ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่79 พูดจาหนังสุนัข

    47 1-2

    ตอนที่79 พูดจาหนังสุนัข

    เซี่ยหลู่เฟิงมองหน้านางฉายแววงุนงงไม่แน่ใจเช่นกันว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงต้องจับจ้องตนด้วยสายตาเช่นนั้น เพียงว่าหน้าตาเฉกเช่นนี้ของนางค่อนข้างคุ้นเคยอยู่บ้าง เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนสักแห่งหน แต่สุดท้ายเขาก็จำไม่ได้อยู่ดี

    เซียถงที่เพิ่งวิ่งเข้ามาเสริมเหลือบมองฉีหมิงเยว่ไปทีหนึ่งตัดสลับกับสาวรับใช้ของไป๋หลี่อวี๋อิงนางนั้นที่อยู่เคียงข้างก่นเสียงเย็นชากล่าวขึ้นว่า

    “คงชอบแทงตาคนอื่นให้บอดมากกระมัง?เช่นนั้นเดี๋ยวข้าสนองให้”

    คมมีดเลื่อนปรากฏลงมาจากใต้แขนเสื้อยาวของเซียถงตั้งแต่เมื่อใดมิทราบนางพุ่งเข้าไปใช้มีดสั้นเสียบทะลุเบ้าตาของสาวรับใช้นางนั้นจนมิดด้ามหนึ่งภาพฉากสยดสยองก่อกำเนิดต่อหน้าต่อตาทุกคน เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณเซียถงกะซวกมีดในมือดึงกลับมาพร้อมลูกตาก้อนกลมที่ยังเสียบคาอยูบนใบมีดสาวรับใช้นางนั้นกรีดร้องลั่นสุดน่าสังเวช ยกมือขึ้นปิดป้องเบ้าตาที่กลวงโบ๋พร้อมกับธารเลือดสดที่ไหลทะลักออกมาไม่หยุดดั่งกับน้ำพุ

    แต่เพียงเท่านี้เซียถงยังไม่คลายความเกลียดชังภายในใจของนางยกบาทาขึ้นถีบแผ่นอกของสาวรับใช้นางนั้นจนคว่ำ ยกเท้าขึ้นขยี้บริเวณใบหน้าของอีกฝ่ายบรรจงออกแรงบีบบดอย่างช้าๆ เสมือนคั่นแตงโมน้ำเยอะ ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่เลือดสีแดงสดก็ยิ่งพุ่งทะลักออกมาจากเบ้าตากรวงโบ๋ของอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น

    จากนั้นเซียถงค่อยเงยมากวาดสายตาอันเมินเฉยมองจับจ้องไปที่ใบหน้าของบรรดาสาวๆ ทุกคนนับสิบที่อยู่โดยรอบ

    หากเซี่ยหลู่เฟิงมาช้ากว่านี้ไปก้าวหนึ่งฉีหมิงเยว่คงพิการตาบอดเป็นแน่แล้ว พอรู้ว่าไม่มีปัญญาทำอะไรนางได้ก็เลยหันมาระบายอารมณ์รังแกใส่ฉีหมิงเยว่ที่ไร้ทางสู้แทน พฤติกรรมไร้ยางอายเช่นนี้ค่อนข้างทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดอยู่ทีเดียว

    เรียวตาหรี่แคบยิงประกายแสงเย็นเยียบใส่บรรดาสาวๆโดยรอบ พวกนางทั้งหลายถึงกับอกสั่นขวัญเสียด้วยความกลัวจัดคู่เท้าของเซียถงกระตุกวูบ แปรสภาพลายเป็นเงาประกายสายหนึ่ง พุ่งโฉบบรรดาสาวๆนับสิบเหล่านั้นเสมือนภูตผี และทุกฝีเท้าที่เคลื่อนผ่านล้วนปรากฏเสียงกรีดร้องของหญิงสาวร้องระงมไม่หยุดหย่อนสำแดงใช้คมมีดละเลงลวดลายสีเลือดกรีดยาวเป็นแผลสดฝากฝังไว้ทั่วทั้งใบหน้าของพวกนางทุกคน

    บรรจบครบหนึ่งรอบถ้วนเซียถงหยุดลงต่อหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงตั้งแต่เมื่อใดมิทราบ เหลือบมองบรรดาสาวๆเหล่านั้นที่ขวัญกระเจิงกรีดร้องลั่นราวกับเป็นบ้า

    “ข้าบอกไปแล้ว ล้ำเส้นข้านับว่าเอาชีวิตมาเสี่ยงตายแล้ว”

    สุ้มเสียงเย็นชาแผดดังกึกก้องทำเอาบรรดาสาวๆ เหล่านั้นยิ่งกรีดร้องหนักข้อเข้าไปใหญ่ราวกับเจอผี

    “เสียงดังน่ารำคาญโดยแท้หากยังไม่หุบปากข้าจะประเคนคมมีดยัดปากพวกเจ้ารายคน”

    บรรดาสาวนับสิบตื่นตระหนกสุดกู๋กับความเลือดเย็นไร้ปรานีของเซียถงพวกนางยกมือขึ้นปิดปากพยายามระงับเสียงกรีดร้องสุดกำลังทั้งน้ำตาบางถึงกลัวสุดขีดถึงขนาดทนไม่ไหว อาเจียนออกมาเนื่องด้วยความตึงเครียดเกินจะทนไหว

    เซียถงพ่นลมหายใจเย็นมองพวกไม่ได้เรื่องตรงนั้นอยู่หนึ่งปราดก่อนจะหันมองกลับมายังไป๋หลี่อวี๋อิงที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงเนื่องด้วยความตกใจนางไม่คิดเลยว่า เซียถงจะโหดเหี้ยมปานนี้จริงๆถึงขั้นที่ว่าไล่กรีดใบหน้าของหญิงสาวเหล่านั้นจำนวนนับวิบจนเสียโฉมโดยพร้อมเพรียงแม้ว่าตัวนางจะเป็นถึงองค์หญิงแห่งจักรวรรดิตงหลี่ผู้ทรงอำนาจแต่ก็ยังปราศจากความหาญกล้า ทำเรื่องเช่นนี้ได้ ภูมิหลังของบรรดาสาวๆพวกนี้ล้วนแข็งแกร่ง หากรังแกข่มขวัญเพียงคนสองคน ไป๋หลี่อวี๋อิงยังกล้าแต่กลั่นแกล้งรังแกทั้งหมดในคราเดียว เกรงว่าจะไม่

    ในฐานะสักขีพยานต่อภาพฉากอันสยดสยองเบื้องหน้าพลันปรากฏร่องรอยความหวั่นเกรงขึ้นภายในก้นบึ้งในใจของไป๋หลี่อวี๋อิงดวงตาที่แสนบูดบึ้งไม่พอใจเจือผสมแววเสียขวัญอยู่หนึ่งส่วน

    “ไป๋หลี่อวี๋อิงอย่าคิดท้าทายข้าเสียจะดีกว่า หากล้ำเส้นมามากกว่านี้เกรงว่าต่อให้เป็นเจ้าก็มิอาจแบกรับผลที่ตามมาได้”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงเสียวสันหลังวาบรู้สึกหนาวเหน็บสะท้านทรวง นางค่อยๆ หน้าถอดสีเริ่มซีดขาว แต่กระนั้นยังคงฝืนตึงขบริมฝีปากแน่นยืดแผ่นอกขึ้นสู้ถึงอย่างไรนางก็ยังมีศักดิ์สถานะองค์หญิงแห่งจักรวรรดิตงหลี่จะขอร้องให้เสด็จพ่อใช้อำนาจเพื่อปราบปรามนังอัปลักษณ์ตรงหน้ากลับหาใช่เรื่องยากเย็นอันใด

    พอคิดได้ดังนั้นไป๋หลี่อวี๋อิงอยากจะชี้หน้าด่ากราดเซียถงต่อหน้าทุกคนสักชุดหนึ่งแต่ยามนี้เนื้อตัวของนางกลับสั่นเทาไม่หยุดกระทั่งจะเค้นเสียงส่งออกมาจากลำคอยังทำไม่ได้

    นางกลัวจนพูดไม่ออกหรือบางทีจิตใต้สำนึกของไป๋หลี่อวี๋อิงอาจจะทราบดีว่าเมื่อใดที่นางพูดอะไรออกไปอีกแม้แต่คำเดียว เซียถงจะใช้มีดสั้นในมือปาดใส่ใบหน้าเหมือนที่เคยโดนคราวก่อนเป็นแน่ หรือไม่ก็อาจจะร้ายแรงกว่านั้น...

    “เซียถง! เจ้ากล้ามาก!รู้หรือไม่ว่าโทษฐานที่หลบทำร้ายร่างกายองค์หญิงมันร้ายแรงเพียงใด?!”

    พอเห็นไป๋หลี่อวี๋อิงยืนตัวสั่นไม่กล้าขยับเขยื้อนอยู่แบบนั้นไป๋หลี่เย่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมสีหน้าทมิฬมืดทันที

    ยิ่งเห็นว่าเซียถงเพิ่งจะทำให้บรรดาหญิงสาวนับสิบต้องเสียโฉมไป๋หลี่เย่ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปใหญ่

    พึงทราบเบื้องหลังของศิษย์สาวกหญิงนับสิบในสถานศึกษาแห่งนี้ที่เซียถงเพิ่งทำให้เสียโฉมไปล้วนแต่เป็นขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลอำนาจในจักรวรรดิตงหลี่แทบทั้งสิ้นและเชื่อได้เลยว่า คนพวกนั้นจะไม่มีวันปล่อยเรื่องในวันนี้ไปโดยง่ายแน่นอน คราวนี้เซียถงนับว่าชะตาขาดแล้ว

    “ข้าหรือจำต้องกลัวเกรงสุนัขที่มีดีแต่เห่า?ต่อให้เป็นเจ้าที่สร้างปัญหาให้ข้าจุดจบของเจ้าเองย่อมไม่ตายดีเช่นกัน ไม่ว่าใครหน้าไหน หากมันกล้าล้ำเส้นของข้าข้าเองก็ไม่ปล่อยมันไว้ให้รกแผ่นดินเช่นกัน!”

    เซียถงเงยหน้าสบสายตาปะทะชนกับอีกฝ่ายและทันใดนั้นเองขุมพลังแห่งขอบเขตเสาหลักฟ้าของนางพลันคลุ้มคลั่งระเบิดพลังออกมาสุดขั้ว!รัศมีแสงประกายสีครามเข้มทะลักล้นออกมาจากร่างของนางไม่หยุดหย่อนเพ่งสายตาสีเย็นจับขั้วหัวใจจับจ้องไป๋หลี่เย่และไป๋หลี่อวี๋อิงที่อยู่ตรงหน้าตาเขม็ง

    นางทราบดีอยู่ในใจว่าตนเองได้ทำอะไรลงไป และจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคตและพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังบรรดาสาวๆ พวกนี้ย่อมทราบ นี่หาใช่ปัญหาใหญ่หนักหนาเพราะสำหรับรอยแผลเป็นบนใบหน้าของพวกนางขอเพียงมีปัญญาซื้อยาสนามแผลทาใบหน้าคุณภาพสูงได้ย่อมสามารถหายขาดจนไร้ร่องรอยได้ไม่ยากอย่างที่แผลบนใบหน้าของไป๋หลี่อวี๋อิงที่จางหายไร้ร่องรอยแล้วในขณะนี้

    กล่าวได้ถึง ถึงพวกคนที่อยู่เบื้องหลังจะเอาเรื่องแต่คงไม่มีทางเอาถึงนางถึงที่สุดแน่นอน

    ทั่วทั้งร่างกายของเซียถงในยามนี้ถูกรัศมีลมปราณสีครามเข้มปกคลุมอยู่เป็นชั้นหนาแน่นดูโดดเด่นประดุจดวงดาราที่เฉิดฉายท่ามกลางรัตติกาล ประกอบเข้ากับชุดแต่งกายสีขาวพินิจมองโดยรวมเสมือนเทพธิดาผู้แสนยิ่งยโส สูงส่งทรงบารมี

    มิทราบว่ามีเครื่องทำน้ำแข็งติดอยูบนตัวนางรึอย่างไรมิทราบถึงได้ส่งไอเย็นยะเยือกเสมือนหลุดออกมาจากปรโลกได้มหาศาลปานนี้จนทำเอาทุกคนที่ได้สัมผัสต่างใจสั่นขวัญเสีย

    บรรดาสาวๆเหล่านั้นจับจ้องไปที่รัศมีลมปราณสีครามเข้มของเซียถงแต่ละคนต่างมีปฏิกิริยาที่ตื่นตกใจอย่างยิ่งยวด และภายใต้คลื่นแรงกดดันขุมมหึมาต่างบีบบังคัญให้พวกนางทั้งหลายหน้าถอดสีหนักจนซีดเผือดราวกับแผ่นกระดาษบางไม่กล้าส่งเสียงดังแม้แต่จะหายใจ

    “เซียถงการที่เจ้ากล้าลงมือทำร้ายผู้คนในสถานศึกษาแห่งนี้นับว่ามีโทษตามกฎระเบียบไม่กลัวอาจารย์หยุนซีจะลงโทษเลยงั้นรึ?”

    ไป๋หลี่หานมองหน้าเซียถงท่าทีเมินเฉยและเอ่ยถามขึ้นอย่างใจเย็น

    “องค์รัชทายาทเกรงว่ากำลังใส่ร้ายหม่อมฉันแล้วกระมัง?หากมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ภายในใจสักนิด จะเห็นได้ว่าฉีหมิงเยว่ถูกคนพวกนี้เข้ารังแกและทำร้ายร่างกายก่อนหากยังกล้าพูดจาหนังสุนัขเช่นนี้ออกมาอีก เกรงว่าข้าต้องส่งท่านไปนอนติดเตียงอีกสักรอบแล้วกระมัง?”

    เซียถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเอียงศีรษะมองหน้าปั่นประสาทใส่ไป๋หลี่เย่โดยปราศจากท่าทีเกรงกลัวใดๆ

    นี่เป็นการดูดถูกเหยียดหยามและท้าทายอำนาจของเชื้อพระวงศ์อย่างแท้จริง!

    ไป๋หลี่เย่ขมวดคิ้วแน่นทั่วร่างกายาระเบิดพลังลมปราณสีครามอ่อนออกมามือข้างหนึ่งกระชับจับด้ามกระบี่คาดเอวไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวส่วนผู้ชายอีกสองถึงสามคนที่อยู่ด้านหลังไป๋หลี่เย่ต่างชักกระบี่ขึ้นชูใส่เซียถงประกายคมสีเย็นบนใบกระบี่สาดแสงวิบวับ

    ด้วยจำนวนศัตรูที่มากกว่าในขณะนี้เซียถงเริ่มคำนวณถึงความเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ เพื่อหาโอกาสชนะว่ามีมากน้อยแค่ไหน

    ทันใดนั้นเซียถงสาดประกายตาเร้นแฝงจิตสังหารข้นขลัก กระชับมีดสั้นในมืออย่างเงียบงันเตรียมออกโรงอีกครา เพราะไม่ว่าอย่างไร วันนี้นางลงมือทำร้ายผู้คนไปก็เยอะแล้วจะหักแขนหักขาองค์รัชทายาทอีกสักคนคงไม่ต้องสนใจแล้วกระมัง?

    “เซียถง หยุด!”

    เซี่ยหลู่เฟิงซึ่งอยู่ในสภาพตกสู่ภวังค์ตื่นตะลึงยามนี้เพิ่งได้สติฟื้นตัวขึ้นมา ปล่อยร่างของฉีหมิงเยว่ที่ประคองอยู่ในอ้อมแขนลงและวิ่งเข้ามาจับมือเซียถงมิให้เคลื่อนไหวใดๆ ต่อ

    จากนั้นค่อยเหลียวสายตาจับจ้องไปทางไป๋หลี่เย่อีกครไงกล่าวน้ำเสียงไม่หนักไม่เบาว่า

    “ท่านองค์รัชทายาทครั้งนี้กลับเซียถงที่มีความผิด ข้าจะนำตัวไปสั่งสอนนางเองดังนั้นอย่าได้สืบสาวเอาความอันใดอีกเลย”

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน