เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบสาม หลักฐานใหม่

     

    บทที่ เก้าสิบสาม

     

    วันถัดมายามสายในห้องไต่สวนศาลกลางเหล่าขุนนางจากกรมวัง กรมพิธีการ ศาลกลางและกรมสอบสวนทยอยเดินเข้าสู่ที่ประจำของตนทีละคนโม่เหวินหานประทับบนบัลลังก์สอบสวน มือซ้ายวางนิ่งบนขอบที่วางแขนเส้นเลือดและข้อต่อปรากฏชัดจากแรงกดอ่อนๆ ดวงตาเย็นสงบคล้ายผืนน้ำลึก

    ทุกอย่างคล้ายคลึงกับเมื่อวานยกเว้นก็แต่ว่าวันนี้กลางห้องมีศพหนึ่งถูกวางบนเตียงไม้ยกพื้นต่ำปกคลุมด้วยผ้าขาวสะอาด ย้อมรอยเปียกจากหยาดน้ำค้างยามเช้าที่ปลายชายผ้า

    “นำศพมาดังรับสั่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมสอบสวนเอ่ยเสียงเรียบก่อนก้มศีรษะถวาย บรรยากาศอึมครึมยิ่งกว่าคราวก่อนทุกสายตาหันมาที่ผ้าขาวบนเตียงไม้ บ้างขมวดคิ้ว บ้างย่นจมูก บ้างเบือนหน้า

    เจ้ากรมคนหนึ่งขยับตัวแล้วเอ่ยขึ้น“จากที่กระหม่อมได้ตรวจสอบคนผู้นี้ เขามีหน้าตาโครงสร้างเหมือนคนจินหยางมากกว่าชาวซีเป่ย”

    “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” อีกคนพยักหน้ารับ “คนซีเป่ยมักมีโหนกแก้มสูงหน้าผากกว้าง จมูกโด่ง ผิวสองสี ต่างจากผู้ตายผู้นี้ที่โครงหน้าเล็กแคบคล้ายชาวเมืองจินหยางโดยกำเนิด คนผู้นึคงถูกซื้อตัวไปโดยชาวซีเป่ย”

    เมื่อกล่าวจบขุนนางฝ่ายหนึ่งก็เอ่ยต่อ“พระองค์ทรงมีพระประสงค์เปิดผ้าตรวจสอบสักนิดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

    โม่เหวินหานเหลือบตามองไปยังศพที่ถูกผ้าคลุมพลางยกมือขึ้นโบกเบาๆ“ดูไปเพื่ออะไร?” เสียงของพระองค์สงบ “ศพคนตายมีอะไรให้น่าดู? ดูแล้วจะทำให้มันพูดได้หรือ?”

    สิ้นถ้อยคำนั้นเสียงในห้องสอบสวนพลันเงียบกริบขุนนางบางคนหันไปมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก ลอบกลืนน้ำลายอย่างเงียบงันบางคนก้มหน้าหลบสายตา ‘แล้วจะให้ขนศพมาทำไมหากไม่คิดจะตรวจสอบ’คำถามในใจของหลายคนที่ไม่กล้าเอ่ยออกถูกกลืนหายไปกับอากาศเย็นเฉียบ

    “มีหลักฐานอื่นหรือไม่ที่ยืนยันว่าชิงเฟย..สมคบคิดกับซีเป่ย?” พระองค์ถามเสียงเรียบตรงประเด็นทันที

    เจ้ากรมสอบสวนคนเดิมก้าวออกมาข้างหน้าอีกก้าวพลางยกมือประสาน “มีอีกฉบับหนึ่งพ่ะย่ะค่ะเป็นบันทึกของขันทีในตำหนักฟู่ตงผู้ซึ่งหายตัวไปเมื่อห้าวันก่อน”

    “ในบันทึกระบุว่าเขาเคยเห็นหญิงในตำหนักส่งของบางอย่างให้คนภายนอกผ่านทางหน้าต่างสวนหลังตำหนักช่วงยามจื่อสม่ำเสมอ”

    “ของบางอย่าง?” พระองค์เลิกคิ้วเล็กน้อย

    “เป็นห่อผ้าเล็กขนาดฝ่ามือห่อด้วยผ้าขาว เชื่อกันว่าอาจเป็นสารลับหรือคำสั่งจากพระชายา”

    อีกคนกล่าวเสริม“และช่วงเวลานั้นยังมีข่าวว่าทหารยามบางนายถูกสับเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุทำให้ตำหนักมีช่องโหว่ทางด้านทิศเหนือ”

    “อีกทั้ง..” ขุนนางอีกผู้หนึ่งจากกรมพิธีการกล่าว“ยังมีคนในวังเอ่ยว่าพระชายาเคยถามถึงแผนรับศึกกับพวกซีเป่ยแม้จะมิได้ชัดเจนแต่เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่พระชายาควรยืนมือออกมาถึงราชสำนักแสดงถึงความพยายามสืบความลับ”

    ขณะขุนนางคนแล้วคนเล่าผลัดกันยื่นข้อสันนิษฐานดวงตาของโม่เหวินหานกลับนิ่งสนิทไม่ไหวติงกระทั่งเจ้ากรมสอบสวนยื่นเอกสารทั้งหมดมาวางต่อหน้า พร้อมถวายด้วยมือตนเอง “รวมทุกหลักฐานไว้ในนี้พ่ะย่ะค่ะ”

    ฮ่องเต้ยื่นมือออกไปตรวจดูช้าๆนิ้วเรียวดุจแท่งหยกพลิกกระดาษทีละแผ่น ดวงตากวาดผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษทุกแผ่นเสียงพลิกกระดาษแผ่วเบาดังในห้องที่เงียบงันจนเมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้ายริมฝีปากที่สงบนิ่งของพระองค์ก็คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา เป็นยิ้มที่ทั้งสงบ เย้ยหยันและแฝงเจตนา ‘เตรียมมาอย่างดีเสียจริง’ แต่เขาก็เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้วเช่นกัน

    “หากหลักฐานที่มีอยู่มีเพียงเท่านี้จงเรียกวังถงซางนำหลักฐานออกมา” โม่เหวินหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ากังวานสะท้อนทั่วห้องสอบสวนกลาง

    ทันทีที่เสียงรับสั่งสิ้นสุดขุนนางสูงวัยในอาภรณ์สีน้ำตาลแก่ก็ย่างก้าวออกมาจากแถวของศาลกลาง ร่างสูงโปร่งผิวคล้ำเล็กน้อยจากการคลุกคลีกับคดีและการเดินทางสอบสวนตลอดหลายปี คิ้วหนาเป็นปีกกาดวงตาคมแต่ไม่ดุดัน หากเฉียบชัดคล้ายมีมีดซ่อนในแววตา

    “กระหม่อมวังถงซางขุนนางสอบสวนศาลกลาง ขอถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เขาค้อมตัวลงอย่างนอบน้อมก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครา ดวงตาสบกับผู้ประทับบนบัลลังก์อย่างสงบ

    โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆ“เริ่มได้”

    วังถงซางพลันหมุนตัวหันไปยังเหล่าขุนนางกรมสอบสวนเบื้องหน้าเขาคือกองหลักฐานที่วางต่อหน้าฮ่องเต้เมื่อครู่ และเหล่าผู้กล่าวหา “ขอเริ่มจากหลักฐานแรกที่ทุกท่านยื่นถวายวันนี้ซึ่งเป็นเรื่องเล่าข่าวลือ บันทึกคำบอกเล่า..”

    เสียงทุ้มของเขาแน่นหนักแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำแทงใจผู้ถูกกล่าวหา “แต่ข่าวลือ..จะเป็นหลักฐานได้กระนั้นหรือ? มีแต่คำว่า ‘เคยได้ยิน’ ‘มีคนเห็น’ ‘เหมือนว่าเคยกล่าว’” เขาเว้นจังหวะหันมองรอบห้อง “ถ้าจะเอาคำเล่ามากล่าวโทษผู้หนึ่งก็ไม่ต่างจากใช้ปลายนิ้วจิ้มเงาในน้ำ คำที่ไร้หลักฐานไม่อาจผูกคอผู้ใดให้ตายได้!” เจ้ากรมสอบสวนได้ฟังบางคนเริ่มขมวดคิ้วบ้างห่อไหล่ราวจะหดตัว เพราะตนเองเป็นผู้ที่กล่าวถึงข่าวลือนั้นเอง

    วังถงซางย่างเท้าไปยังกองเอกสารอีกชุดมือเปิดบันทึกขึ้นอ่านช้าๆ “ส่วนเรื่องพระชายาลอบส่งของจากหน้าต่างท่านกล่าวว่าส่งของจากตำหนักในสู่ภายนอก ยามจื่อในช่วงค่ำคืน?” เขายิ้มบางๆ พลางมองเอกสารในมือ “ข้าอ่านแล้ว..ไม่เห็นมีสิ่งใดระบุว่าผู้กล่าวเห็นของนั้นคืออะไรเพียงว่า ‘ห่อเล็กเท่าฝ่ามือ’”

    เขาวางกระดาษลงแล้วเอ่ย“ถึงเป็นยามวิกาลแต่ถ้าสิ่งนั้นหากเป็นรางวัลตอบแทนขันทีหรือสาวใช้นอกตำหนักที่พระชายาพอใจจะมอบแล้วหรือว่าท่านจะห้ามพระชายามีเมตตาให้รางวัลผู้รับใช้? ถ้าไม่มีของมายืนยันหลักฐานเช่นนี้กล้านำกราบทูลได้อย่างไร”

    คำถามที่โยนตรงทำให้ขุนนางกลุ่มหนึ่งหลบสายตาบ้างเหงื่อตก บ้างขยับตัวไม่สุข

    “ส่วนบันทึกของขันทีที่กล่าวว่าเห็นเหตุการณ์..ขันทีที่หายไปเมื่อห้าวันก่อน” เขาหันไปพยักหน้าเบาๆมือหนึ่งยกเรียกข้ารับใช้ “ขอให้ผู้นำของที่ข้าเตรียมไว้เข้ามา”

    ประตูห้องสอบสวนถูกเปิดออกโดยทหารยามนำม้วนกระดาษและสมุดต่างๆมาวางตรงหน้าวังถงซาง เขาจึงเริ่มกล่าวต่อ “จากการตรวจสอบขันทีผู้ที่หายไปคงมีนามว่า เสี่ยวเติ้งหลู่ เดิมเป็นขันทีจากตำหนักยู่คังซึ่งแต่เดิมรับผิดชอบงานด้านนอกตำหนัก” วังถงซางชี้ที่เอกสาร“แต่กลับได้ตำแหน่งดูแลด้านในเมื่อถูกย้ายมาที่ตำหนักฟู่ตงเมื่อหนึ่งเดือนก่อนท่านคิดว่าปกติหรือไม่?”

    ขุนนางบางคนอ้าปากหมายจะแย้งแต่เมื่อตวัดตามองจากฮ่องเต้ พลันกลืนถ้อยคำลงคอ

    “เสี่ยวเติ้งหลู่ผู้นี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ก่อนหายไปเขาแลกตั๋วเงินจำนวนสามร้อยห้าสิบตำลึงแล้วมอบให้น้องสาวที่อาศัยอยู่นอกประตูตะวันออกของเมือง”

    วังถงซางพลิกสมุดเล่มหนึ่งขึ้น“แต่มาดูจากบัญชีเบิกจ่ายในตำหนักฟู่ตง..กลับไม่มีการเบิกเงินเกินร้อยห้าสิบตำลึงเป็นการตกรางวัลเลยนับจากเดือนที่แล้ว!”

    เสียงซุบซิบเริ่มก่อตัวในห้องสอบสวนบางคนแกล้งไอแล้วเอาแขนเสื้อซับเหงื่อ บ้างเหลียวซ้ายแลขวาบุรุษที่นั่งบนบัลลังก์ยิ้มมุมปากเมื่อได้เห็นท่าทีไปไม่เป็นของใครหลายคน

    “น่าคิดใช่หรือไม่ว่าขันทีคนนี้ได้เบี้ยก้อนโตมาอย่างไร?” วังถงซางเอ่ยต่อช้าๆ“และถ้าอยากรู้ว่าเขาหายไปไหน ข้าขอเสนอให้ไปขุดดูที่สุสานหลินอวี๋ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมืองทางทิศเหนือได้ยินมาว่าหากมีบ่าวป่วยตายกะทันหันจากตำหนักยู่คังก็มักจะถูกนำไปฝังที่นั่นโดยไม่มีประกาศ” วังถงซางปิดสมุดอย่างเดิม“ลองขุดหาดู บางทีท่านอาจได้เจอศพของเสี่ยวเติ้งหลู่”

    เขาไม่รอให้ห้องเงียบยิ่งกว่านี้ก็เดินไปคำนับเบื้องหน้าแล้วขอสารจากนายเหนือหัวโม่เหวินหานยื่นเอกสารให้โดยไม่เอ่ยคำ วังถงซางกางสารออกบนโต๊ะกลางแสงแดดที่ลอดผ่านช่องส่องลงตรงกลางกระดาษพอดี “นี่คือสารลับที่อ้างว่า พระชายาติดต่อกับซีเป่ยมีสองฉบับ”จากนั้นเขาก็เปิดสมุดอีกเล่มที่พึ่งนำมา“นี่คือสมุดพระคัมภีร์ที่พระชายาเคยคัดถวายฝ่าบาทในช่วงที่พระองค์ไร้สติหลังช่วงกลับจากพิธีบวงสรวง”

    บางคนจากกรมสอบสวนเบิกตากว้างราวเพิ่งนึกออกว่าเคยมีสมุดเล่มนั้น วังถงซางชี้ตัวอักษรบางตัวในสมุดกับตัวในจดหมาย “ดูตัวอักษรเหล่านี้ ‘อาณาเขต’ ‘ราชา’ ‘พิธี’ และ ‘ภักดี’ ลายมือคล้ายกัน..เพียงบางตัว” “แต่ดูตัวนี้ ‘ประตู’ ‘แผ่นดิน’ ‘หลอมรวม’ กลับแตกต่างกันสิ้นเชิง”

    เขาหยิบเอกสารอีกชุดขึ้น“ส่วนในกระดาษที่พระชายาคัดยามว่างเช่นจดหมายส่วนตัว หรือบันทึกช่วยจำเห็นชัดว่าตัวอักษรใดที่มีในนี้จะเหมือนในสารลับ ซึ่งก็เฉพาะบางตัวเท่านั้นเพราะตัวที่ไม่เคยมี ก็ไม่มีทางปลอมได้ถูกต้อง!”

    วังถงซางปิดสมุดทั้งหมดแล้วจัดเรียงให้เรียบร้อยก่อนถอยกลับมาข้างหน้า “แสดงว่าผู้ใดก็ตามที่เขียนสารปลอมพวกนี้พยายามลอกลายมือของพระชายา..แต่ไม่สามารถเข้าถึงต้นฉบับที่มากพอ” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “และสมุดคัดลอกพระคัมภีร์นั้นเก็บไว้ที่ตำหนักเฉียนชิง” แสดงว่าคนปลอมแปลง ไม่ได้สามารถเข้าไปถึงตำหนักของฝ่าบาทได้จึงมีเพียงคนในตำหนักฟู่ตงที่มีโอกาสเห็นตัวอักษรบ้างประปรายเท่านั้น!”

    บรรยากาศในห้องสอบสวนแน่นตึงราวจะระเบิดบางคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

    วังถงซางหยุดก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ“เมื่อมีคนในตำหนักฟู่ตงหายตัวไปได้เงินโดยไม่มีที่มา และอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหลักฐานปลอมข้าว่าสิ่งนี้ก็น่าจะเริ่มชัดแล้ว เห็นทีควรหันมาสอบผู้ใดกันแน่” หลังเอ่ยจบเขาหันมองสารซีเป่ยบนโต๊ะอีกครั้ง“ส่วนสารจากซีเป่ย..หากท่านจะให้กระหม่อมสืบต่อกระหม่อมยินดีสืบย้อนจนรู้ว่าใครส่งมา แต่ถ้าเรื่องทั้งหมดเป็นการใส่ความพระชายาเห็นทีว่าสารจากซีเป่ยนี้ใครจะเขียนก็ได้แล้วขอเพียงเป็นหลักฐานลอยๆ นำไปใส่ความก็พอ”

    ภายในห้องสอบสวนที่เมื่อครู่ยังตึงเครียดด้วยเสียงโต้เถียงเวลานี้กลับเงียบสงัดยิ่งนักเงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจของผู้คนที่อยู่ในห้อง ขุนนางจากกรมสอบสวนต่างยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะขยับปลายเท้าสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังวังถงซางที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงและเด็ดขาดกลางห้องสีหน้าของขุนนางหลายคนซีดเผือดบางคนเม้มปากแน่นราวกับกำลังกลืนคำแก้ต่างที่คิดเตรียมมาเสียลงคอไปทั้งหมด

    ในที่สุดเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบลงได้ก็เป็นของบุรุษผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์สูง “หากผู้ใดยังสงสัยว่าเอกสารที่วังถงซางนำมาเป็นของปลอม” สุ้มเสียงของโม่เหวินหานเยือกเย็นทว่าแฝงแรงกดดันที่เหมือนพายุโหมกลางพงไพร “ก็สามารถตรวจสอบได้สมุดคัดลอกคัมภีร์เล่มนี้ ชิงเฟยมอบให้เราในวันที่เรายังไม่ได้สติหากยังไม่เชื่อจะให้เรียกตัวนางมาคัดเสียตรงนี้ตอนนี้ก็ย่อมได้”

    เสียงกล่าวอันเฉียบคมเสียดแทงทั่วห้องแม้จะกล่าวอย่างอ่อนโยน หากแฝงด้วยน้ำเสียงดุดันแต่คำเหล่านั้นกลับไร้เสียงผู้ใดโต้แย้ง ขุนนางกรมสอบสวนทั้งหมดต่างโค้งศีรษะต่ำไม่มีใครกล้าเอ่ยคำว่า ‘ทูลขอให้พระชายามาคัดอักษรเสียตอนนี้’ ออกมาเลยแม้แต่ผู้เดียวแต่ก็ไม่ใช่เพราะไม่กล้าเพียงเท่านั้นหากเป็นเพราะพวกเขาเองก็รู้แก่ใจแล้วว่าถ้ากล้าเอ่ยวาจานั้นขึ้นมาจริงย่อมต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแตกหัก

    เมื่อความเงียบปกคลุมอีกครั้งเจ้ากรมสอบสวนผู้สูงวัยคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายก้าวเท้าออกมาท่ามกลางสายตาของทุกคนเขาประสานมือโค้งกายอย่างลึก “กระหม่อมและกรมสอบสวนผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงที่เอ่ยมีทั้งความสำนึกผิดและความจำนนแฝงอยู่เต็มถ้อยคำหลายส่วน

    “ด้วยไม่ระวังตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดได้นำข้อมูลเท็จเหล่านี้มากล่าวหาพระชายาว่าคบคิดกับซีเป่ยทั้งยังสร้างความตึงเครียดให้แก่ราชสำนักโดยไม่จำเป็น..กระหม่อมสำนึกผิดยิ่งนัก” เขาหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ“แต่ถึงกระนั้น..เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องที่พระชายาเป็นตัวปลอมอีกในภายภาคหน้าและหาผู้สร้างหลักฐานเท็จ กระหม่อมขอถวายคำสัตย์ว่าจะไม่ให้คลาดเคลื่อนอีก”

    สิ้นคำของเจ้ากรมสอบสวนเสียงถอนหายใจแผ่วเบาก็ลอยผ่านจากบางมุม ขณะที่บางคนหลุบตาลงต่ำพวกเขาคิดว่าคำกล่าวนั้นอาจจะช่วยรักษาหน้าได้บ้าง

    แต่แล้ว..บุรุษทรงอำนาจกลับส่งเสียง “หึ” เบาๆ จากลำคอ เสียงนั้นไม่ดังแต่สะเทือนหนัก“หลักฐานใดจริงใดปลอมยังแยกไม่ออกกรมสอบสวนที่ไร้ความสามารถเช่นนี้ ยังคิดจะรับผิดชอบคดีในวังหลังต่ออีกหรือ?” ทุกถ้อยคำแฝงความผิดหวังและรังเกียจอย่างปิดไม่มิด

    ดวงตาคมของพระองค์เหลือบกวาดไปยังเจ้ากรมสอบสวนผู้กล่าวคำขอโทษเมื่อครู่ ก่อนตวัดสายตากลับมาที่วังถงซาง “ต่อจากนี้..ให้ศาลกลางรับเรื่องการสอบสวนพระชายาต่อ”

    วังถงซางก้าวออกมาค้อมกายรับคำทันทีสีหน้าแน่วแน่ สงบเยือกเย็น “กระหม่อมรับคำบัญชา”

    “ส่วนพวกเจ้าที่ทำงานไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้” พระองค์หันไปยังกลุ่มขุนนางจากกรมสอบสวนอีกครั้งสีพระพักตร์สงบแต่นัยน์ตาเย็นเยียบ “เราจะจัดการเอง” ถ้อยคำนั้นเปรียบดั่งดาบลงทัณฑ์ที่หั่นผ่านศีรษะของขุนนางหลายคนโดยไม่ต้องใช้เลือดสักหยด

    เมื่อกล่าวจบโม่เหวินหานก็ลุกขึ้น เหล่าขุนนางลุกโค้งตัวก้มต่ำตามโดยทันทีสายตาหลายคู่หลุบต่ำไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบให้สูงกว่าปลายเท้า

    หากแต่ก่อนที่พระองค์จะเดินจากไปเสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ส่งชิงเฟยกลับตำหนักด้วย จากนี้ไป..สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับนางจะเป็นเรื่องของวังหลังเท่านั้น”

    คำกล่าวสุดท้ายนั้นเปรียบดั่งการปิดตำนานข้อกล่าวหาที่ไม่มีน้ำหนัก

    ...

    แสงแดดทอดผ่านแนวระเบียงของกรมสอบสวนวันนี้แม้ฟ้าจะเปิดอากาศกลับเย็นยะเยียบ ลมหอบละอองฝุ่นล่องลอยอยู่เหนือลานหิน

    เสียงฝีเท้าทหารองครักษ์พิเศษในอาภรณ์ดำขลับก้าวเรียงรายมาหยุดหน้าห้องคุมขังตามรับสั่งจากเบื้องบน ประตูไม้สนที่ถูกกักไว้ด้วยลูกกรงเหล็กบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกเสียงสลักประตูบดเสียดกันดังกึกก้อง

    ภายในห้องหลิวชิงเซียงลุกขึ้นอิงหลานกับฟ่านหรูต่างหันขวับเมื่อเห็นแสงจากภายนอกหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ที่ได้รับหน้าที่มารับตัวพระชายาค้อมตัวกล่าวเสียงหนักแน่น “กระหม่อมได้รับสั่งให้ส่งพระชายาชิงเฟยกลับตำหนักฟู่ตงพ่ะย่ะค่ะ”

    หลิวชิงเซียงไม่เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้าเบาๆ ปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่น นางผายมือให้สองนางกำนัลเก็บของเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ได้รับมาถูกสวมซ้อนอาภรณ์เก่านางก้าวเดินไปขึ้นเกี้ยวที่เตรียมรออยู่

    ภายในตำหนักฟู่ตงเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ยังประจำอยู่ตำหนักต่างเตรียมความพร้อมตั้งแต่ได้รับข่าวเรือนกลางถูกปัดกวาด เช็ดถู จัดโต๊ะด้วยชากาน้ำหอมชั้นดี และที่หน้าบันไดไม้แกะสลักลายเถาไม้เลื้อยนั้นบุรุษในอาภรณ์ดำประทับนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ มือถือถ้วยชาร้อนอุ่นควันจางแต่กลับไม่ได้จิบเสียทีราวกับว่ารอบางสิ่งอย่างใจจดใจจ่อ

    เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเขาก็ลุกขึ้นโดยไม่ต้องให้ขันทีเอ่ยประกาศดวงตาคู่นั้นทอดมองตรงไปยังหญิงในเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ย่างก้าวเข้ามา

    หลิวชิงเซียงหยุดเท้าทันทีที่เห็นเขาใบหน้าที่เคยแน่วแน่กลับไหวระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ริมฝีปากอ่อนเม้มสนิทขอบตาแดงเล็กน้อยๆ ยามสายตาประสาน นางประสานมือโค้งตัวต่ำพลางกล่าวเสียงแผ่ว “ถวายพระพรเพคะ”

    เสียงนั้นราวลมอุ่นแรกของปลายหนาวสั่นเบาแต่ลึกถึงใจ “อย่าพูดจาล้อเล่น รีบกลับเข้าที่อุ่นๆ เถอะ” เขารีบเดินเข้ามารับนางขณะเดินดวงตาไม่เคยละไปจากนางแม้เพียงครึ่งลมหายใจ “ไม่กี่วันเหตุใดจึงเจ้าผอมไปมากขนาดนี้”

    หลิวชิงเซียงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเอ่ยทั้งที่พยายามให้เสียงราบเรียบ แต่หางเสียงนั้นกลับสั่นไหวอย่างยากจะซ่อน “นอนในห้องคุมขัง ฟางแข็งข้าวปลาไม่ดี ยังจะไม่ผอมอีกหรือเพคะ?”

    โม่เหวินหานถอนหายใจเขาเอื้อมมือออกไปแล้วปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่กรอบหน้า “เรานำข้าวของไปให้แล้วไม่ใช่หรือ?”

    “ก็ไม่ทรงมาเสียเอง หม่อมฉันเลยไม่รู้” นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหลังน้ำเสียงไม่ได้จริงจังนักอีกฝ่ายจึงรู้ว่านางไม่ได้ติดใจจริงๆ

    “หากเราเหาะไปเฝ้าทุกวันคนทั้งราชสำนักคงกล่าวว่าเราถูกเจ้าวางเสน่ห์มนตร์จนตาบอด”

    “แล้วไม่ใช่หรือเพคะ?” ดวงตานางสบตรง แววตานั้นใสแต่สะท้อนฟ้าเบื้องบน

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆพยักหน้ารับก่อนกล่าว “ใช่ๆ เจ้าวางเสน่ห์มนตร์แล้วเราก็เต็มใจให้มันพันธนาการทั้งใจทั้งร่าง”

    เขาขยับเข้าใกล้อีกนิดแล้วกล่าวเสียงแผ่วลง “เข้าด้านในเถอะ ด้านนอกอากาศหนาวนักมือเจ้าทำไมถึงเย็นเช่นนี้”โม่เหว่นหานพลางบีบมือเย็นให้คลายความหนาวตลอดทางจนถึงเรือนด้านใน

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน