อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 44 เสียงนิรนาม

    "แบล็คสติงสภาพตอนนี้พอจะเข้าไฮเปอร์เสปคได้หรือเปล่า?" 

    เฟรีสเอ่ยถามยานคู่ใจด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ตอนนี้เขาอยากกลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆ ที่ห้องตัวเองใจจะขาด

    [ได้ครับ...] 

    คำตอบของมันทำให้เขาถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก

    [แต่ยานจะกลายเป็นผงใน 10 วินาที] 

    "..."

    "@$% จะเว้นช่วงพูดทำไมฟะ" เฟรีสสบถหน้าบึ้งราวตูดวัวขมิบ เขาเริ่มแน่ใจแล้วว่า AI ที่ลอกแบบมาจากเซลล์สมองของตนกำลังเริ่มพัฒนา “ความกวนบาทา” มากขึ้น

    'ยังดีที่กาแล็กซี่นี้เป็นแหล่งทรัพยากร ไม่งั้นได้แย่แน่...' เขาคิดเงียบๆ รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย

    เขตกาแล็กซี่แห่งนี้ประกอบด้วยดาวเคราะห์มากมายที่อุดมสมบูรณ์ บางดวงถึงกับมีออกซิเจน น้ำ และพืชพรรณต่าง ๆ ครบครัน เหมาะสำหรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างยิ่ง

    เฟรีสเหม่อมองดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ที่ลุกโชนอยู่เบื้องหน้า มันใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเอิร์ทเทร่านับร้อยเท่า นอกจากนั้นยังมีดาวเคราะห์บริวารมากมายโคจรอยู่รอบๆ

    ไม่แปลกเลยที่ในอนาคต เพื่อแย่งชิงสิทธิในการครอบครอง เขตนี้จึงได้กลายเป็นสนามรบในสงครามระดับจักรวาล 

    ‘ยังไงก็แล้วแต่ ปัจจุบันถือว่าฉันพบเป็นคนแรก ขอตั้งชื่อก็แล้วกัน’ เฟรีสคิดพร้อมกับยิ้มน้อยๆ การตั้งชื่อก็คือการแสดงความเป็นเจ้าของ

    “แบล็คสติง ต่อไปกาแล็กซี่แห่งนี้จะชื่อว่า "โนว่าออโรร่า" รวมถึงดวงอาทิตย์ยักษ์นั้นด้วย" (nova aurora มาจากภาษาละติน หมายถึง รุ่งอรุณแห่งวันใหม่) 

    นับจากวันนี้ไป กาแล็กซี่แห่งใหม่ที่มนุษยชาติเป็นเจ้าของก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

    [รับทราบ บันทึกไว้ในระบบเรียบร้อยแล้ว] 

    "ว่าแต่...ไปหาทรัพยากรซ่อมยานกันก่อนเถอะ แสกนหาตำแหน่งใกล้ที่สุดทีสิ"

    ตือ ดื้ด

    [แหล่งทรัพยากรที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปหนึ่งแสนกิโลเมตรตำแหน่ง A1207e112 ครับนายท่าน] 

    เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว เฟรีสจึงสั่งให้แบล็คสติงเร่งความเร็วสูงสุด ห้าวินาทีต่อมา ยานก็ได้มาถึงที่หมาย 

    เมื่อออกสู่อวกาศ เจ้ายานกระเบนก็สามารถปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องพลังงานอีกต่อไป เพราะมันสามารถชาร์จเอาจากสสารมืดได้เรื่อยๆ

    อย่างไรก็ตาม ตัวแปลงพลังงานจากสสารชนิดนี้ก็มีข้อเสียใหญ่หลวงอยู่เช่นกัน คือมันเสื่อมสภาพเร็วมาก ทำให้ต้องคอยซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ถ้านำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับโคโลนี่อวกาศใหญ่ๆ ย่อมไม่คุ้มทุนแน่นอน ผู้คนในยุคอนาคตจึงนิยมใช้ผลเรดไชน์มากกว่า

    "นี่มัน..." เมื่อมาถึง เฟรีสก็ต้องแปลกใจ แหล่งทรัพยากรที่ว่ากลับเป็นเพียงเศษหินอวกาศขนาดกลาง ดูเหมือนมันจะแตกตัวออกมาจากอุกกาบาตยักษ์ที่พุ่งชนดาวก่อนหน้า หลังจากนั้นก็ถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ยักษ์ดูดเข้ามา สุดท้ายก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะไป

    "ลดความเร็ว เตรียมลงจอด" 

    ไม่กี่นาทีต่อมา แบล็คสติงก็ลงจอดบนผิวหินขรุขระสีดำสนิท บางจุดของมันร้อนระอุเนื่องจากอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ยักษ์มากเกินไป ถ้าไม่มีชุดสูทป้องกัน ร่างกายของเฟรีสก็คงมอดไหม้ในพริบตา

    ขณะกำลังสำรวจหาทรัพยากร ทันใดนั้น...จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นในหัว

    "โทรจิต?!" 

    เฟรีสรีบตั้งสมาธิในทันที การเปิดช่องให้มีโทรจิตแทรกเข้ามาโดยไร้การป้องกันถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง หากอีกฝ่ายประสงค์ร้าย แย่ที่สุดก็คือเสียชีวิต หรือถ้าเบากว่านั้นก็อาจกลายเป็นคนเสียสติ

    ในยุคอนาคต มนุษยชาติบางกลุ่มเริ่มมีวิวัฒนาการทางพลังจิตขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถนี้โดยตรง

    ดังนั้น เพื่อป้องกันการโจมตีทางจิต รัฐบาลกลางแห่งสหพันธ์กาแล็กซี่จึงได้พัฒนาหลักสูตรสมาธิขั้นสูงขึ้นมาเพื่อปกป้องพลเรือนและทหาร ผู้ที่ผ่านการฝึกจะมีทักษะต้านทานการรุกรานทางจิต รวมถึงมีโอกาสน้อยนิดที่จะพัฒนาเป็นพลังจิตระดับเบื้องต้นได้

    เฟรีสเองก็ผ่านการฝึกเหล่านั้นมาเช่นกัน ที่สำคัญคือเขาเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถอย่างหลังด้วย

    หลังจากปรับจิตจนเป็นสมาธิได้ เขาจึงเริ่มพิจารณาเสียงที่ส่งเข้ามา

    "ช่วยด้วย...ได้โปรด...ช่วยเราด้วย...ได้โปรด...ได้โปรด..."

    เสียงเล็ก ๆ ดังสะท้อนซ้ำไปซ้ำมา จนในสมองเขามีแค่สองคำเท่านั้นคือ “ช่วยด้วย” กับ “ได้โปรด”

    เมื่อรู้สึกว่าเริ่มรำคาญเพราะอีกฝ่ายไม่ให้ข้อมูลอะไรเพิ่ม เฟรีสจึงส่งกระแสจิตตอบโต้กลับไปแบบกว้างๆ คล้ายกับการตะโกน เนื่องจากเขายังค้นหาที่มาเจ้าของเสียงไม่เจอ

    "คุณเป็นใคร? รู้ไหมว่าแบบนี้มันเสียมารยาทมาก" การส่งโทรจิตโดยไม่ขออนุญาต ถือว่าละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างรุนแรง สำหรับในโลกอนาคตจัดเป็นอาชญากรรมและมีบทลงโทษด้วย

    "คะ...คุณได้ยิน...มีคนได้ยินแล้ว...ขอโทษ...เราออกไปไม่ได้...ช่วยด้วย...ได้โปรด..."

    แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะฟังดูสับสนกระท่อนกระแท่น แต่เฟรีสก็สังเกตเห็นความดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขาคาดว่าอีกฝ่ายคงส่งเสียงเรียกมานานมากๆแล้ว

    "ตั้งสติก่อน แล้วแสดงตำแหน่งให้ผมทราบ"

    แม้จะอันตรายไปบ้าง แต่โทรจิตก็มีข้อดีหลายประการ เช่น ไม่มีอุปสรรคทางภาษา และยังใช้ระบุตำแหน่งระหว่างผู้สื่อสารได้ด้วย

    "นี่มัน...! ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว" เฟรีสอุทานเมื่อเห็นตำแหน่งที่ส่งมา 

    มันอยู่ไกลออกไปมากๆ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายต้องมีพลังจิตสูงแบบชนิดหาได้ยาก เขารู้สึกกังวลนิดๆ เพราะตัวตนลักษณะนี้มักจัดการได้ลำบาก แต่จะปล่อยไว้ก็ไม่ได้ เพราะปัจจุบันเขตนี้กลายเป็นของเขาไปแล้ว ถ้าปล่อยไว้ไม่แน่ว่าอาจต้องนึกเสียใจภายหลัง

    ในอนาคตเคยมีเอเลี่ยนพลังจิตสูงตนหนึ่งแหกคุกหนีออกมา ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตเกือบสามพันคน กว่าสองพันห้าเป็นตำรวจที่เหลือเป็นพลเรือน ถ้าอยู่ภายในระยะพลังเรียกได้ว่ามันแทบไร้เทียมทาน 

    สุดท้ายมนุษย์เลยต้องใช้อาวุธระยะไกลจัดการ แถมยังต้องทำแบบไม่ให้มันรู้ตัวอีกด้วย โชคดีอยู่บ้างที่เอเลี่ยนประเภทนี้มีน้อยชนิดนับหัวได้ เนื่องจากพวกมันมักสืบพันธุ์ยาก

    "แบล็คสติง ส่งพวกหุ่นออกไปเก็บทรัพยากรตามตำแหน่งที่กำหนด..."

    ระหว่างรอให้หุ่นยนต์รวบรวมทรัพยากรและซ่อมแซมยาน เสียงจากโทรจิตก็ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่หยุดหย่อน จนเฟรีสเริ่มหงุดหงิดและอดไม่ได้ที่จะดุออกไป

    "ฉันมีธุระที่ต้องทำ ยังไปหาไม่ได้ ถ้ายังไม่หยุดกวนก็อยู่ที่นั่นต่อไปเถอะ"

    "ดะ...ได้ หยุด...หยุดแล้ว"

    เสียงละห้อยตอบกลับมาอย่างน่าสงสารจนเฟรีสรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้แค่แวบเดียว เพราะ...

    "ช่วยด้วย ได้โปรด ช่วยด้วย ได้โปรด ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วยๆๆๆๆๆๆ!"

    เสียงบัดซบเงียบไปได้แค่ห้าวินาที แล้วก็ระเบิดออกมาราวกับส้วมแตกอุจจาระกระจาย เขารู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที 

    "ฉันบอกให้หยุด!" เฟรีสตวาด

    "ก็...เขาหยุดไป...ตั้งห้าวินาทีแน่ะ ฮือ ฮือ" เสียงละห้อยตอบกลับมา คราวนี้มีเสียงสะอื้นปนมาด้วย

    เฟรีสขี้เกียจเถียงต่อและรีบเร่งสมาธิปิดกั้นเสียงทันที ความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง

    แต่หลังจากซ่อมยานและเก็บทรัพยากรได้พอประมาณ เขาก็อดเป็นห่วงเจ้าของเสียงนิรนามไม่ได้ เพราะเมื่อคิดดูดีๆ เจ้านั่นคงไม่มีเพื่อนคุยมานานแล้วถึงแสดงอาการแบบที่เป็นอยู่ออกมา

    ‘ฉันไม่ควรดุมันเลย’ เฟรีสลดสมาธิเพื่อติดต่อมันอีกครั้ง

    "แงงงงง ฮึก ฮือออ ฮึกก!" 

    เสียงร้องไห้บาดลึกเข้ามาในสมองทันที เขาเพิ่งเคยเจอคนร้องไห้ผ่านโทรจิตเป็นครั้งแรก….ปวดหัวจี๊ดอีกแล้วสิ!

    "เฮ้ เฮ้ จะร้องไห้ทำไมเนี่ย" เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ นึกอยากกลับไปนอนเต็มที

    "จู่ ๆ ก็เงียบไป...นึกว่าถูกทิ้งแล้ว แง๊งงงง"

    "เฮ้อ เอาล่ะ ๆ ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ไม่งั้นจะไม่คุยด้วยนะ"

    "หยะ...หยุด ฉันหยุด!"

    ถึงจะบอกว่าหยุด แต่ก็แค่สามวินาที หลังจากนั้นมันก็พ่นแต่เรื่องไร้สาระออกมาเรื่อยๆ อาการเก็บกดนี่น่ากลัวจริงๆ!

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา แบล็คสติงก็มาถึงดาวเป้าหมาย มันเป็นดาวที่คล้ายกับเอิร์ทเทร่าแต่ใหญ่กว่าถึงสิบสองเท่า นอกจากนั้นยังมีทรัพยากรหายากที่เอิร์ทเทร่าไม่มี แต่ก็นับว่าน่าเสียดาย เพราะในอนาคตสภาพแวดล้อมบนดาวดวงนี้กลับถูกทำลายโดยจักวรรดิ์ต่างดาว

    เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เฟรีสสั่งให้ยานกระเบนลงจอดบริเวณปากปล่องภูเขาไฟลูกที่สูงที่สุด

    "แสดงตำแหน่งคุณให้ชัดๆ อีกทีสิ"

    "อยู่ตรงนี้" เสียงนิรนามตอบกลับด้วยอาการตื่นเต้น 

    หลังทราบข้อมูลก็ไม่รอช้า เขาเปิดบูสเตอร์ที่หลังและร่อนลงไปยังปล่องภูเขาไฟ ภายในปล่องเต็มไปด้วยกลิ่นก๊าซไข่เน่าและกำมะถันคละคลุ้ง ลาวาที่เดือดปุดๆ และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณว่าภูเขาไฟลูกนี้ใกล้ปะทุเต็มที

    "อยู่ไหนล่ะ ฉันมาตามที่บอกแล้ว"

    "อั่ก...ก็อยู่นี่ไงเล่า!" เสียงตอบกลับมาดูอึดอัดเล็กน้อย 

    เฟรีสเริ่มหงุดหงิด เพราะเบื้องหน้าก็ไม่มีอะไรเลย

    "นี่มันไม่ตลก"

    "..."

    "ฉันไปล่ะ การเล่นตลกของแกครั้งนี้ฉันจะจำไว้" เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไอ้ตัวประหลาดนี่กล้ามาปั่นหัวตน ต่อให้มีพลังจิตมากกว่าแล้วอย่างไร? เขาค่อยผลิตอาวุธระยะไกลมากำจัดมันทิ้งทีหลังก็ได้

    "อ๊ากกก! เอาเท้าออกไปสักที จะไม่ไหวแล้วนะ!" เสียงกรีดร้องดังลั่นจนสมองชา 

    "?!"

    เฟรีสรีบยกเท้าขึ้น แล้วก็เห็นด้วงปีกแข็งตัวหนึ่งอยู่ใต้นั้น

    "แงงงงง ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย" เจ้าแมลงเริ่มฟูมฟาย

    “เอ่อ….โทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจ” งานนี้เขาผิดเต็มๆ ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าแมลงตัวเท่าฝ่ามือจะมีพลังจิตสูงล้ำเกินจินตนาการได้ล่ะ 

    "แงงงงง" เจ้าแมลงยังคงร้องไห้ไม่หยุด เฟรีสจึงถือโอกาสนี้สำรวจดูมัน เขาพบว่าเจ้าแมลงประหลาดโผล่มาแค่หัว ส่วนลำตัวถูกฝังอยู่ใต้หิน เปลือกของมันเป็นเป็นสีทองแวววาวราวกับทองคำสุกปลั่ง เขาแหลมๆทั้งสองข้างบนหัวคดูล้ายกับกระทิง ตรงโคนล้อมรอบด้วยหนามเล็กๆสีแดงเต็มไปหมด แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือดวงตาคู่สีรุ้งซึ่งสวยงามและดูลึกลับจนน่าหลงใหล เขาไม่เคยเห็นแมลงลักษณะนี้มาก่อนเลยในชีวิต

    "ถ้าอยากออกไป ก็หยุดร้องไห้ แล้วตอบคำถามฉัน" เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและเริ่มระวังตัว แม้จะเป็นคนใจอ่อน แต่สำหรับเผ่าพันธุ์แมลงนั้น ประมาทไม่ได้เด็ดขาด มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่เผ่าพันธุ์อันตรายอย่างแมลงตรงหน้าจะถูกช่วย อย่างมากคือพรากชีวิตมันไปเสียเพื่อไม่ให้ทรมานต่อเท่านั้น

    "แง๊งง ฮึก ฮึบ...หยะ...หยุดแล้ว ถามเราเจ้าหญิงมาได้เลย!" ยัยแมลงรีบฮึบหยุด

    'ไอ้นี่มันตัวราชินีด้วย ปล่อยไว้ไม่ได้สินะ' เฟรีสคิด เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของยัยแมลงต่ำลงจนติดลบ!

    คล้ายกับเรื่องอัจฉริยะพลิกโลก ที่คุณอ่าน