นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สี่สิบห้า ข้ารู้จักนางดี

             

    บทที่ สี่สิบห้า

    ข้ารู้จักนางดี

     

            ภายในเรือนกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ลมพายุร้อนแรงที่พัดกระหน่ำเมื่อครู่จากไปแล้วมีเพียงแสงตะเกียงน้อยที่ส่องแสงวูบไหวไปตามแรงลมอ่อนฟ่านหนิงยกมือนวดหว่างคิ้วพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาเรียวทอดมองออกไปนอกหน้าต่างมองแผ่นหลังของน้องสาวที่กำลังเดินจากไปในความมืด

            จางไป๋ซินสาวใช้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าหันกลับมามองผู้เป็นนายอย่างลังเลจนในที่สุดก็เปล่งน้ำเสียงถามที่แม้จะกังวลแทนนายหญิงแต่ยังเต็มไปด้วยความเคารพ "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ที่ท่านทำเมื่อครู่...ปล่อยคุณหนูรองไปเช่นนั้นจะดีหรือเจ้าคะ?"

            ฟ่านหนิงค่อยๆ ลดมือที่นวดคิ้วลงแล้วหันกลับมามองสาวใช้คนสนิทริมฝีปากโค้งยกยิ้มแล้วชี้ไปที่หน้าต่าง "ปิดเถอะ เริ่มหนาวไปแล้ว" แล้วเว้นวรรคไปครู่หนึ่งรอให้จางไป๋ซินปิดหน้าต่างให้เรียบร้อยถึงกล่าวต่อ"แล้วเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ข้าทำคือการปล่อยนางไปจริงหรือ?"

            คำถามสวนกลับทำให้จางไป๋ซินที่เดินกลับมาประจำที่เดิมอึ้งไปชั่วขณะสายตาหลุบต่ำเหมือนเด็กที่ทำผิด หรือว่านางถามอะไรผิดไป? "อืมจากที่บ่าวเห็น...บ่าวว่าคุณหนูใหญ่ต้องการช่วยปกปิดให้คุณหนูรองไม่ใช่หรือเจ้าคะ? เพื่อให้คุณหนูรองกลับตัวกลับใจ"

            ฟ่านหนิงพลันหลุดขบขันในลำคอเบาๆสองสามทีก่อนส่ายหน้าไปมาช้าๆ "ผิดแล้วไป๋ซิน ที่ข้าให้นางเลือกก็เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่านางจะเลือกสิ่งใดต่างหาก" พลางจับเส้นผมที่มาคลอเคลียที่ไหล่อย่างไม่รีบร้อนแสงไฟสะท้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน 'น้องสาวข้ายังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนต่อให้มีโอกาสดีเพียงใดก็มักจะเลือกทางที่ผิด'

            จางไป๋ซินกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ "คุณหนูใหญ่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?"

            ฟ่านหนิงวางมือลงที่ตัก ดวงตาเรียวยาวเหลือบมองอีกฝ่าย "หากนางต้องการจะแต่งงานจริงๆสิ่งที่นางควรเลือกคือให้ข้าไปรายงานท่านพ่อต่างหาก เพราะสิ่งที่เป็นไปได้น้อยที่สุดคือท่านพ่อจะตำหนิและลงโทษเงียบๆแล้วปล่อยเรื่องนี้ไป เก็บไว้ให้รู้กันแค่ไม่กี่คนในครอบครัวแต่สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือท่านพ่อจะไม่คิดให้ข้าแต่งงานกับเจิ้งเปาหย่งเพราะบุรุษผู้นี้ไม่คู่ควรอีกแล้วหากแต่สุดท้ายก็จะยอมให้นางเข้าเป็นอนุของเขาอยู่ดีเพราะท่านพ่อเป็นคนมีกฎเกณฑ์ธรรมเนียมอย่างมาก"

            เสียงของผู้เป็นนายฟังไพเราะเรียบง่ายเช่นบอกเราเรื่องทั่วไปแต่แฝงด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมจางไป๋ซินอ้าปากค้างเล็กน้อยก่อนจะรีบเอ่ย "แต่นั้น..."

            "ใช่" ฟ่านหนิงพูดต่อทันที "แต่นั่นก็หาใช่สิ่งที่ข้าต้องการ" ริมฝีปากนางคลี่ยิ้มเย็นชา 'เจิ้งเปาหย่งจะเป็นอะไรแต่งงานกับใครก็ย่อมได้แต่อย่าได้คิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้เขามาเกี่ยวพันกับสกุลฟ่านแม้เพียงนิดเดียว'

            จางไป๋ซินยังไม่วางใจนักจึงเอ่ยต่อเสียงแผ่ว "แล้วทำไมคุณหนูใหญ่ต้องทำลายจดหมายด้วยเล่าเจ้าคะหากเก็บไว้เผื่ออนาคตเป็นหลักฐานมัดตัวคุณหนูรองก็ได้มิใช่หรือเจ้าค่ะ?"

            ฟ่านหนิงเลิกคิ้วบาง มองสาวใช้ด้วยแววตาลึกซึ้งเสียดายจางไป๋ซินยังมองแผนการของนางไม่ออกถึงแม้จะเล่าให้ฟังถึงขนาดนี้แล้ว "นั้นเพราะหลักฐานเหล่านี้ไม่ควรถึงมือท่านพ่อเป็นที่สุดหากข้าปล่อยให้ท่านพ่อรู้เรื่องทั้งหมด นั่นจะยิ่งเป็นการเปิดทางให้ฟ่านลี่บรรลุสิ่งที่นางต้องการโดยง่ายที่ข้าทำเพราะจะเตือนนางว่าถ้ามีจดหมายหลักฐานใดๆก็ทำลายทิ้งซะก่อนที่ข้าจะเปิดโปง กลับไปถึงเรือนนางคงเผาทำลายให้หมดและหากข้าจะขยี้ฟ่านลี่นั้นมีเป็นสิบๆ ทาง ข้าไม่ต้องพึ่งจดหมายพรรค์นั้นเลย"

            ว่าแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเศษขี้เถ้าจึงมองอย่างดูแคลน 'แล้วน้องสาวตัวน้อยที่ความโกรธบดบังจนตามืดบอดคงคิดว่าเวลานี้ข้าอุตส่าห์จะปกปิดให้ไม่แพร่งพรายเรื่องออกไป แล้วนางก็จะได้กลับไปติดต่อกับบุรุษที่นางหมายปองต่อแต่แท้จริงแล้วสิ่งที่นางเลือกกลับยิ่งทำให้นางพลาดพลั้ง ฟ่านลี่คงไม่เห็นความจริงนี้ไปตลอดชีวิตแน่'

            จางไป๋ซินนิ่งเงียบไป สีหน้าดูทั้งทึ่งทั้งกังวล "เช่นนั้นคุณหนูใหญ่คิดว่า คุณหนูรองยังจะเลือกที่คิดแต่จะออกเรือนตัดหน้าไปกับคุณชายเจิ้งไม่ยอมปล่อยวางหรือเจ้าคะ?"

            ครั้งนี้ผู้เป็นนายยกยิ้มมุมปากทันทีอีกฝ่ายน่าจะตามความคิดนางทันแล้ว "ไป๋ซิน เจ้าพูดถูกแล้วนางไม่เคยเห็นข้าเป็นพี่สาวที่ดีอย่างที่เจ้าคิดหรอก นางไม่รู้จักขอบคุณไม่คิดเลิกราด้วยซ้ำ และข้าก็รู้จักนางดีที่สุด" นั่นเพราะจากที่เคยอยู่ร่วมกันมาสองชาติตนมั่นใจที่สุดเวลานี้ในใจนางไม่ใช่ละอาย แต่กำลังคิดแค้นเสียมากกว่า

            แววตาของฟ่านหนิงทอประกายวาวราวกับมองทะลุใจคน "ไม่แน่ว่าเวลานี้นางอาจกำลังเริ่มวางแผนแก้แค้นข้าแล้วก็เป็นได้.. และสิ่งนั้นต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องการ ยิ่งการใหญ่เท่าใดยิ่งเป็นแผนร้ายมากขนาดไหน แล้วถูกจับได้จะน่าอายกว่าเยอะอยากรู้นักว่าฟ่านลี่จะมีน้ำยาทำได้หรือไม่"

            จางไป๋ซินเงยหน้ามองนายหญิงของตนอย่างเลื่อมใสสายตานับถือไม่ปิดบัง "คุณหนูใหญ่มองการณ์ไกลนักเจ้าค่ะ"

            ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว "ข้ามิได้มองการณ์ไกลอะไรเลยอย่างที่บอก ข้าแค่รู้จักน้องสาวคนนี้ดีเกินไปต่างหาก" ก่อนจะที่นางจะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ฉากกั้นเตรียมจะผลัดเสื้อผ้าชำระกายเพื่อเข้านอน“แต่จากนี้ลำบากเจ้าขึ้นอีก ฟ่านลี่คงระวังตัวมากกว่าเดิมจับตาดูแค่ฝั่งสตรีไม่ได้ ต้องจับตาทางบุรุษเพิ่มด้วยคงต้องให้เฟิงซวนไปแจ้งแก่เหล่าพี่น้องให้แอบเป็นหูเป็นตา” หน้าส่ายหน้าอย่างเสียดาย“เฮ่อ..คนไม่พอจริงๆ”

            จางไป๋ซินที่เดินตามไปอย่างรู้หน้าที่ “แต่ศิษย์พี่ใหญ่ของบ่าวมีสหายกระจายตัวอยู่ที่เมืองหลวงอีกเยอะอีกไม่นานคงได้คนเพิ่มแล้วเจ้าค่ะ”

            หลังจากที่ฟ่านหนิงชำระกายด้วยน้ำอุ่นจนรู้สึกผ่อนคลายนางก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าแพรสีอ่อนที่เนื้อผ้าลื่นปราดดุจหยกอ่อนปล่อยเส้นผมดำยาวให้แผ่สยายบนหมอนผ้าไหมสีงาช้างพร้อมเข้านิทราร่างกายขยับพลิกไปมาหาที่นอนสบายได้ไม่นานดวงตาคู่คมปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อนกลิ่นดอกเหมยแห้งที่อบไว้ในหมอนลอยอวลชวนให้เคลิ้มใกล้หลับ หากแต่จู่ๆ เสียงดังตึ้ง! ก็ดังสะท้อนเข้าหูราวกับระฆังทองที่ตกลงจากที่สูง

            ฟ่านหนิงสะดุ้งสุดตัว นางผงกหัวลุกขึ้นอย่างเร็วหัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก มือเล็กกำชายผ้าห่มแน่นพลางหันมองรอบห้องอย่างหวาดระแวงแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่คนหรือสิ่งใดทว่ากลับเป็นอักษรเรืองแสงกลางอากาศลอยเด่นอยู่เหนือปลายเตียงสะท้อนในความมืด

            【ภารกิจ : สร้างสถานกาณ์ให้ตัวละครถังหลันชิงได้รับความลำบากเพื่อให้ตัวละครหานอี้เหอเข้าไปช่วยเหลือ】

            หญิงสาวพลันหรี่ตาลงหลังรู้ว่าไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นจ้องตัวอักษรที่ลอยระยับพลางถอนหายใจหนักนางบ่นฟึดฟัดออกมาเสียงห้วนตีฟูกนอนไปแรงๆ หนึ่งที “เจ้าระบบ! เจ้าจะโผล่มาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วยามไม่ได้หรือไรข้ากำลังจะหลับอยู่แล้ว เห็นหรือไม่ว่าข้าตกใจหัวใจเกือบหยุดเต้น”

            ทันใดนั้นเสียงเรียบเย็นไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้นในโสตประสาท“ระบบไม่มีประสาทสัมผัส จึงไม่อาจเห็นหรือรับรู้ความตกใจได้หากแต่ภารกิจจะถูกส่งตามเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น”

            ฟ่านหนิงยังคงหน้าตึง นางค้อนใส่ตัวอักษรกลางอากาศก่อนจะทิ้งตัวกลับลงนอน พลิกตัวซุกกายเข้ากับผ้าห่มผืนหนาอย่างเหนื่อยหน่ายปากก็ยังพึมพำบ่นต่อ “เหอะ ข้าจะเถียงให้ได้อะไรนะไม่ว่าข้าจะเตือนกี่ครั้งก็ยังโผล่มาไม่รู้เวลาร่ำเวลา”

            หลังจากนอนมองอักษรที่ลอยอยู่ในห้องอยู่ครู่ใหญ่จนเปลือกตาหนักอึ้งลงเรื่อยๆในที่สุดนางก็เผลอหลับไป กระทั่งรุ่งเช้า แสงแดดยามเช้าส่องลอดหน้าต่างเข้ามาฟ่านหนิงลืมตาตื่นอย่างเชื่องช้า แต่สิ่งแรกที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานห้องหากเป็นอักษรเรืองแสงที่ยังคงลอยอยู่เช่นเดิม

            นางขมวดคิ้วทันที “ยังไม่หายไปอีกหรือเจ้ายังจะกวนใจข้าแต่เช้าอีกหรือ?”

            เสียงระบบดังตอบกลับเรียบเฉย “ภารกิจยังไม่ถูกดำเนินการและไม่ถูกสั่งปิดระบบข้อความจึงยังแสดงอยู่”

            ฟ่านหนิงพ่นลมผ่านจมูกดันกายขึ้นนั่งผมยาวสยายจึงตกลงมาตามไหล่ นางยกมือเสยผมขึ้นแล้วจ้องไปที่อักษรด้วยสายตาระแวดระวัง“ว่ามาเถอะ!ภารกิจครั้งนี้ต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่ขอรายละเอียดมากกว่านี้”

            ระบบก็เริ่มอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ “ภารกิจนี้เกิดจากความผิดพลาดที่ตัวเอกทั้งสองคือถังหลันชิงและหานอี้เหอพลาดเหตุการณ์ที่ควรได้ไปกระชับสัมพันธ์ระหว่างเดินทางไปยังเมืองมู่ก่านซึ่งตามเส้นเรื่องเดิมทั้งคู่ควรถูกคนร้ายจากเฮยตูดักโจมตีหานอี้เหอจึงได้แสดงฝีมือและช่วยถังหลันชิงเอาไว้สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้นภารกิจครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่หายไป”

            ฟ่านหนิงฟังแล้วถึงกับร้อง “อ้อ!” พลางเคาะหน้าผากตัวเองไปหนึ่งที “เป็นเช่นนี้นี่เองที่แท้เพราะจ้าวจวิ้นหยางนี่เอง ตอนไปมู่ก่านดันทำเรื่องพังกันหมดเลยใช่หรือไม่ข้าเลยต้องมาตามเก็บเศษแทนเขา ชิ!”

            พอนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่อยู่แคว้นมู่ก่านเหตุการณ์ที่ตนเองตกเขาไปกับรถม้าก็แล่นมาในความคิดแล้วตอนนั้นได้จ้าวจวิ้นหยางมาช่วยไว้ ฟ่านหนิงก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันทีขนลุกเกรียวเกร็ง นางเม้มปากพลางคิดในใจ ‘ภารกิจช่วยเหลือนี่มันไม่ใช่ทำนองเดียวกันที่เคยเกิดกับข้าหรือไรระบบ...เจ้าคิดแผนซ้ำๆ ใช่หรือไม่ แล้วเรื่องพวกนี้เอาไว้กระชับความสัมพันธ์ที่ไหนข้ากับจ้าวจวิ้นหยางก็ไม่เห็นจะ...เป็น...’

            นางเบ้ปากรีบขับไล่ความคิดไร้สาระ ก่อนซักถามต่อเสียงห้วน “แล้วภารกิจนี้มีเท่านี้? ไม่มีรายละเอียดซ่อนเร้นอีกแล้วใช่หรือ?”

            ระบบตอบสั้น ๆ “มีเพียงเท่านี้”

            ฟ่านหนิงพลันยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ที่ได้เปรียบ “ฮึ ครั้งนี้เป็นภารกิจใหม่เอี่ยม ข้าคงได้สนุกแน่ ทีนี้...ข้าจะทำให้ถังหลันชิงลำบากได้ถึงเพียงใดเล่าถ้าข้าทำให้นางตกเขาเหมือนที่ข้าเจอเล่า จะได้หรือไม่” ดวงตาคู่คมของนางเป็นประกายระยับอย่างชอบใจ

            แต่ระบบก็ตอบเสียงเรียบเช่นเคย “การทำภารกิจต้องมั่นใจว่าตัวละครหานอี้เหอจะมาช่วยได้อย่างปลอดภัยครบถ้วนหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขภารกิจจะถือว่าล้มเหลวและแต้มเส้นเรื่องจะถูกตัดทอนมากน้อยขึ้นอยู่กับความผิดพลาด”

            “อีกแล้ว!” ฟ่านหนิงตวัดมือข้างหนึ่งอย่างหงุดหงิด “แขนหักก็หายได้เจ้าระบบเจ้าชอบห้ามข้าไปเสียทุกอย่าง ทำอย่างกับถังหลันชิงเป็นตุ๊กตากระเบื้องแตกง่ายหากเป็นข้าล่ะก็ รถม้าตกเขายังผ่านมาแล้วแท้ๆ”

            ระบบโต้กลับทันที “คำแนะนำสำหรับทำภารกิจและเพื่อความมั่นใจภารกิจควรถูกดำเนินอย่างรอบคอบไม่ให้ส่งผลต่อตัวละครเอกทั้งสองและต้องรักษาภาพลักษณ์นางร้ายไว้เสมอ”

            ฟ่านหนิงถอนหายใจหนัก ใบหน้างามกลอกตาหมุนไปมองบน “อืมๆ เข้าใจแล้วๆภารกิจพวกนี้ไม่มีวันให้รุนแรงจริงจังจนนางเอกบาดเจ็บและนางร้ายได้หน้าได้สินะ”

            “ถูกต้อง”

            นางจึงสะบัดมือหนึ่งครั้งราวกับขับไล่ความน่ารำคาญ “ปิดระบบ!”อักษรเรืองแสงจางหายไปในพริบตาห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงนกร้องยามเช้าที่ลอดเข้ามาฟ่านหนิงพลันยกยิ้มเจ้าเล่ห์ในมุมปากคิดวิธีทำภารกิจครั้งใหม่ “เอาล่ะถังหลันชิง คราวนี้ข้าจะเล่นอะไรดี”

            ….

            เลิกงานจากสำนักตรวจการช่วงเย็น ฟ้าครามย้อมด้วยแสงอัสดงสีส้มแดงท้องถนนในเมืองเริ่มคึกคักด้วยผู้คนที่หอบหิ้วของจากตลาดกลับบ้านจ้าวจวิ้นหยางสะบัดชายแขนเสื้อปัดฝุ่นเบาๆ หลังลงจากม้าเดินตรงกลับจวนจังหวะนั้นเองบ่าวรับใช้รีบวิ่งเข้ามาคารวะก่อน "ซื่อจื่อขอรับท่านโหวเรียกพบ"

            จ้าวจวิ้นหยางที่กำลังจะเดินเข้าประตูเรือนตนชะงักไปแวบหนึ่งจากนั้นก็เปลี่ยนเส้นทางตรงไปยังเรือนใหญ่ของท่านปู่เมื่อเข้าไปในห้องโถงกลิ่นชาอุ่นลอยกรุ่นอยู่ทั่วบนโต๊ะไม้เก่าแก่ยังมีหมากล้อมวางกระจัดกระจายชายชราใบหน้าเปี่ยมด้วยอำนาจนั่งรออยู่ เขาคือจ้าวหนานเฉินผู้ครองบรรดาศักดิ์หลินฝูโหวผู้มากบารมีคนปัจจุบัน

            "มาแล้วหรือ" จ้าวหนานเฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางกวักมือเรียก "นั่งลง"

            จ้าวจวิ้นหยางก้าวเข้ามาคารวะ จากนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามท่านโหวเอ่ยถามเสียงขรึมเริ่มบทสนทนาก่อน "ที่สำนักตรวจการเป็นอย่างไรบ้างเจ้าเข้าไปทำงานมาสักพักแล้วมิใช่หรือ"

            ผู้เป็นหลานพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาทันที "น่าเบื่อขอรับ ไม่เห็นมีสิ่งใดให้ความคิดได้กระตือรือร้นสักเรื่อง"

            ทันทีที่เสียงบ่นจบเสียงไม้เคาะดังโป๊กก็ดังตามมาเมื่อท่านโหวใช้ไม้เท้าพยุงเคาะศีรษะหลานชายไปหนึ่งที "เจ้านี่จริงๆเลย ผู้อื่นไขว่คว้าตำแหน่งกันจนเลือดตากระเด็น แต่เจ้ากลับบ่นว่าเบื่อหน่ายใช้ได้ที่ไหน"

            "ก็จริงนี่ขอรับ" จ้าวจวิ้นหยางพึมพำเบาๆ พลางลูบศีรษะปอยๆ รู้ทั้งรู้ เห็นก็เห็นแล้วว่าปู่จะเขกตัวเองด้วยไม้เท้าแต่เขาก็ยอมปล่อยให้ทำ"บางเรื่องก็เห็นอยู่ทนโท่ เหตุใดสรุปไม่ได้สักที"

            จ้าวหนานเฉินส่ายศีรษะหนักหน่วง "สมองผู้อื่นเท่าเจ้าเมื่อไรหัดทำตัวให้รู้น้อยอยู่ให้เป็นบ้าง เฮ่อ...ช่างเถิดๆอย่างน้อยเจ้าก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยแล้ว"จากนั้นก็ค่อยๆวางถ้วยชาลงก่อนเปลี่ยนหัวข้อ "ช่วงนี้นี่มารดาของเจ้าดีใจใหญ่เรื่องงานพอวางใจได้แล้ว เห็นทีคงจะถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วกระมัง"

            คำพูดนั้นทำให้จ้าวจวิ้นหยางที่กำลังเซื่องซึมถึงกับสะดุ้งเฮือกดวงตาเบิกกว้าง "แต่งงาน?แล้วเกี่ยวอันใดกับงานการอีกเล่าท่านแม่คิดจะทำอะไร?"

            ท่านโหวหัวเราะหึ "เอ้า หลานเอ๋ย ก็ถึงเวลาแล้วอย่างไรตอนปู่อายุเท่าเจ้า ป้าใหญ่ของเจ้าก็วิ่งเล่นได้แล้ว ดูตัวเจ้าเถอะอายุขนาดนี้แล้วยังไม่แม้แต่จะมีคู่หมั้นคู่ครอง"

            ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางกำลังจะอ้าปากค้านเรื่องแต่งงานทว่าทันใดกลับมีภาพหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดวงตาเรียวคมกริบของสตรีผู้หนึ่งเขาเผลอชะงักไปโดยไม่รู้ตัวไม่ทันได้ปฏิเสธ

            จ้าวหนานเฉินจับสังเกตท่าทางของหลานชายได้นั้นพลันหรี่ตามองจับผิด"เอ๊ะ หรือว่าเจ้ามีสตรีในใจอยู่แล้ว!"

            บุรุษหนุ่มแน่นได้ยินรีบส่งเสียงเหอะดังลอดออกจากปากจ้าวจวิ้นหยางไม่ตอบคำใดๆ อีก ไม่คิดจะสนทนาเพิ่มอีกสักบท เขาเพียงแต่ลุกขึ้นยืนพลันหมุนตัวออกจากห้องอย่างไม่ร่ำลา

            จนคนเป็นปู่มองตามหลังด้วยความขุ่นเคือง "เดี๋ยว!เจ้าหลานไร้มารยาทคนนี้!"

            เมื่อกลับมาถึงเรือนของตนจ้าวจวิ้นหยางยังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้ยินจากปู่ เขาพลิกตัวไปมาบนเก้าอี้ไม้ถ้าท่านแม่กำลังหาสตรีสักคนมาให้เขาแต่งแน่ๆ เขาจะรับมืออย่างไรดีเล่า ‘ควรจะทำให้มารดาหยุดเองหรือทำให้สกุลที่หมายตาไม่กล้าแต่งกับข้าดี’แต่ยังไม่ทันตัดสินใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้น

            "ซื่อจื่อขอรับฉินจั๋วมารอพบ กล่าวว่ามีเรื่องจะรายงานขอรับ"

            "เข้ามาได้" จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยสั้นๆ

            ร่างสูงโปร่งแต่งกายสีดำไร้ลวดลายไร้เครื่องประดับหรือแม้แต่หยกประจำกายฉินจั๋วก้าวเข้ามา ทันทีที่เดินมาถึงกลางห้องก็คุกเข่าคารวะผู้เป็นนาย "คารวะซื่อจื่อ"

            "มีอะไรก็ว่ามา" จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าให้ฉินจั๋วผู้เป็นสายข่าวที่เขามักจะส่งออกไปทำงานเป็นประจำแต่งานล่าสุดที่เขาสั่งอีกฝ่ายหาใช่เกี่ยวกับงานผู้ตรวจการที่เขารับตำแหน่งมาแม้แต่น้อย

            ฉินจั๋วลุกขึ้นยืนแต่ยังคงก้มหน้าแล้วเริ่มรายงาน "คุณหนูใหญ่สกุลฟ่านมิได้ออกจากจวนมาเกินสองสัปดาห์แล้วขอรับ"

            คิ้วเข้มของจ้าวจวิ้นหยางยกขึ้นเล็กน้อยผงกศีรษะคิดตาม 'นั่นคงเพราะนางแอบรักษาตัวอยู่เงียบๆหลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อนกระมัง'

            "ส่วนเหล่าคนที่อาศัยอยู่บ้านพักนั้นเวลานี้ย้ายไปทำงานที่ร้านเครื่องเขียนที่เป็นสาขาของสกุลฟ่านที่เปิดใหม่แล้วจากที่สืบพบ แต่ละคนเคยทำงานในสำนักคุ้มกันมาก่อนมีสองคนแน่ชัดว่ามาจากสำนักเดียวกันกับเฟิงซวนคนงานชายในสกุลฟ่านของคุณหนูใหญ่สองคนนั้นคือต้วนอ๋าวกับอู่ปั๋ว"

            จ้าวจวิ้นหยางนิ่งฟังมาถึงตรงนี้สีหน้าไม่แปลกใจนัก 'เฟิงซวนมีวรยุทธ์ ย่อมเคยทำงานพวกนั้นมาก่อนเรื่องนี้ไม่ผิดคาด' ทว่าความคิดกลับวนเวียนอยู่กับอีกประเด็นที่บัดนี้ก็ยังไขไม่กระจ่าง'นางจะรวบรวมคนมีฝีมือเหล่านี้ไปทำไมกันแล้วเหตุใดต้องลงทุนถึงเปิดสาขาใหม่เพียงนี้'

            ขณะที่คาดว่ามีเรื่องเพียงเท่านี้แต่ฉินจั๋วยังคงกล่าวต่อ "มีอีกเรื่องขอรับซื่อจื่อระหว่างที่คนของเราสะกดรอยคนของคุณหนูใหญ่ข้าน้อยพบว่าคล้ายพวกเขากำลังจับตาดูคุณหนูรองอยู่อีกที"

            "หืม...ฟ่านลี่งั้นหรือ?" จ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วหรือฟ่านหนิงจะใช้คนมากขนาดนี้เพื่อฟ่านลี่ แต่เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลนักถึงแม้เขาจะรู้ว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันแต่ต้องใช้คนมากมายเฝ้าดูน้องสาวคนเดียวถึงเพียงนั้นเชียวหรือจ้าวจวิ้นหยางส่ายหน้ารู้ว่าอย่างไรต้องมีเรื่องอื่นซ่อนอยู่อีก “แล้วเจออะไรอีกบ้าง?”

            "จากการสะกดรอยซ้อนพบว่าคุณหนูรองเองก็กำลังวางแผนบางอย่างเช่นกัน ถ้าซื่อจื่อต้องการทราบข้าน้อยจะส่งคนไปเพิ่มเพื่อสืบให้แน่ชัด"ที่เขามาวันนี้ก็เพื่อต้องการคำตอบเรื่องนี้โดยเฉพาะไม่รู้ว่าซื่อจื่อสนใจเรื่องของคุณหนูใหญ่ฟ่านมากขนาดไหน

            จากนั้นจ้าวจวิ้นหยางเพียงส่งเสียง "อืม" สั้นๆ เป็นเชิงอนุญาต

            เมื่อฉินจั๋วจบการรายงานเสร็จและได้รับคำสั่งใหม่เขาก็โค้งตัวคารวะผู้เป็นนายอีกครั้งก่อนถอยออกไป ทิ้งให้ห้องกลับสู่ความเงียบสงบจ้าวจวิ้นหยางนั่งพิงพนักเก้าอี้ เรื่องที่มารดากำลังจับคู่พลันหายวับไปจากหัวสิ้นเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องของสตรีผู้หนึ่งแทน

            'ฟ่านลี่คงกำลังวางแผนร้ายแน่แต่ฟ่านหนิงที่เป็นพี่สาวก็มิใช่หญ้าให้รอเหยียบ นางคงรู้ทันและเตรียมตลบหลังกลับ' เขายิ้มถูกใจ "แบบนี้สิถึงสมเป็นฟ่านหนิง ข้าคงต้องรอชมเสียหน่อยแล้ว"

            แสงจากโคมไฟในห้องส่องสะท้อนดวงตาคมกริบของใบหน้าหล่อเหลานอกจากแสงโคมนี้จะทำหน้าที่ส่องสว่างแล้วกลับยังทำให้นึกถึงภาพของสตรีในค่ำคืนที่ผ่านมาแล้วหลายวันก่อนภาพครั้งล่าสุดที่เจอกันในเรือนนอนของนางลอยขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งคิดยิ่งยากจะละวาง

             

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน