บทที่41
เตรียมการบุกเมือง
ทางฝั่งบูรพาหลังจากที่โดนปิดเมืองไปในตอนนี้เส้นทางการเดินทางเข้าไปสู่เขตอื่นๆถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์ราชสำนักไม่ปล่อยให้แม้แต่คนเดียวเดินทางเข้ามาแม้แต่เหล่าขุนนางที่เป็นขุนนางที่ดูแลจัดการบริเวณเมืองต่างๆเองก็ไม่ได้รับสิทธิ์ในการเดินทาง
วันที่สิบสองเดือนเก้าสถานการณ์ทางด้านฝั่งปราการสุดท้ายของอ๋องหลันกำลังย่ำแย่ตอนนี้พวกมันโดนบุกอย่างต่อเนื่องกองทัพจากเมืองหลวงที่นำโดยแม่ทัพใหญ่ทำการบุกเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน
ทำให้สถานการณ์ในตอนนี้ทางด้านของผู้ที่คิดก่อการกบฏขึ้นมากำลังย่ำแย่อาหารและไพร่พลเองก็ร่อยหรอจนพวกมันนั้นแทบจะไม่มีคนต่อต้านกองทัพที่เกรียงไกรที่กำลังล้อมรอบเมืองทั้งสามทิศอยู่
เรียกได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เต็มไปด้วยความย่ำแย่อ๋องหลันที่กำลังประจำการอยู่ภายในเมืองเต็มไปด้วยความร้อนรนใจ
สถานการณ์ในตอนนี้โรคระบาดที่พวกมันวางแผนเอาไว้มันก็ยังไม่ได้เล่นงานพวกกองทัพหนักหนาขนาดที่จะทำให้พวกมันได้รับชัยชนะ
แน่นอนว่าโรคระบาดที่พวกมันปล่อยออกมามันทำให้ภายในกองทัพได้รับผลกระทบ
แต่ว่าภายในกองทัพมีทหารประมาณห้าพันนายที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับโรคระบาดในครั้งนี้
ณกระโจมสีขาวขนาดใหญ่ใจกลางกองทัพอันเกรียงไกรที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าเมือง
แม่ทัพใหญ่นามไป๋เฟิ่งผมใส่ชุดเกราะสีทองนั่งประจำการอยู่บริเวณภายในกระโจมตรงบริเวณที่นั่งตำแหน่งประธานด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม
นางไปดวงตาหงส์ของตนเองกวาดไปมองเหล่าแม่ทัพที่นั่งอยู่บริเวณด้านหน้าแม่ทัพที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านหน้าเป็นแม่ทัพจำนวนประมาณสามนาย
นางแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยเย็นชาแล้วก็กล่าวออกมา“ ว่าอย่างไร? สถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ”
แม่ทัพวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาประสานกันและกลุ่มรายงานก้มผู้ที่อยู่ด้านหน้า“ เรียนท่านแม่ทัพสถานการณ์ในตอนนี้ภายในกองทัพมีทหารที่เริ่มติดโรคระบาดมากขึ้นแล้ว”
“ จำนวนคนที่ติดโรคระบาดมีประมาณห้าพันนายก็จริงอยู่แต่คนที่เข้าใกล้และเสี่ยงจะติดโรคระบาดมีประมาณหมื่นนาย” ทหารผู้นั้นทำการรายงานออกมาด้วยท่าทางที่จริงจัง
ไป๋เฟิ่งก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงในระดับหนึ่งและก็แสดงท่าทางขบคิดอย่างจริงจัง
‘ ไม่ไหวจริงๆด้วย ตัวของข้าคิดว่าตอนแรกถ้าพยายามแยกคนที่มีโอกาสจะติดโรคระบาดออกไปมันจะทำให้ทหารภายในกองทัพคุมโรคระบาดได้ง่ายดายมากขึ้นแต่ว่ามันก็สามารถชะลอมาได้ถึงหนึ่งเดือนที่กองทัพได้รับผลกระทบเพียงแค่เล็กน้อยคงจะถึงขีดจำกัดแล้ว’ ไป๋เฟิ่งพยายามทำทุกวิถีทางในช่วงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาในการยึดสถานการณ์ของกองทัพไม่ให้ย่ำแย่ลงไป
ได้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานางทำการแยกแยะพวกเหล่าทหารที่มีท่าทางว่าจะติดโรคระบาดแยกออกไปแน่นอนว่าวิธีนั้นมันทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นมันสามารถทำให้โรคระบาดชะลอลงแต่ว่าในขณะเดียวกันมันก็คงจะไม่สามารถหยุดยั้งโรคระบาดที่กำลังระบาดขนาดใหญ่ในครั้งนี้ได้
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาสามารถทำให้โรคระบาดระบาดได้เพียงแค่นี้และส่งผลกับกองทัพได้เพียงแค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ไป๋เฟิ่งทำดีที่สุดแล้วทำการแยกพวกทหารที่ป่วยเป็นโรคระบาดถอยออกไปจากกองทัพและก็แยกไปรวมกับเหล่าชาวบ้านภายในเมือง
หมวกทหารที่ป่วยเป็นโรคนี้มีร่างกายที่แข็งแรงมากกว่าคนธรรมดามันเลยทำให้พวกเขานั้นพ่อจะมีเรี่ยวแรงในการต่อต้านโรคระบาดอาการของพวกเขาไม่ได้หนักเท่าพวกชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอันใดมาเลย
ถึงอย่างไรในตอนนี้สถานการณ์มันก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันกำลังจะไม่ไหวแล้ว
ไป๋เฟิ่งจึงทำการตัดสินใจลุกขึ้นอย่างรวดเร็วใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปยังเหล่าแม่ทัพ“ เตรียมทัพใหญ่!!! ในวันผู้นี้ข้าจะออกรบแผนการที่เตรียมเอาไว้จัดการตามนั้นในวันผู้นี้พวกเราจะทำการพิชิตเมืองนี้ ”
แม่ทัพที่กำลังนั่งอยู่ด้านหน้าแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจจากนั้นก็ทำการอุทานออกมา“ อันใดกัน!!! เอาจริงๆอย่างนั้นหรือขอรับท่านแม่ทัพในวันผู้นี้!!! ”
แน่นอนว่าเหล่าแม่ทัพต้องพากันตื่นตระหนกตกใจอยู่แล้วเพราะว่าพวกเขานั้นทำการเตรียมการบุกสถานที่แห่งนั้นมาเป็นเวลานานในตลอดนับเดือนที่ผ่านมาทำการบุกอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงเข้าไปภายในตัวเมืองได้
เป็นเพราะว่าชัยภูมิที่แข็งแกร่งและก็มีจุดตั้งรับเป็นอย่างดีเลยทำให้พวกมันสามารถป้องกันเมืองมาได้ขนาดนี้
แล้วอยู่ๆท่านแม่ทัพบอกว่าสึกทั้งหมดจะต้องจบลงในวันพรุ่งนี้แน่นอนว่าพวกมันต้องตื่นตระหนกตกใจอยู่แล้วที่ผ่านมาพวกมันก็ร่วมหารือกับแผนการที่ดำเนินอยู่มาตลอด
แต่มีหลายๆครั้งที่ทำสงครามพวกมันที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่เข้าใจความคิดอ่านของผู้เป็นนายเลยสักนิดแม่ทัพสตรีผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นมีความคิดอันใดสักอย่างที่พวกเขานั้นไม่เข้าใจ
แต่ในหลายสมรภูมิที่ผ่านมาความคิดที่ไม่เข้าใจที่แสดงออกมามันก็ทำให้สงครามนั้นจบลงตลอด
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้สนใจกับท่าทางที่ตื่นตระหนกตกใจของเหล่าแม่ทัพและก็ตอบกลับไป“ ข้าพูดไปแล้วเตรียมทำให้พร้อมในวันพรุ่งนี้เราจะบุกเต็มกำลังเข้าไปชิดกำแพงเมืองจากนั้นก็จะทำลายประตูเมืองและบุกเข้าไปภายในเมืองจบเรื่องวุ่นวายในตอนนี้ให้เร็วที่สุด”
ไป๋เฟิ่งนางรู้ดีว่าในตอนนี้สิ่งที่มันบีบคั้นตัวของนางและกองทัพอยู่ก็คือเวลาที่ใกล้เข้ามา
ยังไม่รีบสะสางกับปัญหาด้านหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแน่นอนว่าโรคระบาดที่เป็นปัญหาตามหลังจะเล่นงานพวกเขาอย่างแน่นอน
….
หลังจากที่ทำการตกลงกันจนเสร็จเรียบร้อยเหล่าแม่ทัพได้สั่งการให้เหล่าทหารจัดเตรียมกองทัพทั้งหมดพวกทหารหลังจากที่ได้รับคำสั่งพวกมันทำการเตรียมตัวทุกอย่าง
ยามที่ท้องนภาในวันใหม่เริ่มขึ้นแสงอรุณส่องแสงสว่างไสวเปล่งประกายสัญญาณของวันใหม่เริ่มขึ้นในวันนี้มีลมหนาวเข้ามาเยี่ยมเยียนหนึ่งคราก่อนที่จะเข้าสู่ภายในฤดูเหมันต์ในอีกไม่นานกำแพงเมืองสูงใหญ่ตั้งตระหง่านที่มีลูกธนูมากมายปักคาอยู่บริเวณตัวกำแพงเป็นร่องรอยของการต่อสู้ที่ผ่านพ้นมาอย่างดุเดือดเบื้องหน้าของกำแพงเมืองห่างไกลออกไปประมาณห้าลี้กองทัพขนาดใหญ่ที่มีคนถึงหกหมื่นตั้งแถวเป็นรูปปีกกา
อ๋องหลันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาเป็นเวลาหลายวันมันอยู่ในสภาวะวิตกกังวลและในตอนนี้หลังจากที่ได้รู้ว่าบริเวณด้านหน้าเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมันก็รีบลุกหน้ามาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมยาวลายมังกรก้าวขึ้นมาบริเวณด้านบนกำแพงเมืองพ่อสายตามองยาวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วมองตรงไปยังบริเวณกองทัพที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกไป
ดวงตาคู่นั้นที่มองตรงยาวไปมองเห็นกองทัพมากมายที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าเมืองกองทัพหลายหมื่นตั้งแถวเรียงหน้ากันมันไม่สามารถนับด้วยสายตาหมด
จะได้เห็นภาพเช่นนั้นมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นมันยิ่งแสดงท่าทางร้อนรนมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้อีกรีบหันไปหากุนซือหนุ่มที่อยู่ข้างกาย “ ทีนี้จะทำอย่างไรดีเล่าดูสิกองทัพมากมายขนาดนั้นดูท่าทางแล้ววันนี้นางคงจะเตรียมพร้อมในการบุกเข้ามาทะลวงกำแพงเมืองอย่างแน่นอน”
กุนซือที่ยืนอยู่ใช้ดวงตามองตรงไปด้านหน้าด้วยท่าทางที่สุขุมเยือกเย็นภายในแววตาของมันปรากฏความคิดบางอย่างใดตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนว่าภายในกองทัพมันจะมีเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้นแล้วพะยะค่ะไม่เช่นนั้นแม่ทัพใหญ่คงจะไม่ทำการรวบรวมกำลังและเตรียมพลบุกวันนี้อย่างแน่นอน ”
กุนซือผู้นี้แม้ว่าจะยังหนุ่มฉกรรจ์แต่ว่าประสบการณ์และความคิดของเขาเฉียบขาดใช่เล่นในขณะตอนนี้เขายังสามารถทำการคิดอ่านความคิดของอีกฝ่ายและอ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
ดูเหมือนว่ามันจะเข้าใจด้วยว่าสถานการณ์ภายในกองทัพตอนนี้เป็นอย่างไรแล้วที่ไป๋เฟิ่งทำการรวบรวมคนจำนวนมากก็เพื่อที่จะทำการบุกเป็นเพราะว่ากองทัพของนางเริ่มได้รับผลกระทบกับโรคระบาด
อ๋องหลันได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันจากนั้นมันก็ทำการกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ร้อนรน “ถึงได้รับผลกระทบแล้วอย่างไรเจ้าดูสถานการณ์ในตอนนี้นางทำการรวบรวมกองทัพมหาศาลขนาดนั้นดูท่าทางแล้วตั้งใจจะบุกปราการสุดท้ายแห่งนี้ให้แตกพ่ายเพราะแบบนั้นโรคระบาดภายในกองทัพมันจะมีผลอันใด ”
อ๋องหลันตอนนี้รู้ดีที่สุดว่าถึงแม้ว่าโรคระบาดจะเกิดขึ้นภายในกองทัพจริงๆแต่ว่าถ้ากองทัพของอีกฝ่ายบุกทะลวงเข้ามาภายในตัวเมืองและคว้าชัยชนะได้โรคระบาดที่ระบาดไปมันจะมีผลอันใดกันเล่า
กุนซือหนุ่มยังคงแสดงท่าทางที่สงบนิ่งและก็หันไปตอบกลับกับผู้เป็นนายของตนเอง“ ไม่ต้องกังวลหรอกพะย่ะค่ะอย่างไรเสียในตอนนี้เป้าหมายของพวกเราก็เสร็จเรียบร้อยแล้วข้าได้เตรียมแผนการถัดไปเอาไว้แล้วต่อให้พวกนั้นบุกเข้ามาภายในเมืองอย่างไรเสียก็ไม่มีทางที่จะได้ตัวพวกเราอย่างแน่นอน ”
ใบหน้าของคนพวกนี้ดูมีแผนการณ์บางอย่างที่ซ่อนเร้นเอาไว้อยู่อ๋องหลันได้ยินกุนซือของตนเองตอบกลับออกมาเช่นนั้นภายในใจของมันก็เริ่มคลายความกังวลลงเล็กน้อยแต่ในขณะเดียวกันเมื่อหันไปมองกับกองทัพขนาดใหญ่ด้านหน้ามันเองก็ยังคงไม่คลายใจ
กองทัพหลายหมื่นที่ยืนประจันหน้าธงสึกถูกยกขึ้นกองผ้าถูกตีดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนไปทั่วทั้งผืนฟ้ากองทัพหลายหมื่นด้านหน้ากำลังจะเตรียมการพร้อมบุกเข้ามาภายในใจของอ๋องหลันกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองสะท้านด้วยความหวาดกลัว
จบบท