ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 56 : ฝ่ายคุมกฎเเห่งสำนักทวนธารา

    ‘อ่านมันด้วยความมีสติเเละระมัดระวัง อ่านจบเเล้วจงนำมันวางไว้ที่เดิม…’


    “ข้ายังไม่ทันได้อ่านมันเลยนะ เเล้วข้าจะเอามันคืนไปได้ยังไงกัน”  ฉางกวงสีหน้าสิ้นหวัง 


    ก็ในเมื่อเปลวไฟเหมันต์ได้เผามันไปเเล้ว เเล้วข้าจะนำวิชาที่ไหนไปคืนกันล่ะเนี่ย

    ยิ่งคิดก็ยิ่งจนปัญญา  ไม่รู้ว่าตนเองจะทำอันใดดี


    “ถ้าเกิดว่าข้าไม่บอกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในนี้ล่ะ  บางทีอาจจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็ได้”

    ฉางกวงตัดสินใจอย่างเเน่วเเน่ ว่าถ้าไม่มีคนถามก็จะไม่ตอบอย่างเด็ดขาด  จะให้บอกว่าปราณในร่างกายซึมซับม้วนวิชาเข้าไป เกรงว่าถ้าบอกไปก็คงมีเเต่คนหัวเราะจนฟันร่วงเป็นเเน่


    “งั้นเอาตามนั้น”  ฉางกวงจึงรีบทำใจตัวเองให้สงบ สีหน้าที่ดูร้อนรนอยู่เมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนมาเป็นนิ่งสงบด้วยเช่นกัน


    ระหว่างที่ฉางกวงกำลังจะเดินออกไปจากจุดที่โต๊ะสีน้ำตาลตั้งอยู่นั้นเอง


    “ครืน ๆ”  อยู่ ๆ ท้องฟ้าด้านบนที่ราบเหมันต์นี้ก็เปลี่ยนเป็นมึดครึ้มอย่างรวดเร็ว


    สายฟ้าก็คำรามอย่างต่อเนื่องราวกับสวรรค์กำลังจะลงทัณฑ์มนุษย์ตัวจ้อย กลิ่นอายที่เเผ่ออกมาดูดุดันเป็นอย่างยิ่ง

    กลิ่นอายนี้กดร่างของฉางกวงเอาไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายฟ้าที่หมุนวนกันอยู่ในเมฆนั้น สายฟ้าเส้นนั้นพลันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน


    “นี่ ตึกนี้คิดจะเอาข้าถึงตายเลยรึ”  ฉางกวงที่โดนเเรงกดดันนั้นไม่อาจเเม้เเต่จะขยับได้เเม้เเต่น้อย สีหน้าฉางกวงในตอนนี้เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก พลังปราณไม่ร่างกายก็ไม่อาจเเม้เเต่จะโคจรได้ดั่งกับขุนเขามาอุดทางเดินพลังปราณของเขาเอาไว้


    “ฮึ่ม”  ลวดลายค่ายกลพลันปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่าง ๆ หนึ่งที่กำลังวาดมือพร้อมกับถ่ายเทพลังปราณของตนลงไปด้วยความเคร่งเครียด 


    “ครืนครั่น”  ก้อนเมฆสีดำที่ลอยอยู่บนฟ้านั้นก็เริ่มสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เเต่เมฆกับสายฟ้าที่อยู่ในนั้นดูเหมือนจะไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

    ฉะนั้นก่อนที่สายฟ้านั้นจะหายไป มันจึงผ่าลงไปยังร่างที่กำลังขีดเขียนวงค่ายกลอย่างรวดเร็ว


    “ตุ้ม”  สายฟ้าพลันเข้าชนกับร่าง ๆ นั้นอย่างจัง  เหมันต์รอบข้างพลันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ

    พอเหมันต์ที่ฟุ้งอยู่หายไปในเอง 


    “เจ้าต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เเก่ข้า”  เงาร่างนั้นก็คือซ่งหมิงเทานั่นเอง ตอนนี้บนลำตัวของเขามีรอยเป็นรูให้เห็นชัดเจน 


    ถึงรอยนี้จะไม่ลึกนัก เเต่ซ่งหมิงเทาก็มีเลือดซึมออกมาจากมุมปากจึงเอ่ยได้ไม่เต็มปากนักว่าเขาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย


     ข้าง ๆ นั้นเห็นเป็นหนังสือสีทองที่มีรูเช่นกัน ถึงเเม้ว่าตอนนี้รังสีจะอ่อนลงเยอะมาก เเต่ถ้าไม่ตาบอดละก็  ใคร ๆ ก็ดูออกว่ามันเป็นสมบัติสลักค่ายกล เเถมยังน่าจะเป็นขั้นสูงอีกด้วย


    “ข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิบายสิ่งใดก่อนดีขอรับ ท่านรองเจ้าสำนักซ่ง”  ฉางกวงคุกเข่าประสานมือขอรับความผิดอย่างรวดเร็ว


    “เจ้าเล่ามาเลย สำหรับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น”  สีหน้าของรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาตอนนี้นั้นดูจริงจังเป็นอย่างยิ่ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยว


    “คือว่าอย่างนี้ขอรับ คือข้ากำลังจะเปิดอ่านคำภีร์วิชาม้วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นอยู่ดี ๆ มันก็หายไปเลยขอรับ ข้าเลยคิดว่าอาจะเป็นตัวหลอกรึเปล่า เลยว่าจะเดินกลับไปยังอีก 3 ทิศทางที่เหลือ  เเต่เมื่อข้ากำลังจะก้าวออกจากที่เเห่งนี้นี่เอง ก็เกิดเรื่องอย่างที่ผู้อาวุโสได้เห็นเลยขอรับ”  ฉางกวงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ 


    เขาไม่กล้าบอกเรื่องไฟเหมันต์อย่างเเน่นอน ถ้าบอกไปว่าไฟในร่างกายของเขาเผาไหม้ม้วนคำภีร์ม้วนนั้นไปละก็เกรงว่าสำนักทวนธาราจะต้องถลกหนังของเขาเป็นเเน่ เเม้เเต่เเขกอาวุโสก็คงไม่สามารถช่วยเขาได้


    รองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาเลิกคิ้วมองฉางกวง สายตานั้นเต็มไปด้วยความลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง


    “ถึงยังไงเจ้าก็หนีไม่พ้นความผิดนี้ ข้าในฐานะรองเจ้าสำนักคงต้องขอคุมตัวเจ้าไว้เพื่อสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง”  ซ่งหมิงเทาเเปลงปราณสีทองของตนเองให้กลายเป็นเชือกเส้นหนึ่ง เชือกเส้นนี้พลันมามัดมือของฉางกวงอย่างรวดเร็ว


    “เดี๋ยวถ้าออกไปจากตึกนี้เเล้ว เจ้าจะต้องตามผู้คุมกฎไป คงไม่ต้องให้ข้าใช้กำลังหรอกนะ”  ซ่งหมิงเทามองฉางกวงด้วยสายตาเย็นชา  เเล้วจึงเดินนำฉางกวงออกไปจากที่ราบเหมันต์นี้อย่างรวดเร็ว จนทางข้างหน้าเปลี่ยนกลับมาเป็นเช่นเดิม

    ฉางกวงก็เดินตามไปติด ๆ จนออกมาข้างนอกอย่างรวดเร็ว 


    สายตาของคนที่รอคอยอยู่ด้านนอกรอดูท่าทีของฉางกวงว่าเป็นเช่นไรบ้างหลังจากที่ได้วิชาประจำสำนักเเล้ว  เเต่ก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นสีหน้าเยือกเย็นของรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาพร้อมกับฉางกวงที่ถูกมัดมือเอาไว้เดินคอตกออกมา


    “เกิดอันใดขึ้นข้างในนั้นกันเเน่ ทำไมท่านรองเจ้าสำนักถึงได้รับบาดเจ็บ”


    ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นพากับซุบซิบกันพร้อมกับมองไปยังทั้งสอง เจียงหวงที่เห็นว่าฉางกวงโดนมัดมือไว้กำลังจะเอ่ยถามอยู่นั้นเอง


    “ข้าขอประกาศกับพวกเจ้าให้ชัดเจนก่อนเลยนะ พวกเจ้าทุกคนต้องทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ไม่งั้นพวกเจ้าจะเป็นเช่นเขา”  ซ่งหมิงเทาเอ่ยพลางชี้ไปทางฉางกวงที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่ทางด้านหลัง


    “ผู้อาวุโสขอรับ ไม่ทราบว่าเขาทำผิดอันใดรึขอรับ”  เจียงหวงประสานมือพลางเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว


    “เขาทำผิดกฎเกณฑ์ในการทดสอบโดยการทำให้วิชาประจำสำนักหายไป เดี๋ยวจะต้องสอบสวนเขาดูอีกทีหนึ่ง”  ซ่งหมิงเทากล่าวจบก็หยิบตราหยกประจำตัวออกมาอย่างรวดเร็ว เอ่ยไปไม่กี่ประโยชน์ ก็พลันมีเงาคน 2 3 คนพุ่งมายังทางนี้อย่างรวดเร็ว


    ในเวลาไม่กี่อึดใจ เงาร่าง 2 ร่างนั้นก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พอมาถึงก็พลันประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

    “หน้าที่สอบสวนข้าขอมอบให้กับพวกเจ้าเเล้ว”  ซ่งหมิงเทาโบกมือเงาเหล่านั้นก็พลันลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


    “นั่นมันผู้คุมกฎใช่ไหมน่ะ”  หยุนไฮ่อดอุทานออกมาไม่ได้ด้วยความหวาดกลัว


    “เจ้าไม่เห็นจะต้องกลัวอันใดเลย ก็เเค่ผู้คุมกฎประจำสำนัก ทุกสำนักก็มีเหมือน ๆ กัน”  คนที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามหยุนไฮ่ด้วยความสงสัย


    “ไม่เหมือน ผู้คุมกฎสำนักทวนธารานั้นมีข่าวลือที่โหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าถ้าพวกเขาเค้นเอาข้อมูลไม่ได้ละก็ พวกเขาก็ไม่ลังเลเลยเเม้เเต่น้อยที่จะทรมานผู้ต้องสงสัยจนบาดเจ็บสาหัส หรือกรณีถึงตายเลยก็มีให้เห็นกันอยู่”  หยุนไฮ่เอ่ยอย่างเคร่งเครียดพลางจ้องไปมองฉางกวงด้วยเเววตาที่เห็นใจเป็นอย่างยิ่ง


    “ขอรับ”  ผู้คุมกฎทั้งสองยืนขนาบข้างของฉางกวงอย่างดุดัน ผู้คุมกฎกำลังจะพาฉางกวงไปอยู่นั้นเอง


    “เจ้าทำอันใดกับศิษย์ของข้า ไม่คิดว่าจะต้องให้คำอธิบายกับเรื่องนี้หน่อยรึ”  เงาเลือนรางของเเขกอาวุโสพลันปรากฎขวางทางด้านหน้าของซ่งหมิงเทาอย่างรวดเร็ว


    “ท่านอาจารย์”  ฉางกวงที่กำลังโดนผู้คุมกฎผลักให้เดินไปอยู่นั้นพลันหันไปมองยังอาจารย์ของตนด้วยความซาบซึ้ง


    “ข้าไม่คิดว่าจะต้องให้คำอธิบายอันใดกับท่านนะ ถ้าท่านอ่านข้อมูลในเเผ่นหยกของท่านเองก็จะรู้เอง ทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเเล้ว”  ซ่งหมิงเทาเลิกคิ้วขึ้นพลางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย


    ถึงเเม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นรองเจ้าสำนัก เเต่อยู่ดี ๆ จะให้จับกุมศิษย์สายในโดยที่ไม่มีเหตผลที่สมควรละก็ เป็นไปไม่ได้อย่างเเน่นอน  ดังนั้นก่อนที่เขาจะเรียกตัวเหล่าผู้คุมกฎมาเขาก็ได้ใส่ข้อมูลทุกอย่างลงไปในตราหยกประจำตัวเเล้ว 

    ซึ่งข้อมูลนี้ก็จะไปรวมอยู่กับข้อมูลอื่น ๆ ในสำนักซึ่งผู้อาวุโสทุกคนสามารถตรวจสอบมันได้ 


    “ข้าอ่านมันไปเเล้ว ช่างไร้สาระยิ่งนัก เพียงเเค่ว่าเจ้าสงสัยศิษย์ของข้า เจ้าก็จะส่งตัวเขาให้กับฝ่ายคุมกฎเลยงั้นรึ”  เเขกอาวุโสตวาดอย่างรุนแรง พลันหันไปเหลือบมองยังผู้คุมกฎทั้งสองที่กำลังยืนประกบฉางกวงอยู่ด้วยเเววตาคมกริบ


    ทั้งสองที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังโดยไม่รู้ตัวจึงหยุดเดินลงอย่างรวดเร็ว ฉางกวงก็ถูกหยุดเอาไว้เช่นกัน


    “ท่านคิดจะไม่ยอมรับคำตัดสินของรองเจ้าสำนักเช่นข้างั้นรึ”  ซ่งหมิงเทามองไปยังเเขกอาวุโสจ้าวด้วยสายตาเย็นเยียบ


    เเรงกดดันขั้น 7 เเห่งขอบเขตเสถียรคงปราณพลันปะทุขึ้นเล็กน้อย กดลงไปยังเเขกอาวุโสอย่างดุดัน


    “เจ้าทำกันเกินไปเเล้ว  ถึงเเม้ว่ากวงเอ๋อจะทำวิชาประจำสำนักหายเเต่เขาก็ไม่ได้เจตนา  ฉะนั้นการที่เจ้าจะส่งเขาไปขังไว้ที่ฝ่ายคุมกฎสำนักที่เอาไว้ขังพวกทรยศหรือพวกต่ำช้า เลวทรามนั้นดูจะรุนเเรงมากเกินไปหน่อยรึเปล่า   ข้าผู้อาวุโสยอมรับว่าข้าอาจสู้เจ้าไม่ได้เเต่ถ้าจะล้มข้ามันก็ไม่ง่ายเช่นกัน”  เเขกอาวุโสเเผ่เเรงกดดันของขั้น 6 ออกมาเช่นกัน 


    เเรงกดดันทั้งสองฝ่ายพลันปะทะกันในอากาศอย่างรุนแรง อากาศรอบตัวพวกเขาดั่งเเบ่งตัวออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน


    คนส่วนใหญ่ไม่อาจสังเกตได้เลยว่าใครเหนือกว่าใคร พวกเขารู้เพียงว่าเเรงกดดันของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ระดับที่พวกเขาจะทำอันใดได้เลย


    เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นว่าปล่อยเเรงกดดันไปก็ไม่ส่งผลอันใดเลยจึงหยุดลงอย่างรวดเร็ว


    “เเรงกดดันของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว เจ้าคงใกล้จะบรรลุขั้น 7 เเล้วสินะ”  ซ่งหมิงเทามองยังเเขกอาวุโสด้วยเเววตาลึกล้ำ


    “ชมกันเกินไปเเล้ว ข้าผู้อาวุโสเป็นเพียงเเค่ศิลาเท่านั้นจะไปเทียบกับหยกเยี่ยงท่านได้อย่างไร”  เเขกอาวุโสเอ่ยอย่างสบาย ๆ เเต่เเววตาที่จ้องมองกลับไปก็เต็มไปด้วยความลึกล้ำเช่นเดียวกัน


    “งั้นเห็นเเก่หน้าท่าน ข้าจะให้เขากักบริเวณอยู่ที่เรือนของตนเองไปก่อน ถ้าเขาออกจากสำนักไปเเม้เเต่เพียงก้าวเดียวก็สังหารเขาทิ้งได้เลย”  ซ่งหมิงเทาเอ่ยกับผู้คุมกฎทั้งสองอย่างรวดเร็ว 

    ผู้คุมกฎทั้งสองจึงพาตัวของฉางกวงไปยังเรือนศิษย์สายในของตนเอง  พร้อมกับเเขกอาวุโสที่ตามไปสังเกตการณ์ด้วยเช่นกัน


    “เฮ้อ”  ซ่งหมิงเทาที่ถอนหายใจยาวเเล้วจึงเริ่มประกาศให้ศิษย์คนต่อไปเข้าไปในตึกต่ออย่างรวดเร็ว


    พอเห็นว่าผู้คุมกฎพาฉางกวงมาไว้ยังตรงเรือนตามที่เอ่ยไว้  เเขกอาวุโสจ้าวก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ  เเล้วก็รีบพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อไปดูว่าเจียงหวงเป็นเช่นไรบ้าง


    “วันนี้ถ้าข้าไม่มีท่านอาจารย์ละก็ คงโดนจับกุมไปในฝ่ายคุมกฎอย่างเเน่นอน”  ฉางกวงครุ่นคิดพลางรู้สึกซาบซึ้งในใจ


    ถึงเเม้ว่าอาจารย์ของเขาจะมีนิสัยพิลึกเเต่ก็ดูเเลศิษย์ของตนได้เป็นอย่างดี ช่างโชคดียิ่งนักที่เป็นศิษย์ของอาจารย์ผู้นี้