รับศัตรูเป็นเจ้านายได้ หลี่ชางหลี่คนนี้ถือว่าเป็นคนที่สุดยอดจริงๆ
อันเจิงและหวังไคไท่คุยกันราวกับสืบเรื่องราวเก่า ๆ ไปด้วยเมื่อหวังไคไท่ดื่มเหล้าเข้าไปจึงพูดมากขึ้นบ้าง เขาดูถูกหลี่ชางหลี่อยู่แล้วจึงพูดไปด่าไป พวกเขาดื่มเหล้าไปจนถึงกลางดึก คืนนั้นหวังไคไท่นอนอยู่ในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์รุ่งขึ้นเมื่อฟ้าสางจึงจะรีบเดินทางกลับหน่วยทหาร
หวังไคไท่เพิ่งจากไปไม่นาน ทางสำนักวรยุทธ์ชางก็ส่งข่าวมาให้อันเจิงและพวกรีบไปคัดเลือก
อันเจิงถามคนที่ส่งสาร“ทำไมคัดเลือกวันนี้แล้วเพิ่งส่งสารมาแจ้ง?”
“เป็นเพราะเจ้าสำนักเพิ่งตัดสินใจเช้านี้เมื่อคืนยังไม่มีข่าวคราวเลย”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าเจ้าสำนักเหยียนชวี่คิดจะทำอะไรกันแน่เขามอบเงินเป็นสินน้ำใจให้คนส่งสาร เพราะมาส่งสารแต่เช้าก็ไม่ง่ายเหมือนกันคนคนนั้นขอบคุณแล้วจากไป เมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาพูด “คุณชายอันข้าเป็นเพียงแค่คนส่งสารในสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้น มีบางเรื่องรู้ว่าไม่ควรพูดแต่ข้านับถือท่าน ฉะนั้นจึงขอพูดมากหน่อย...เกรงว่าที่ท่านเจ้าสำนักตัดสินใจเร็วขนาดนี้และให้คัดเลือกในวันนี้เหตุผลมากกว่าครึ่งก็คงเพราะท่าน ประการแรก เพราะบาดแผลท่านยังไม่หายดี การจะทำให้ท่านขายหน้าตอนนี้เหมาะที่สุดประการที่สอง มีคนรอให้ท่านอับอายขายหน้าอยู่”
เขาพูดเพียงเท่านี้ก็เดินจากไป
อันเจิงรู้ดีว่าคนที่เขาพูดถึงคือใครช่วงนี้ติงเซิ้นซาอยู่สำนักวรยุทธ์ชางตลอด ได้ยินว่าสนิทชิดเชื้อกับเหยียนชวี่มากรองเจ้ากรมพิธีการติงวู่พูดใส่ร้ายอันเจิงในทางเสียหายต่อหน้าที่ประชุมขุนนางหากไม่ใช่มู่ฉางเยียนที่พูดช่วยเขาไว้ ไม่แน่เขาอาจถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องบุกเรือนจำของชาวโยวแล้วอันเจิงเหมือนเป็นเสี้ยนหนามของตระกูลติง ติงเซิ้นซาอยากแก้แค้นอันเจิงมานานมากแล้ว
คิดว่าเหยียนชวี่ก็รอเวลานี้อยู่เหมือนกันหากอันเจิงได้รับบาดเจ็บจากการคัดเลือกเข้าแข่งขันในเทศกาลใบไม้ร่วงเขาคงไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรต่อราชา ตอนนี้อันเจิงพักฟื้นเป็นเวลาสิบกว่าวันแล้ว หากราชาทรงถามขึ้นก็ตอบได้ทันทีว่าคิดเผื่อเทศกาลนี้เท่านั้นจึงจำเป็นต้องจัดการคัดเลือกขึ้น
อันเจิง ตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่เก็บของจากนั้นก็นั่งรถม้าไปยังสำนักวรยุทธ์ชาง กลางทางก็เจอศิษย์คนอื่นที่กำลังเดินทางไปสำนักวรยุทธ์ชางอย่างรีบร้อนเช่นกันเมื่อเดินทางไปถึงสำนัก ด้านในรั้วก็มีคนคึกคักพอสมควรแล้วเดิมทีนี่ก็เป็นการคัดเลือกภายใน ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยทหารเหยียนชวี่เป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง และแน่นอนว่าเขามีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ
ถึงแม้อันเจิงจะได้รับคัดเลือกเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แบ่งห้อง จึงไม่รู้ว่าอาจารย์ของตัวเองคือใคร
ที่หน้าประตูติดรายชื่อแผ่นใหญ่ด้านในเขียนแบ่งห้องศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก อันเจิงหาชื่อตัวเองเจอเขากับตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซี และกู่เชียนเยว่ไม่ได้แยกกัน เพราะฝีมืออยู่ในขั้นดีทั้งหมดส่วนอาจารย์ฝึกสอนของกลุ่มนี้ก็คือฉางฮวัน ลูกศิษย์ของเหยียนชวี่และเป็นรองเจ้าสำนักในตอนนี้
ตู้โซ่วโซ่วยิ้มแล้วพูด “โลกช่างกลมจริงๆ ตอนนี้เราก็ตกอยู่ในมือเขาแล้วสินะ”
อันเจิงยักไหล่จากนั้นก็เดินเข้าสำนักวรยุทธ์ชางพร้อมกับคนอื่น ๆ
เมื่อเดินอ้อมสระบัวไปอันเจิงก็เห็นฉางฮวันที่มีสีหน้าเคร่งขรึมยืนรออยู่ ศิษย์บางส่วนที่ถูกแบ่งมาอยู่กับเขาได้เดินไปยืนด้านหลังเขาแล้วเมื่อเห็นอันเจิงและพวก สีหน้าของฉางฮวันก็เปลี่ยนไปแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ที่เหมาะเจาะก็คือ อันเจิงเห็นว่าติงหนิงตงและซางโหยวก็อยู่ห้องนี้ด้วย
“มากับข้า”
เมื่อเห็นว่าคนครบแล้วฉางฮวันจึงลุกขึ้นเดินนำไป เหล่านักเรียนที่เดินตามหลังต่างก็รู้สึกราวกับดวงไม่ดีฉางฮวันมีชื่อเสียงด้านการเงียบสุขุม และเป็นคนไม่มีท่าทียิ้มแย้มเลยสักนิดได้ยินมาว่าคนคนนี้แปลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเพียงแค่ทำเรื่องที่เขาไม่พอใจก็จะถูกลงโทษอย่างแรงเล่ากันว่ามีศิษย์ที่ทนกับความดุดันของเขาไม่ได้แล้วยังท้าประลองกับเขาอีกด้วย
ผลสุดท้ายฉางฮวันก็ไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ศิษย์และอาจารย์และรับการท้าประลองนั้นจากนั้นก็ตีจนศิษย์คนนั้นนอนติดเตียงอยู่สามเดือนถึงจะเคลื่อนไหวได้
มีคนบอกว่า ความจริงพลังวัตรฉางฮวันไม่ดีเท่าไหร่นักแต่เป็นเพราะดวงดีมากกว่า ฉะนั้นนิสัยแปรปรวนของเขาจึงเปลี่ยนเป็นมากขึ้นบ้าง
ฉะนั้น หากเป็นศิษย์ที่มีวรยุทธ์ดีมากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งรู้สึกไม่เข้าตามากเท่านั้น และมักจะหาเรื่องเป็นประจำอีกด้วย
ทุกคนเดินตามฉางฮวันไปถึงสวนสวนหนึ่ง สภาพแวดล้อมที่นี่ถือว่าไม่เลวด้านนอกก็คือป่าไผ่ที่มีลำธารสายเล็ก ๆห่างออกไปไม่มากก็มีเทือกเขาจำลองและสวนดอกไม้ นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างนักเรียนชั้นดีกับนักเรียนทั่วไปนักเรียนชั้นดีถูกแบ่งไปอยู่ในห้องที่ดีทั้งยังมีสภาพแวดล้อมที่ดีอีกด้วย
“อีกหลายปีข้างหน้าการใช้ชีวิตของพวกเจ้าส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่ที่นี่”
ฉางฮวันมองไปยังเหล่านักเรียน“ชื่อของพวกเจ้าทุกคนข้ารู้ดี และประวัติความเป็นมาของพวกเจ้าข้าก็รู้ดีเช่นกันในความเป็นจริง นี่เป็นสิ่งที่รองเจ้าสำนักควรรู้อยู่แล้วพวกเจ้าทุกคนต่างเป็นศิษย์ใหม่ที่ข้าเลือกเข้ามาทีละคน หมายความว่า นักเรียนที่ดีที่สุดอยู่ในมือข้าหมดแล้วที่ข้าทำแบบนี้ พวกเจ้าคงจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับอาจารย์คนอื่น ๆ ใช่หรือไม่?ใช่ นี่ก็คือความไม่ยุติธรรมนั่นแหละ แต่ข้าเป็นรองเจ้าสำนักข้ามีอำนาจที่จะทำเรื่องไม่ยุติธรรมเช่นนี้”
เขาพูดด้วยเสียงที่เยือกเย็น “นักเรียนที่อยู่ในขั้นดีทุกคนก็เปรียบเสมือนมีดดีเล่มหนึ่งสามารถทำร้ายคน และยังสามารถทำร้ายตัวเองด้วยเหมือนกัน ที่ข้าเลือกพวกเจ้าเข้ามาดูแลไม่ใช่เพราะอยากให้พวกเจ้ามาเพิ่มชื่อเสียงอะไรให้ข้า แต่เพราะพวกเจ้าต้องการอาจารย์แบบข้าตอนนี้พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจความหมายที่ข้าพูด แต่อนาคตพวกเจ้าจะเข้าใจเอง”
“ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องพูดก่อน นักเรียนใหม่ที่อยู่ในขั้นดีต่างก็อยู่ที่นี่หมดแล้วสำหรับการคัดเลือกที่จะเกิดขึ้น หากใครในหมู่พวกเจ้าเข้าระดับสามไม่ได้ก็ไสหัวออกไปให้หมด”
มีคนถามขึ้น “อาจารย์ ขั้นแรกสอบอะไร?”
ฉางฮวันตอบ “ขั้นแรกคือการประลองของนักเรียนที่อยู่ในขั้นดีแต่เป็นคนที่อาจารย์ประจำชั้นเลือก”
เขาชี้ตัวเอง “ข้าเป็นคนเลือกฉะนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องไปทั้งหมด”
มีคนเฮขึ้นในใจคิดว่ารองเจ้าสำนักคนนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายเหมือนที่เล่าลือกัน
“อย่าคิดว่าพวกเจ้าจะชนะอย่างไม่มีข้อสงสัยนะเพราะการคัดเลือกในครั้งนี้ไม่เพียงแค่นักเรียนใหม่เท่านั้นพวกเจ้าต่างรู้ดีว่าเทศกาลใบไม้ร่วงแบ่งการประลองเป็นสามขั้น ขั้นแรก พูดง่าย ๆก็คือการประลองของคนในระดับขั้นเดียวกับเนี่ยชิง รวมไปถึงซูเฟยหลุนจากสำนักต้าติง และเฟิงเสี่ยวหยางจากสำนักไท่ซ่างเต้าเรียกว่าป๋าโกย เป็นการประลองที่ได้รับความสนใจมาก”
“ขั้นที่สองเรียกว่าเซิ้งฮวาคนที่อยู่ในขั้นนี้ความจริงก็พูดยาก พวกเขามักเป็นศิษย์เก่งที่มาจากสำนักต่าง ๆแต่ทว่าก็ไม่สามารถประลองป๋าโกยได้ การประลองแบบเซิ้งฮวาสำหรับพวกเขามันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ห้าอันดับแรกของการประลองเซิ้งฮวาจะถูกเลือกไปทั้งหมดอาจจะไปเป็นทหารยอดฝีมือหรือองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์ หรือไม่ก็ถูกแบ่งไปกรมราชทัณฑ์หรือทำงานในหน่วยทหาร”
“อย่างพวกเจ้าได้แค่เข้าร่วมการประลองขั้นสามเท่านั้น เรียกว่าฉู่โสง การประลองฉู่โสงพูดแบบง่าย ๆ ก็คือเป็นการฝึกปรือฝีมือเพื่อเทศกาลใบไม้ร่วงในครั้งหน้า อีกสี่ปีถัดจากนี้อันดับต้น ๆ ในการประลองฉู่โสงในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ก็คือผู้เข้าร่วมประลองป๋าโกยและเซิ้งฮวา”
ฉางฮวันเดินไปเดินมาด้านหน้าทุกคน “ฉะนั้นอย่าคิดว่าการประลองฉู่โสงเป็นเพียงการผ่านสนามครั้งหนึ่งเท่านั้นการประลองขั้นนี้ส่งผลถึงเส้นทางการเข้าราชสำนักของพวกเจ้า และข้ายังมีอีกเรื่องที่อยากให้พวกเจ้าจำไว้ก็คือคนที่ผ่านการประลองฉู่โสงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองเซิ้งฮวาในอีกสี่ปีข้างหน้าได้”
อันเจิงไม่เคยถามใครเรื่องรายละเอียดของเทศกาลใบไม้ร่วงเลยสักครั้งคนอื่นคิดว่าเขาเข้าใจทุกอย่างตั้งแต่แรกแล้วฉะนั้นจึงไม่มีใครอธิบายเรื่องพวกนี้ให้เขาฟัง ตอนนี้อันเจิงถึงรู้ว่าผู้ที่มาใหม่ต่อให้จะอยู่ในระดับดีก็ตาม อย่างไรก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงอย่างแท้จริงส่วนที่สำคัญของเทศกาลใบไม้ร่วงคือการประลองป๋าโกยเท่านั้น เทศกาลใบไม้ร่วงครั้งนี้สามารถพูดได้ว่าเป็นการเตรียมตัวของกลุ่มคนแบบเนี่ยชิงและซูเฟยหลุน
มีคนถามขึ้น “อาจารย์อย่างนั้นพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองป๋าโกย?”
ฉางฮวันพูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“หากพวกเจ้ามั่นใจ แน่นอนว่าจะลองดูก็ได้ แต่ถึงกระนั้นด้วยพลังที่พวกเจ้ามีในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาแม้แต่คนเดียวผู้ที่เข้าประลองป๋าโกยไม่มีทางออมมือให้พวกเจ้าแน่และไม่มีทางออมมือให้ใครเด็ดขาด แน่นอนว่าพวกเจ้าก็รู้ดี...ผู้ที่ชนะการประลองขั้นป๋าโกยสามารถเลือกว่าตนเองจะทำงานที่ไหนก็ได้ เช่น หน่วยและศาลต่าง ๆ ในแผ่นดินเยี่ยนรวมไปถึงหน่วยทหาร และสำนักต่าง ๆ ด้วย อยากไปทำงานที่ไหนก็จะได้ไปตามใจชอบ”
“อีกอย่าง หากชนะการประลองป๋าโกยจะได้รับตำแหน่งขุนนางที่ไม่ต่ำกว่าระดับห้าอย่างเป็นทางการพวกเจ้าต้องรู้ว่า บางคนแก่งแย่งมาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งระดับสูงเช่นนี้ได้และอีกอย่างก็คือ ชนะการประลองป๋าโกยจะได้รางวัลจากราชา เป็นโอสถวิญญาณและอาวุธระดับสีแดงแล้วยังได้รับการชี้แนะจากผู้อาวุโสในวังหลวงด้วย...ข้อสุดท้ายนี้พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่ามันมีความหมายมากเพียงใด”
คนส่วนมากมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีทุกคนต่างตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน แต่สำหรับอันเจิงแล้ว นี่ไม่อาจจูงใจเขาได้เลยสักนิดทุกคนมีจุดยืนที่ต่างกัน ฉะนั้นก็จะมีมุมมองที่ต่างกันด้วย การมีโอสถวิญญาณระดับสีแดงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับอันเจิงแต่สำหรับนักเรียนคนอื่น ๆ อย่าว่าแต่โอสถวิญญาณระดับสีแดงเลย พวกเขาส่วนมากยังไม่เคยเห็นโอสถวิญญาณระดับสีเขียวมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
จุดเริ่มต้นของอันเจิงและคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์สูงเกินไปนั่นเป็นเพราะมีอันเจิง
ในใจตู้โซ่วโซ่วก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจเช่นกันเขาเป็นเด็กยากจนที่โตมาจากเทือกเขาชางหมานก็จริง แต่ตอนนี้ไม่ใช่ว่าโอสถวิญญาณและอาวุธระดับสีแดงก็จะล่อเขาได้คิดดูสิ ตอนนี้เขาใช้อะไรอยู่...ง้าวจี้ของราชาแห่งท้องทะเลอาวุธที่เคยเป็นระดับสีม่วง ต่อให้ตอนนี้ก็ยังเป็นอาวุธระดับสีทองขั้นสูงอยู่เลย
อีกอย่างอันเจิงก็ไม่ได้มีอาวุธระดับสีม่วงเพียงชิ้นเดียว...
ฉะนั้นสำหรับตู้โซ่วโซ่วและพวกเพื่อน ๆทั้งหมด การประลองนี้ก็เป็นเพียงขั้นตอนการเติบโตของพลังวัตรเท่านั้นส่วนสำหรับอันเจิง ทั้งหมดที่ทำในตอนนี้ก็เพื่อหาคำตอบ
หลังจากฉางฮวันพูดจบ เขาก็กวาดสายตามองนักเรียนใหม่ในสำนักวรยุทธ์ชาง“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรมีค่ามากที่สุดในใต้หล้านี้?”
มีคนตอบ “แน่นอนว่าต้องเป็นอาวุธระดับสีม่วง”
ฉางฮวันส่ายหน้า “สิ่งที่มีค่าที่สุดคือคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์อะไรคือคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์? มันเป็นเส้นทางที่เหล่าเจียงหูยุคก่อนใช้เลือดสร้างขึ้นหากพวกเจ้าควานหาเส้นทางของตัวเอง แน่นอนว่าเส้นทางนั้นคงขรุขระไม่น่าดูเท่าไหร่แต่หากได้คัมภีร์สอนกระบวนท่าที่เหมาะกับพวกเจ้า เส้นทางของพวกเจ้าก็จะราบเรียบและสวยงามเห็นตึกสามชั้นด้านหลังพวกเจ้าหรือไม่?”
ทุกคนหันหลัง ที่นั่นมีตึกสามชั้นเล็ก ๆตั้งอยู่กลางป่าไผ่
“ในตึกนั้นได้รวบรวมวิธีการฝึกพลังวัตรทั้งหมดที่สำนักวรยุทธ์ชางมีข้าสามารถพูดได้ว่าให้ทุกคนหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองออกมาฉะนั้นข้าจะมอบรางวัลแก่พวกเจ้า...การคัดเลือกภายในสำนักวรยุทธ์ชางครั้งนี้ สำหรับนักเรียนใหม่หากใครแข่งขันได้เป็นอันดับแรก ข้าก็จะให้คนคนนั้นเข้าไปเลือกคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์ได้หนึ่งเล่มชั้นหนึ่งเป็นคัมภีร์ระดับสีเขียวและขาว ชั้นสองเป็นระดับสีแดงชั้นสามเป็นระดับสีทอง และยังมีคัมภีร์ที่เป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักวรยุทธ์ชางหนึ่งเล่มนั่นก็คือคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วง...”
ฉางฮวันถาม “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงปรากฏขึ้นได้อย่างไร?”
ไม่มีใครรู้ ยิ่งไปกว่านั้นคนบางส่วนก็ไม่รู้ว่าคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์มีการแบ่งแยกระดับขั้นตามสีด้วย
“มีเพียงผู้ฝึกพลังในขอบเขตแห่งสวรรค์เท่านั้นถึงจะเขียนคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงได้”
ฉางฮวันถอนหายใจพลางพูด“ข้าหวังว่าวันหนึ่ง พวกเจ้าในที่นี้จะมีคนเดินขึ้นไปถึงชั้นสาม และดูคัมภีร์กระบวนวรยุทธ์เล่มนั้นข้าเคยขึ้นไปแล้ว แต่ทว่าข้าดูไม่ออก”
เขามองมายังอันเจิงอย่างไม่มีความหมายจากนั้นก็ละสายตาไปอย่างรวดเร็ว “ตอนนี้ให้เวลาทุกคนยี่สิบนาทีในการทำตัวให้กระฉับกระเฉงการคัดเลือกก็ไม่ต่างจากสนามรบ เมื่อเข้าสนามประลองก็จะแพ้ไม่ได้ พวกเจ้าสามารถแพ้ให้คู่ของตัวเองศิษย์ข้าพ่ายแพ้ต่อศิษย์ข้าได้ แต่อย่าแพ้ให้ศิษย์คนอื่นเด็ดขาด ไปเถอะการจะให้คนมองเราใหม่ ก็ต้องทำตัวเองให้คู่ควรด้วย”
เขาโบกมือ “การประลองฉู่โสงข้าหวังว่าคนที่เข้าร่วมการประลองนี้จะล้วนเป็นคนของข้า”