประดับหัวสัตว์สำริดและพู่แดง
ลู่เฟิงจำได้ว่านางคือคนที่เคยโยนชายร่างใหญ่กระเด็นไปไกลหลายจั้งด้วยมือเดียว
เมื่อสายตานางกวาดมาเขากับเด็กหนุ่มนายพรานก็เงียบเสียงลงทันที
ผู้สมัครถูกคัดออกทีละคนในบรรดาคนอายุใกล้ลู่เฟิง มีเพียงนายพรานผิวคล้ำที่ผ่านเพราะร่างกายแข็งแรงจากการเติบโตกลางป่าจนเฉาเฟิงยังเอ่ยชม
ในที่สุดก็ถึงคิวลู่เฟิงเฉาเฟิงดื่มสุราคำใหญ่ บีบคลำกระดูก และตบไหล่เขาสองครั้ง
"ดูท่าเจ้าใกล้จะอายุสิบแปดแล้ว"
"เรียนท่านผู้ฝึกสอนอีกสี่เดือนจึงจะครบสิบแปดขอรับ"
"พรสวรรค์ธรรมดาอายุยังมากเกินไป"
เฉาเฟิงส่ายหน้าแต่ก่อนหันไปกลับชะงัก
"เดี๋ยวเจ้ามาเมื่อเดือนก่อนใช่หรือไม่?"
ลู่เฟิงยิ้มแห้ง
"สายตาท่านเฉียบคมจริงๆ"
"บังอาจมาทำให้ข้าเสียเวลา!ชิงเสวี่ย โยนเขาออกไป"
หญิงชุดดำก้าวมาคว้าไหล่ความเจ็บรุนแรงแล่นพล่านจนร่างชาเหมือนถูกคีมเหล็กหนีบกระดูกแผ่ออกมา
ลู่เฟิงตระหนักถึงความต่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับคนธรรมดาทันทีเขารีบร้องบอก
"ช้าก่อน!ข้าเคยฝึกวิชาดาบ!"
"วิชาดาบ?"
เฉาเฟิงเลิกคิ้วเขาตรวจปราณโลหิตแล้วไม่พบร่องรอยการฝึกยุทธ์แม้แต่น้อยแต่ก็โบกมือให้หลี่ชิงเสวี่ยปล่อยตัว
"ชิงเสวี่ยเอาดาบให้เขา"
นางชักดาบประจำกายส่งให้ใบดาบเรียวยาวโค้งเล็กน้อย หลอมจากเหล็กเย็นส่งประกายสีน้ำเงินผิวคมเยียบเย็นใต้แสงแดด
ทันทีที่ลู่เฟิงแตะด้ามดาบข้อมูลก็ปรากฏในห้วงจิต
[ค้นพบวัตถุ:ดาบจันทราเยือกเงาเดียวดาย]
[การสกัดต้องใช้พลังวิญญาณ20 แต้ม พลังวิญญาณไม่เพียงพอ การสกัดล้มเหลว]
[ผลจากการสกัด:วิชาดาบเจ็ดดาราร้อยเรียง]
‘พลังวิญญาณสกัดวิชาจากวัตถุได้ด้วยบ้าไปแล้ว!’
เศษภาพจำนวนมากระเบิดขึ้นในจิตเป็นภาพหลี่ชิงเสวี่ยฝึกดาบใต้ต้นท้อฟันซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่กลางวันถึงดึกดื่นทุกการฝึกถูกอาวุธเล่มนี้บันทึกไว้
หากมีพลังวิญญาณยี่สิบแต้มภาพเหล่านี้คงหลอมรวมเป็นประสบการณ์ของเขาได้ทันทีน่าเสียดายที่ภาพทั้งหมดเลือนหายไปเพราะพลังวิญญาณไม่พอ
"จะเหม่ออีกนานหรือไม่?"
เสียงหลี่ชิงเสวี่ยดึงสติเขากลับมา
"แสดงวิชาดาบของเจ้า"
ลู่เฟิงสูดหายใจยกดาบขึ้นและแดงวิชาดาบผ่าฟืนออกมา
เฉือน ปาด ฟัน สับแทง...
ทุกท่าเรียบง่ายจนแทบหยาบกระด้างฝีเท้าไร้แบบแผนจนผู้สมัครรอบข้างเริ่มยิ้มเยาะ
ทว่าเฉาเฟิงกลับหรี่ตาลง
วิชาตรงหน้าไม่มีกระบวนท่าที่ซับซ้อนและไม่อาจนับเป็นวิชายุทธ์ แต่คมดาบทุกครั้งกลับลื่นไหล เร็ว มั่นคง แม่นยำและเด็ดขาด
ท่วงท่าของคนผ่าฟืนกลับซ่อนแก่นแท้ของการใช้ดาบเอาไว้อย่างน่าประหลาด
ประกายประหลาดใจวาบผ่านดวงตาหลี่ชิงเสวี่ยเช่นกัน