แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันเต้นระริกในความมืด ทอดเงายาวของเอ็ดเวิร์ดบนผนังห้องทำงานที่แทบจะกลืนหายไปในเงา เขานั่งฟังรายงานของชาร์ลส์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่แผนที่เก่าบนโต๊ะ
"เหมืองกำมะถันทางทิศเหนือ..." เอ็ดเวิร์ดทวนคำพูดช้าๆ เสียงทุ้มต่ำสะท้อนในห้องเงียบ "ฟังดูแล้วก็เป็นสถานที่ที่เหมาะจริงๆ สำหรับซ่อนห้องทดลองลับ"
"เพราะเช่นนั้นผมถึงขออนุญาตออกนอกเมืองเพื่อไปสืบสวนครับ" ชาร์ลส์เอ่ย "และผมขอผู้ช่วยไปด้วยสักคน ผมคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปคนเดียว"
เอ็ดเวิร์ดลูบคาง มองนักสืบหนุ่มอย่างพินิจ แสงเทียนสะท้อนในนัยน์ตาวูบไหว "การอนุญาตออกนอกเมืองฉันสามารถให้ได้" เขาตอบพลางถอนหายใจเบาๆ "แต่เรื่องขอกำลังสนับสนุนไปด้วย เกรงว่าคงทำไม่ได้"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง มองผ่านหน้าต่างบานสูงออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีเมฆดำทะมึนลอยต่ำ "กำลังพลของเราทั้งหมดถูกทุ่มไปที่การสืบสวนเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ดาร์ซี่หมดแล้ว"
ชาร์ลส์รู้สึกผิดหวังแม้จะคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว แต่เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ "แล้วถ้าขอความช่วยเหลือจากหน่วยปราบปรามหรือหน่วยวิทยาการล่ะครับ?" ชายหนุ่มเสนอ
"นั่นพอเป็นไปได้" เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าช้าๆ "พรุ่งนี้ฉันจะยื่นคำขอ"
"ขอตอนนี้ไม่ได้หรือครับ?" ความร้อนรนปรากฏชัดในน้ำเสียงชาร์ลส์ "ผมตั้งใจจะออกเดินทางคืนนี้"
เอ็ดเวิร์ดส่ายหน้า "เวลานี้ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินเรื่องก็ไม่อยู่ รอพรุ่งนี้เถอะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว การหักโหมร่างกายเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง"
"ไม่ได้ครับ" ชาร์ลส์ยืนกราน "โรแลนด์ที่เป็นพยานปากสำคัญก็ตายไปแล้ว ถ้าเราไม่รีบ หลักฐานทุกอย่างอาจถูกทำลายไปก่อน"
ความเงียบปกคลุมห้อง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างและเปลวไฟที่เต้นระริก เอ็ดเวิร์ดไตร่ตรองคำพูดของสมาชิกใหม่ตรงหน้า แม้จะเพิ่งเข้าหน่วยได้ไม่ถึงเดือน และยังถือว่าเป็นมือใหม่ในเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ประสบการณ์ในฐานะนักสืบของเขานั้นโชกโชน และเหตุผลที่เสนอมาก็สมเหตุสมผล
"แล้วเธอคิดจะทำยังไงต่อ?" เอ็ดเวิร์ดถามเสียงต่ำ สายตาคมกริบจับจ้องใบหน้าของชายหนุ่มอย่างพินิจ
"คงไม่มีทางเลือก" ชาร์ลส์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ผมคงต้องไปที่นั่นคนเดียว"
เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหวตามสายลมที่พัดผ่าน ทอดเงาของทั้งสองให้เต้นระริกบนผนังห้อง
"ถ้าอย่างนั้น..." เขาควักกระดาษออกมา หยิบปากกาขนนกจุ่มหมึก แสงสลัวในห้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเขียน มือที่จับปากกานั้นมั่นคง ไม่มีความลังเลใดๆ "ฉันจะอนุมัติคำขอออกนอกเมืองของเธอเอง"
เสียงปากกาขูดกับกระดาษดังแผ่วในความเงียบ ตามด้วยเสียงตราประทับกดลงบนเอกสาร ก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะส่งมันให้ชาร์ลส์
เมื่อรับกระดาษมาแล้ว ดวงตาคมของนักสืบหนุ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ตราประทับบนเอกสารไม่ใช่สัญลักษณ์ของกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติ แต่เป็นของกรมทหารพิทักษ์เมือง ความสงสัยผุดขึ้นในใจ แต่ก่อนที่เขาจะทันเอ่ยปาก
"หน่วยงานของเราทำงานเป็นความลับ" เอ็ดเวิร์ดอธิบาย ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันถาม "เพราะฉะนั้นใบอนุญาตทั่วไปจำเป็นต้องใช้ตราประทับของกรมอื่น ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกจับข้อหาปลอมแปลงเอกสาร"
ชาร์ลส์พยักหน้ารับ "งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าอนุญาต มองตามร่างของนักสืบหนุ่มที่ก้าวผ่านประตูออกไป เสียงฝีเท้าค่อยๆ เงียบหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเปลวไฟที่เต้นระริกในห้องทำงานยามดึก
ชาร์ลส์เดินผ่านระเบียงทางเดินที่มืดสลัว มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันที่แขวนห่างๆ กันส่องสว่างเป็นจุด ทำให้เงาของเขาทอดยาวและบิดเบี้ยวไปตามทางเดิน ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วอาคาร
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหน้าต่างบานเปิด พาเอากลิ่นอายชื้นของฤดูกาลเข้ามาปะทะใบหน้า ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าที่ช่องหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปยังท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกเมฆหนาทึบปกคลุม ดวงจันทร์ที่เคยส่องสว่างถูกบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัว ทิ้งให้เงามืดคืบคลานไปทั่วทุกซอกมุมของเมือง
มือของเขาสัมผัสกับกระดาษใบอนุญาตในกระเป๋าเสื้อ
'ต้องรีบจัดเตรียมอุปกรณ์...' เขาคิด ขณะที่เร่งฝีเท้าลงบันไดไม้เก่า 'หวังว่าฝนคงไม่ตกระหว่างทาง'
เมื่อก้าวออกจากอาคารสำนักงาน สายลมยามราตรีที่พัดกรรโชกทำให้เปลวไฟในตะเกียงริมทางสั่นไหว ทอดเงาประหลาดของเขาให้เต้นระริกบนพื้นถนนหิน เสียงกีบม้าดังก้องกังวานในความเงียบ ขณะที่เขาควบม้าเร็วของหน่วยมุ่งหน้าสู่ที่พัก สมองครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการเดินทาง
แม้จะมีอาวุธติดตัวแล้วอย่างผ้าเช็ดหน้าและปืนที่ยึดมาจากฮัมฟรีย์ แต่การเดินทางไกลเช่นนี้ต้องการมากกว่านั้น
เสียงฟ้าร้องครางต่ำๆ ในระยะไกล ราวกับเสียงเตือนจากฟากฟ้า ลมหนาวแล่นผ่านใบหน้าและลำคอ ทำให้เขาต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น เมฆดำทึบเริ่มปกคลุมท้องฟ้า บดบังแสงจันทร์จนเกือบมิด ทิ้งให้เหลือเพียงความมืดที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่ง
เมื่อมาถึงที่พัก ห้องนอนของชาร์ลส์จมอยู่ในความมืดสลัว มีเพียงแสงริบหรี่จากตะเกียงดวงเดียวที่ให้ความสว่าง
ชายหนุ่มวางตะเกียงลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบกระเป๋าหนังที่เคยใช้ในหลายคดีออกมา กลิ่นหนังเก่าผสมกับกลิ่นอายชื้นของฝนที่กำลังจะตกลอยอวลในอากาศ เขาเริ่มคัดเลือกสิ่งของที่จำเป็น
เสื้อผ้าสำรองสองชุด เสื้อคลุมกันฝนหนึ่งชุด เชือกเส้นยาว กล้องยาวสำหรับส่องทางไกล และถุงน้ำหนังที่เพิ่งเติมใหม่ ทุกชิ้นถูกจัดวางลงในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ
บนโต๊ะทำงาน ปืนที่ยึดมาจากฮัมฟรีย์วางอยู่ข้างผ้าเช็ดหน้า แสงตะเกียงสะท้อนบนผิวโลหะและไม้ขัดมันเป็นประกาย
เขาล้วงลิ้นชักโต๊ะ เสียงไม้เสียดสีดังแผ่วในความเงียบ เขาหยิบถุงหนังเล็กๆ ที่บรรจุเหรียญเงินออกมา เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังในความมืด แต่ธนบัตรถูกละเว้น ด้วยรู้ดีว่าสายฝนอาจทำลายมันได้ง่ายดาย จากนั้นก็เพิ่มมีดพกเล่มเล็กและเข็มทิศเข้าไปในกระเป๋าด้วย
เสียงฟ้าร้องครืนในระยะไกล ทำให้ชาร์ลส์หยุดชะงัก เป็นเสียงที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงเตือนจากฟากฟ้า มือของเขาลูบปลายด้ามปืนที่วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อสายตาสบกับอาวุธทั้งสอง ความทรงจำเกี่ยวกับฮัมฟรีย์ผุดขึ้นในห้วงคำนึง ชายชราที่แบกความผิดบาปมาเจ็ดปี จนกระทั่งความรู้สึกผิดนั้นกัดกินจิตใจจนเกือบคิดสั้น
แสงตะเกียงวูบไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่าง นำพากลิ่นฝนที่กำลังจะตกเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มหยิบเข็มทิศขึ้นมาพลิกดูในมือ เข็มสีดำชี้นิ่งไปทางทิศเหนือ ทิศทางที่นำไปสู่เหมืองกำมะถัน...และความลับที่ซ่อนอยู่
เขาสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า หยิบอาวุธทั้งสองชิ้นใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนจะดับตะเกียงและก้าวออกจากห้อง ทิ้งให้ความมืดกลืนกินทุกอย่างเบื้องหลัง
ม่านราตรีปกคลุมด่านตรวจทางทิศเหนือของเมือง มีเพียงแสงตะเกียงหน้าป้อมยามที่ส่องสว่างเป็นวงกว้าง ทำให้เห็นละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา เสียงกีบม้าของชาร์ลส์ดังก้อง สลับกับเสียงฟ้าครืนครางในระยะไกล
"หยุด!" เสียงเข้มของเจ้าหน้าที่ดังขึ้น พร้อมยกมือให้สัญญาณ "ลงจากม้า"
ชาร์ลส์ทำตามคำสั่งโดยไม่อิดออด เขารู้ดีว่าการเดินทางออกนอกเมืองในยามวิกาลเช่นนี้ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เขาก็เตรียมพร้อมไว้แล้ว มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบเอกสารที่เพิ่งได้รับจากเอ็ดเวิร์ดออกมา
"มีธุระอะไรถึงต้องออกนอกเมืองดึกดื่นเช่นนี้?" เจ้าหน้าที่ถาม ดวงตาคมกริบจ้องมองชาร์ลส์อย่างสงสัย ขณะที่รับเอกสารมาตรวจสอบ แสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นตราประทับของกรมทหารพิทักษ์เมืองชัดเจน
ดวงตาของเจ้าหน้าที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใบอนุญาตพิเศษ ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปในทันที ไม่กล้าซักไซ้ไล่เลียงมากความ เพราะรู้ดีว่าผู้ที่ถือใบอนุญาตเช่นนี้ย่อมมีภารกิจสำคัญ
"เชิญผ่านได้ครับ" เขาคืนเอกสารให้ชาร์ลส์พร้อมความเคารพ ก่อนจะผายมือไปยังถนนเบื้องหน้าที่ทอดยาวสู่ความมืด
ชาร์ลส์รับเอกสารกลับมา กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว กระชับบังเหียน ร่างโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยขณะที่ม้าเริ่มควบทะยาน เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดังก้องในความเงียบ สะท้อนกับแนวกำแพงหินสองข้างทาง
สายลมยามค่ำพัดกรรโชกแรงขึ้น พัดพาความหนาวเย็นและกลิ่นดินชื้นมาปะทะใบหน้า เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวช้าๆ บดบังดวงจันทร์ที่เคยส่องสว่าง ทิ้งให้เหลือเพียงแสงริบหรี่ที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างก้อนเมฆ
แสงจากตะเกียงที่แขวนอยู่ข้างอานม้าส่องสว่างเป็นวงแคบๆ เผยให้เห็นเพียงเส้นทางเบื้องหน้าเป็นช่วงสั้นๆ ทุ่งหญ้าโล่งสองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแนวต้นไม้สูงใหญ่ที่ทอดเงาประหลาด กิ่งก้านแห้งกรอบส่งเสียงเมื่อถูกลมพัด ราวกับเสียงครวญครางของวิญญาณที่ไร้การปลดปล่อย
……
ในห้องประชุมที่มีแสงสลัวของยามเช้า เสียงถกเถียงดังก้องไปทั่ว ความตึงเครียดลอยอวลในอากาศเหมือนหมอกหนา สมาชิกหน่วยสืบสวนพิเศษนั่งล้อมโต๊ะไม้เก่า ใบหน้าของทุกคนเคร่งเครียด ดวงตาล้าจากการทำงานหนักในคดีคฤหาสน์ดาร์ซี่ที่ยังคงไร้เงาของคำตอบ
"พวกเราใช้คนที่สัมผัสของเหลวสีดำให้ติดตามหาตัวปรสิตเถอะ" แอนดรูว์เสนอขึ้น
โจเซฟผุดลุกขึ้นทันที ใบหน้าบิดเกร็งด้วยความไม่เห็นด้วย "ไม่ได้! อันตรายเกินไป" เขาแย้งเสียงเข้ม "จากการวิจัยที่ชาร์ลส์สืบมา คนที่สัมผัสของเหลวพวกนั้นจะกลายเป็นอาหารหรือร่างแพร่พันธุ์ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน..."
"แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!" แอนดรูว์ลุกพรวดขึ้น "ไร้เบาะแส คนร้ายยังลอยนวลอยู่ข้างนอก แล้วเราจะปล่อยให้มันทำอะไรได้อีก!"
"แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเสี่ยง!" โจเซฟตวาดกลับ "ต้องมีทางอื่น... ต้องมีทางที่ดีกว่านี้"
"ทางไหนล่ะ โจเซฟ?"
"บอกมาสิ ถ้านายมีทางออกที่ดีกว่า"
"ตอนนี้... ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ แต่ขอเวลาอีกสักหน่อย เราต้องหาทางอื่นได้..."
"รออะไร?!" แอนดรูว์ตะโกน เสียงของเขาสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุม "คนร้ายยังลอยนวลอยู่ข้างนอก มันมีแผนอะไรพวกเราก็ยังไม่รู้ ถ้ามันสายเกินไปล่ะ?" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ "ถึงฉันจะไม่ได้อยู่ในงานเลี้ยงคืนนั้น แต่นาย... นายอยู่ตรงนั้น นายเห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้น"
ห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ โจเซฟยืนนิ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับคืนนั้นผุดขึ้น เสียงกรีดร้องของญาติและมิตรสหาย ของเหลวสีดำกระเซ็นโดนเป็นตัวผู้เคราะห์ร้าย และดวงตาของผู้คนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เงาของทั้งสองคนทอดยาวบนพื้น ทับซ้อนกันเป็นรูปร่างประหลาดในแสงอาทิตย์ยามเช้า ราวกับการต่อสู้ระหว่างความถูกต้องและความจำเป็น กำลังดำเนินไปในอีกมิติหนึ่ง
"ทั้งสองคนหยุดเถียงกันก่อน" เสียงของเอมีเลียตัดบทสนทนา หยุดการโต้เถียงที่กำลังจะลุกลามบานปลาย...
"ถ้าเราใช้นักโทษประหารล่ะ?" เซบาสเตียนเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำของเขาตัดผ่านความเงียบ ทุกสายตาหันไปมอง "แทนที่จะใช้คนบริสุทธิ์... ให้พวกมันทำประโยชน์ครั้งสุดท้ายก่อนตาย"
โจเซฟนิ่งงัน ความขัดแย้งในใจฉายชัดบนใบหน้า แสงเงาจากหน้าต่างทาบทับบนร่างของเขา ทำให้เห็นริ้วรอยความกังวลที่ชัดเจนขึ้น
"คุณคิดว่าไงล่ะ หัวหน้า?" เซบาสเตียนหันไปทางเอ็ดเวิร์ดที่นั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะ
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เดินเป็นจังหวะ ทุกคนรอคอยคำตอบจากหัวหน้าหน่วย เหมือนรอคำพิพากษาที่จะตัดสินชะตาชีวิตของใครบางคน
"ถ้าไม่มีใครแย้ง..." เอ็ดเวิร์ดเอ่ยในที่สุด น้ำเสียงหนักแน่น "ทำตามแผนที่ว่ามาได้ หานักโทษประหารมาดำเนินการ"
คำตัดสินนั้นทิ้งความหนักอึ้งไว้ในอากาศ แม้จะเป็นทางออกที่ทุกคนเห็นพ้อง แต่น้ำหนักของการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือหนึ่งชีวิตที่ต้องไปสังเวย แม้มันผู้นั้นอาจจะไม่คู่ควรกับความเมตตาก็ตา