จินลี่หยางกระโดดถีบคนร้ายจนมันกระเด็นหงายท้อง ดาบหลุดจากมือเขารีบเข้าไปใช้ดาบจ่อที่คอหอยของมันเพื่อมิให้คนร้ายหลบหนี
เหอผิงเองก็จัดการกับเจ้าคนที่แขวนตัวบนต้นไม้จนมันนอนหมอบไปแล้วจากนั้นก็รีบเข้าไปดูอาการของซุนเฉิงที่นอนอยู่บนพื้นทันที
“ซุนเฉิง! ซุนเฉิง! เจ้าเป็นอะไรไป ซุนเฉิง!” เหอผิงเรียกซุนเฉิงที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวและมีอาการกระตุก
เมื่อครู่ที่โดนคนร้ายซัดผงบางอย่างเข้าใส่ใบหน้าเหอผิงสามารถหลบได้แต่ก็สูดดมผงนั่นเข้าไปเล็กน้อย จึงมีอาการวิงเวียนอยู่บ้าง แต่ซุนเฉิงหลบไม่ทัน โดนซัดใส่หน้าเข้าไปเต็มๆ
“เหอผิง ซุนเฉิง พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”จินลี่หยางที่จับคนร้ายมัดไว้เรียบร้อย รีบเข้ามาดูอาการพวกเขาทันที
“ข้ามิเป็นไรขอรับพี่จิน แต่ซุนเฉิง…..”เหอผิงกับจินลี่หยางจับตัวซุนเฉิงเขย่าเพื่อเรียกสติแต่ดูเหมือนว่าซุนเฉิงจะไม่รู้ตัวและมีอาการทุรนทุรายเหมือนคนหายใจไม่ออก
ซุนเฉิงกระตุกไปสองครั้งและแน่นิ่งปากของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วง ใบหน้าซีดขาว และตัวเย็นเฉียบ
“พี่จิน! ทำอย่างไรดี ซุนเฉิงเหมือนจะมิหายใจแล้ว!”เหอผิงกล่าวน้ำเสียงตื่นตระหนก
“เหอผิง เจ้าพาเขาไปก่อนเร็วเข้า!ขี่ม้าเข้าเมืองพาเขาไปหาหมอให้เร็วที่สุด!” จินลี่หยางจับซุนเฉิงขึ้นหลังเหอผิงและพูดอย่างรวดเร็ว
“แต่…พี่จิน…คนร้ายสองคนนี้ล่ะ” เหอผิงมองคนร้ายที่ถูกจับมัดหนึ่งคนนอนสลบอีกหนึ่งคน แล้วก็หันมามองหน้าจินลี่หยาง
“มิต้องเป็นห่วง ข้าจัดการได้ เจ้ารีบพาซุนเฉิงไป!”
“ข้าขอดูอาการเขาหน่อยได้หรือไม่”
จินลี่หยางและเหอผิงหันไปมองตามเสียงทั้งสองคนเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักอาจเป็นเพราะร้อนใจเรื่องซุนเฉิงอยู่ จึงไม่ได้สังเกตเห็นเขา
ชายคนนั้นแต่งกายชุดสีน้ำตาลเนื้อผ้าธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ที่ดึงดูดสายตาของทั้งสองคนคือดวงตาสีม่วงและใบหน้าที่ราวกับวาดด้วยจิตรกรฝีมือล้ำเลิศ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังเงียบอยู่เฉินอี้จึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาพวกเขาเอง
“มีคนเจ็บใช่หรือไม่ วางเขาลงเถิดข้าจะดูอาการให้เอง”
เหอผิงจึงวางซุนเฉิงลงเฉินอี้จับชีพจร ตรวจลมหายใจ และยื่นหน้าเข้าไปดมตรงอกเสื้อของเขา
“กลิ่นเจี๋ยซูเถา” เฉินอี้พูดขึ้นและกดนิ้วมือลงบนคอของซุนเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หัวใจหยุดเต้น”
จินลี่หยางกับเหอผิงมองเฉินอี้สลับกับซุนเฉิงหน้าตาเลิ่กลั่ก
“หัวใจหยุดเต้นหรือ! เขาตายแล้วหรือ!” เหอผิงเสียงสั่น
เฉินอี้แหวกเสื้อตัวนอกและตัวในของซุนเฉิงออกจนเห็นอกกว้างพลางใช้หูแนบลงไปเพื่อฟังเสียงอีกครั้ง จากนั้นใช้มือวัดระยะจากคอหอยลงมาที่ทรวงอกเมื่อได้จุดที่ต้องการก็ใช้สองมือกดที่หน้าอกของซุนเฉิงเป็นจังหวะสลับกับเป่าลมใส่ปากให้เขา
เหอผิงมองอย่างตกตะลึงตาค้างนี่! นี่มัน เหมือนกับการล่วงเกินกันทางร่างกายมิใช่หรือหรือว่าผู้นี้เป็นคนโรคจิตชอบทำอะไรกับศพ!
จินลี่หยางมองทุกการกระทำของเฉินอี้แต่ก็มิได้กล่าวอันใด
เฉินอี้สลับการกดหน้าอกเป็นจังหวะกับเป่าปากให้ซุนเฉิงอยู่ครู่ใหญ่จนตอนนี้เหงื่อออกจนชุ่มหลัง
ไม่นานนักซุนเฉิงก็เริ่มมีสีเลือดบนใบหน้าและเริ่มรู้สึกตัว
เมื่อรู้สึกว่าซุนเฉิงมีสติกลับมาและเริ่มหายใจได้เองเฉินอี้จึงหยุดมือ พลางถอยลงไปนั่งหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
“ซุนเฉิง! เจ้าฟื้นแล้ว ดีจริงๆ เจ้าฟื้นแล้ว!” เหอผิงตะโกนลั่นป่าซุนเฉิงที่ยังนอนตาลอยอยู่พยักหน้าเบาๆ
“ซุนเฉิง เป็นอย่างไรบ้าง”จินลี่หยางปราดเข้าไปหาลูกน้องและเอ่ยถามด้วยความดีใจ
“ข้า…ข้ามิเป็นไร..แล้วขอรับ….ดีขึ้นแล้ว…” ซุนเฉิงกล่าวเสียงเบา
เฉินอี้ได้ยินเสียงสนทนาของทั้งสามคนก็รู้สึกยินดีแต่สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ ตอนนี้กลับมิใช่สามคนนั้น
เขากำลังมองวิญญาณผู้พิทักษ์ของใครสักคนในสามคนนี้
เขาเป็นชายมีอายุแต่ยังดูแข็งแรงมาก ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม แต่งกายชุดขาวสะอาดดูแปลกตา
วิญญาณผู้พิทักษ์ตนนั้นหันมาสนใจอาหลิ่งดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็มิเคยได้พบเจอวิญญาณผู้พิทักษ์ตนอื่นมาก่อนเช่นเดียวกัน
จินลี่หยางที่มีสีหน้าโล่งใจกำลังจะหันกลับมากล่าวขอบคุณ เฉินอี้ก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
อาหลิ่งที่หันมาหาเฉินอี้ก็มีสีหน้าตื่นตกใจไม่แพ้กันและเรียกเขาเสียงลั่น
“เฉินอี้! ระวัง!”
คนร้ายที่นอนสลบอยู่เมื่อครู่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านหลังของเฉินอี้ มือข้างหนึ่งถือมีดจ่อคอเขาเอาไว้
จางฝูลู่ที่รีบกลับจากโรงไม้ไฉกังตรงมาหาเฉินอี้ที่บ้านทันที ไม่ยอมแวะเข้าบ้านตนเองก่อน เพราะอยากพูดคุยกับเฉินอี้เรื่องที่เขาไปหานักพรตมาเมื่อเช้านี้
แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่าเฉินอี้ยังไม่กลับมา บ้านยังปิดสนิท จึงยืนเกาหัวแกรกๆอยู่หน้าบ้านเฉินอี้ครู่หนึ่ง แล้วเดินกลับบ้านของตนเอง
“ท่านแม่ขอรับ อาอี้ยังมิกลับมาเลยขอรับ” จางฝูลู่เดินหน้าบึ้งเข้าไปหามารดา
“อ้าว เห็นอาไฉบอกว่า เฉินอี้กลับมาตั้งแต่ยามเว่ยแล้วนี่อาจจะออกไปไหนอีกก็ได้กระมัง” ฮูหยินจางกล่าวพลางยกขนมมาให้ลูกชายจางฝูลู่จึงหยิบขนมขึ้นมานั่งกินเบื่อๆ
“เป็นคนตาบอดประสาอะไร อยู่ไม่เคยติดบ้านเลย”จางฝูลู่กินไปก็บ่นพึมพำไปด้วย
เฉินอี้ที่ถูกมีดจ่อคออยู่โดนคนร้ายลากตัวให้เดินถอยหลังห่างจากพวกจินลี่หยาง
จินลี่หยางกระชับดาบในมือเตรียมพร้อมและสาวเท้าเข้าไปช้าๆ
“หากเจ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ ไอ้หนุ่มนี่ได้เห็นเลือดตัวเองบนหน้าเจ้าแน่!”คนร้ายตะโกนบอกจินลี่หยาง
จินลี่หยางชะงักเท้าหาใช่เพราะคำขู่ แต่เป็นเพราะเสียงขำพรืดของเฉินอี้
“เอ่อ ขออภัยพี่ชาย แต่ข้าคงมิอาจเห็นเลือดตนเองบนหน้าเขาได้หรอก”เฉินอี้กล่าวพลางกลั้นหัวเราะ
“เหตุใด! เจ้าคิดว่าข้ามิกล้ารึ!” คนร้ายถลึงตาใส่เฉินอี้
“มิได้ๆ ข้ามิได้ดูแคลนท่าน เพียงแต่ข้าเป็นคนตาบอด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลือดมีสีแบบใด”เฉินอี้กล่าวด้วยใบหน้ายิ้ม
จินลี่หยางขมวดคิ้วแต่มิได้เอ่ยอันใดแม้แต่คนร้ายเองยังมีสีหน้าแปลกใจออกมาให้เห็น
อาหลิ่งเคลื่อนกายเข้ามาใกล้เฉินอี้นางเดินสำรวจรอบตัวของคนร้าย
“อีกอย่างหนึ่งนะพี่ชาย ท่านจับคนตาบอดเช่นข้าไว้เป็นตัวประกันข้าเกรงว่าจะเป็นการลำบากท่านเปล่าๆ ท่านว่าจริงหรือไม่”เฉินอี้เอียงหน้าไปหาคนร้ายและกล่าวขอความเห็น
“อย่าพูดมาก!” ชายคนนั้นตะคอกใส่เฉินอี้นิ่วหน้าเพราะเสียงของคนร้ายดังกรอกหูเขาพอดี
“พี่ชาย ท่านรู้หรือไม่ หูสำคัญกับคนตาบอดมากเพียงใดข้าเองก็หนีไปไหนมิได้อยู่แล้ว ไยต้องตะโกนใส่หูด้วยเล่า”เฉินอี้กล่าวเสียงเบาพลางถอนใจ
จินลี่หยางมองเฉินอี้ด้วยความพิศวงหากจะกล่าวว่าเป็นเพราะเขาตาบอดจึงทำให้มิรู้จักว่าความน่ากลัวคือสิ่งใดก็มิน่าจะใช่หรือคนผู้นี้จะสติไม่ดีกันแน่
“หากเจ้าปล่อยเขาและยอมมอบตัว ข้ารับรองว่าจะไม่ทำร้ายเจ้า”จินลี่หยางเอ่ยขึ้น “แต่ถ้าหากเจ้าทำร้ายเขาเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรเจ้าก็หนีไม่พ้นแน่ และนั่นก็จะทำให้เจ้าโชคร้าย”
“เขาพูดมีเหตุผลนะ” เฉินอี้กล่าวกับคนร้าย
“ข้าบอกให้เจ้าหุบปากอย่างไรเล่า!” คนร้ายกดมีดลงบนคอขาวของเฉินอี้
“ดะ ได้ๆ พี่ชาย ข้าจะหุบปากแล้ว แต่ขอถามก่อนนะ สิ่งนี้ใช่ของท่านหรือไม่”เฉินอี้ยกถุงหนังสีดำเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมา ขณะที่คนร้ายกำลังมองถุงหนังสีดำนั้นเฉินอี้ก็สลัดถุงใส่หน้าเขา