เมื่อเย่หยางมาปรากฏตัวในมหาสมุทรภาพกระบี่ขนาดใหญ่บนท้องฟ้าทำให้เขาตระหนกใเป็อย่างยิ่ง
กระบี่เล่มนี้มีความสูงกว่าหนึ่งหมื่นจ้างตัดผ่านผืนฟ้า ลอยคว้างอยู่เหนือมหาสมุทรและสิ่งที่ทำให้เย่หยางใมากที่สุดก็คือปลายกระบี่เล่มนี้หัก
เมื่อเห็นภาพดังกล่าวเย่หยางถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้จดจำได้ทันทีว่ากระบี่หักเล่มนี้เขาได้ถือมันไว้ก่อนสิ้นชีพ
ในชีวิตก่อนหน้าเย่หยางถือเป็เ้าหน้าที่โดดเด่นมากความสามารถเคยคว้าชัยชนะในการแข่งขันสามรายการติดต่อกัน ทักษะการต่อสู้ของเขาจัดได้ว่ายากจะหาผู้ใดทัดเทียม
ปฏิบัติการลับครั้งสุดท้ายเขาได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อคุ้มกันกระบี่หักลึกลับที่เพิ่งค้นพบใหม่ทว่าระหว่างการคุ้มกันเกิดพายุหิมะถล่มอย่างหนักส่งผลให้ร่างของเย่หยางถูกกลบฝังอยู่ใต้หิมะ โดยยังมีกระบี่หักเล่มดังกล่าวอยู่ในมือของเขาเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองได้มาอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว
การปรากฏตัวของกระบี่หักทำให้เขาััได้ถึงความลึกลับพิศวงนับไม่ถ้วนในจิตใจเขายังคงแอบสงสัยว่าต้นกำเนิดของกระบี่หักเล่มนี้มาจากที่ใดไฉนถึงติดตามเขามาถึงที่นี่
ขณะนั้นเองกระบี่เล่มั์ที่ทะลุทะลวงผ่านผืนฟ้าก็สั่นะเือย่างรุนแรงต่อมาก็ปรากฏกลุ่มแสงลอยลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าอกของเย่หยาง
เย่หยางสับสนอยู่ไม่น้อยหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปทางกลุ่มแสงอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ปลายนิ้วััโดนกลุ่มแสงเย่หยางก็รู้สึกราวกับว่าศีรษะกำลังจะะเิข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในความคิดจิตใจของเขา
"อ๊ากกก"
แม้ว่าเย่หยางจะเป็คนอดทนเพียงใดแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอามือกุมศีรษะ แล้วกู่ร้องออกมาด้วยความเ็ปนานกว่าหนึ่งก้านธูป[1]หลังจากนั้นก็มีบางอย่างปรากฏขึ้นในใจของเย่หยาง
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทำให้เย่หยางรู้ว่าสิ่งที่ตนเองได้รับคือเคล็ดวิชาที่มีชื่อเรียกว่า ‘เคล็ดสังหารเทพ’
โลกใบนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชีวิตก่อนหน้าของเย่หยางที่นี่คือโลกแห่งการฝึกฝน ทุกคนต้องร่ำเรียนฝึกฝนวรยุทธ์ ดูดซับปราณฟ้าดินเพื่อนำกลับมาใช้งานในรูปแบบของตนเอง สร้างพลังงานในร่างที่มีชื่อเรียกว่า ปราณแท้
หลังผ่านการลองผิดลองถูกเคี่ยวกรำมานานนับหมื่นปีในที่สุดโลกนี้ก็มีระดับการฝึกฝนที่แม่นยำชัดเจนยิ่ง โดยแบ่งเป็ระดับนักรบจอมยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ ยอดยุทธ์ าายุทธ์ ราชันยุทธ์...
วิธีการดูดซับปราณฟ้าดินเพื่อนำมาใช้ถูกเรียกว่าเคล็ดบ่มเพาะส่วนการใช้พลังปราณแท้ในร่างกายเปลี่ยนมาเป็พลังการโจมตีที่ทรงพลังเรียกว่าวิชายุทธ์หรือวรยุทธ์อีกทั้งไม่ว่าจะเป็เคล็ดบ่มเพาะหรือวิชายุทธ์ล้วนถูกแบ่งเป็สี่ระดับคือ ์โลก เสวียน หวง แต่ละระดับถูกแบ่งออกเป็สามขอบเขตย่อยได้แก่ ระดับต่ำ ระดับกลางระดับสูง
เมื่อฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะทั่วทั้งใต้หล้าไปถึงระดับหนึ่งจนปราณแท้ภายในร่างเต็มเปี่ยมผู้ฝึกสามารถใช้ปราณแท้ทะลวงผ่านขอบเขตพันธนาการ หลังการยกระดับขอบเขตยุทธ์ปริมาณปราณแท้ภายในร่างจะพัฒนาและเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เย่หยางไม่รู้ว่า ‘เคล็ดสังหารเทพ’ เป็เคล็ดบ่มเพาะในระดับใดไม่มีคำแนะนำไว้ มีเพียงชื่อแลวิธีฝึกฝนเท่านั้น
ถึงกระนั้นสิ่งที่ทำให้วิชานี้แตกต่างจากเคล็ดบ่มเพาะที่ตระกูลเย่ฝึกฝนคือหลังจากบรรลุถึงระดับนักรบด้วย 'เคล็ดสังหารเทพ' แล้ว ผู้ฝึกจำเป็ต้องพึ่งพาการเข่นฆ่าสังหารเพื่อยกระดับให้ก้าวหน้าต่อไป
ส่วนในแง่ของการฝึกฝนประจำวันนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเคล็ดบ่มเพาะอื่นๆเขาจำเป็ต้องดูดซับปราณฟ้าดินจนปราณแท้ภายในร่างเต็มเปี่ยมทว่าเมื่อสั่งสมปราณแท้ถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ว่าจะพยายามดูดซับปราณแท้มากขึ้นเพียงใดก็ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้มีแต่จะต้องเข่นฆ่าสังหารศัตรูที่มีระดับเท่ากันหรือเหนือกว่าจากนั้นก็ดูดซับจิติญญาของฝ่ายตรงข้ามเพื่อพัฒนาสู่ขอบเขตต่อไป
หลังจากอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของวิชาเย่หยางก็รู้สึกมีความสุขเป็อย่างยิ่งเขารู้ว่า่เวลาแห่งฤดูใบไม้ผลิของตนใกล้มาถึงแล้ว ด้วยเพราะ 'เคล็ดสังหารเทพ'ไม่มีข้อจำกัดในการฝึกฝน ทำให้เขาไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ปัญหาคอขวดหรือความผิดปกติต่างๆในการฝึกฝนเช่นดั่งในอดีตอีกต่อไป
เขาสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้นในใจวันนี้เย่ฉงทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าธารกำนัลมันช่วยตอกย้ำทำให้เขาตระหนักว่าความแข็งแกร่งนั้นสำคัญเพียงใด
หากไร้ซึ่งพลังต่อให้เป็บุตรชายของผู้นำตระกูล เขาก็ยังคงถูกเหยียบย่ำต่อไปนี่คือความโหดร้ายของโลกที่ความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญยิ่ง
ตระกูลเย่มีกฎที่ปฏิบัติมาอย่างยาวนานว่าผู้าุโห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวการแข่งขันระหว่างผู้เยาว์เป็อันขาดแม้เย่หยางจะถูกรังแก แต่เย่หลิงเทียนก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้
หลังจากผ่อนอารมณ์ให้สงบลงอย่างสมบูรณ์เย่หยางก็นั่งลงขัดสมาธิบนเตียง ประสานฝ่ามือสร้างสัญลักษณ์ตามวิธีที่ปรากฏใน 'เคล็ดสังหารเทพ'
ระหว่างที่เขาทำมุทราอยู่นั้น ปราณฟ้าดินรอบตัวก็เริ่มผันผวนอย่างน่าประหลาดชั่วขณะต่อมาร่างกายของเขาก็กลับกลายเป็เหมือนแม่เหล็ก ดูดซับพลังปราณฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างมันก็หลั่งไหลไปยังเส้นชีพจรตามร่างกาย ทะลุทะลวงไปสู่จุดตันเถียนดั่งชลธีหลายร้อยสาย
ภายในจุดตัดเถียนของเย่หยางได้ปรากฏมวลปราณซึ่งเกิดจากปราณแท้ขณะที่ 'เคล็ดสังหารเทพ'ทำงาน มวลปราณก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับไหเมื่อมีปราณแท้อยู่มากเกินไป ไหดังกล่าวก็จะแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
ขณะมวลปราณกำลังแตกสลายพลังปราณแท้ในจุดตันเถียนก็พวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่งหลั่งไหลไปตามเส้นลมปราณของเย่หยางราวกับสายน้ำหลากหวนกลับ
ขณะมวลปราณในจุดตันเถียนของเขากำลังไหลย้อนกลับเส้นลมปราณของเย่หยางก็ขยายกว้างขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อเส้นลมปราณขยายกว้างร่างกายของเย่หยางก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกรูขุมขนกำลังดูดซับพลังดังกล่าวอย่างตะกละตะกลาม
หลังผ่านไปชั่วครู่ปราณแท้ทั้งหมดก็กลับมารวมตัวอยู่ที่จุดตันเถียนส่งผลให้มวลพลังปราณแท้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
เย่หยางค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูฝ่ามือของตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อััได้ถึงพลังพลุ่งพล่านภายในกาย แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
‘ฟึบ’
เพียงปล่อยหมัดเบาๆแผ่นกระดาษที่อยู่บนโต๊ะห่างออกไปห้าฉือ[2]ก็ปลิวกระเด็นไปตามแรงลม
“อำนาจแท้จริงของโลกใบนี้ช่างทรงพลังยิ่งพึ่งทะลวงสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสี่นภาข้าก็ััได้ถึงพลังอำนาจที่ยากจะจินตนาการได้”
‘ฟึบ ฟึบ ฟึบ’
เย่หยางเคลื่อนไหวติดต่อกันหลายครั้งเพื่อฝึกฝนทักษะการต่อสู้ของชาติที่แล้วพบว่าไม่เพียงความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้น แต่ความเร็วยังสูงล้ำขึ้นอีกด้วยจนเขาอดรู้สึกปลาบปลื้มไม่ได้
เมื่อเย่หยางเปิดประตูออกไปเวลาก็ผันผ่านไปกว่าหนึ่งวันแล้ว ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งรู้สึกว่าผ่านไปไม่กี่ลมหายใจแต่แท้จริงแล้วเขากลับใช้เวลาฝึกฝนนานพอสมควร
‘โครกคราก’
ทันใดนั้นเสียงท้องของเย่หยางก็ดังขึ้นบ่งบอกว่านี่เป็เวลาใกล้เที่ยงวันแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกินอาหารกลางวันเขาจึงเดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
ตระกูลเย่เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองปาฮวงร่วมกับตระกูลจ้าวและตระกูลกู่ รวมแล้วมีคนในตระกูลกว่าสามพันคนซึ่งพวกเขาทำหน้าที่บริหารตลาดและทำการค้ากับนักผจญภัยในเมืองตงครอบคลุมธุรกิจหลายแขนง ทั้งยังมีร้านค้าหลายร้อยแห่งแม้ธุรกิจจะเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างยิ่งแต่การชุบเลี้ยงประชากรจำนวนมากก็ถือเป็เื่ยากอยู่ดี
เหล่าชายหนุ่มเด็กสาวที่ฝึกซ้อมวรยุทธ์มาตลอดทั้งวันยามนี้กำลังหิวโหยเป็อย่างยิ่งทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารขนาดใหญ่จนดูเซ็งแซ่ราวกับตลาดผัก
ทว่าทันทีที่ร่างสูงสวมชุดสีดำปรากฏขึ้นเสียงเซ็งแซ่ภายในโรงอาหารก็เบาลงเรื่อยๆ จนเงียบสนิทในที่สุด
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังเย่หยางส่วนใหญ่เผยให้เห็นถึงความรังเกียจมีสตรีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มองเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เย่หยางทอดถอนหายใจ ข้าแค่อยากมีชีวิตเรียบง่ายทำไมความปรารถนาธรรมดาๆ ถึงได้ยากเย็นเพียงนี้
คิดได้ดังนั้นเขาก็เดินไปหน้าโรงอาหารผ่านแผงอาหารที่มีอาหารทุกชนิดวางเรียงรายอยู่อาหารที่ตระกูลเย่กินนับว่าเปี่ยมด้วยคุณภาพทีเดียว
ขณะเย่หยางกำลังตักอาหารใส่จานทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“สิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์เราคือเข้าใจในตนเองพวกที่ไร้ประโยชน์ควรที่จะรอให้คนอื่นกินเสร็จก่อนแล้วค่อยเข้ามา ข้าล่ะสงสัยจริงๆไฉนถึงยังมีคนหน้าด้านหน้ามึนขนาดนี้อยู่”
“ใช่สงสัยเมื่อวานถูกทุบตีหนักไปจนสมองเลอะเลือน วันนี้เลยจำอะไรไม่ค่อยได้เสียกระมังหรือไม่”
“หรือเป็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนเกือบจมน้ำตายทั้งยังถูกต่อยซ้ำเข้าไปอีก วันนี้เลยกลายเป็คนโง่เขลาไร้สติไปแล้ว”
คนกลุ่มหนึ่งหัวเราะกันอย่างชอบอกชอบใจมือที่จับจานของเย่หยางสั่นเล็กน้อย ส่วนอีกข้างก็กำแน่น แต่ไม่นานนักมันก็คลายออกในใจก็แอบเย้ยหยันต่อล้อต่อเถียงกับเด็กเมื่อวานซืนมีแต่จะทำให้เขาตกต่ำลงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เขาจึงแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินจากนั้นก็ไปหาโต๊ะว่างๆ นั่งลงกินอาหารราวกับไม่มีผู้ใดอยู่แถวนี้
การปฏิบัติตัวของเย่หยางทำให้เหล่าคนหนุ่มสาวต่างพากันประหลาดใจหากเป็เย่หยางคนเดิม เขาคงจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนวิ่งหนีออกไปจากโรงอาหารแต่วันนี้เขาเปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความขี้ขลาดเช่นในอดีต แต่กลับดูสงบเสงี่ยมจนน่ากลัว
ทันใดนั้นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ขยิบตาให้เย่ฉงเขาพยักหน้ารับแล้วเดินไปหาเย่หยางทันที
แม้ว่าเย่หยางกำลังกินอาหารอยู่แต่เขาก็ ‘เห็น’ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในโรงอาหารหลังจากฝึกฝนเคล็ดสังหารเทพ เย่หยางก็ค้นพบว่าตนเองมีความสามารถพิเศษเพิ่มเติมเขาสามารถใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบได้
ทำให้เย่หยางรับรู้ทุกสิ่งได้อย่างชัดเจนภายในรัศมีสิบจ้างการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นไม่อาจเล็ดลอดการรับรู้ของเย่หยางจึงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงในลำคอ ‘ในเมื่อเ้าอยากจะเล่นข้าก็จะเล่นกับเ้า’
เย่ฉงเดินเข้ามาหาเย่หยางอย่างไม่ยี่หระพร้อมกอดอกเยาะเย้ย "เ้าเป็สุกรงั้นรึ มีเพียงสุกรเท่านั้นที่ตั้งหน้าตั้งตาจะกินอยู่ท่าเดียวโดยไม่สนใจว่าตนเองจะโดนทุบตีหรือไม่เื่เมื่อวานคงไม่สาแก่ใจสินะ? อยากจะลองอีกไหมเล่า"
เย่หยางเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากเบาๆก่อนจะเหลือบมองเย่ฉงด้วยหางตา พร้อมกล่าวเย้ยหยันขึ้น “เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนน่ารำคาญเพียงใดคงอยากโดนข้าหักขาสุนัขของเ้ามากใช่หรือไม่”
"รนหาที่ตาย!"
เย่ฉงร้องคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มือต่อยใส่ขมับของเย่หยางหมายมาดสังหารเขาในการโจมตีนี้เมื่อเห็นเช่นนั้นสตรีหลายคนก็กรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก
อย่างที่รู้กันว่าขมับเป็ส่วนสำคัญของร่างกายมนุษย์หากโดนโจมตีเข้าใส่มีโอกาสที่คนผู้นั้นจะตายในทันทีส่งผลให้สายตาของเย่หยางแปรเปลี่ยนเป็เ็า จิตสังหารเอ่อล้นชายผู้นี้รนหาที่ตายเสียจริง
‘ตูม’
ขณะที่ทุกคนกำลังร้องอุทานเย่หยางก็จับหมัดของเย่ฉงแน่นด้วยมือข้างเดียวขณะเดียวกันก็ใช้หมัดอีกข้างกระแทกใส่จมูกเย่ฉงอย่างจัง
‘กรุ๊บ’
ทันทีที่หมัดของเย่หยางอัดกระแทกเข้าใส่ก็บังเกิดเสียงกระดูกหักดังขึ้นร่างของเขาเซไถลข้าใส่โต๊ะหลายตัวทำให้เศษอาหารหกเต็มร่างสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกอับอายเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเห็นเย่ฉงกระเด็นออกไปเย่หยางก็แอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ‘เคล็ดสังหารเทพ’ช่างทรงพลังยิ่งนักนี่ขนาดเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นสี่นภาแต่ความแข็งแกร่งของเขากลับไม่ด้อยไปกว่าเย่ฉงเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้สถานการณ์ในโรงอาหารตกอยู่ในความเงียบสงัดเย่ฉงผู้ฝึกฝนจนมีฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภากลับพ่ายแพ้ให้แก่เย่หยางผู้ซึ่งถูกขนานนามว่าขยะไร้ประโยชน์
ร่างของเย่ฉงถูกกระแทกออกไปเขายังคงรู้สึกงุนงงอยู่พักหนึ่ง เมื่อสติกลับคืนมาก็พบว่ากำลังถูกทุกคนจ้องมองความโกรธแค้นพลันปะทุขึ้น เขารีบลุกแล้วทะยานเข้าไปหาเย่หยางด้วยสีหน้าดุร้ายไม่สนใจโลหิตที่ไหลอาบหน้า
“สารเลว! วันนี้ข้าจะ…”
‘เพียะ!’
มือของเย่หยางเหวี่ยงไปตามวิถีโค้งอันสมบูรณ์แบบพลันตบเข้าใส่ใบหน้าของเย่ฉงอย่างรุนแรง ร่างของเขาเซถลาไปตามพลังอันแข็งแกร่ง
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบโต้ เย่หยางก็กระชากเส้นผมของเขาพร้อมซัดเข่าเข้าใส่อย่างแรง
‘ตูม’
เสียงกระแทกกระทั้นอันหนักหน่วงดังขึ้นทำให้ทั้งโรงอาหารเงียบสนิท ส่วนเย่ฉงก็ค่อยๆ ล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“เย่หยาง เ้าคิดจะทำอะไรหยุดเดี๋ยวนี้!” ชายผู้หนึ่งเดินฝ่าฝูงชนร้องห้ามปรามเย่หยาง
เย่หยางเหลือบมองไปยังชายคนดังกล่าวเขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาทุกคนต่างทราบดีว่าเขาเป็หลานชายสายตรงของผู้าุโใหญ่นามว่าเย่เฟิงพลังฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นแปดนภาทั้งยังได้รับการอบรมฝึกฝนอย่างดีจากคนในตระกูล ก่อนเย่ฉงจะออกมาหาเื่เย่หยางเห็นว่าอีกฝ่ายแอบมองเย่เฟิง
ด้วยเหตุนี้เย่หยางจึงมั่นใจว่าคนที่ออกคำสั่งให้เย่ฉงยั่วยุเขาก็คือเย่เฟิง
เขาไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแค่มองเย่เฟิงอย่างเยาะหยัน
เย่เฟิงรู้สึกหวั่นเกรงเล็กน้อยกับสายตาของเย่หยางก่อนเปรยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า "เ้าไม่รู้หรือว่าห้ามใช้กำลังในโรงอาหารเ้าจะต้องถูกผู้าุโลงโทษ รีบปล่อยเย่ฉงเดี๋ยวนี้”
“หืมก็จริงที่ห้ามใช้กำลังในโรงอาหาร แต่มีผู้ใดเห็นข้าใช้กำลังบ้าง” เย่หยางถามด้วยความสับสนพร้อมเขย่าร่างเย่ฉงที่อยู่ในมือจนสั่นไปมาสองสามครั้ง ราวกับกำลังจับสุนัขที่ตายแล้ว
“เหลวไหลสิ้นดีหากเ้าไม่ได้ใช้กำลัง เย่ฉงจะมีสภาพเช่นนั้นได้อย่างไรข้าเห็นเขาพูดคุยกับเ้าดีๆ เ้าก็เปิดฉากโจมตีเขาใส่เขา ทุกคนในนี้เห็นกันหมดแล้วเ้ายังจะเล่นลิ้นอีกงั้นหรือ” เมื่อได้ยินคำกล่าวของเย่หยางใบหน้าของเย่เฟิงก็ซีดลงด้วยความโกรธ พลันตวาดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
ลมหายใจของทุกคนในโรงอาหารหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อยด้วยเพราะวันนี้เย่หยางเปลี่ยนจากคนขี้ขลาดกลายเป็ทรงอำนาจครอบงำอย่างเต็มที่โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเย็นถึงขั้วหัวใจ
“หึๆอยู่ในตระกูลเย่มาก็หลายปี แต่ดูเหมือนเ้าจะลืมกฎของตระกูลไปเสียแล้วข้ามิได้ใช้กำลัง แต่กำลังพยายามจับฏอยู่ต่างหาก” เขายิ้มแล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ
“เหลวไหล! จับฏงั้นรึ เ้าคนสารเลวแอบฉวยโอกาสโจมตีเย่ฉงตอนไม่ทันตั้งตัวไม่เช่นนั้นด้วยระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภา เ้าจะเป็คู่ต่อกรเขาได้อย่างไร เ้าคนน่ารังเกียจไม่คิดว่าการกระทำของเ้าจะทำให้บิดาอับอายหรือไร” เย่เฟิงว่าอย่างเหยียดหยาม
“ฮ่าๆข้าเนี่ยนะน่ารังเกียจ? คนอ่อนแอน่ารังเกียจอย่างข้าสามารถสั่งสอนผู้ที่อยู่ในขั้นหกนภาได้ทั้งๆ ที่ตนอยู่แค่ขั้นนภาที่สามเนี่ยนะ? ข้าเองก็เคยเห็นคนโง่เขลามามากแต่ก็ยังไม่เคยพบเจอผู้ใดโง่เขลาขนาดเ้ามาก่อน เ้าเป็คนหาเื่ผู้อื่นแท้ๆแต่ดันโยนความผิดมาให้ข้าซะงั้น เพราะถือว่าตนเองเป็คนของตระกูลเย่งั้นรึ ข้ารู้สึกอับอายแทนจริงๆ”เย่หยางโยนเย่ฉงลงบนพื้น ก่อนเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงไปบนหน้าอกพร้อมกับถ่มน้ำลายใส่
“สารเลวเ้าดูถูกผู้คนขนาดนี้ได้อย่างไร รังแกกันเกินไปแล้ว!หากวันนี้ข้าไม่ทุบตีเ้าให้แหลกเป็ชิ้นๆ อย่าได้เรียกข้าว่าเย่เฟิงอีกต่อไป”สิ้นเสียงเย่เฟิงก็รีบพุ่งตัวไปหาเย่หยาง
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงะโอันเ็าะเืแก้วหูของทุกคนที่อยู่ในโรงอาหารเย่เฟิงหยุดชะงักทันที ส่วนเย่หยางก็ซ่อนตะเกียบไว้ในแขนเสื้ออย่างเงียบๆ
ชายชราอายุประมาณห้าสิบปีก้าวเข้ามามองทุกคนด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
"คารวะผู้าุโสี่"เมื่อชายชราผู้นี้มาถึงเหล่าผู้เยาว์ในตระกูลเย่ต่างรีบโค้งคำนับทันที
ผู้าุโสี่เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะชี้นิ้วไปทางเย่ฉงที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้นพลางกล่าวขึ้นว่า "จงบอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้หรือห้ามต่อสู้กันในโรงอาหาร"
เย่เฟิงรีบเดินออกมาข้างหน้าคารวะผู้าุโสี่ก่อนฟ้องว่า "เรียนผู้าุโสี่ทั้งหมดนี้เกิดจากเย่หยาง เย่ฉงเห็นเย่หยางเดินเข้ามากินข้าวในโรงอาหารด้วยความเป็ห่วงที่เห็นเขาผอมเกินไป จึงตั้งใจตักอาหารให้เพิ่มแล้วถามว่าเขาเป็อย่างไรบ้างไม่คาดคิดว่าเขาจะฉวยโอกาสตอนที่เย่ฉงพลั้งเผลอโจมตีเขาใส่เย่ฉงจนได้รับาเ็สาหัส”
ผู้าุโสี่หันกลับมาจ้องมองเย่หยางพลางซักด้วยความโกรธ "นี่มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ"
ถึงแม้กำลังเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของผู้าุโสี่เย่หยางยังคงกล่าวอย่างสงบ "เช่นนั้นรบกวนผู้าุโไถ่ถามฝ่ายตรงข้ามก่อนว่ากล่าวอันใดก่อนที่ข้าจะเริ่มลงมือโจมตี"
“เย่ฉงกล่าวอันใด”ผู้าุโสี่เหลือบมองทุกคนแต่ก็พบว่าทุกคนต่างหลบตาไม่กล้ากล่าวอันใดสักคำ
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบผู้าุโสี่จึงยื่นมือชี้นิ้วไปทางเย่เฟิง “เล่าให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้เย่ฉงกล่าวอันใด”
เมื่อถูกผู้าุโสี่เรียกชื่อเย่เฟิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงกัดฟันกล่าวขึ้นว่า "ตอนที่ทั้งสองกำลังทะเลาะกันอย่างดุเดือดเย่ฉงก็ก่นด่าเ้าสารเลวน้อยด้วยความโกรธ"
“ท่านผู้าุโสี่ข้าได้ยินเขาดูถูกบิดามารดาของข้าอย่างรุนแรงซึ่งการกระทำนี้ก็ไม่ต่างจากการดูถูกผู้นำตระกูลเย่ด้วยเช่นกันข้าจำได้ว่าความผิดดังกล่าวมีโทษถึงฏเลยทีเดียวดังนั้นการที่ข้าลงโทษเขาก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว” เย่หยางผายมือบอกกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
“นี่…” ผู้าุโสี่ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงบานปลายขนาดนี้ตามกฎของตระกูลผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าวจะต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูล
เย่ฉงเป็ผู้เยาว์ที่ได้รับการยกย่องจากบรรดาผู้าุโจึงไม่เหมาะสมที่จะจัดการด้วยวิธีนี้ แต่การปล่อยปละละเลยความผิดพลาดก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเช่นกัน
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสนอว่า "เย่หยาง…เย่ฉงทำตัวไร้ยางอายไร้ซึ่งศีลธรรม สมควรที่ถูกโบยสามสิบไม้จากนั้นให้จับตัวไปคุมขังที่เขาสำนึกตนเป็เวลาสามเดือนพวกเ้าทั้งสองล้วนมีสายโลหิตเดียวกันก็ไม่ควรทำอะไรรุนแรงเกินไป เ้าเข้าใจหรือไม่”
ราวกับว่าเย่หยางได้คิดถึงผลลัพธ์นี้เอาไว้แล้วเขาพยักหน้ารับอย่างเฉยเมย “เช่นนั้นก็ทำตามคำแนะนำของผู้าุโสี่ เพียงแต่ท่านช่วยบอกคนปากไม่มีหูรูดเหล่านี้ด้วยว่าหากครั้งหน้าเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นอีกข้าจะให้ท่านพ่อเป็ผู้จัดการด้วยตนเอง เมื่อถึงตอนนั้นจะมาเสียใจภายหลังก็ไม่ทันแล้ว”
เมื่อเห็นเย่หยางผ่อนปรนผู้าุโสี่ก็ถอนหายใจโล่งอกพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า " ไม่ต้องกังวล พวกเขาจะไม่ทำซ้ำรอยดั่งเช่นวันนี้อีก"
“เช่นนั้นเย่หยางขอตัวก่อน”เขากล่าวอำลาผู้าุโสี่ ขณะกำลังจะหันหลังกลับก็เหลือบเห็นรอยบนรองเท้าของผู้าุโสี่สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแสนเย็นเยียบในทันที
[1]1 ก้านธูป = 1 ชั่วโมง/ครึ่งชั่วยาม
[2]1 ฉือ ≈ 33.3 เิเ