ไม่คาดคิดเลยจริงๆว่าอาจารย์ของผมที่ทำงานเก็บศพมาตลอดชีวิตวันนี้แค่พาผมมาเก็บศพที่ทะเลสาบหนานเทียน กลับต้องพลาดท่าครั้งใหญ่เข้าให้
ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรพอเดินมาถึงริมฝั่งทะเลสาบก็ถูกบางสิ่งในน้ำลากลงไปยังจุดน้ำลึกตอนนี้ยังไม่รู้เป็นหรือตาย
ส่วนผมเพียงแค่สบตากับศพที่ลอยน้ำอยู่ก็เกือบจะตกน้ำไปด้วย
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปีศาจที่สิงอยู่ในทะเลสาบหนานเทียนจะร้ายกาจถึงเพียงนี้
ไม่แปลกเลยที่มันจะก่อความวุ่นวายได้แม้ในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้
เมื่อผมเล่าให้คนอื่นฟังว่าแค่สบตากับศพลอยน้ำก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่จนเกือบตกน้ำทุกคนก็พากันหน้าซีด แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาทันที
ซุนโหย่วผู้จัดการทั่วไปถึงกับพูดขึ้นอย่างตื่นตระหนก “แค่สบตากันแวบเดียวเสี่ยวเจียงก็เกือบถูกดึงลงน้ำ แล้วแบบนี้อาจารย์ซ่งที่ตกน้ำไปตั้งสองถึงสามนาทีคง...คงไม่”
เขาพูดไม่จบด้วยซ้ำ
แต่ผมเองก็อดกังวลเรื่องนี้ไม่ได้
อาจารย์ตกน้ำไปตั้งนานแล้วนอกจากฟองน้ำที่ผุดขึ้นมาเพียงสองลูกก็ไม่มีแม้แต่เงาอื่นใด
ผมแค่สบตากับศพลอยน้ำก็เกือบจะตกลงไปด้วยแล้วแบบนี้จะให้ทำอย่างไรดี
ผมลองคิดทบทวนถึงทุกวิธีที่ตัวเองมีทั้งยันต์และอาวุธในมือ แต่กลับไม่มีสิ่งใดที่สามารถใช้ได้เลย
ในชั่วขณะนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไรต่อ
แม้ผมจะอยากกระโดดลงไปเสี่ยงชีวิตเพื่อลากอาจารย์กลับขึ้นมาแต่ก็ไม่รู้เลยว่าควรจะลงไปทางไหน
บนผิวน้ำของทะเลสาบนี้ผมควรกระโดดลงตรงไหนกันแน่...
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวังเต็มไปด้วยความกังวล
บริเวณด้านหน้าไปทางซ้ายราวห้าเมตรพลันมีเสียง“ปุ๋ง” ดังขึ้นพร้อมกับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ
พวกเราทุกคนหันขวับไปมองทางนั้นโดยพร้อมเพรียง
แล้วก็ได้เห็นว่าณ จุดที่ฟองน้ำผุดขึ้นมา จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
‘มือคน!’
ดวงตาของผมหดแคบลงภายใต้พลังของตาทิพย์ จึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
มือนั้นคล้ำดำแต่ไม่เหมือนกับมือของศพที่แช่น้ำมานาน ตรงกันข้าม กลับดูเหมือนมือของอาจารย์ผมไม่มีผิด
“อาจารย์!” ผมร้องเรียกออกไปทันที
และมือนั้นก็กำมือทำสัญลักษณ์‘OK’ ให้ผมดูก่อนจะจมหายกลับลงไปใต้น้ำอีกครั้ง
“ใช่...ใช่อาจารย์ซ่งหรือเปล่า”
“เมื่อกี้ เขา...เขาทำสัญลักษณ์ OK ใช่ไหม”
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วต่างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง
ผมพยักหน้าสีหน้าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
อาจารย์ต้องกำลังเผชิญกับปัญหาแน่ๆ
แต่การที่เขาโผล่ขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณแบบนี้น่าจะเป็นการบอกว่าเขาปลอดภัยดี
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ยิ่งไม่อาจบุ่มบ่ามลงมือได้
ผมยังคงยืนอยู่บนท่าเรือคอยเฝ้าระวังสังเกตสถานการณ์ต่อไป
สิบกว่าวินาทีให้หลังผิวน้ำทางด้านหน้าไปทางซ้ายพลันเกิดฟองน้ำอีกครั้ง
และแล้วศพลอยน้ำหนึ่งร่างก็ลอยขึ้นมาจากใต้น้ำ
พอเห็นร่างศพนี้หวังเหมิ่งก็พูดระบุตัวตนได้ทันที “เป็นนักประดาน้ำ”
เพราะร่างนั้นนอนคว่ำหน้าและด้านหลังก็มีถังออกซิเจนติดอยู่
ผมจ้องมองผิวน้ำอย่างตึงเครียด
ผ่านไปอีกสิบกว่าวินาทีเสียงน้ำสาดดัง “ซ่า”แล้วหัวคนก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ
ความเคลื่อนไหวนี้ทำเอาจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วตกใจสะดุ้งโหยง
แต่ผมกลับร้องออกมาด้วยความยินดี
“อาจารย์!”
ใช่คนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาคืออาจารย์ของผม ซ่งเต๋อไฉ
อาจารย์สูดลมหายใจแรงแล้วด่าทอออกมาทันที “ไอ้ชาติหมาพวกเวรนี่มันแข็งแกร่งจริงๆ เสี่ยวเจียง โยนแส้กระดูกงูมาให้ฉันฉันจะลงไปฟาดพวกมันให้ตาย!”
ได้ยินคำพูดของอาจารย์ผมก็โล่งใจขึ้นทันตา
อาจารย์ไม่เป็นไรแค่เจอปัญหานิดหน่อยเท่านั้น
“เป็นอาจารย์จริงๆ!”
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อยดึงแส้กระดูกงูออกมาแล้วโยนไปทันที
อาจารย์รับไว้แล้วตะโกนบอกผม “ห้ามลงน้ำเด็ดขาด! ในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุด อันตรายสุดๆ อีกอย่าง ไปเอาเรือมา เอาเชือกเกี่ยวศพลากกลับเข้าฝั่ง แล้วใช้วิชาเชิญวิญญาณที่ฉันสอนนายเรียกวิญญาณของมันขึ้นฝั่ง”
“รับทราบครับ อาจารย์!” ผมพยักหน้ารับคำ
เมื่ออาจารย์เห็นว่าผมเข้าใจก็ไม่พูดอะไรอีก
เขาถือแส้กระดูกงูที่ผมโยนไปให้แล้วดำดิ่งกลับลงไปในทะเลสาบทันทีราวกับไม่เคยโผล่ขึ้นมา
เวลานี้เองเมื่อเห็นว่าอาจารย์ผมปลอดภัยดี สีหน้าของจั่วต้าเหนียนประธานกรรมการทะเลสาบหนานเทียน ซุนโหย่ว ผู้จัดการทั่วไป และหวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยพลันผ่อนคลายตามไปด้วย
ซุนโหย่วถึงกับพูดขึ้นเป็นคนแรก
“ผมก็ว่าอยู่แล้ว! อาจารย์ซ่งมีวิชาแกร่งกล้าขนาดนั้นจะเกิดเรื่องได้ยังไงกัน”
“ใช่ๆ อาจารย์ซ่งนี่ชำนาญทุกอย่างจริงๆ เราต่างหากที่เป็นห่วงเกินไป”
“...”
ทั้งสองคนพูดอย่างดีใจช่างแตกต่างจากความหวาดกลัวก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ผมไม่สนใจสักนิดเพียงลงมือเก็บศพตามที่อาจารย์สั่ง
ศพนั้นลอยอยู่ห่างจากพวกเรายังต้องเข้าไปใกล้ถึงจะลากขึ้นฝั่งได้
ดังนั้นต้องใช้เรือ
ผมหันไปเห็นเรือลำหนึ่งอยู่ใกล้ๆจึงหันไปพูดกับหวังเหมิ่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย “พี่ชาย ช่วยหน่อย!”
หวังเหมิ่งไม่รีรอแม้แต่น้อย “ว่ามาเลย!”
“ช่วยพายเรือให้หน่อย ผมจะไปเก็บศพบนผิวน้ำ”
หวังเหมิ่งได้ยินเช่นนั้นก็ลังเลไปครู่หนึ่ง
ถึงเขาจะแข็งแรงขนาดใช้มือข้างเดียวผลักของหนักร้อยโลได้แต่พออยู่ต่อหน้าสิ่งลี้ลับเหล่านี้ก็ไม่มีความหมาย
แต่เขาก็ลังเลอยู่แค่ครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง “ได้!”
พูดจบ เขาหันไปพูดกับจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วด้านหลัง
“ประธานจั่ว ผู้จัดการซุน ไปอยู่ที่ฝั่งเถอะครับผมจะไปช่วยอาจารย์เจียงเก็บศพ”
“ได้ๆๆ อาจารย์น้อยเจียง หัวหน้าหวังพวกคุณระวังตัวด้วยนะ!”
“ใช่ ของพวกนี้ดุร้ายนักอย่าพลาดตกน้ำเชียวล่ะ”
“...”
ทั้งสองยังไม่วายเตือนด้วยความหวังดี แต่ก็รีบวิ่งกลับไปที่ฝั่งแล้ว
ผมกับหวังเหมิ่งไม่พูดจาให้เปลืองเวลารีบขึ้นไปบนเรือไม้ลำเล็กที่จอดอยู่ข้างๆ ทันที
เรือลำนั้นไม่ใหญ่และไม่มีหลังคา
เป็นเรือไม้แบบที่ใช้เก็บขยะในแหล่งท่องเที่ยว แตกต่างจากเรือพลาสติกประดับประดาอย่างสิ้นเชิง
พอขึ้นเรือผมหยิบยันต์คุ้มบ้านสี่แผ่นออกมาติดไว้ที่ทั้งสี่ทิศของเรือทันที
ยันต์เหล่านี้เป็นยันต์พื้นฐาน ใช้เพื่อคุ้มกันบ้านเรือน
แม้จะไม่รู้ว่าจะใช้กับเรือได้หรือไม่แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
พอขึ้นเรือแล้ว หวังเหมิ่งก็เริ่มพาย
แค่เริ่มขยับ ตัวเรือก็สั่นไหวทันที
เสียง “ปึง” ดังขึ้นอย่างอึมครึม ราวกับมีมือคนมาตบลงบนแผ่นไม้ของเรือ
หวังเหมิ่งพายต่ออีกสองสามทีเรือถึงได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
พร้อมกันนั้น ผิวน้ำที่เคยนิ่งสนิทก็ค่อยๆ เกิดระลอกคลื่นบางๆขึ้นมา
เสียงคลื่นกระทบกับลำเรือดัง “สวับๆ”
ตัวเรือส่ายไปมาทำให้คนที่ไม่ค่อยได้นั่งเรืออย่างผมต้องย่อตัวลงเพื่อรักษาสมดุล
ผมมองไปรอบๆ ผิวน้ำ เห็นไอเย็นปกคลุมไปทั่วไอวิญญาณแผ่กระจาย
ไอวิญญาณเหล่านั้นค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากในน้ำ
เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าใต้น้ำมีวิญญาณเร้นกายอยู่จริง
แต่หลังจากที่มีประสบการณ์ก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าก้มมองลงไปในน้ำตามขอบเรืออีก
ถ้าบังเอิญไปสบตากับศพลอยน้ำอีกครั้งล่ะก็คงได้เกิดเรื่องแน่
หวังเหมิ่งพายเรือได้ยากลำบากกว่าปกติมากปกติเขาแค่พายก็ขยับไปได้เมตรหรือสองเมตร
แต่ตอนนี้จะให้เรือเคลื่อนไปแค่ครึ่งเมตรยังลำบาก
เขาจึงได้แต่พายต่อไปอย่างไม่หยุด
เรือค่อยๆ เข้าใกล้ศพลอยน้ำ
พอเหลือระยะประมาณสองเมตร ผมก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
หยิบเชือกเกี่ยวศพออกมาเล็งไปที่ศพที่นอนคว่ำหน้าแล้วเหวี่ยงเชือกออกไปทันที
ตะขอเกี่ยวพุ่งเข้าเป้าอย่างแม่นยำเกี่ยวติดอยู่บริเวณกลางหลังของศพพอดี
ปกติแล้ว การลากศพขึ้นมานั้นไม่จำเป็นต้องออกแรงมากนักเพราะศพจะลอยน้ำอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนผมไม่ได้เกี่ยวศพแต่เป็นหินแกรนิตก้อนโต
เชือกเกี่ยวศพตึงเปรี๊ยะแต่กลับลากศพไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เหมือนกับว่าศพนั้นถูกตรึงแน่นอยู่กับผิวน้ำแม้แต่เรือยังถูกแรงดึงจนเอียงไปข้างหนึ่ง แต่ศพกลับไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย...