King Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์)

    ตอนที่ 50 การมาถึงของคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ (โบสถ์เฟยเมียร์)

    ตอนที่ 50 การมาถึงของคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์(โบสถ์เฟยเมียร์)

     

    การตรวจนับเป็นไปอย่างรวดเร็วเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงอากอร์นก็สามารถแยกแยะชนิดของเงินต่างๆ และแร่ชนิดต่างๆที่เขาได้รับมาในครั้งนี้ทั้งหมด......

     

    1. เหรียญเงิน 200,000,000 เหรียญ

    2. เหรียญทอง 5,300,000 เหรียญ

    3. เหรียญหยก 10,000 เหรียญ

    4. แร่อดาคัมสีเงิน 180,000 กรัม= 180 กิโลกรัม

    5. แร่หยก 10,200 กรัม = 10.2กิโลกรัม

    6. แร่ทอง 310,000 กรัม = 310กิโลกรัม

    7. แร่เงิน 1,000,000 กรัม = 1,000กิโลกรัม

    8. แร่ทองแดง 4,000,000 กรัม = 4,000กิโลกรัม

    9. แร่เหล็ก 5,000,000 กรัม = 5,000กิโลกรัม

     

    (หน่วยวัดนะครับ 1000g (กรัม) = 1kg(กิโลกรัม) )

     

    นอกจากเงินและแร่เหล่านี้แล้วอากอร์นยังพบวัตถุโบราณที่เก่าแก่ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรอีกสองชิ้นซึ่งเขาไม่รู้ว่าพวกมันคืออะไร ที่เขารู้คือเขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่จากวัตถุสองชิ้นนี้เขาจึงได้เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ นอกนั้นก็เป็นของทั่วๆไปที่เขาแยกออกไปไม่หมดก่อนหน้านี้เท่านั้น......

     

    “เฮ้อ......นับเสร็จสักที! เหนื่อยเป็นบ้าเลยให้ตายสิ!!พรุ่งนี้คณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะมาถึงแล้ว หวังว่าจะไม่มีเรื่องร้ายๆเกิดเรื่องกับเจมส์วิชนะ!?”

     

    หลังจากที่อากอร์นนับและคัดแยกสิ่งของเสร็จเขาก็นึกถึงการมาของคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ซึ่งเขาหวังว่าเจมส์วิชจะทำภารกิจลุล่วงไปได้ด้วยดีไม่มีเรื่องร้ายใดๆเกิดขึ้นระหว่างทาง แต่ด้วยความไว้ใจและเชื่อใจอัศวินของเขาอากอร์นก็เลิกเป็นกังวลและกลับไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อรอต้อนรับคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในวันพรุ่งนี้แทน......

     

    ราตรีที่หนาวเย็นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดพระอาทิตย์ก็ได้โผล่ขึ้น ณ ขอบฟ้า.......

     

    ในช่วงเช้าหลังจากที่อากอร์นตื่นมาด้วยอารมณ์ที่สดชื่นเขาก็ออกไปตรวจโบสถ์ที่สั่งให้สร้างว่าไปถึงไหนแล้วแต่เมื่อเขามาถึงพื้นที่ที่สั่งให้สร้างโบสถ์เขาก็พบกับโบสถ์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตและดูคงทนแข็งแรง......

     

    โบสถ์ตรงหน้าของอากอร์นนั้นไม่ได้ดูหรูหราอย่างใด เพียงแต่สร้างให้มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากที่ศรัทธาต่อศาสนาเท่านั้นอีกอย่างก็เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าอากอร์นผู้เป็นเจ้าเมืองเซนต์จูรี่นั้นยินดีต้อนรับพวกเขาที่มาจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างใจจริง........

     

    ช่วงเวลาได้เลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้เป็นว่าเที่ยงวันแล้วและในตอนนั้นเอง ที่สุดขอบทางออกของป่าห่างจากทางเข้าเมืองสองกิโลเมตรก็ได้มีกลุ่มกองทหารนับพันคนค่อยๆ โผล่ออกมาเรื่อยๆโดยที่ตรงกลางของกลุ่มกองทหารเหล่านี้ได้มีกลุ่มคนที่แต่งชุดต่างออกไปอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งกองทัพและกลุ่มคนที่ว่านี้ก็คือทหารหน่วยของเจมส์วิชกับคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จากโบสถ์เฟยเมียร์ที่จะมาประจำอยู่ที่เมืองเซนต์จูรี่นั้นเอง........

     

    .......................

     

    “นะ....นะ.......นะ........นี่เหรอเมืองเซนต์จูรี่?ทำไมมันไม่เห็นเหมือนกับที่ได้ยินมาเลย?”

     

    “นะ.....นั่นน่ะสิ! นี่มันต่างจากที่คิดไปมากเลย!!”

     

    “ดูหอคอยรบเหล่านั้นสิ?! พวกมันมีกี่หอคอยกัน?”

     

    “พื้นที่รอบเมืองที่ว่าเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและป่ารกทึบตอนนี้มันกับไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย มีเพียงพื้นที่โล่งๆ ที่ดูไม่ต่างไปจากเมืองทั่วๆไปเลย”

     

    เหล่าอัศวินและนักบวชทั่วไปในคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างก็พากันส่งเสียงออกมาอย่างไม่อยากเชื่อในภาพที่พวกตนได้เห็นเพราะจากคำเล่าและรายงานที่พวกเขาได้รับมานั้นเมืองเซนต์จูรี่เป็นเมืองที่ถูกทิ้งมานานหลายปี ทำให้สภาพเมืองดูย่ำแย่เป็นอย่างมากแม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ก็มีเพียงแค่พันสองพันคนหรืออาจจะน้อยกว่านั้น.......

     

    แต่ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขานั้นมันต่างกันมันราวกับว่าเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นมานานแล้วอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ว่าจะเป็นกำแพงประตูเมือง หอคอยรบ หอคอยสังเกตการณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆล้วนมีเกือบทั้งหมด แล้วแบบนี้จะไม่ให้พวกเขาตกใจได้ยังไง......

     

    “ยินดีต้อนรับสู่เมืองเซนต์จูรี่ของพวกเรา!!”ทันใดนั้นเสียงของเจมส์วิชก็ดังขึ้นหลังจากที่เงียบมาตลอดการเดินทางเขากันมาพูดพร้อมกับยิ้มให้กับทุกคนอย่างเป็นกันเองก่อนจะควบม้านำขบวนทั้งหมดตรงไปยังหน้าทางเข้าประตูเมือง........

     

    “เปิดประตูเมืองท่านเจมส์วิชและหน่วยของเขากลับมาแล้ว!!”

     

    ทันทีที่ทหารบนหอคอยสังเกตการณ์เมืองเห็นเจมส์วิชและหน่วยของเขาทหารนายนี้ก็ส่งสัญญาณบอกให้ทหารประจำตำแหน่งเปิดประตูเมือง เปิดประตูให้เจมส์วิชและหน่วยเข้ามาทันทีก่อนที่ทหารนายนี้จะส่งทหารอีกคนไปรายงานเรเว่นและมอแกรนซึ่งอยู่กับอากอร์นที่โบสถ์.......

     

    ครืดดดดดดดด!!

     

    ตึง!!

     

    ประตูเมืองถูกเปิดออกในทันทีหลังจากที่ได้รับคำสั่งจากนั้นก็มีกองทหารรักษาการวิ่งออกมาตั้งแถวรอต้อนรับอย่างดี แต่ในตอนนั้นเองหลังจากที่ทหารรักษาการณ์วิ่งออกมาหมด ร่างเงาสามร่างก็ควบม้ามาหยุดที่ทางเข้าซึ่งทั้งสามก็คือ อากอร์น เรเว่นและมอแกรนนั้นเอง.......

     

    พรึบ!!

     

    ตุบ!!

     

    “ถวายบังคมฝ่าบาท!!” ทันทีที่เจมส์วิชมาถึงหน้าประตูทางเข้าเขาก็รีบลงจากม้าพร้อมกับคุกเข่าลงหนึ่งข้างและกล่าวทำความเคารพต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้าในทันที.......

     

    พรึบ!! พรึบ!! พรึบ!!

     

    “ถวายบังคมฝ่าบาท!!”

     

    “ถวายบังคมผ่าบาท!!”

     

    ซึ่งทหารทั้งหมดในหน่วยของเจมส์วิชก็ทำตามเขาเช่นกัน ทั้งรีบลงมาจากหลังม้าและทำการเคารพต่อราชาของพวกเขาในทันทีซึ่งการกระทำนี้ทำให้คณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์รู้สึกอึ้งอย่างบอกไม่ถูกเพราะทหารทั้งหนึ่งพันนายนี้เปลี่ยนไปราวกับหลังมือเป็นหน้ามือเลย.......

     

    ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกคนยังดูดุดันและเข้มขรึมอยู่เลย แต่พอเจอกับทั้งสามคนที่อยู่เบื้องหน้าทุกคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปราวกับเด็กน้อยที่ได้พบบิดามารดาของตนอย่างนั้นแหละ......

     

    ซึ่งโมรันเป็นคนแรกที่สังเกตมองไปที่ทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้าและพบว่าทั้งสามคนตรงหน้าของเขานั้นล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งทั้งนั้นโดยเฉพาะชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางของสามคนและมันก็ทำให้โมรันรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้แหละคือเจ้าเมืองคนใหม่ที่ถูกส่งมาที่นี่ตามรายงาน.......

     

    ซึ่งอากอร์นก็สังเกตมองที่โมรันเช่นกันและเขาก็รู้ว่าอัศวินคนนี้แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าเขามากเท่าไหร่นัก ส่วนคนอื่นๆที่มาด้วยนั้นล้วนแล้วแต่อ่อนแอกว่าเขาทั้งหมดมีเพียงแค่คนเดียวที่อากอร์นมองไม่ออกซึ่งนั้นก็คือคนที่อยู่ภายในรถม้าที่มองไม่เห็น.......

     

    “สวัสดีทุกท่านจากคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เฟยเมียร์ข้าบารอนอากอร์น ไลอ้อน เจ้าเมืองเซนต์จูรี่แห่งนี้ยินดีต้อนรับทุกท่าน”อากอร์นเริ่มกล่าวแนะนำตัวเขาก่อนอย่างสุภาพพร้อมกับแสดงรอยยิ้มอย่างจริงใจออกมา......

     

    “ข้า โมรันหัวหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์หน่วยหนึ่งจากโบสถ์เฟยเมียร์พร้อมกับคณะนักบวชและอัศวินทั่วไปยินดีที่ได้พบท่านบารอนอากอร์น เจ้าเมืองเซนต์จูรี่!”โมรันลงจากม้าและกล่าวเดินออกมาข้างหน้า ก่อนจะโค้งตัวลงแนะนำตัวเองกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน.......

     

    การกระทำนี้ของโมรันอยู่เหนือความคาดหมายของอากอร์นมากเพราะเขาไม่คิดว่าหัวหน้าอัศวินจากคณะเดินทางจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์คนนี้จะแสดงท่าทางสุภาพแทนที่จะแสดงตัวหยิ่งยโสเหมือนกับพวกนักบวชและอัศวินสกปกที่เขาเคยเห็น.......

     

    แน่นอนว่าการกระทำนี้ของโมรันนั้นไม่ได้ทำให้แค่อากอร์นตกใจ คนอื่นๆในคณะที่รวมเดินทางมาด้วยก็ยังแสดงสีหน้าตกใจออกมา โดยเฉพาะโจเซฟอัศวินหนุ่มผู้เลือดร้อนที่มักจะมองว่าโมรันนั้นเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งใครๆต่างก็กลัวและให้ความเคารพแก่เขา......

     

    แต่ตอนนี้เขากับเห็นหัวหน้าอัศวินโมรันของเขาโค้งตัวให้กับชายหนุ่มที่อายุพอๆกับเขา ที่อ้างตัวว่าเป็นบารอนอะไรนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การโค้งตัวให้เล็กน้อยเท่านั้นก็ตามแต่แต่มันเป็นการเสียศักดิ์ศรีของคนจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์หมดชายหนุ่มคิด......

     

    “ท่านหัวหน้าเหตุใดพวกเราต้องแสดงความนอบน้อมต่อพวกเขาด้วย? มันไม่ใช่พวกเขาหรอกเหรอที่ต้องแสดงความเคารพให้กับพวกเราแม้แต่เจ้าเมืองที่เมืองเฟยเมียร์เองยังต้องแสดงความเคารพให้แก่ท่านเลยเมื่อพบเห็นแต่นี่ก็แค่เมืองบ้านนอกกับเจ้าเมืองบ้านนอกเท่า-.........”

     

    ฟิ้ว!! ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!

     

    ทันใดนั้นเองร่างสามร่างก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวของชายหนุ่มโจเซฟที่ได้เปิดปากถามขึ้นอย่างไม่พอใจกับการกระทำของหัวหน้าของเขาซึ่งยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดจบดาบสามเล่มก็ได้วางพาดไว้ที่คอของเขาแล้วซึ่งเจ้าของดาบทั้งสามก็คือเรเว่น มอแกรนและเจมส์วิชนั้นเองแต่ก่อนที่ทั้งสามจะได้ลงมือตัดศีรษะของชายหนุ่มอากอร์นก็ได้ยกมือขึ้นพร้อมกับส่งเสียงห้ามพวกก่อน......

     

    “หยุดการกระทำที่เสียงมารยาทนั้นซะ!!”อากอร์นกล่าวด้วยเสียงที่ราบเรียบและดูเย็นชามากก่อนจะพูดต่อว่า“ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น ข้าต้องขออภัยด้วยกับการเสียมารยาทของอัศวินทั้งสามคนของข้าด้วยเพราะพวกเขาจิตใจอ่อนไหวง่ายกับใครก็ตามที่พูดจาไม่ให้เกียรตินายของพวกเขาดังนั้นคำพูดของท่านที่พูดมาเมื่อครู่นี้จึงไม่สะกิดต่อมความรู้นั้น”อากอร์นกล่าวออกไปพร้อมกับแสดงดีหน้ายิ้มๆ ซึ่งมองดูแล้วมันไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจสักนิดเลยเมื่อมอง......

     

    “โจเซฟ!! ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าก่อปัญหาอีก!!”ทันใดนั้นโมรันก็ได้สติกลับคืนมาหลังจากที่อากอร์นได้พูดจบเขารีบตวาดใส่อัศวินหนุ่มในทันทีอย่างไม่พอใจก่อนจะหันกลับมามองที่อากอร์นแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าต้องขออภัยท่านบารอนท่านเขาด้วยเขามักจะเป็นคนพูดจาไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนี้อยู่เป็นประจำข้าจะพยายามสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้!” โมรันกล่าวขอโทษอากอร์นจากใจจริงซึ่งเขารู้ว่าหากตนไม่ทำการกล่าวขอโทษละก็สิ่งที่เกิดขึ้นคงจะเลวร้ายมากกว่านี้......

     

    “ท่านหัวหน้าอัศวินโมรัน ข้าไม่ได้โกรธอะไรเขาและไม่ได้โทษที่เขาพูดแบบนั้นด้วย เพราะมันก็จริงอย่างที่เขาว่ามาเมืองเซนต์จูรี่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่เมืองบ้านนอกเท่านั้นและข้าที่เป็นเจ้าเมืองแห่งนี้ก็ย่อมกลายเป็นเจ้าเมืองบ้านนอกด้วยแต่เมืองบ้านนอกแห่งนี้ก็มีพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะความสามารถทางการทหาร การเกษตรเหมืองแร่ การศึกษาหรือวัฒนธรรมต่างๆทุกอย่างที่นี่ล้วนมีมันทั้งหมดไม่ต่างไปจากเมืองขนาดกลางและใหญ่เมืองอื่นๆและในอนาคตเมืองเซนต์จูรี่จะยิ่งใหญ่มากขึ้นกว่านี้ด้วย!!”

     

    คำพูดของอากอร์นที่พูดออกไปนั้น ทำเอาทหารทุกคนที่อยู่โดยรอบที่เป็นคนของเมืองเซนต์จูรี่ต่างก็เลือดในกายเดือดพล่านกันเลยทีเดียวแม้แต่โมรันและอัศวินหรือนักบวชคนอื่นๆในคณะก็ยังรู้สึกเคลิ้มไปตามคำพูดของอากอร์นเลย.......

    คล้ายกับเรื่องKing Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์) ที่คุณอ่าน