ลึกเข้าไปในสายเืของกู่เฟิงสลักสัญชาตญาณแห่งความบ้าบิ่นเอาไว้ ในสถานการณ์ที่เกือบจะถูกกู่ตงไล่ตามทัน ซึ่งเป็สถานการณ์แห่งความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาได้ตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่บ้าบิ่นอย่างถึงที่สุด
หุบเขาที่อยู่เบื้องหน้าของเขานั้น สั่นไหวไปมาจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับมีสัตว์มารยุคากำลังเหยียบย่ำทะลวงผ่านสายธารแห่งกาลเวลา หมายจะพุ่งทะยานออกมาทำลายล้างฟ้าดินให้สิ้นซาก
"ขอเพียงป้องกันการโจมตีของพวกมันได้หนึ่งครั้ง ข้าก็จะมีโอกาสหนีรอดไปได้!"
กู่เฟิงมองดูกลิ่นอายของสัตว์ิญญาอันบ้าคลั่งที่พุ่งโถมเข้ามาจากหุบเขา ใบหน้าอันหล่อเหลาหมดจดของเขากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
การกระทำที่ดูเหมือนจะบ้าบิ่นของเขา แท้จริงแล้วผ่านการคิดไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ
เขารู้ดีว่าความแข็งแกร่งของตนเองกับกู่ตงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากถูกไล่ตามทัน ตนเองย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าการที่เขาพุ่งเข้าไปในหุบเขา ขอเพียงสามารถต้านทานการโจมตีปลิดชีพของสัตว์ิญญาทั้งสองตัวนี้ได้ เขาก็ยังมีความหวังที่จะรอดชีวิต
ผู้ฝึกตนยิ่งมีตบะบารมีแข็งแกร่งมากเพียงใด พลังิญญาที่อัดแน่นอยู่ในเืเนื้อก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเป็ที่ดึงดูดใจของสัตว์ิญญามากขึ้นตามไปด้วย
การที่เขาและกู่ตงปรากฏตัวต่อหน้าสัตว์ิญญาพร้อมกัน กู่ตงย่อมตกเป็เป้าหมายของพวกมันได้ง่ายกว่า หากเขาเดิมพันได้ถูกต้อง และมีสัตว์ิญญาช่วยถ่วงเวลากู่ตงเอาไว้ เขาก็จะมีโอกาสหนีรอดไปได้!
วิธีการของกู่เฟิงเรียกได้ว่าบ้าบิ่นถึงขีดสุด เขาฝากชีวิตเอาไว้กับสัตว์ิญญาอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
แต่สำหรับเขาในตอนนี้ นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็เพียงทางเลือกเดียวของเขา!
โฮก!
ในขณะที่ร่างของกู่เฟิงพุ่งเข้าไปในหุบเขา เขาก็ได้ยินเสียงคำรามอันแสบแก้วหูของสัตว์ิญญาดังปะทะเข้าใส่หน้า คลื่นเสียงที่รุนแรงดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกรากสั่นะเืจนเืลมของเขาตีกลับ เกือบจะกระอักเืออกมาในทันที
เขาหันขวับไปมอง ก็พบกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เลื้อยคลานสองตัวที่มีลำตัวยาวเกือบสามสิบจั้ง แผ่กลิ่นอายตบะบารมีที่ใกล้จะทะลวงผ่านขอบเขติญญาก่อกำเนิด เหยียบย่ำพื้นดิน พุ่งเข้าสังหารเขา
"เป็เสือดาวโลหิตขนแดงสองตัว ที่ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนัก!"
เมื่อกู่เฟิงมองเห็นรูปลักษณ์ของสัตว์ิญญาที่มีลำตัวยาวเกือบสามสิบจั้งทั้งสองตัวนี้อย่างชัดเจน เขาก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
เสือดาวโลหิตขนแดงเป็สัตว์ิญญาที่ดุร้ายและกระหายเืเป็อย่างมาก หลังจากโตเต็มวัย ตบะบารมีของพวกมันส่วนใหญ่จะสามารถทะลวงผ่านขอบเขติญญาก่อกำเนิด ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักได้
ยิ่งไปกว่านั้น บางตัวยังสามารถทำลายพันธนาการของขอบเขตสามตำหนัก และทะลวงเข้าสู่ขอบเขตมหาสุญตาได้อีกด้วย!
เสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวที่อยู่เบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่ายังไม่โตเต็มวัย ทว่าดูจากสภาพแล้วก็คงจะใกล้เต็มที
ฟุ่บ ฟุ่บ!
ในยามที่เสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวนี้มองเห็นกู่เฟิง ดวงตาของพวกมันก็สาดประกายอันดุดันก้าวร้าวออกมา ก่อนจะโถมตัวเข้าใส่กู่เฟิงอย่างดุเดือด
ความเร็วของเสือดาวโลหิตขนแดงนั้นะเืฟ้าะเืดิน พวกมันเปรียบเสมือนสายฟ้าสองสายที่ผ่าลงมาจากสรวง์ ทะลวงผ่านความว่างเปล่า เพียงชั่วพริบตาเดียว พวกมันก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของกู่เฟิง กรงเล็บทั้งสองข้างตะปบเข้าใส่กู่เฟิงทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง
ตูม!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง แรงกดดันอันแข็งแกร่งของกู่ตงก็ทะลักล้นเข้ามาจากภายนอก ห่างจากกู่เฟิงไปไม่ถึงสามสิบจั้ง!
ด้านหน้ามีเสือดาวโลหิตขนแดง ด้านหลังมีศัตรูตัวฉกาจ สถานการณ์ของกู่เฟิงในยามนี้ เรียกได้ว่าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
"ต้านทานเอาไว้ให้ข้า!"
ใน่เวลาวิกฤต กู่เฟิงหยิบยันต์ิญญาโบราณแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เขาแปรเปลี่ยนพลังิญญาเป็เปลวเพลิงเพื่อจุดยันต์แผ่นนี้ ในชั่วพริบตามันก็ก่อตัวเป็ม่านพลังสีม่วง ปลดปล่อยกลิ่นอายการป้องกันอันแข็งแกร่ง ครอบคลุมร่างกายของเขาเอาไว้อย่างแ่า
เขาเมินเฉยต่อการโจมตีของเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัว พุ่งตรงเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขา ทำให้กู่ตงที่อยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
กู่ตงมองว่ากู่เฟิงคือความหวังในการผงาดขึ้นของตน หากกู่เฟิงต้องมาตายลงเช่นนี้ ก็ถือว่าเขาก็ขาดทุนย่อยยับแล้ว
ครืน!
ท่ามกลางความร้อนรนดั่งไฟสุมทรวงของกู่ตง กรงเล็บของเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวก็ได้ตะปบลงบนร่างของกู่เฟิงอย่างไร้ความปรานี
เสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวนี้มีตบะบารมีเข้าใกล้ขอบเขตสามตำหนักอย่างไม่สิ้นสุด อีกทั้งยังมีร่างกายเป็สัตว์ิญญา พลังกายาจึงไร้เทียมทาน อย่าว่าแต่กู่เฟิงเลย ต่อให้เป็กู่ตงที่โดนกรงเล็บนี้เข้าไป หากไม่ตายก็ต้องาเ็สาหัสพิการไปครึ่งซีก
ผลปรากฏว่า ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้กู่ตงและเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวต้องประหลาดใจก็เกิดขึ้น
ในยามที่กรงเล็บของเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวตะปบลงบนร่างของกู่เฟิง พลังโจมตีทั้งหมดกลับถูกม่านพลังสีม่วงที่ห่อหุ้มร่างกายของกู่เฟิงดูดซับไปจนหมดสิ้น
มีเพียงแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยที่ทะลุผ่านม่านพลังสีม่วงมากระทบโดนร่างของกู่เฟิง ทำให้เขากระอักเืออกมาคำโต กลิ่นอายอ่อนล้าลงอย่างรวดเร็ว
ตูม!
กู่เฟิงขบกรามแน่น ในเสี้ยววินาทีที่ม่านพลังสีม่วงแตกสลาย เขาก็พุ่งตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของหุบเขา ทิ้งเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวให้ยืนตะลึงงัน และกู่ตงที่อ้าปากค้างด้วยความใ
"เ้าเด็กนี่ถึงกับมีของวิเศษป้องกันที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!"
"บนตัวของเขา แท้จริงแล้วยังมีความลับซ่อนอยู่อีกมากเพียงใดกันแน่!!!" กู่ตงร้องะโออกมา ความโลภภายในใจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
โฮก โฮก!
เสือดาวโลหิตขนแดงเปิดฉากได้ไม่สวยงามนัก เมื่อถูกมนุษย์ที่อ่อนแอหลบหนีไปได้ อารมณ์ของพวกมันจึงย่ำแย่เป็อย่างมาก เสียงร้องอุทานของกู่ตงก็เปรียบเสมือนชนวนเหตุ ที่จุดประกายเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวของพวกมันให้ลุกโชนขึ้นมา
พวกมันเงื้องกรงเล็บตะปบเข้าใส่กู่ตง เมื่อกู่ตงเห็นเช่นนั้น ก็รีบะเิแรงกดดันของขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดออกมา เพื่อปะทะกับการโจมตีของพวกมัน เขาถูกกระแทกจนต้องถอยร่นไปหลายสิบก้าว จึงจะสามารถสลายการโจมตีของพวกมันไปได้อย่างหวุดหวิด
ทว่า เมื่อเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวเห็นว่าเขามีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ พวกมันกลับไม่ใหนำซ้ำยังดีใจเสียอีก
รูจมูกของพวกมันพ่นลมหายใจที่หนักหน่วงออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าสังหารกู่ตงโดยไม่ได้นัดหมาย ในสายตาของพวกมัน ผู้ฝึกตนขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดอย่างกู่ตงนั้น หอมหวานยิ่งกว่าผู้ฝึกตนในขอบเขตแก่นทองคำอย่างกู่เฟิงเสียอีก
"แย่แล้ว ถูกพวกมันหมายหัวเอาไว้แล้ว!"
ในเวลานี้เองกู่ตงเพิ่งจะรู้สึกตัว เขารีบหันหลังกลับและวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ด้วยความแข็งแกร่งของเขา เมื่อถูกเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวนี้จับจ้อง ก็ยังมีโอกาสหนีรอดไปได้
สิ่งที่เขากังวลก็คือ หากถูกพวกมันพัวพันเอาไว้ จะเป็การดึงดูดให้สัตว์ิญญาตัวอื่น ๆ ตามมาสมทบมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อถึงเวลานั้น เขาคงจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง
"นี่มัน..."
กู่เฟิงที่รอดพ้นจากวิกฤตมาได้ ยืนเหม่อลอยอยู่เบื้องหน้าค่ายกลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มีพื้นที่กว้างขวางถึงสามร้อยจั้ง เขาเคยคิดเอาไว้ว่าหลังจากเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาแล้ว อาจจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ นานา แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า ปลายทางของหุบเขาจะเป็ทางตัน และมีเพียงค่ายกลอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
บนพื้นผิวของค่ายกลแห่งนี้ ส่องแสงระยิบระยับไปด้วยลวดลายโบราณนับไม่ถ้วนที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งยุคา
ไม่เพียงแต่มีอักขระมรรคาวิถีอันลึกลับสุดหยั่งคาด แต่ยังมีภาพการต่อสู้เข่นฆ่าของผู้ยิ่งใหญ่ถูกบันทึกเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสัตว์เทพต่าง ๆ ที่มีอยู่แค่ในตำนาน ล้วนปรากฏให้เห็นลาง ๆ บนพื้นผิวของค่ายกล เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อย่างน่าอัศจรรย์
"ค่ายกลแห่งนี้แผ่กลิ่นอายของธาตุที่หลากหลายออกมา น่าจะเป็ค่ายกลขนาดใหญ่ที่มีหลากหลายคุณสมบัติประกอบกัน!" กู่เฟิงสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก็คาดเดาได้ว่าค่ายกลแห่งนี้ไม่ใช่เพียงค่ายกลสังหารหรือค่ายกลลวงตาธรรมดา แต่เป็ค่ายกลอันแข็งแกร่งที่ผสมผสานความสามารถของค่ายกลหลายชนิดเข้าด้วยกัน
"ยันต์ิญญาป้องกันที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้ามีเพียงแผ่นเดียว และเพิ่งจะถูกใช้ไปเมื่อครู่นี้ หากเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวนั้นย้อนกลับมาสังหารข้า ข้าย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
"หากสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในค่ายกลแห่งนี้ได้ ชั่วคราวนี้ข้าก็คงจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว..."
กู่เฟิงกลอกตาไปมา นึกขึ้นได้ถึงตำราค่ายกลโบราณที่บิดามารดาทิ้งเอาไว้ให้ตนเอง
ตำราค่ายกลโบราณเล่มนี้ได้บันทึกรูปแบบการวางค่ายกลเอาไว้หลายร้อยชนิด ในบทแรกของตำรา ยังได้บันทึกเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์ค่ายกลเอาไว้อีกด้วย
เคล็ดวิชานี้คือก้าวที่สำคัญที่สุดในการเป็ปรมาจารย์ค่ายกล และในขณะเดียวกัน ก็เป็ด่านที่ยากที่สุดในการก้าวขึ้นเป็ปรมาจารย์ค่ายกลเช่นกัน
ผู้ฝึกตนที่มีพร์ เพียงฝึกฝนแค่ปีครึ่งปี ก็จะสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์ค่ายกล และมีความสามารถในการวางค่ายกลได้ ส่วนคนที่มีพร์ต่ำต้อย ต่อให้ฝึกฝนไปตลอดชีวิตก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้เลย
"หากข้าสามารถบรรลุเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์ค่ายกล และมองตาค่ายกลของค่ายกลแห่งนี้ออก ก็น่าจะสามารถเข้าไปด้านในได้"
ผู้ฝึกตนมีความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าในวันนั้นเขาจะเพียงแค่เปิดดูตำราค่ายกลโบราณอย่างลวก ๆ ทว่าข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับค่ายกล ล้วนถูกประทับไว้ในความทรงจำอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยลืมเลือน
โดยทั่วไปแล้ว ค่ายกลมักจะเข้าไปง่ายแต่ออกมาได้ยาก อีกทั้งค่ายกลแห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดคอยควบคุม หากเขากลายเป็ปรมาจารย์ค่ายกล และค้นพบตาค่ายกลของค่ายกลแห่งนี้ บางทีอาจจะสามารถก้าวเข้าไปในค่ายกลโบราณแห่งนี้ เพื่อหลบเลี่ยงภัยคุกคามถึงชีวิตได้
"ลองดูสักตั้ง!"
กู่เฟิงมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่พบความเคลื่อนไหวของสัตว์ิญญา เขาก็นั่งขัดสมาธิ และลองโคจรเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอย่างคัมภีร์ควบคุม์ที่ถูกบันทึกไว้ในตำราค่ายกลโบราณ
ปลายทางของหุบเขาที่เขาอาศัยอยู่นี้ ด้านหน้าเป็ทางตัน ส่วนสองข้างทางเป็หน้าผาสูงชันที่ไม่อาจปีนป่ายขึ้นไปได้ นอกเสียจากว่าเขาจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้อย่างแน่นอน
การฝึกฝนคัมภีร์ควบคุม์เพื่อหลบซ่อนตัวเข้าไปในค่ายกลอันกว้างใหญ่แห่งนี้ จึงกลายเป็หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของเขา
เขาไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เขากำลังทดลองฝึกฝนคัมภีร์ควบคุม์อยู่นั้น ก็มีสัตว์ิญญาหลายตัวกำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้เขา
สองในนั้นคือเสือดาวโลหิตขนแดงที่ไล่ล่ากู่ตงเมื่อครู่นี้ ตัวหนึ่งคาบท่อนขามนุษย์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเืเอาไว้ในปาก มันเคี้ยวกร้วม ๆ เพียงไม่กี่ครั้งก็กลืนลงท้องไปจนหมด กู่ตงสามารถหลบหนีพวกมันไปได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งไว้เพียงท่อนขาข้างหนึ่งให้พวกมันเท่านั้น
และที่ด้านนอกของหุบเขา ยังมีแมงมุมหยินเก้าหัวที่มีขนาดตัวใหญ่มหึมาอย่างน่าตกตะลึงกำลังเหาะเหินเดินอากาศตรงเข้ามา
การเหาะเหินเดินอากาศ เป็ความสามารถที่จะต้องบรรลุถึงขอบเขตสามตำหนักเท่านั้นจึงจะสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็มนุษย์ หรือสัตว์ิญญาที่ไร้ปีก ล้วนเป็เช่นนี้ทั้งสิ้น!