เครื่องป้องกันตัวที่จิวฟงงัดออกมาเพื่อเตรียมรับมือกับกระบี่ทมิฬนั้น เทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของเครื่องคุ้มภัยที่เขามี จิวฟงยังเหลือเครื่องป้องกันลงอักขระเวทอีกเป็นหมื่นๆชิ้น ซึ่งของเหล่านี้เขายึดมาได้ตอนที่สู้รบกับผู้คนที่หุบเขาหวงฉงนั่นเอง
เหล่าผู้ชมอ้าปากค้าง เกราะสีรุ้งที่เด็กชายสวมใส่เป็นเครื่องป้องกันตัวชั้นสูงและมีราคาแพง ลำพังแค่เกราะชนิดนี้เพียงอย่างเดียวก็น่าจะหยุดยั้งกระบี่ทมิฬได้ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ จิวฟงยังมีแหวนตัดตะวันมากถึงสามสิบวงที่พร้อมจะทำงานโดยอัตโนมัติทันทีที่อาคมเวทคุ้มครองกายอันเก่าสลาย นอกจากนี้เด็กชายยังมีกระจกแปดทิศอีกมากมาย อีกทั้งยังมีกำไลหยกคุ้มภัยของตระกูลลี้ที่ข้อมือข้างซ้ายอีกด้วย
“แค่พายุมีดสั้นจำนวนหมื่นเล่มก็เพียงพอที่จะหยุดการบุกของเฉาซาแล้ว แต่เครื่องคุ้มภัยนั่น...”
“เครื่องป้องกันตัวนั่น...อะไรกัน”
“ไม่แน่ว่าในถุงของจิวฟงยังมีเครื่องคุ้มภัยอีกก็เป็นได้”
...
ในเวลานี้ผู้คนต่างก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก พวกเขาไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนคนไหนนำเครื่องคุ้มภัยออกมาใช้พร้อมๆกันในคราเดียวมากถึงขนาดนี้ พวกเขามองดูมีดสั้นเรือนหมื่นที่พุ่งวนรอบกายของเด็กน้อย เหล่าสมาชิกตระกูลลี้ต่างก็มองไปยังเครื่องป้องกันตัวจำนวนมากที่จิวฟงสวมใส่ และในขณะนั้นเองชายผู้หนึ่งก็ร้องออกมา
“บ้านมันค้าอาวุธหรือไงฟระ!”
เฉาซายืนตัวสั่นพร้อมกับหายใจถี่ๆ สองขาไม่อาจก้าวเดิน ความหวาดกลัวแผ่ซ่านอยู่เต็มดวงจิต ทั้งอาวุธเวทและเครื่องป้องกันเวทที่เด็กชายครอบครองสร้างความหวาดผวาให้เขายิ่งนัก เฉาซาคิดว่าขืนประลองไปก็ต้องพ่ายแพ้ให้เด็กชายตัวเปี๊ยกอย่างหมดรูป
เฉาซาค่อยๆเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังเฉาหมิงผู้เป็นนายเพื่อขอความเห็น เฉาหมิงเห็นสายตาที่มองมาก็รีบส่ายหน้า ผู้เป็นนายบุ้ยปากไปทางเวทีแล้วกระดิกนิ้วไปมา เฉาหมิงแสดงกิริยาเช่นนั้นอยู่ซ้ำๆ ไม่ช้าผู้เป็นบ่าวก็ตามความคิดของเจ้านายทัน
ดวงตาของเฉาซาเปล่งประกาย มุมปากของชายผู้มีใบหน้าดุดันมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
เฉาซายืนหลับตากอดอกไม่เคลื่อนไหว เขาไม่เดินขึ้นไปบนเวที แต่ทว่าเขาก็ไม่กล่าวยอมแพ้ ผู้ชมมองดูเฉาซาที่ยืนนิ่งอยู่สักพักก็เริ่มหงุดหงิด พวกเขาส่งเสียงโห่ร้องและเร่งให้เฉาซาขึ้นไปบนเวที
“จะสู้ก็ไม่สู้ จะยอมแพ้ก็ไม่เอา จะให้พวกข้ารอดูการประลองไปถึงไหน!”
จิวฟงเห็นเฉาซายืนนิ่งก็รู้ทันทีว่าคู่ต่อสู้กำลังแข่งความอดทนกับเขา เฉาซาตั้งใจวิธียื้อการประลองออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้าเปี๊ยกพ่นลมแรงๆอย่างหงุดหงิด เขาหลับตาแล้วใช้ความคิด ครู่เดียวจิวฟงก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดวงน้อยๆของเด็กชายฉายแววซุกซน
เด็กชายตัวน้อยคลายอักขระเวทแล้วเก็บมีดสั้นเข้าไปในถุงวิเศษ ไม่ช้ามีดทั้งหมื่นเล่มก็ลงไปอยู่ในถุงสีน้ำตาล ทว่าจิวฟงยังคงสวมเครื่องป้องกันอย่างเต็มยศ เขาชะโงกหน้ามองเฉาซาอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นจิวฟงก็เดินไปอุ้มเจ้าไก่ขาวแล้วกระโดดดึ๋งลงจากเวทีไปท่ามกลางความงุนงงของผู้ชม
“เฉาซาทำได้ ข้าก็ย่อมทำได้” เด็กชายหัวเราะคิกๆ เขาเดินห่างออกจากเวทีไปเรื่อยๆ ลี้ฝูหวู่เห็นจิวฟงลงจากเวทีก็รู้ทันทีว่าคงมีเรื่องให้ชายชราเช่นเขาปวดหัวอีกเป็นแน่
“เจ้าจะไปไหน” ลี้ฝูหวู่ดัดเสียงเข้มแล้วตะโกนถามเด็กชาย
“กลับบ้านไปนอนพัก...” พูดจบจิวฟงก็หันไปตะโกนบอกกับตงวู่ฉีที่วิ่งตามมาด้านหลังว่า “...ต้องให้พี่ตงรออยู่ที่นี่ ถ้าเฉาซาขึ้นไปบนเวทีเมื่อไรก็ให้ไปบอกข้าด้วย ข้าจะรีบมาในทันที”
“...”
ผู้คนต่างนิ่งอึ้งไร้คำพูด ลี้ฝูหวู่อยากจะบ้าตาย เฉาซาใช้ช่องโหว่ของกฎการแข่งขันเพื่อประจุปราณลงไปยังกระบี่ทมิฬแถมยังยื้อการแข่งออกไป แต่ฝ่ายจิวฟงยิ่งหนักไปกว่านั้น เด็กชายถึงขนาดจะกลับไปบ้านเพื่อพักผ่อนนอนเอาแรงกันเลยทีเดียว
ลี้ฝูหวู่กัดฟันกรอดๆ ร่างของชายชราสั่นเทิ้ม ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ชายชรามองไปยังเฉาซาและเจ้าเด็กตัวแสบอย่างเหลืออด
“ข้าขอใช้อำนาจของพ่อบ้านสั่งพวกเจ้าทั้งสองคนขึ้นไปบนเวทีเดี๋ยวนี้! หากใครพูดคำว่า‘ไม่มีในกฎ’ออกมาอีกครั้งเดียว ข้าจะให้คนผู้นั้นออกจากเขตตระกูลลี้โดยที่ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย และถ้าใครไม่พอใจคำสั่งก็ให้ไปร้องเรียนกับหัวหน้าผู้เฒ่า แต่ก็อย่าหวังว่าท่านลี้จี๋จะเข้าข้างพวกเจ้า...ไม่มีวัน!”
ผู้คนเห็นลี้ฝูหวู่โมโหต่างก็พากันตกใจ เหล่าสมาชิกทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่เคยเห็นพ่อบ้านวัยชราแสดงความโกรธออกมาแม้แต่ครั้งเดียว แสดงว่าครั้งนี้ลี้ฝูหวู่เหลืออดแล้วจริงๆ
เฉาซายืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก คนแซ่เฉาคิดว่าอย่างไรเสียกระบี่ทมิฬก็ไม่มีทางทะลวงผ่านเครื่องป้องกันหลายขนานของเด็กชายได้แน่ จิวฟงเห็นอาการของคนแซ่เฉาก็เกิดความมั่นใจ เขาเร่งร่ายอักขระเวทเพื่อเรียกมีดสั้นหมื่นเล่มเพื่อป้องกันตัว จากนั้นเขาก็เดินเชิดหน้าขึ้นเวทีไป
เฉาซาเหลือบมองเฉาหมิงผู้เป็นนาย พอเห็นว่าคุณชายของเขาพยักหน้าอยู่ซ้ำๆ เขาก็จำต้องเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยท่าทีที่ไร้เรี่ยวแรง จิวฟงเห็นภาพนั้นก็รู้ทันทีว่าเนื้อแท้ของเฉาหมิงผู้แสนสุภาพมิใช่คนดี หาไม่แล้ว คุณชายแห่งตระกูลเฉาคงไม่สั่งให้บ่าวเดินไปสู่ความตาย
“ต้องสั่งสอนให้รู้ว่าอย่ามาเล่นกับจิวฟง” เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าสองที จากนั้นเขากระดิกนิ้วเรียกไก่ขาวให้ขึ้นไปบนเวที เจ้าไก่ขาวขนฟูเดินตามเด็กชายไปอยู่ที่มุมเวทีอย่างว่าง่าย เมื่อเจ้าไก่ทิ้งตัวลงนอนแล้ว จิวฟงก็เปิดถุงวิเศษ จากนั้นเด็กชายก็กรีดนิ้วเพื่อร่ายอักขระ
“จิวฟงยังมีอะไรซ่อนอยู่อีก!” ชายคนหนึ่งร้องดังเมื่อเห็นแสงสีขาวสว่างวาบออกจากปลายนิ้วของเด็กน้อย เหล่าผู้ชมมองเด็กชายด้วยใจที่เต้นตักๆ ส่วนเฉาซาได้แต่มองไปยังเด็กชายด้วยใจสั่น ในเวลานี้เขารู้สึกหวาดกลัวผู้ใช้อักขระเวทชุดขาวตัวน้อยเป็นที่สุด
ทันทีที่จิวฟงกรีดนิ้วเคลื่อนไหว มีดสั้นจำนวนมากก็พุ่งทะยานออกมาจากถุงวิเศษอย่างรวดเร็ว มีดที่ลอยละลิ่วออกจากถุงมีจำนวนไม่น้อย ลี้เจี๋ยไคที่อยู่ใกล้จิวฟงที่สุดคะเนว่ามีดเหล่านี้มีถึงหนึ่งพันเล่มทีเดียว
มีดสั้นทั้งพันเล่มลอยมาอยู่เบื้องหน้าจิวฟงและหันปลายแหลมไปทางเฉาซาที่หน้าซีดขาสั่น มีดเหล่านี้ไม่ได้ลอยวนรอบตัวเด็กชาย ศาสตราเวทชุดนี้ลอยเรียงกันประหนึ่งกำแพงทึบ...กำแพงทึบแหลมๆที่พร้อมจะดาหน้าเข้าใส่เป้าหมายทันทีที่เด็กน้อยร่ายอักขระเวทออกไป
ผู้คนที่อยู่บริเวณเขตประลองต่างก็เงียบสนิท ภาพศาสตราอันคมกริบนับหมื่นชิ้นทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน ไม่มีใครรู้ว่าจิวฟงมีมีดสั้นอยู่กี่เล่มกันแน่ แต่พวกเขาก็คิดว่าจิวฟงยังเหลือมีดสีเหลืองเข้มอยู่ในถุงวิเศษอีกไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่น่าตกใจเท่ากับการที่เด็กชายสามารถควบคุมศาสตราเวทจำนวนมากได้พร้อมๆกันในคราเดียว
ลี้ซัน ลี้เจี๋ยไค มองดูผู้ใช้อักขระเวทชุดขาวตัวน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้าง ฝ่ายลี้ฝูหวู่มองดูจิวฟงแล้วพยักหน้าอยู่ซ้ำ ชายชราที่กลับไปยืนพิงต้นไม้อีกครั้งก็ถึงกับพึมพำออกมาเบาๆ
“สมกับเป็นศิษย์ของท่านหวงหยินฟา...”
ลี้เจี๋ยไคเรียกคู่ประลองมายืนอยู่กลางเวที หัวหน้าผู้ฝึกยืนห่างออกไปเพราะรู้สึกหวาดเสียวกับพายุมีดอันคมกริบ ฝ่ายเฉาซาหน้าถอดสี เขาเดินไปหาคู่ต่อสู้ด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือด
ลี้เจี๋ยไคอธิบายกติกาเพียงสั้นๆ จากนั้นก็ให้ทั้งคู่ไปยืนอยู่ที่มุมเวที เมื่อทั้งสองกลับไปประจำที่แล้ว ลี้เจี๋ยไคก็ไม่รอช้า เขาวาดมือจากด้านบนลงข้างล่างหนึ่งที จากนั้นผู้ฝึกสอนแห่งกลุ่มบ้านปีกวิหคก็ตะโกนดัง
“การประลองในคู่สุดท้าย...เริ่มได้!”
สิ้นเสียงของลี้เจี๋ยไค จิวฟงก็กรีดนิ้วอย่างรวดเร็ว แสงสีขาวพลันสว่างเจิดจ้าและร้อยเรียงเป็นตัวอักษร ขณะนั้นเองเฉาซาที่ยืนตัวสั่นก็คลายมือออกเพื่อทิ้งกระบี่ ไม่ทันทีที่กระบี่สีดำสนิทจะตกสู่พื้นเวที คนแซ่เฉาก็ร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
“ข้ายอม...”
ฟรุ่บ ฉึกๆ ฉึกๆๆๆ ฉึกๆๆๆ ฉึก!!! อ๊าก!!!
ไม่ทันเสียแล้ว จิวฟงร่ายอักขระได้อย่างช่ำชองประหนึ่งควบคุมอวัยวะของตน พริบตาเดียวมีดสั้นหลายสิบเล่มก็พุ่งไปปักร่างครึ่งคนครึ่งสุนัข โลหิตสีแดงฉานหลั่งรินออกมาจากร่างกายของเฉาซาและหยดลงสู่พื้นเป็นกองโต
“เอ่อ เมื่อครู่เจ้าจะพูดว่าอะไรนะ” เด็กชายยั้งมีดที่เหลืออีกเป็นร้อยๆเล่มเขาเดินเข้าไปหาคนแซ่เฉาที่ไร้อาวุธ เฉาซาเห็นเด็กน้อยที่มีสรรพอาวุธลอยคว้างอยู่รอบตัวก็ถึงกับผวา เขากระเสือกกระสนจนตัวแทบจะตกขอบเวทีโดยที่ไม่สามารถเอ่ยวาจา จิวฟงแสร้งทำหน้าสงสัยก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำ
“อ้าว ไม่มีอะไรจะพูดกับข้าเหรอ สงสัยข้าจะหูแว่ว” พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็หัวเราะแหะๆ จากนั้นเขาก็กระดิกนิ้วอย่างแช่มช้า พออักขระอีกชุดสว่างวาบมีดสั้นเล่มหนึ่งก็ค่อยๆลอยจ่อไปที่คอหอยของครึ่งหมาลายจุด
นัยน์ตาของเฉาซาเบิกกว้างจนถึงที่สุด แม้เขาจะเจ็บปวดสักเพียงใดแต่ก็ไม่อาจส่งเสียงร้อง เขาเหลือบตามองมีดสั้นที่จ่ออยู่ที่คออย่างหวาดผวา ขณะนั้นเองเฉาหมิงก็ตะโกนดัง
“เฉาซาบอกว่ายอมแพ้แล้ว!”
“จริงรึ?” จิวฟงเบิ่งตาโตแล้วพูดลอยหน้าลอยตา เมื่อเห็นว่าเฉาซาพยักหน้าซ้ำๆอีกทั้งยังนั่งตัวสั่นเป็นลูกนก เขาก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จิวฟงรู้ดีว่าการข่มขู่ผู้คนที่มุ่งร้ายเป็นเรื่องที่จำเป็น และหากภัยจะมาถึงตัว เด็กชายก็ไม่ลังเลที่จะจัดการกับคู่ต่อสู้อย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของชีวิต
เด็กผู้ร้ายกาจยังไม่ยอมคลายอักขระที่ควบคุมมีดสั้น เขายังคงยืนอยู่เบื้องหน้าเฉาซาอยู่เช่นนั้น มีดสั้นหลายสิบเล่มลอยเข้าไปหาเฉาซาอย่างเชื่องช้า เมื่อเห็นศาสตราเวทอันคมกริบค่อยๆจ่อเข้ามาประชิดร่าง คนแซ่เฉาก็รีบร้องดัง
“ข้ายอมแพ้ๆๆๆ”
นอกจากเสียงที่สั่นเครือของเฉาซาแล้วไม่มีเสียงอื่นๆปรากฏอีกเลย ริมฝีปากของผู้คนต่างเม้มแน่น เด็กชายจากสำนักวายุจำรัสเด็ดขาดกว่าที่พวกเขาคิดไว้นัก พวกเขามองไปยังเด็กชายด้วยใจที่ประหวั่น ขณะนั้นเองลี้เจี๋ยไคก็ประกาศดัง
“จิวฟงเป็นผู้ชนะ...”
แม้จะได้ยินถ้อยคำประกาศ แต่ผู้คนก็ยังคงยืนนิ่งราวกับท่อนไม้ ขณะนั้นเองแสงสว่างสายหนึ่งก็พุ่งวาบลงมาจากท้องฟ้า และเมื่อชายผู้มีเครายาวมายืนอยู่บนเวที เหล่าผู้คนที่อยู่ในเขตการประลองก็เริ่มได้สติ พวกเขาต่างก็ประสานมือคำนับผู้มีอายุพร้อมกับกล่าวนามหัวหน้าผู้เฒ่าอย่างพร้อมเพรียง
“ท่านลี้จี๋!”