ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 ป้ายไม้อัคนีหลีในกายงูหลามอัสนีคราม

            เกล็ดงูสีม่วงปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะมืดดับไปกลับกลายเป็นเกล็ดธรรมดาเหมือนกับส่วนอื่นๆ

            ทว่าไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าเขายังคงมีอำนาจควบคุมอัสนีบาตอยู่เต็มเปี่ยม

            ขอเพียงเขาปรารถนาก็สามารถกระตุ้นการโจมตีเหมือนเมื่อครู่ได้ทุกเมื่อ

            แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าพลังจิตของเขาต้องเพียงพอด้วย

            ไป๋ฉางเซิงยังศึกษาเรื่องพลังจิตไม่ลึกซึ้งนักแต่เขาสัมผัสได้คร่าวๆ ว่า อัสนีบาตเพียงหนึ่งสายเมื่อครู่สูบพลังจิตของเขาไปถึงหนึ่งในสามส่วนเลยทีเดียว

            พูดง่ายๆคือด้วยพลังจิตในตอนนี้ เขาปล่อยอัสนีบาตต่อเนื่องได้มากที่สุดเพียงสามสายหลังจากนั้นเขาจะเข้าสู่สภาวะพลังจิตเหือดแห้งและหมดสติไปทันที

            “ถ้าต้องสลบไสลไปจริงๆ ฉันคงกลายเป็นปลาบนเขียงให้คนอื่นเชือดแน่”

            “แต่ถ้าเจอศัตรูที่ทนรับอัสนีบาตสามสายแล้วยังไม่ตายการจะสลบหรือไม่สลบก็คงไม่สำคัญแล้วล่ะมั้ง”

            ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจก่อนจะหันไปสบตากับเจียงจืออวี๋

            อย่างไรก็ตามเจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่หลับตาลงอีกครั้งเพื่อปรับสมดุลพลังต่อไป

            ตั้งแต่แรกเธอก็รู้สึกแล้วว่าไป๋ฉางเซิงดูแตกต่างจากสัตว์อสูรตัวอื่นทั้งความฉลาดแสนรู้และค่าพลังเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ช่วงแรกเธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก

            แม้ไป๋ฉางเซิงจะเกิดการกลายพันธุ์ต่อเนื่องหลายครั้งเจียงจืออวี๋ก็เพียงแค่ยกระดับเขาจากสัตว์เลี้ยงวิญญาณมาเป็นคู่หูร่วมรบเท่านั้น

            ทว่าหลังจากสิ้นสุดการเดินทางที่ทะเลสาบเลือดมังกรเธอก็เริ่มมีความสงสัยขึ้นมาลางๆ ว่า งูเกล็ดขาวที่เธอซื้อมาแบบส่งๆตัวนี้ดูเหมือนจะมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

            แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความสงสัย

            จนกระทั่งตอนนี้เมื่อสัมผัสได้ถึงอัสนีบาตที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกมารวมถึงเกล็ดสีม่วงตรงหน้าผากนั่น เจียงจืออวี๋ก็มั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าไป๋ฉางเซิงมีความลับแน่นอน และต้องไม่ใช่ความลับธรรมดาด้วย!

            การกระทำประเภทที่ว่าพอเจอกันปุ๊บก็สามารถคัดลอกพรสวรรค์และสายเลือดของอีกฝ่ายได้ทันทีแบบนี้จะเป็นสิ่งที่งูเกล็ดขาวทั่วไปมีได้อย่างไร?

            แต่เจียงจืออวี๋เลือกที่จะไม่ถามและเธอไม่คิดจะคาดคั้นไป๋ฉางเซิงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

            ประการแรกซินซวงและจางสิงยังอยู่ที่นี่ แม้จะค่อนข้างไว้วางใจพวกเขาแต่ทุกเรื่องย่อมต้องเผื่อใจไว้ก่อน ความลับบางอย่างรู้เพียงคนเดียวจะดีที่สุด

            ประการที่สองภายใต้ผลของ ‘มหาพันธะเทพสถิต’ จิตวิญญาณของหนึ่งคนหนึ่งงูได้หลอมรวมกันแล้วในยามนี้เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงต่างอยู่รอดและดับสูญร่วมกัน

            หรือจะพูดอีกอย่างก็คือความผูกพันระหว่างเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เธอมีต่อพ่อแม่เสียอีก

            เธอไม่จำเป็นต้องถามเลยเพราะไป๋ฉางเซิงไม่มีวันมีความคิดหรือการกระทำใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อเธออย่างแน่นอน

            อีกด้านหนึ่งซินซวงและจางสิงกว่าจะขุดถอนหญ้าหลอมวิญญาณออกมาได้ครบทั้งรากอย่างสมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

            เพื่อรับประกันว่าหญ้าหลอมวิญญาณจะยังมีชีวิตอยู่ตอนขุดพวกเขาถึงกับยอมติดดินไปด้วยจำนวนมาก

            ทว่าในขณะที่ประคองหญ้าหลอมวิญญาณเดินเข้ามาแล้วมองเห็นซากของงูหลามอัสนีครามที่ไร้ซึ่งสัญญาณชีพทั้งคู่ก็เผลอสบตากันตามสัญชาตญาณ

            ค่าพลังเลือดและความแข็งแกร่งของงูหลามอัสนีครามนั้นซินซวงรู้ซึ้งดียิ่งกว่าใครตั้งแต่ตอนที่ถูกมันลอบโจมตีครั้งแรก

            หากปะทะกันซึ่งหน้าอย่าว่าแต่เธอเลย แม้แต่จางสิงก็ยากจะต้านทานการระเบิดพลังของงูหลามอัสนีครามได้ทีมของพวกเขาทั้งสามคนบวกกับไป๋ฉางเซิง แม้ค่าพลังเลือดจะไม่ถือว่าต่ำแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับงูหลามอัสนีครามกลับยังห่างชั้นกันมากกว่าหนึ่งระดับ

            ดังนั้นแผนการในตอนแรกคือการรีบเก็บเกี่ยวหญ้าหลอมวิญญาณแล้วรีบหนีจากการตามล่าของมันให้เร็วที่สุด

            แต่ตอนนี้แผนการตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง

            เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงยอมเสี่ยงอาการบาดเจ็บสาหัสและพลังเลือดตีกลับเพื่อสังหารงูหลามอัสนีครามดังนั้นการจัดสรรสมุนไพรวิญญาณย่อมไม่อาจเป็นเหมือนเดิมได้

            ตั้งแต่ต้นจนจบเธอและจางสิงแทบไม่ได้ออกแรงเลยไม่ต่างอะไรกับพวกมาเดินประกอบฉาก

            หากยังจะแบ่งตามสัดส่วนสี่ส่วนเท่าเดิมมันก็ดูจะไร้เหตุผลเกินไปหน่อย

            จางสิงแยกตัวไปจัดการเก็บกู้ชิ้นส่วนวัสดุจากซากงูหลามอัสนีครามส่วนซินซวงคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ รอให้เจียงจืออวี๋จัดระเบียบพลังเลือดให้คงที่

            โชคดีที่เจียงจืออวี๋ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขารอนานเพียงสิบกว่านาทีต่อมาเธอก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำโต

            “รุ่นน้องเจียง ไม่ได้บาดเจ็บหนักใช่ไหม?”

            ซินซวงเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเจียงจืออวี๋ส่งเสียงอือตอบรับในลำคอ

            “แค่พลังเลือดตีกลับนิดหน่อยค่ะ หลังจากทานยาสยบเลือดไปแล้วก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ”

            พลังเลือดตีกลับหากไม่จัดระเบียบให้ดีจะทิ้งอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นไว้ในร่างกายได้ง่ายครั้งสองครั้งอาจไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยแล้วยังไม่ให้ความสำคัญอาการบาดเจ็บเหล่านี้จะย้อนกลับมาเล่นงานเข้าสักวันอย่างเบาก็ทำให้ค่าพลังเลือดหยุดชะงัก อย่างหนักก็อาจถึงขั้นสูญเสียพลังยุทธ์ไปเลย

            นี่คือเหตุผลว่าทำไมยาสยบเลือดถึงได้มีราคาสูงลิบลิ่วขนาดนั้น

            “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” ซินซวงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะยื่นกล่องไม้การบูรแดงที่บรรจุหญ้าหลอมวิญญาณทั้งห้าต้นมาให้

            “หญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นนี้ เธอเก็บแยกไว้ต่างหากนะ พอออกไปแล้วฉันกับจางสิงขอไม่รับส่วนแบ่งจากเงินก้อนนี้”

            หญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นแต่ละต้นมีมูลค่าถึงสิบล้านเหรียญ ต่อให้ได้ส่วนแบ่งเพียงหนึ่งในสิบก็เป็นเงินถึงห้าล้านเหรียญแล้ว

            คำพูดเดียวของซินซวงเท่ากับเป็นการยกเงินสองล้านห้าแสนเหรียญให้เจียงจืออวี๋โดยตรง

            แม้จะรู้ว่ารุ่นพี่สาวคนนี้มีหลักการของตัวเองแต่ขนาดไป๋ฉางเซิงเองพอได้ยินคำนี้ก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้

            โลกใบนี้สิ่งที่ไม่เคยขาดแคลนเลยก็คือคนที่ยอมทิ้งจุดยืนของตัวเองเพื่อเงินทอง

            หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาเจอหญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นนี้มีหรือจะยอมยกให้ง่ายๆ แบบนี้?

            ไม่ฉวยโอกาสตอนที่เจียงจืออวี๋พลังเลือดไม่คงที่แล้วลงมือแย่งชิงก็ถือว่าดีถมไปแล้ว

            คราวนี้แม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังรู้สึกกระดากใจเพราะตอนที่พวกซินซวงทั้งสองคนเดินเข้ามาเมื่อครู่เขายังแอบระแวดระวังซินซวงอยู่บ้าง

            ก็นะในแหวนมิติของเจียงจืออวี๋มีสมุนไพรวิญญาณมูลค่ารวมกว่าร้อยล้านเหรียญอยู่พอนับรวมหญ้าหลอมวิญญาณห้าต้นนี้เข้าไปมูลค่ารวมเกือบจะแตะสองร้อยล้านเหรียญเข้าไปแล้ว!

            กลายเป็นว่าเขาเอาหัวใจคนพาลไปวัดใจวิญญูชนเสียอย่างนั้น

            “รุ่นพี่ซินคะ สัดส่วนที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ดีอยู่แล้วไม่ต้องเปลี่ยนหรอกค่ะ”

            เจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นก็เพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ

            ซินซวงทำท่าจะพูดอะไรต่อแต่กลับได้ยินจางสิงตะโกนขัดขึ้นมาเสียก่อน

            “พวกคุณมาดูนี่สิ นี่มันคืออะไรน่ะ?”

            เมื่อได้ยินเสียงเรียกของจางสิงเจียงจืออวี๋และซินซวงจึงจำต้องวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวแล้วเดินเข้าไปหาพร้อมกัน

            เห็นจางสิงที่มือเปื้อนเลือดในฝ่ามือเขามีป้ายไม้หน้าตาโบราณชิ้นหนึ่งวางอยู่

            เพราะมันเปื้อนคราบเลือดจนชุ่มจึงมองไม่เห็นลักษณะเดิมของป้ายชิ้นนั้นอีกทั้งบนป้ายก็ไม่มีแรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติใดๆดูเหมือนเป็นเพียงแค่ป้ายไม้ธรรมดาจริงๆ

            แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าของสิ่งนี้ไม่มีทางธรรมดาแน่นอน

            “นายไปเจอมาจากไหน?” ซินซวงกวาดสายตามองป้ายอยู่สองสามรอบก่อนจะหันไปถามจางสิง

            “ในท้องของงูหลามอัสนีครามน่ะสิ” จางสิงชี้ไปที่ซากงูหลามอัสนีครามที่ถูกเขาผ่าท้องออก“ทีแรกกะจะหาดีงูของมัน แต่กลับไปคลำเจอเจ้านี่เข้า”

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดอะไรเธอเพียงแค่หยิบน้ำบริสุทธิ์ขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ

            น้ำสะอาดชะล้างคราบเลือดบนป้ายไม้ออกไปจนเผยให้เห็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน

            “อักขระสองตัวนี้อ่านว่าอะไรเหรอ?”

            เมื่อมองดูอักขระสองตัวบนป้ายไม้ที่ดูเหมือนไส้เดือนเลื้อยไปมาซินซวงก็ได้แต่สงสัยทว่าเจียงจืออวี๋กลับใจสั่นสะท้านทันทีที่มองเห็นอักขระคู่นั้น

            “มันคืออักขระโบราณกาลค่ะ”

            “ความหมายของอักขระสองตัวนี้ก็คือ... อัคนีหลี”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน