สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 73 วานรเขี้ยวแดงตัวโต

    ภายในป่าลึกที่อยู่ห่างไกลจากเมืองเทียนอวี่พอสมควร มีภูเขาลูกใหญ่ที่ถูกป่ารายล้อมตั้งตระหง่านอยู่ ณ เชิงผาของภูเขาลูกนั้น ปรากฏถ้ำขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบบดบังซ่อนเร้นเอาไว้


    บริเวณทางขึ้นเขาไปสู่ปากถ้ำ มีวานรเขี้ยวแดงที่มีขนาดตัวใหญ่กว่ามนุษย์ปกติเจ็ดถึงแปดเท่ากำลังเดินลัดเลาะขึ้นไปบนภูเขา แต่มันกลับไม่รู้ตัวเลยว่า มีคนอีกสี่คนกำลังสะกดรอยตามมันมาอยู่ไกล ๆ ด้วยการใช้ยันต์ล่องหนและของวิเศษปกปิดกลิ่นอาย


    ไม่นานหลังจากนั้น วานรยักษ์ก็เดินมาถึงหน้าปากถ้ำ มันชะเง้อมองสำรวจรอบด้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในถ้ำที่มืดมิด


    "เราจะลงมือกันตอนไหน?" ชายชราในชุดศิษย์สีน้ำเงินของสำนักเฟิงหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง


    เหยียนเลี่ยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมดุดัน 


    "ข้าว่าตอนนี้น่าจะเหมาะที่สุด เพราะยามที่มันอยู่ในถ้ำ ทางหนีจะมีเพียงทางเดียว แต่คงต้องถามน้องฉินก่อนว่า ภายในถ้ำแห่งนี้มีทางออกอื่นอีกหรือไม่?"


    ฉินรั่วปิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงใสน่าฟัง 


    "แม้จะมีเพียงทางออกเดียวก็ตาม แต่เท่าที่ข้าลอบตรวจสอบตอนมันไม่อยู่ แม้หินในโพรงถ้ำแห่งนี้จะแข็งแกร่งมาก ทว่าหากมันคิดจะทะลวงฝ่าออกไปจริง ๆ ด้วยพละกำลังของอสูรสายเลือดระดับสองขั้นปลายอย่างวานรเขี้ยวแดง เกรงว่ามันคงจะใช้กำลังทุบออกมาแล้ววิ่งเตลิดหนีลงเขาไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก"


    "อืม..." ทั้งสามเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็พากันครุ่นคิดอยู่สักพัก


    แต่แล้วบุรุษหน้าตาธรรมดาก็เอ่ยเสนอขึ้นมา


    "เช่นนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตัวข้านั้นพอจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายอาคมอยู่บ้าง ข้าจะใช้อาคมคุมขัง ซึ่งน่าจะพอต้านทานมันเอาไว้ได้ แม้จะถ่วงเวลาได้ไม่นานนักก็ตาม"


    "ระหว่างที่ข้ากำลังกางเขตอาคม ให้สหายฉินไปดักรอใช้ 'ของสิ่งนั้น' อยู่ด้านบน ส่วนสหายทั้งสองคอยหาจังหวะล่อมันออกมา ทันทีที่มันโผล่พ้นปากถ้ำ สหายฉินก็จะใช้ของสิ่งนั้นจัดการมันทันที แม้เจ้าลิงนั่นจะไม่ถึงกับตาย แต่อย่างน้อยก็คงทำให้มันบาดเจ็บสาหัสได้บ้าง หลังจากนั้นพวกเราค่อยรุมโจมตีมันพร้อมกัน... พวกท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร"


    เมื่ออีกสามคนได้ฟังแผนการ เหยียนเลี่ยก็ขมวดคิ้วถามเสียงเข้มด้วยความคลางแคลงใจ


    "เหตุใดสหายถึงเอ่ยราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่ายดายปานนั้น? ตัวเจ้าอยู่ข้างนอก คอยกางม่านอาคมอย่างปลอดภัย ทว่ากลับโยนหน้าที่ให้พวกข้าสองคนเข้าไปเสี่ยงล่ออสูรสายเลือดระดับสองขั้นปลาย ที่แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับครึ่งก้าวแก่นวิญญาณออกมา! นี่มิใช่ว่าเป็นการส่งพวกข้าให้ไปเป็นอาหารของมันในถ้ำหรอกรึ?"


    ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับมีสีหน้ามืดครึ้มมองไปยังบุรุษธรรมดา การที่ให้พวกเขาทั้งสองเข้าไปเสี่ยงล่ออสูรร้ายในรังของมัน ในขณะที่คนเสนอแผนการกลับยืนกางม่านอาคมอยู่ด้านนอกอย่างปลอดภัย มองมุมไหนก็เสียเปรียบและเหมือนเป็นการส่งพวกเขาเข้าไปตายชัด ๆ


    "เดี๋ยว ๆ ช้าก่อน ข้าหาได้มีเจตนาเช่นนั้นเสียหน่อย" บุรุษหน้าตาธรรมดากล่าวแย้งด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ 


    "ถึงอย่างไร แม้ข้าจะกางอาคมอยู่ด้านนอก แต่หากมันโจมตีจนม่านอาคมของข้าพังทลาย พลังตีกลับก็ย่อมย้อนเข้าหาตัวข้าจนบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี พวกท่านเพียงแค่รวบรวมพลังโจมตีแหย่มันอยู่ที่หน้าปากถ้ำสักเล็กน้อย แล้วรีบถอยออกมาก็พอแล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าสัญชาตญาณสัตว์อสูรที่ดุร้ายปานนั้น มันจะยอมหดหัวอยู่แต่ในถ้ำยามที่มีคนมาบุกล้ำถิ่นของมันน่ะ! หรือพวกท่านมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้งั้นหรือ?"


    ฉินรั่วปิงที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ลอบวิเคราะห์ตาม ก่อนจะกล่าวขึ้น 


    "ที่ท่านพูดมาเมื่อครู่ก็มีส่วนถูกอยู่หลายส่วน หากมีใครบุกรุกล้ำอาณาเขต มันคงไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ แต่ทว่า... หากพี่ ๆ ทั้งสองท่านต้องเข้าไปล่อมันถึงหน้าปากถ้ำ ก็ย่อมต้องตกอยู่ในอันตรายมากเช่นเดียวกัน"


    "อืม..." คนทั้งหมดพยักหน้าและตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดอีกครั้ง


    ชายชราที่เริ่มหมดความอดทนจึงเอ่ยทำลายความเงียบ 


    "ช่างเถอะ... ถึงอย่างไรอายุขัยของข้าก็ใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว หากไม่ติดเรื่องนี้ ข้าคงไม่มีทางเห็นด้วยกับแผนบ้าบอเช่นนี้หรอก แถมเหยื่อในครั้งนี้ยังเป็นถึงอสูรสายเลือดระดับสองขั้นปลายอย่างวานรเขี้ยวแดงอีก หากสังหารมันได้ ข้าก็มีความมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าจะสามารถทะลวงคอขวดขึ้นสู่ระดับต่อไปได้"


    เหยียนเลี่ยถอนหายใจยาวอย่างจนปัญญา ก่อนจะกล่าวเสียงเข้มดุดัน


    "นั่นสินะ แม้ข้าจะไม่สนใจเรื่องแก่นอสูรของมัน แต่ชิ้นส่วนจากอสูรสายเลือดระดับสองมาอยู่ตรงหน้า โอกาสดี ๆ เช่นนี้ หากปล่อยหลุดมือไปก็ไม่รู้ว่าจะได้พบเจออีกเมื่อใด... พวกเรามาเริ่มลงมือกันเถิด"


    ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน


    และแล้ว คนทั้งสี่ต่างก็แยกย้ายกันไปยืนประจำจุดตามหน้าที่ของตน


    เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว บุรุษหน้าตาธรรมดาก็เริ่มร่าย 'อาคมคุมขัง' ขึ้นมาคลุมรอบภูเขา ค่ายอาคมนี้มีอำนาจสะกดขังได้แทบทุกสิ่งที่มีชีวิต ยกเว้นผู้ที่มีสัญลักษณ์ติดตัว ซึ่งเจ้าของอาคมต้องเป็นผู้ร่ายประทับไว้ให้เท่านั้น จึงจะสามารถเข้าออกค่ายอาคมได้อย่างอิสระ ส่วนผู้ที่ไร้ซึ่งสัญลักษณ์ ย่อมไม่มีทางหลุดรอดออกไปได้ นอกเสียจากจะทำลายม่านอาคมนี้ด้วยกำลังเพียงสถานเดียว!


    หลังจากที่ร่ายสัญลักษณ์ให้กับผู้อาวุโสอีกสามคนเรียบร้อยแล้ว


    เหยียนเลี่ยกับชายชราก็ทะยานไปยืนดักรออยู่ตรงหน้าปากทางเข้าถ้ำ ส่วนฉินรั่วปิงก็ลอยตัวรออยู่ด้านบน หากอสูรตนนี้โผล่หัวออกมาเมื่อใด นางก็จะใช้ 'ของสิ่งนั้น' โจมตีใส่มันทันที 


    และแล้ว ผู้อาวุโสทั้งหมดก็ทำการปลดยันต์และคลายคาถาลบกลิ่นอายออก แผนการล้อมสังหารได้เริ่มขึ้นแล้ว!


    เหยียนเลี่ยกับชายชราพลันชักกระบี่ประจำกายออกมา ก่อนจะใช้วิชาของสำนักเฟิงหยวนฟันสาดเข้าไปในถ้ำทันที!


    "แยกวายุ!"


    "ผ่าสายลม!"


    ฟึ่บ! ฟึ่บ!


    คลื่นพลังทั้งสองสาย สายหนึ่งเป็นพายุลมกรดที่คมกริบ ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นคลื่นรังสีที่แฝงไปด้วยใบมีดวายุพุ่งตามติดเข้าไปอย่างดุดัน!


    ปั้ง!


    คลื่นพลังทั้งสองสายซัดทะลวงเข้าไปในถ้ำจนเกิดแรงสั่นสะเทือน เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ควัน ฝุ่น และเศษดินหินภายในถ้ำไหลทะลักคลุ้งออกมาด้านนอก ทว่า... กลับไร้วี่แววของวานรเขี้ยวแดงเลยแม้แต่น้อย


    คนทั้งสี่ได้แต่ยืนงุนงงอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม พวกเขาเร่งแผ่จิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบภายในถ้ำ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า


    ทว่า... สิ่งที่ทำเอาทุกคนถึงกับหนาวสันหลังวาบก็คือ บริเวณรังนอนที่เต็มไปด้วยกองกะโหลกอสูรนับร้อยนั้น กลับมีเพียงกระจุกขนของมันที่ถูกจงใจถอนมากองรวมกันเอาไว้!


    พวกเขาทั้งหมดตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์เลวร้ายแล้ว! ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่กล้าแผ่จิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะเกรงว่ามันจะรู้ตัว ทำได้เพียงจับกลิ่นอายบางเบาที่เล็ดลอดออกมาเท่านั้น แต่กลิ่นอายที่พวกเขาสัมผัสได้ แท้จริงแล้วกลับมาจากกองขนเหล่านั้น ซึ่งเป็นกลลวงที่เหมือนจะถูกมันวางแผนเอาไว้มาเป็นอย่างดี!


    และแล้ว... สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกใจจนแทบสิ้นสติก็บังเกิดขึ้น!


    เมื่อพบว่าวานรเขี้ยวแดงยักษ์ตัวนั้น ได้กระโดดพุ่งพรวดขึ้นมาจากราวป่าด้านล่างด้วยแรงมหาศาล พลันมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังของบุรุษหน้าตาธรรมดาที่กำลังยืนกางอาคมคุมขังอยู่ด้านนอก!


    "นี่เป็นกับดัก สหายระวัง!"


    เหยียนเลี่ยกับชายชราที่สัมผัสถึงตัวตนของมันได้ก่อน รีบตะโกนเตือนสุดเสียง แต่ทว่า... มันกลับสายไปเสียแล้ว


    เมื่อบุรุษหน้าตาธรรมดาหันขวับกลับไป ก็ต้องพบกับท่อนแขนอันใหญ่โตของวานรยักษ์ ที่ตวัดกวาดฟาดลงมาหาตนอย่างเต็มแรงโดยไร้ซึ่งการป้องกันใด ๆ! ความเร็วและพละกำลังของสัตว์อสูรสายเลือดระดับสองขั้นปลาย ที่เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญระดับครึ่งก้าวแก่นวิญญาณนั้น หาใช่สิ่งที่ระดับฐานวิญญาณขั้นปลายธรรมดาอย่างเขาที่ไม่ได้ตั้งตัว จะสามารถตั้งรับได้ทัน!


    ปั้ง! ตู้ม!


    ร่างของบุรุษผู้นั้นปลิวละลิ่วกระเด็นตกลงสู่ผืนป่าเบื้องล่างจนกลายเป็นหลุมใหญ่ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า แรงกระแทกนั้นรุนแรงเสียจนสัตว์ป่าและอสูรระดับต่ำที่อยู่รอบด้านต่างตื่นตระหนกตกใจ พากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศคนละทาง และค่ายอาคมที่ไม่มีคนคุมนั้นก็พังทลายลงในทันที


    เมื่อพวกเขาทั้งสามหันกลับไปมอง ก็พบกับสหายของตนที่ถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว ในสภาพที่ชุดเกราะป้องกันซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี พวกเขาต่างมีสีหน้าตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อกับสภาพสหายของพวกตนที่ถูกสังหารจนร่างกายแหลกเหลวดูไม่ได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ


    พวกเขาทั้งสามรีบดึงสติกลับมา ก่อนที่เหยียนเลี่ยกับชายชราจะร่วมมือกัน พุ่งทะยานเข้าไปต่อกรกับวานรเขี้ยวแดงตัวโต


    "ไอ้เดรัจฉาน!" ชายชราตะโกนเสียงแหบแห้ง 


    "หลอกล่อให้มันอยู่นิ่ง ๆ ไว้!" ฉินรั่วปิงตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนก


    แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าวานรตัวนี้มันฉลาดหลักแหลมจนถึงขั้นขุดสร้างทางลับเพื่อลอบอ้อมมาตลบหลังพวกตน พร้อมกับวางแผนกลอุบายได้แยบยลปานนี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเขารู้แน่ชัดในตอนนี้ก็คือ... เจ้าอสูรร้ายที่อยู่ตรงหน้านี้ มันช่างแข็งแกร่งและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก ราวกับว่าสิ่งที่มันกระทำลงไปทั้งหมดนั้น ได้ถูกมันคำนวณและวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดีแล้ว!


    ตึง!


    เสียงเท้ามหึมาของสัตว์ยักษ์กระแทกลงสู่พื้นดิน


    ฟึ่บ! ฟึ่บ!


    เหยียนเลี่ยและชายชราแยกย้ายกันพุ่งทะยานเข้าไปข้างตัวมันทันที ก่อนจะรีดเค้นอัดพลังวิญญาณทั้งหมดลงไปในกระบี่ แล้วตวัดฟันฟาดเข้าไปที่สีข้างลำตัวของมันอย่างรุนแรง!


    เพล้ง! เพล้ง!


    ทว่าเสียงที่ดังกังวานกลับกลายเป็นเสียงคมกระบี่ปะทะเข้ากับวัตถุที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!


    "เหตุใดกายเนื้อของมันถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!" ชายชราอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง


    "สหายหลบเร็วเข้า!" เหยียนเลี่ยตะโกนเตือนสติ


    ฟึ่บ!


    ชายชราที่มีประสบการณ์ต่อสู้ค่อนข้างมากรีบกระโดดถอยร่น หลบหลีกท่อนแขนวานรยักษ์ที่เหวี่ยงกวาดมาหมายจะสังหารตนได้อย่างหวุดหวิด 


    "ใช้กระบวนท่าโจมตีพร้อมกัน!" ชายชราที่ถอยกลับมายืนตั้งมั่นได้สำเร็จ ตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสุดกำลัง


    เหยียนเลี่ยเมื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบตอบสนองและทำตามทันที


    "วายุเชือดเฉือน! เต็มกำลัง!"


    "สายลมกรรโชก! เต็มกำลัง!"


    ทั้งสองพุ่งเข้าไปโจมตีรอบตัวมันอย่างรวดเร็ว การประสานการโจมตีของผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณขั้นปลายทั้งสอง ก่อเกิดเป็นคลื่นพายุหมุนที่ดุดันและรุนแรง ซัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของวานรเขี้ยวแดงไปทุกทิศทาง พลังทำลายล้างเหล่านี้รุนแรงมากพอที่จะสร้างรอยแผลถลอกและรอยขีดข่วนให้ปรากฏขึ้นทั่วร่างของมันได้บ้าง


    วานรยักษ์ที่เห็นมนุษย์สองคนกำลังรุมโจมตีตนเหมือนแมลงวันน่ารำคาญ ก็แผดเสียงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาลสุดขีด มันเตรียมจะระเบิดพลังโจมตีสวนกลับอย่างสุดกำลัง หมายมั่นจะขยี้มนุษย์ชั้นต่ำทั้งสองให้เพลี่ยงพล้ำคามือของมันเสียเดี๋ยวนี้!


    แต่แล้ว... เสียงตะโกนประสานกันของเหยียนเลี่ยและชายชราก็ดังขึ้นพร้อมกัน


    "ตอนนี้แหละ!"


    เมื่อฉินรั่วปิงได้รับสัญญาณ 'ของสิ่งนั้น' ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง มันคืออาวุธวิญญาณระดับกลางขั้นสูงประเภทใช้แล้วทิ้ง รูปลักษณ์ภายนอกของมันเป็นเพียงดอกบัวสีขาวนวลบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายแสงออร่าอ่อนละมุนอยู่ล้อมรอบ มองผิวเผินช่างดูงดงามและไร้ซึ่งพิษภัยใด ๆ แต่หากสัมผัสและสังเกตให้ดี จะพบว่าภายในดอกบัวดอกนี้ ได้ซุกซ่อนพลังงานที่อันตรายและบ้าคลั่งเอาไว้!


    นั่นก็คือพลังวิญญาณมหาศาลที่ถูกบีบอัดควบแน่นจนแทบจะปะทุทะลักออกมา หากมันถูกจุดชนวนระเบิดขึ้นมา ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณขั้นต้น ก็คงไม่อยากจะนำร่างเนื้อเข้าไปรับการโจมตีนี้แบบตรง ๆ เป็นแน่!


    นางพุ่งทะยานลงมาจากบนฟ้า เข้าประชิดวานรยักษ์ แล้วซัดขว้างดอกบัวสีขาวนวลนั้นเข้าใส่มันทันที!


    เมื่อวานรเขี้ยวแดงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า มันก็พบเข้ากับดอกบัวสีขาวนวลที่ดูสะอาดตาดอกหนึ่ง ความงดงามของมันทำให้มันถึงกับเหม่อลอยและเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ทว่า... เมื่อดอกบัวดอกนั้นพุ่งลอยเข้ามาใกล้ตัวมันเรื่อย ๆ พลังงานที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในก็เริ่มปะทุและปลดปล่อยคลื่นพลังวิญญาณอันบ้าคลั่งออกมา จนมันแปรสภาพกลายเป็นดั่งระเบิดเวลา! 


    สัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่งว่า สิ่งที่กำลังพุ่งตรงมานี้นั้น เป็นอันตรายต่อชีวิตของมันอย่างถึงที่สุด! มันเร่งรวบรวมกำลัง เตรียมจะพุ่งทะยานกระโดดหนีออกจากรัศมีการทำลายล้างทันที!


    ทว่า... ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลับมีบ่วงเชือกเส้นเขื่องที่เหยียนเลี่ยและชายชราได้ตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าพุ่งเข้ามาพันธนาการร่างของมัน! เชือกเส้นนี้เป็นถึงอาวุธวิญญาณระดับกลางเช่นเดียวกัน พวกเขารีบควบแน่นพลังวิญญาณ ควบคุมเชือกเส้นนั้นให้รัดพันตรึงร่างของวานรยักษ์เอาไว้อย่างแน่นหนา จนมันไม่อาจขยับเขยื้อนหลบหนีไปไหนได้!


    วานรเขี้ยวแดงตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อพบว่าตนเองถูกพันธนาการด้วยเชือกบ้าบอทั้งสองเส้นจนไม่อาจขยับตัวหลบหนีจากดอกบัวเพชฌฆาตที่กำลังพุ่งจวนเจียนจะถึงตัวมันได้!


    มันแผดเสียงคำรามลั่นอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามนั้นทรงพลังและดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แรงอัดอากาศที่เกิดจากเสียงคำรามรุนแรงเสียจนทำเอาพวกเขาทั้งสามที่เร่งรีดเร้นพลังวิญญาณขึ้นมาปกป้องแก้วหูแทบไม่ทัน หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที แก้วหูของพวกเขาก็คงฉีกขาดไปแล้ว!


    เมื่อมันแผดเสียงคำรามจนสุดเสียง มันพลันระเบิดพละกำลังมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ออกมา หมุนคว้างร่างอันใหญ่โต พร้อมกับเบ่งกล้ามเนื้อยกแขนทั้งสองข้างขึ้น แล้วออกแรงดึงกระชากอย่างสุดกำลัง! แรงดึงมหาศาลนั้นส่งผลให้เหยียนเลี่ยและชายชราที่จับปลายเชือกอยู่ ปลิวละลิ่วว่อนไปตามทิศทางที่มันหมุนตัวเหวี่ยง ก่อนที่เชือกทั้งสองเส้นจะทนรับแรงดึงไม่ไหวและขาดสะบั้นลง! ร่างของทั้งสองลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นลงมาทันที!


    ตู้ม! ตู้ม!


    แต่ยังไม่ทันที่วานรยักษ์จะได้หันไปชื่นชมผลงานของตน มันก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความสะพรึง เมื่อพบว่าดอกบัวที่เคยเป็นสีขาวนวลบริสุทธิ์ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต! และมันก็พลันระเบิดตูมอัดกระแทกเข้าใส่ร่างของมันในระยะเผาขน! วานรยักษ์ทำได้เพียงยกท่อนแขนอันหนาเตอะทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งรับแรงระเบิดอย่างสุดความสามารถ!


    ตู้มมมมมมม!


    เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนป่า แรงระเบิดมหาศาลกวาดล้างทำลายทุกสิ่งรอบบริเวณนั้นจนพินาศย่อยยับ ฝุ่นผง เศษดิน และเศษไม้ปลิวว่อนคลุ้งกระจายไปทั่ว ไอวิญญาณโดยรอบพื้นที่ปะทะพลันสั่นไหว


    พวกเขาทั้งสองที่เพิ่งจะตั้งหลักและตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ รีบรวบรวมพลังกางม่านวิญญาณขึ้นมาป้องกันแรงอัดกระแทกเอาไว้ รวมถึงฉินรั่วปิงที่ลอยอยู่บนฟ้าด้วย แต่แม้จะกันไว้พวกเขาก็ยังปลิวละลิ่วลอยคว้างไป ส่วนฉินรั่วปิงที่อยู่บนฟ้าก็ถึงกับต้องบินให้สูงขึ้นเพื่อรอดพ้นจากแรงปะทะนี้


    ผ่านไปได้ไม่นานนัก เหตุการณ์ความวุ่นวายก็ค่อย ๆ สงบลง เหยียนเลี่ยและชายชราค่อย ๆ กวาดเศษไม้และหินที่ทับตนออกไปให้พ้นทาง และพยายามแผ่จิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบผลลัพธ์ แต่กลับพบเพียงระลอกคลื่นไอวิญญาณที่สั่นไหว ด้วยระดับการบำเพ็ญของพวกเขาในตอนนี้ จึงไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดที่อยู่ใจกลางกลุ่มควันนั้นได้เลย


    "แฮ่ก... แฮ่ก... สำเร็จหรือไม่?" เหยียนเลี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย


    "เฮอะ ๆ... ข้าเองก็ไม่รู้ ทว่าด้วยอานุภาพการทำลายล้างที่รุนแรงถึงเพียงนี้ ก็น่าจะสำเร็จแล้วกระมัง?" ชายชรากล่าวตอบพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วงเช่นเดียวกัน


    ฉินรั่วปิงที่ยังคงขมวดคิ้วมุ่น จ้องเขม็งฝ่าทะลุกลุ่มควันหนาทึบเบื้องล่าง ดวงตาของนางพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างยักษ์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายในกำลังเคลื่อนไหว! นางรีบตะโกนเอ่ยเตือนสุดเสียงทันที


    "พวกท่านระวัง! มันยังไม่ตาย!"


    แต่แล้ว... เสียงตะโกนประสานกันของเหยียนเลี่ยและชายชราก็ดังขึ้นพร้อมกัน


    "ตอนนี้แหละ!"


    เมื่อฉินรั่วปิงได้รับสัญญาณ 'ของสิ่งนั้น' ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง มันคืออาวุธวิญญาณระดับกลางขั้นสูงประเภทใช้แล้วทิ้ง รูปลักษณ์ภายนอกของมันเป็นเพียงดอกบัวสีขาวนวลบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายแสงออร่าอ่อนละมุนอยู่ล้อมรอบ มองผิวเผินช่างดูงดงามและไร้ซึ่งพิษภัยใด ๆ แต่หากสัมผัสและสังเกตให้ดี จะพบว่าภายในดอกบัวดอกนี้ ได้ซุกซ่อนพลังงานที่อันตรายและบ้าคลั่งเอาไว้!


    นั่นก็คือพลังวิญญาณมหาศาลที่ถูกบีบอัดควบแน่นจนแทบจะปะทุทะลักออกมา หากมันถูกจุดชนวนระเบิดขึ้นมา ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณขั้นต้น ก็คงไม่อยากจะนำร่างเนื้อเข้าไปรับการโจมตีนี้แบบตรง ๆ เป็นแน่!


    นางพุ่งทะยานลงมาจากบนฟ้า เข้าประชิดวานรยักษ์ แล้วซัดขว้างดอกบัวสีขาวนวลนั้นเข้าใส่มันทันที!


    เมื่อวานรเขี้ยวแดงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า มันก็พบเข้ากับดอกบัวสีขาวนวลที่ดูสะอาดตาดอกหนึ่ง ความงดงามของมันทำให้มันถึงกับเหม่อลอยและเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ทว่า... เมื่อดอกบัวดอกนั้นพุ่งลอยเข้ามาใกล้ตัวมันเรื่อย ๆ พลังงานที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในก็เริ่มปะทุและปลดปล่อยคลื่นพลังวิญญาณอันบ้าคลั่งออกมา จนมันแปรสภาพกลายเป็นดั่งระเบิดเวลา! 


    สัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่งว่า สิ่งที่กำลังพุ่งตรงมานี้นั้น เป็นอันตรายต่อชีวิตของมันอย่างถึงที่สุด! มันเร่งรวบรวมกำลัง เตรียมจะพุ่งทะยานกระโดดหนีออกจากรัศมีการทำลายล้างทันที!


    ทว่า... ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลับมีบ่วงเชือกเส้นเขื่องที่เหยียนเลี่ยและชายชราได้ตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าพุ่งเข้ามาพันธนาการร่างของมัน! เชือกเส้นนี้เป็นถึงอาวุธวิญญาณระดับกลางเช่นเดียวกัน พวกเขารีบควบแน่นพลังวิญญาณ ควบคุมเชือกเส้นนั้นให้รัดพันตรึงร่างของวานรยักษ์เอาไว้อย่างแน่นหนา จนมันไม่อาจขยับเขยื้อนหลบหนีไปไหนได้!


    วานรเขี้ยวแดงตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อพบว่าตนเองถูกพันธนาการด้วยเชือกบ้าบอทั้งสองเส้นจนไม่อาจขยับตัวหลบหนีจากดอกบัวเพชฌฆาตที่กำลังพุ่งจวนเจียนจะถึงตัวมันได้!


    มันแผดเสียงคำรามลั่นอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามนั้นทรงพลังและดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แรงอัดอากาศที่เกิดจากเสียงคำรามรุนแรงเสียจนทำเอาพวกเขาทั้งสามที่เร่งรีดเร้นพลังวิญญาณขึ้นมาปกป้องแก้วหูแทบไม่ทัน หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที แก้วหูของพวกเขาก็คงฉีกขาดไปแล้ว!


    เมื่อมันแผดเสียงคำรามจนสุดเสียง มันพลันระเบิดพละกำลังมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ออกมา หมุนคว้างร่างอันใหญ่โต พร้อมกับเบ่งกล้ามเนื้อยกแขนทั้งสองข้างขึ้น แล้วออกแรงดึงกระชากอย่างสุดกำลัง! แรงดึงมหาศาลนั้นส่งผลให้เหยียนเลี่ยและชายชราที่จับปลายเชือกอยู่ ปลิวละลิ่วว่อนไปตามทิศทางที่มันหมุนตัวเหวี่ยง ก่อนที่เชือกทั้งสองเส้นจะทนรับแรงดึงไม่ไหวและขาดสะบั้นลง! ร่างของทั้งสองลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นลงมาทันที!


    ตู้ม! ตู้ม!


    แต่ยังไม่ทันที่วานรยักษ์จะได้หันไปชื่นชมผลงานของตน มันก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความสะพรึง เมื่อพบว่าดอกบัวที่เคยเป็นสีขาวนวลบริสุทธิ์ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต! และมันก็พลันระเบิดตูมอัดกระแทกเข้าใส่ร่างของมันในระยะเผาขน! วานรยักษ์ทำได้เพียงยกท่อนแขนอันหนาเตอะทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งรับแรงระเบิดอย่างสุดความสามารถ!


    ตู้มมมมมม!


    เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนป่า แรงระเบิดมหาศาลกวาดล้างทำลายทุกสิ่งรอบบริเวณนั้นจนพินาศย่อยยับ ฝุ่นผง เศษดิน และเศษไม้ปลิวว่อนคลุ้งกระจายไปทั่ว ไอวิญญาณโดยรอบพื้นที่ปะทะพลันสั่นไหว


    พวกเขาทั้งสองที่เพิ่งจะตั้งหลักและตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ รีบรวบรวมพลังกางม่านวิญญาณขึ้นมาป้องกันแรงอัดกระแทกเอาไว้ รวมถึงฉินรั่วปิงที่ลอยอยู่บนฟ้าด้วย แต่แม้จะกันไว้พวกเขาก็ยังปลิวละลิ่วลอยคว้างไป ส่วนฉินรั่วปิงที่อยู่บนฟ้าก็ถึงกับต้องบินให้สูงขึ้นเพื่อรอดพ้นจากแรงปะทะนี้


    ผ่านไปได้ไม่นานนัก เหตุการณ์ความวุ่นวายก็ค่อย ๆ สงบลง เหยียนเลี่ยและชายชราค่อย ๆ กวาดเศษไม้และหินที่ทับตนออกไปให้พ้นทาง และพยายามแผ่จิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบผลลัพธ์ แต่กลับพบเพียงระลอกคลื่นไอวิญญาณที่สั่นไหว ด้วยระดับการบำเพ็ญของพวกเขาในตอนนี้ จึงไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดที่อยู่ใจกลางกลุ่มควันนั้นได้เลย


    "แฮ่ก... แฮ่ก... สำเร็จหรือไม่?" เหยียนเลี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย


    "เฮอะ ๆ... ข้าเองก็ไม่รู้ ทว่าด้วยอานุภาพการทำลายล้างที่รุนแรงถึงเพียงนี้ ก็น่าจะสำเร็จแล้วกระมัง?" ชายชรากล่าวตอบพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วงเช่นเดียวกัน


    ฉินรั่วปิงที่ยังคงขมวดคิ้วมุ่น จ้องเขม็งฝ่าทะลุกลุ่มควันหนาทึบเบื้องล่าง ดวงตาของนางพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างยักษ์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายในกำลังเคลื่อนไหว! นางรีบตะโกนเอ่ยเตือนสุดเสียงทันที


    "พวกท่านระวัง! มันยังไม่ตาย!"

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน