ภายใต้ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ บนยอดเขาหอคอยคู่
ร่างของคนทั้งสองยืนตระหง่านประดุจภูผาสายลมพัดผ่าน ทำให้ชายเสื้อของทั้งสองโบกสะบัด เป็นเหตุให้เกิดเสียงดังพึ่บพับขึ้น
เหตุผลที่ทำให้คนที่อยู่ด้านล่างต่างตกตะลึงนั้น เป็นเพราะว่าพวกเขาได้เห็นชัดแล้วว่าใครเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ บนยอดเขาที่ทรุดโทรมทั่วร่างของราชาแซมบอร์ดไม่ว่าจะเป็นคอ แก้มหู ไหล่ แขน และเอว...ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลอย่างแน่นขนัด ทุกรอยบาดแผลเหมือนถูกใบมีดแหลมคมกรีดไปตามร่างกายเช่นนั้นแม้จะมองไม่เห็นรอยแผลเป็น แต่ก็มีเลือดหยดลงมาจากบาดแผลเหล่านั้นไม่หยุด เลือดสดค่อยๆ ซึมออกมาตามบาดแผลก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นหยาดเลือดและไหลไปตามรอยแผล ประหนึ่งกระแสน้ำที่ไหลไปตามลำห้วยอย่างไรอย่างนั้น หยาดเลือดหยดลงบนเกราะลึกลับของซุนเฟย จากนั้นก็ไหลลงไปที่ถุงมือเกล็ดมังกรสีดำ ก่อนจะหยดลงสู่พื้นทีละหยดในที่สุด
บนยอดเขาหอคอยคู่ทางทิศใต้ คริส ซัตตันอัศวินในชุดเกราะทองยืนถือหอกแน่น ปลายหอกที่ชี้ไปบนท้องฟ้าสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนเกิดแสงสว่างวูบวาบราวกับเทพแห่งสงครามขึ้นชุดเกราะสีทองบนร่างของเขาไร้ซึ่งไรฝุ่นเปรอะเปื้อน ร่างกายยืดตรง ท่าทางองอาจ สายลมพัดให้ผมสีทองของเขาลู่ไปตามทิศทางลมในสายตาของทุกคน เด็กคนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับพระอาทิตย์ที่เจิดจรัสเลย ร่างที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลเลยสักนิดยืนอย่างมั่นคงประดุจภูเขาที่ไม่มีวันพังทลาย...
ราชาแห่งแซมบอร์ดพ่ายแพ้แล้ว?
อัศวินเกราะทองเป็นฝ่ายชนะ?
เมื่อได้เห็นดังนั้น ผู้คนเบื้องล่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม
เหล่าอัศวินเกราะทองแห่งตำหนักอัศวินชูหอกยาวในมือขึ้นสูงพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที พวกเขาแสดงความยกย่องและนับถือที่มีต่อหัวหน้าของตัวเองออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังเบื้องหลังกลุ่มคน ในที่สุด ผู้อาวุโสเจ้าของเคราแพะจอมเจ้าเล่ห์ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าร่างผอมก็ประกายรอยยิ้มได้ใจขึ้นมาในที่สุดในขณะเดียวกันนั้น รอยขมวดบนใบหน้าแก่ซึ่งเต็มไปด้วยตีนกาที่ไม่มียอดฝีมือคนไหนอยากจะมองอีกเป็นครั้งที่สองก็คลายลงไปด้วยเช่นกัน เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ทางด้านทัพทหารของราชาแห่งแซมบอร์ดซึ่งยืนอยู่อีกด้านก็พากันส่งเสียงวิจารณ์ดังลั่นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แช็ค โอเลเกร์ และตอร์เรสพากันขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนซุนเฟยจะพ่ายแพ้แล้วทว่าพวกเขากลับมีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างประหลาดพวกเขารู้สึกเหมือนตัวเองละเลยบางอย่างไป...
“อ๊า...อเล็กซานเดอร์เขา...ได้รับบาดเจ็บ!” ภายในรถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิงใหญ่ สาวน้อยผมทองเจ็มม่าใช้มือปิดปากตัวเองแน่นนัยน์ตาเปล่งประกายไปด้วยเกล็ดน้ำตา วินาทีนั้น จู่ๆ สาวน้อยก็ลืมไปอย่างสนิท ว่าผู้ที่ยืนอยู่บนยอดเขาเป็นราชาผู้แสนสูงส่งทว่าตนเป็นเพียงสาวใช้ผู้แสนต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น เธอกลับเผลอเรียกชื่อขององค์ราชาออกไปตรงๆอย่างลืมตัวเสียได้...
ทว่าดวงตาสีฟ้าที่ลึกล้ำประดุจน้ำทะเลแสนน่าหลงใหลขององค์หญิงใหญ่ที่เดิมยังสงบ แต่ในวินาทีต่อมา จู่ๆ ก็มีความตกใจประกายขึ้นมาเสียอย่างนั้น...ทางด้านสาวน้อยแองเจล่าที่เอาแต่นั่งนิ่งอยู่ข้างกันนั้น บัดนี้ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นพลางเพ่งมองไปยังร่างที่โชกไปด้วยเลือดคล้ายเพิ่งตกลงไปในบ่อเลือดบนยอดเขาตาไม่กะพริบเช่นกัน ประกายแสงอันประหลาดบางอย่างปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ มันไม่ใช่ความร้อนรนกระวนกระวายหรือความหวาดกลัวแต่อย่างใดทว่ามันกลับเป็นความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนต่างหาก!
จุดกึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง
ดูเหมือนเจ้าหมาดำและหมาป่าเขาเดียวจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างแล้วพวกมันต่างส่งเสียงคำรามต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับเสียงสายฟ้าในลำคอพลางมองตากันอย่างท้าทาย เส้นขนมากมายบนร่างทั้งสองลุกชูชันขึ้นดั่งเข็มที่ถูกนำมาเสียบเอาไว้ สัตว์จอมแกร่งทั้งสองปะทุกลิ่นอายแห่งพลังที่น่าหวาดกลัวออกมาอย่างเต็มที่แล้ว
……
……
สายฟ้าสว่างวาบท่ามกลางเมฆครึ้ม
เสียงสายฟ้าแล่นเข้าหูผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างถ้วนทั่ว
ปลายแหลมของปราสาทสีดำที่สูงเสียดฟ้าทิ่มลึกเข้าไปในชั้นเมฆที่ลอยสูงอยู่บนท้องนภาอย่างสวยงาม
เบื้องหน้าหน้าต่างทรงโค้งซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของปราสาท จู่ๆ ชายรูปร่างสูงใหญ่ เจ้าของดวงตาเฉียบคมก็แสดงความตกตะลึงขึ้นมาอย่างกะทันหันเขาทอดมองออกไปไกล ก่อนจะมีท่าทางคล้ายได้พบเห็นภาพที่น่าตกตะลึงมากที่สุดในชีวิต ทว่าเพียงไม่นาน เขาก็มีท่าทีเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบคางแล้วหัวเราะออกมาในที่สุด “น่าสนใจจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะจบลงแบบนี้ ข้าคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะเนี่ย!”
“วะฮะฮ่า คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง!”
“ผิดคาด ไม่แน่นะ การซ้อมรบในครั้งนี้อาจจะสนุกขึ้นก็ได้!”
“ดีจริง! ควรค่าแก่การรอคอย!”
“ฮึๆ ราชอาณาจักรกำลังจะมียอดฝีมือเพิ่มขึ้นอีกแล้วหรือ?”
ระลอกพลังมหาศาลน่าสยดสยองที่ปรากฏขึ้นบนห้วงอากาศ เหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อนหน้านี้มีท่าทีเหมือนรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างก่อนที่พลังเหล่านั้นจะวาบผ่านท้องนภาที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้มด้วยท่าทางผิดคาดปนประหลาดใจจากนั้นก็สลายไปในที่สุด
ดูเหมือนเมฆดำบนท้องนภาจะครึ้มหม่นมากขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว
……
……
ณ เขาหอคอยคู่
“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ผู้หญิงที่ชื่อแพรีสเป็นคนสั่งให้เจ้ามาหาเรื่องข้างั้นหรือ?”ซุนเฟยถามขึ้นอย่างกะทันหัน
เลือดสดซึมออกมาจากบาดแผลมากมายที่อยู่บนร่างของเขาอย่างต่อเนื่องและแม้ว่าโหมดคนเถื่อนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งจนเกินมนุษย์ก็เถอะแต่เขาก็ยังไม่อาจขจัดคลื่นพลังที่แฝงอยู่ในบาดแผลบนร่างกายออกไปได้ในทันทีอยู่ดีคลื่นพลังเหล่านั้นไม่ต่างไปจากมีดโกนเล่มเล็กมากมายที่กรีดลงบนผิวหนังของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยเพราะเมื่อบาดแผลบนร่างเริ่มสมานเข้าด้วยกัน พลังเหล่านั้นก็จะฉีกแผลออกอีกครั้งทำให้เขาไม่อาจรักษาตัวเองให้หายขาดได้นั่นเอง
เศษพลังเหล่านี้ เป็นพลังที่อัศวินเกราะทองซัตตันพยายามส่งเข้าไปในร่างของซุนเฟยระหว่างการต่อสู้กันนั่นเอง สำหรับโหมดอาชีพที่ชอบต่อสู้แบบประจันหน้าชอบการปะทะแบบซึ่งๆ หน้าเช่นโหมดคนเถื่อนแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บเมื่อคู่ต่อสู้เป็นยอดฝีมือที่มีพลังแข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวเช่นนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมในเสี้ยววินาที
ในที่สุด อัศวินเกราะทองก็ยอมปริปากเสียที
“ท่านแพรีสสั่งห้ามไม่ให้ข้ามาหาเรื่องเจ้าต่างหากเพียงแต่ข้าซัตตัน ผู้ที่เป็นถึงหนึ่งในสิบอัศวินตัดสินแห่งตำหนักอัศวินจะมาหาเรื่องราชาป่าเถื่อนแค่คนเดียวต้องมีเหตุผลด้วยงั้นหรือ? เจ้าคนป่าเถื่อนที่น่าสงสารเอ๋ย เรื่องที่เจ้าทำมาน่ะไม่ว่าเรื่องไหนก็เพียงพอจะทำให้เจ้าถูกส่งเข้าไปรับโทษในตำหนักอัศวินได้ทั้งนั้น!”
“ฮ่าๆ งั้นหรือ? เช่นนั้นก็น่าเศร้าจริงๆ เพียงแต่ดูเหมือนเจ้าจะทำอย่างที่พูดไม่ได้แล้วล่ะ!” ซุนเฟยกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ
ทันทีที่สิ้นเสียงกล่าว จู่ๆ ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นอย่างกะทันหัน
แกรก...!
เสียงบางเบาซึ่งไม่น่าจะมีใครได้ยิน กลับดังก้องไปทั่วโลกา ราวเป็นเสียงจากระฆังยักษ์
รอยแตกเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนหอกทองของซัตตันในพริบตาและเมื่อเสียงแตกหักดังรัวมากขึ้นเรื่อยๆ รอยแตกบนหอกทองก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน เพียงไม่นาน หอกทองก็มีรอยแตกเต็มไปหมด ราวกับหอกนี้ถูกหมึกขีดจนกลายเป็นรอยสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น วินาทีต่อมา หอกที่ซัตตันตีขึ้นด้วยทองคำจำนวนมาก หอกที่เขารักดั่งแก้วตาดวงใจก็กลายเป็นเสี่ยงๆราวกับแจกันที่ตกลงพื้นอย่างแรง ตะกอนทองคำมากมายลอยไปกับสายลมราวกับเศษฝุ่นคล้ายผีเสื้อที่เริงระบำอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆ แห้งเหี่ยวแล้วตายลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย!
“ข้าขอสาบานว่า หากเจอกันครั้งต่อไปข้าต้องส่งเจ้าเข้าไปรับโทษในตำหนักอัศวินให้ได้!”
อัศวินเกราะทองซัตตันมองหอกทองที่สลายกลายเป็นผุยผงและลอยละล่องไปกับสายลมของตัวเอง พลางรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกตกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่า อาวุธอันล้ำค่าของตัวเองถูกหมัดที่น่าหวาดกลัวของเจ้าคนป่าเถื่อนตรงหน้ากระแทกจนกลายเป็นรอยตั้งแต่กำลังต่อสู้แล้ว แต่ที่มันยังไม่แตกสลายนั้น เป็นเพราะเขาใช้คลื่นพลังในร่างประคองมันอยู่นั่นเอง
“ครั้งต่อไป ก็ยังจบลงแบบเดิมอยู่ดีนั่นแหละ!”
ซุนเฟยเบะปากอย่างหยามเหยียดหากไม่ใช่เพราะข้างล่างนั่นมีสายตามากมายจับจ้องอยู่ล่ะก็ ไม่แน่ยอดอัจฉริยะผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ตรงหน้าอาจจะไม่มีโอกาสครั้งต่อไปแล้วก็ได้
เมื่อแสงสีทองสว่างวาบขึ้น จู่ๆบาดแผลบนร่างของซุนเฟยก็ค่อยๆ สมานเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง
เพียงพริบตาเดียว ซุนเฟยก็ทนกับความเจ็บปวดพลางขับคลื่นพลังธาตุทองที่แฝงอยู่ในร่างออกไปด้วยพลังของคนเถื่อน จากนั้นก็ดื่มน้ำยารักษาชีวิตตามเข้าไป เพียงเท่านี้ บาดแผลมากมายที่มีหยดเลือดซึมออกมาอย่างต่อเนื่องก็หายไปอย่างรวดเร็วไม่มีเหลือแม้แต่รอยแผลเป็นเลยด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะรอยขีดข่วนที่หอกทองทิ้งเอาไว้บนชุดเกราะยังอยู่ล่ะก็ต้องดูไม่ออกแน่ๆ ว่าซุนเฟยเพิ่งผ่านสงครามอันดุเดือดมา
ต่างกับซุนเฟยที่หายดีได้ในพริบตาอัศวินเกราะทองกลับมีอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว...
แกรกๆๆ...!
เสียงแตกหักดังรัวขึ้นอย่างแผ่วเบาอีกครั้งเพียงแต่ในครั้งนี้ สิ่งที่แหลกสลายดั่งแจกันที่ถูกทุบกลับเป็นชุดเกราะสีทอง ซึ่งประกายแสงวาววับบนร่างของซัตตันแทนทุกอย่างเป็นเหมือนตอนหอกทองแตกสลายลงไม่มีผิด ชุดเกราะเริ่มแตกตั้งแต่ทางด้านล่างแล้วลามขึ้นมาข้างบนอย่างรวดเร็ว รอยแตกลุกลามไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ขาไปจนถึงส่วนศีรษะสุดท้ายชุดเกราะสีทองก็ไม่อาจทนทานต่อความเสียหายได้อีกต่อไปมันร่วงลงมาจากร่างของซัตตันราวกับเปลือกไข่ที่แตกสลายแล้วลอยไปตามสายลมในที่สุด...
สิ่งที่ลอยไปพร้อมๆ กับชุดเกราะ ยังมีเกราะบางใต้เกราะสีทองและเสื้อผ้าที่เขาสวมด้วย
ซัตตันผู้ที่ได้ฉายาว่าอัศวินแห่งดวงอาทิตย์ ผู้ที่เป็นถึงหนึ่งในสิบอัศวินตัดสินของตำหนักอัศวินกลับยืนตระหง่านอยู่บนเขาหอคอยคู่ในสภาพเปลือยเปล่าต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้แต่ส่วนที่ลับมากที่สุดในร่างกายก็ยังเปลือยเปล่า ไม่มีสิ่งใดมาปกปิดเลย
“เจ้าคนป่าเถื่อน สักวันข้าจะเอาคืนที่เจ้าทำให้ข้าต้องอับอายในวันนี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าเลยคอยดู!”
ดวงตาของซัตตันมีเพลิงแห่งความแค้นลุกโชน เขายืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาโดยไม่มีการปกปิดใดๆ เลยสักนิด เขายืนร่างเปลือยเปล่าตรงตระหง่านบางทีอาจเป็นเพราะไม่มีชุดเกราะและเสื้อผ้าปกปิดร่างกายอีกต่อไปเขาจึงพยายามยืดร่างให้สง่าผ่าเผยมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง เรื่องความอัปยศที่ต้องยืนร่างเปลือยยังไม่เท่าไรแต่สิ่งที่ทำให้เขาแค้นจนแทบจะเป็นบ้า เป็นความจริงอันโหดร้ายที่คู่ต่อสู้เอาชนะตนได้อย่างง่ายดายต่างหากทว่ายอดอัจฉริยะที่โด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อยคนนี้ก็ยังแสดงมุมที่แข็งแกร่งมากกว่าคนทั่วไปออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เขายังคงรักษาท่าทีสงบเอาไว้ไม่ได้สติแตกแต่อย่างใด
หลังจากนั้น จู่ๆเรื่องน่าสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้นจนได้
จู่ๆ ละอองเลือดมากมายก็เริ่มปะทุออกมาจากร่างของอัศวินเกราะทองอย่างไร้ซุ่มไร้เสียงร่างของซัตตันไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อยเลือดเหล่านั้นกลับพุ่งออกมาจากรูขุมขนของเขาเสียอย่างนั้น ที่แท้อวัยวะภายในของเขาก็ถูกหมัดอันป่าเถื่อนของซุนเฟยกระแทกจนได้รับบาดเจ็บตั้งนานแล้วนั่นเองก่อนหน้านี้ เขาพยายามเก็บกลั้นอาการบาดเจ็บของตัวเอง ด้วยคลื่นพลังอันแข็งแกร่งในร่างกายมาโดยตลอดแต่ในที่สุด เขาก็ทนเก็บกลั้นมันเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ อาการบาดเจ็บทั้งหมดจึงปะทุออกมาในครั้งเดียวนั่นเอง
เขารู้สึกสมองพร่าเบลอ อัศวินเกราะทองยืนตรงไม่ไหวอีกต่อไปร่างเปลือยเปล่าโซเซไปมา จนท้ายที่สุด เขาก็ประคองร่างเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้ว นักรบถูกสายลมบนยอดเขาพัดจนร่างปลิวออกไปในที่สุดร่างของเขาดิ่งลงจากเขา ราวกับขอนไม้ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ...
“อ้อ จริงสิ ข้าลืมบอกเจ้าไป ข้าไม่อยากชิงตำแหน่งจักรพรรดิบ้าบออะไรนั่นเลยสักนิดไม่มีเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เพราะฉะนั้น ทางที่ดีอย่ามายุ่งกับข้าดีกว่า เพราะข้าเองก็ไม่ใช่พวกมีความอดทนสูงเหมือนกันข้ามันพวกความอดทนต่ำเลยล่ะ ต่ำมากเลยด้วย!”
นี่เป็นคำสุดท้าย ที่ซัตตันได้ยินจากปากของเจ้าราชาป่าเถื่อนที่สมควรตายนั่นก่อนที่เขาจะหมดสติไป
ผู้คนด้านล่างพากันร้องอุทานขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
--------------