ในจังหวะที่อูหมินจิง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หลางหลินหลิน มิซากิ และ จอมยุทธ์คนอื่นๆ กำลังถูกโซ่สีครามผนึกการเคลื่อนไหวเอาไว้ ในจังหวะนั้นเองก็ได้มีลูกศิษย์จากสถาบันหลายคนที่สวมแหวนสีแดงเข้ามารายล้อมคนที่โดนจับเอาไว้ นั่นก็เพราะว่าหลังจากที่ลูกศิษย์ของสถาบันคนที่เดินนำทางทุกคนมานั้นได้ไปแจ้งแก่พวกเดียวกัน ให้ตามมาเพื่อจัดการคนทั้งหมด
“ผนึกพลังของพวกมัน แล้วจับพวกมันไว้” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดออกคำสั่งกับลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่เดินเดินทางมาสมทบ และ ไม่ใช่เพียงเหล่าลูกศิษย์เท่านั้น ดูเหมือนว่ายังมีคนในระดับรองผู้อำนวยการคนที่เดินทางตามมาด้วย นั่นก็คือรองผู้อำนวยการสาขาสองสาขานักธนู นางเดินมาพร้อมกับสะพายธนูไว้ด้านหลัง
“ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาก็ได้รองผู้อำนวยการสาขาที่สอง” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว
“ก็แค่มาดู เผื่อมีอะไรผิดพลาดเท่านั้น” รองผู้อำนวยการสาขาที่สองกล่าว
“ไม่เชื่อใจข้างั้นหรือ” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวออกมาด้วยทั้งเสียงที่ไม่พอใจ
“เปล่าข้าก็แค่….” แต่ก่อนที่รองผู้อำนวยการสาขาที่สองจะได้กล่าวอะไรต่อไป ในตอนนั้นบนอากาศที่เหนือหัวของคนที่ถูกจับไว้ไม่ไกลนัก ได้มีประตูมิติขนาดเล็กเปิดออกมาพร้อมๆ กับที่มีศาสตราวุธจำนวนมาก พุ่งออกมาและตัดไปยังโซ่สีครามที่กำลังจับทุกคนมัดไว้ สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้กระทั่งชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองยังไม่อาจที่จะเคลื่อนไหวตามด้วยทัน
และประตูมิติแห่งยังมีร่างของสองชายหนุ่มที่มีหน้าตาคล้ายกัน ทั้งสองมีดวงตาและสีผมสีดำ สองคนนั้นก็คือหนานกงหมิงและหนานกงอวี้ ค่อยๆ ลอยออกมาจากประตูมิติ
“อะไรกัน!!” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวออกมาอย่างตกใจ ทั้งตกใจที่ผู้ที่ทำลายโซ่ของเขาเป็นเพียงแค่จอมยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น แต่ผู้ที่ทำลายโซ่ของเขา เป็นคนที่สมควรจะตายไปแล้ว เพราะว่าผู้อำนวยการสองคนได้บอกแล้วว่าสามารถสังหารอีกฝ่ายสำเร็จแล้ว แล้วเหตุคนที่สมควรตายไปแล้วถึงมาอยู่ตรงนี้ได้
“เหตุใดพวกนั้นถึงยังไม่ตาย?” รองผู้อำนวยการสาขาที่สองเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน
ในจังหวะที่สองรองผู้อำนวยการกำลังสับสน ทางด้านของหนานกงหมิงได้ตะโกนบอกทุกคนว่า
“หากอยากรอดไปจากที่นี่ ก็รีบเข้าไปในประตูมิติซะ” หนานกงหมิง รับหน้าที่เปิดประตูมิติคู่ขนาดเพื่อให้คนทุกคนสามารถหนีไปได้ ในครั้งนี้พลังในการเปิดประตูมิติของหนานกงหมิงแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่ประลองเสียอีก
“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าทุกคนรีบเข้าไปเร็ว” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เข้าใจได้ทัน ว่าทั้งสองคือคนที่อูหลินเฟิงให้มาช่วยเหลือพวกตนเอง แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คืออูหลินเฟิงทำยังไงถึงทำให้ทั้งสองคนนี้มาช่วยเหลือพวกตนได้
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์จอมยุทธ์หลายคนที่รับรู้แล้วว่า สถาบันเทพราชันคือศัตรูและพวกเขายังไม่อาจสู้ได้ เพราะว่าที่แห่งนี้คือภายในสถาบันเทพราชันเอง ยิ่งหากปล่อยเวลาไว้นานเท่าไหร่กองกำลังของอีกฝ่ายยิ่งตามมาสมทบได้เร็วเท่านั้น จอมยุทธ์ทั้งหลายจึงรีบพุ่งเข้าไปภายในประตูมิติอย่างรวดเร็วแต่ดูจากจำนวนคนทั้งหมด อาจจะกินเวลาหลายนาทีกว่าที่คนทั้งหมดจะเข้าไปยังประตูมิติได้
“มีแต่ต้องถ่วงเวลาไว้งั้นสินะ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด การปะทะกันเมื่อสักครู่นางย่อมต้องรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของรองผู้อำนวยการเป็นอย่างดี การจะให้ถ่วงเวลาแม้เพียงสามสิบวินาทีก็ถือว่าเป็นเรื่องยากมากแล้ว
ในตอนนั้นเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ก็สังเกตเห็นลูกศิษย์ของสถาบันที่กำลังรายล้อมไว้อยู่ พยายามที่จะเข้ามาโจมตีเพื่อไม่ให้มีคนหนีไปได้ เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หลางหลินหลิน ตงฟางจิ๋ว และ มิซากิ ทั้งสี่คนที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพุ่งออกไปเพื่อปกป้องคนทั้งหมดให้เข้าสู่ประตูมิติได้อย่างปลอดภัย ทั้งสี่คนป้องกันทั้งสี่ทิศของประตูมิติป้องกันการโจมตีจากลูกศิษย์ของสถาบันที่พยายามโจมตีเข้ามา
แต่หลังจากที่รองผู้อำนวยการสาขาที่สอง เห็นว่าคนหลายคนเริ่มหนีเข้าไปยังประตูมิติ นางก็รีบหยิบธนูของตนเอง และสร้างศรน้ำแข็งยิงออกไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วและความรุนแรงของมันมหาศาลยิ่งนัก สมกับเป็นพลังของจักรพรรดิขั้นต้น
ปราณมิติ ประตูมิติ
แม้ว่าความเร็วของลูกศรจะมหาศาลเท่าไหร่ก็ตาม แต่ว่าหนานกงอวี้กลับสามารถสัมผัสถึงการโจมตีได้ทั้งๆที่หนานกงอวี้เป็นเพียงแค่จอมยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ลูกศรเหมันต์กลับโดนประตูมิติของหนานกงอวี้กลืนกินเข้าไป และ มีประตูมิติอีกอันที่เปิดออกและส่งลูกศรนั้นโจมตีกลับมาหาผู้อำนวยการสาขาที่สอง ลูกธนูของนางที่ถูกส่งออกไปเพื่อสังหารอีกฝ่ายกลับถูกส่งกลับคืนมา รองผู้อำนวยการสาขาที่สองถึงกับต้องรีบหลบลูกธนูที่สวนกลับมา
"ได้ยังไงกัน...หนานกงอวี้ ถึงกลับสามารถมองการโจมตีของข้าออก"ผู้อำนวยการที่สองมองไปยังหนานกงอวี้อย่างตกตะลึง
“ไม่ว่ามันจะรอดจากผู้อำนวยการทั้งสองมาได้อย่างไรก็ตาม แต่ในเมื่อพวกมันแสดงตัวต่อหน้าเรา ก็แค่จับมันเป็นตัวประกันก็พอ แต่หากขัดขืนก็สังหารทิ้งซะ!!!” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวอย่างเย็นชาพร้อมกับโคจรลมปราณวายุครามของตนเองสร้างศาสตราวุธสีครามนับร้อยอีกครั้ง
ในขณะเดียวกันหนานกงอวี้ก็โคจรลมปราณมิติของตนเอง เรียกศาสตราวุธที่ต่างกันนับร้อยเล่มออกมาเช่นเดียวกัน แต่ว่าในครั้งนี้ศาสตราแต่ละเล่มของหนานกงอวี้กลับปรากฏรัศมีแห่งศาสตราวุธที่เหนือกว่าที่เขาเคยแสดงออกมาภายในลานประลอง ลมปราณมิติที่เคลือบไว้บนศาสตราวุธแต่ละเล่มก็ถูกบีบอัดจนเฉียบคมยิ่งนัก สิ่งนั้นเป็นเพราะว่าดาบเสี้ยวจันทร์ที่ไร้ด้ามจับ นั่นคือศาสตราวุธในระดับชนชั้นเทวะที่เลือกหนานกงอวี้เป็นเจ้านายของมัน หลังจากที่เขาสามารถพิชิตสุสานของเทพที่ปรากฏขึ้นในทวีปไร้พิรุณได้ ดาบเสี้ยวจันทร์ที่ไร้ด้ามจับมีความสามารถในการเสริมพลังมิติในระดับสูง ยิ่งผู้ที่ครอบครองเป็นหนานกงอวี้ที่มีลมปราณมิติที่แข็งแกร่ง ความสามารถของทั้งสองย่อมส่งเสริมกันและกัน
"ศาสตราระดับเทวะ!! ถึงกับสามารถได้รับการยอมรับจากศาสตราเทพได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ด้วยพลังของจอมยุทธ์คงจะสามารถดึงพลังของศาสตราเทพได้เพียงแค่สองส่วนเท่านั้น"รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว เขาจ้องไปยังดาบเสี้ยวจันทร์อย่างไม่คลาดสายตา แววตาเต็มไปด้วยความโลภและอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
"ถึงจะสามารถดึงพลังของดาบเล่มนี้ออกมาได้เพียงส่วนเดียว แต่ก็เพียงพอให้สังหารเจ้าได้แล้วกัน"หนานกงอวี้กล่าว จากนั้นก็ควบคุมดาบเสี้ยวจันทร์ที่ลอยอยู่รอบๆตัว เสริมพลังแห่งมิติภายในศาสตราวุธนับร้อยที่ค่อยออกมาจากประตูมิติของเขา พลังมิติที่รุนแรงส่งออกมาจากศาสตราวุธแต่ละเล่ม สิ่งที่ประสานไว้ภายในศาสตราวุธทั้งหมด นั่นก็คือเจตจำนงแห่งพลังมิติ พลังแห่งเจตจำนงที่รุนแรงกำลังไหลทะลักออกมาจากศาสตราวุธทั้งหมด
“ความรู้สึกนี้มัน ระดับเจตจำนง!!” รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวออกมาอย่างตื่นตะลึง แม้แต่เขาเองในตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงระดับเจตจำนงได้เลย ตัวเขายังบรรลุเพียงแค่แก่นแท้สายลมเท่านั้น สิ่งที่เขาเห็นและสามารถสัมผัสได้ทำให้เขาริษยาพรสวรรค์ของหนานกงอวี้ยิ่งนัก
“อะไรกัน!! ในงานประลองเจ้าสองคนนี้ไม่ยอมแสดงพลังที่แท้จริงของตนเองออกมาจริงๆ ด้วย” รองผู้อำนวยการสาขาที่สองกล่าว นางเองก็ได้ดูบันทึกของการประลองเช่นเดียวกัน การประลองของหนานกงทั้งสองพี่น้อง ไม่ใช่การประลองที่น่าตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองคนพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย แต่ดูจากเจตจำนงแห่งมิติที่อีกฝ่ายแสดงออกมา ณ ตอนนี้ ย่อมต้องหมายความว่าความสามารถของอีกฝ่ายไม่ด้อยไปกว่าหลางจวินและเนี่ยหลุน สองสัตว์ประหลาดที่หากใช้พลังทั้งหมดแล้วย่อมสามารถปะทะกับชนชั้นจักรพรรดิได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แต่ถึงเป็นแบบนั้นรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดและรองผู้อำนวยการสาขาที่สองย่อมต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน พวกเขาทั้งสองเองก็เร่งพลังสูงสุดของตัวเองออกมาทันที ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นอัจฉริยะในระดับปีศาจ แต่ว่าคนสองคนคือสองชนชั้นจักรพรรดิไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอัจฉริยะหรือสัตว์ประหลาดย่อมต้องไม่สามารถรับมือได้อย่างแน่นอน
ปราณเหมันต์ ศรปราบมาร
รองผู้อำนวยการสาขาที่สอง รวบรวมลมปราณของตนเองสร้างศรน้ำแข็งจากนั้นยิงออกไปยังหนานกงอวี้หลายดอกด้วยกัน
ปราณวายุคราม ร้อยศาสตราสยบทั่วหล้า
รองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดเองก่อสร้างศาสตราวุธสีครามขึ้นมาอีกครั้ง ส่งศาสตราวุธทั้งหลายโจมตีไปยังหนานกงอวี้อีกครั้ง
ปราณมิติ ประตูมิติ
หนานกงอวี้เปิดประตูมิติออกมาหลากอันคอยดูดกลืนลูกธนูและศาสตราวุธสีครามเข้าสู่มิติและคิดจะใช้มันโจมตีกลับไปแต่ว่าครั้งนี้ ทันทีที่ประตูมิติเปิดออกอีกครั้งศาสตราวุธเหล่านั้นกับพุ่งออกจากประตูมิติและเลี้ยวกลับไปโจมตีหนานกงอวี้
‘วิชาควบคุมลูกศรกับวิชาควบคุมศาสตราวุธ ในระดับสูงงั้นหรือ’ หนานกงอวี้คิดหลังจากที่เห็นว่ามีอาวุธหลากหลายเล่ม ไม่สามารถใช้ประตูมิติสะท้อนกลับไปได้ตามปกติ เรียกได้ว่าสองรองผู้อำนวยการมีประสบการณ์ต่อสู้มากมายนัก เพียงพริบตาก็สามารถจะรับมือกับการใช้ประตูมิติสะท้อนการโจมตีได้แล้ว
ทั้งลูกธนูและศาสตราวุธสีครามที่ถูกควบคุมโดยพลังจิตขั้นสูง สามารถที่จะเลี้ยวกลับไปโจมตีหนานกงอวี้ได้ทั้งๆ ที่เพิ่งออกมาจากประตูมิติ แต่ก่อนที่ศาสตราวุธทั้งหมดจะโดนตัวของหนานกงอวี้ก็ได้มีพลังในระดับจักรพรรดิชั้นสูงปรากฏออกมาจากทางด้านหลังของหนานกงอวี้ จากนั้นก็ได้มีกำแพงศิลาพุ่งขึ้นมาป้องกันและรอบๆ ของหนานกงอวี้ปกป้องการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ได้
"หือ??"แม้แต่หนานกงอวี้ยังแปลกใจต่อพลังของคนที่ช่วยเหลือตนเอง ถึงแม้เขาจะเชื่อว่าตนเองจะสามารถป้องกันได้ก็ตาม
“อะไรอีก?” สองรองผู้อำนวยการกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อกี้นี้เขาเกือบจะจัดการหนานกงอวี้ได้แล้ว เมื่อทั้งสองหันไปก็พบว่าผู้ที่แสดงกระแสพลังอันรุนแรงของจักรพรรดิออกมาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดศพตนหนึ่งเท่านั้น และข้างๆ ของหุ่นเชิดศพตนนั้นก็คือ มุราคามิ มิซากิ
ด้วยระดับพลังของนางย่อมไม่สามารถที่จะควบคุมและออกคำสั่งกับหุ่นเชิดศพระดับจักรพรรดิได้ แต่ว่าหุ่นเชิดศพตนนั้นก็คือหุ่นเชิดศพที่มิซากิได้รับมาจากอาจารย์ของนาง ยมทูตร้อยหุ่นได้มอบหุ่นเชิดระดับจักรพรรดิเพื่อปกป้องชีวิตของนาง และยังมอบสิทธิ์ในการออกคำสั่งให้แก่มิซากิ
“จงช่วยเหลือเขา โจมตีคนที่ใช้ธนู” มิซากิออกคำสั่งกับหุ่นเชิดศพระดับจักรพรรดิ ทันทีที่หุ่นเชิดศพได้รับคำสั่งมันก็เคลื่อนไหวพร้อมกับสร้างเกราะศิลาที่แข็งแกร่งผนึกไว้บนร่างกายของตนเอง พุ่งเข้าหาร่างของผู้อำนวยการสาขาที่สองทันที
“บ้าเอ้ย!! เป็นแค่ศพคนตายแท้ๆ” รองผู้อำนวยการสาขาที่สองกล่าวพร้อมกับพยายามหลบการโจมตีของหุ่นเชิดศพ นางที่ถนัดการโจมตีระยะไกลเมื่อถูกศัตรูเข้าประชิดตัว และจะสามารถหลบหลีกและป้องกันได้แต่นางย่อมไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ในการต่อสู้ระยะประชิดอย่างแน่นอน
แม้ว่ารองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดจะต้องการช่วยเหลือรองผู้อำนวยการสาขาที่สองแต่ว่าทันทีที่หุ่นเชิดศพเคลื่อนไหว ศาสตราทั้งร้อยเล่มที่แฝงไว้ด้วยปราณมิติระดับสูงก็พุ่งเข้ามาโจมตีรองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดเช่นเดียวกัน เขาจึงจำเป็นต้องใช้ศาสตราวุธวายุคราม เข้าป้องกันศาสตราวุธที่พุ่งเข้ามา แม้ว่าพลังลมปราณของหนานกงอวี้จะด้อยกว่าแต่สำนึกแห่งลมปราณมิติที่บรรลุถึงระดับเจตจำนงและยังรวมพลังของดาบเสี้ยวจันทร์ ที่ช่วยเสริมพลังในศาสตราวุธแต่ละเล่ม ศาสตราวุธพวกนั้นจึงสามารถเข้าปะทะกับพลังของจักรพรรดิได้อย่างสูสี การปะทะกันอย่างสูสีนั้นคนที่ตกตะลึงที่สุดย่อมต้องเป็นรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตนเองว่าศาสตราวุธวายุครามของเขาจะเสมอกับศาสตราวุธของหนานกงอวี้
“บ้าน่า!! ต่อให้เจ้านั่นบรรลุเจตจำนงมิติ แต่กลับสามารถต่อต้านพลังของจักรพรรดิได้เนี่ยนะ” รองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง และดูเหมือนว่าพลังแฝงภายในศาสตราวุธของหนานกงอวี้ จะมากมายยิ่งนักต่อให้ปะทะกันมากเท่าไหร่พลังนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย สมกับที่อีกฝ่ายครอบครองศาสตราเทพสายมิติ
"แต่ว่าเจ้าจะสามารถต้านทาน พลังของข้าได้นานแค่ไหนกันเชียว"รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว ไม่ว่ายังไงปริมาณของลมปราณภายในร่างกายชนชั้นจักรพรรดิย่อมมีมากกว่าชนชั้นจอมยุทธ์อย่างมหาศาล
หนานกงอวี้ไม่ยอมพูดอะไร เพียงแค่นำกระบี่ประจำตัวออกมาโคจรลมปราณมิติทั่วร่างพุ่งเข้าหารองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ไปอยู่ตรงหน้าของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดแล้ว
ปราณมิติ สะบั้นมิติ แทงกระบี่ออกไปยังรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดตรงๆ
แม้ว่าความเร็วนั้นจะสามารถเร่งความเร็วไปจนถึงระดับจักรพรรดิได้ แต่ว่ารองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดก็เป็นผู้ใช้ปราณวายุที่มีความเร็วไม่ธรรมดา ย่อมต้องสามารถมองตามการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วได้ทัน เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะถูกกระบี่แทงจึงได้สร้างดาบและกระบี่จากวายุครามของตนเอง ใช้วิชาแยกประสาทขวาดาบซ้ายกระบี่ออกกระบวนท่าที่แตกต่างกันจากทั้งสองมือปัดป้องและโจมตีกระบี่ของหนานกงอวี้
ไม่เพียงแต่ตนทั้งสองที่โจมตีเข้าหากัน ศาสตราวุธวายุครามและศาสตราวุธที่มีลมปราณมิติแฝงอยู่ต่างพุ่งโจมตีเข้าหากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
" เร่งรีบขนาดนี้กลัวว่าลมปราณของตัวเองจะหมดก่อนสินะ" รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย ขอเพียงแค่เขาสามารถถ่วงเวลาไว้ได้ลมปราณภายในร่างของอีกฝ่ายก็ต้องหมดลงไปอย่างแน่นอน
"ถูกต้อง ข้ากำลังรีบ แต่ไม่ต้องห่วงข้าสามารถสังหารเจ้าได้ก่อนที่ลมปราณของข้าจะหมดอย่างแน่นอน"หนานกงอวี้กล่าว พร้อมกับที่ตกกระบี่ของตนเองปัดป้องการโจมตีที่เข้ามา
"เหอะ!! ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม"รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกล่าว แม้เขาจะถืออาวุธถึงสองประเภทและพยายามโจมตีออกไป แต่อีกฝ่ายมีทั้งกระบี่ในมือและดาบเสี้ยวจันทร์ที่ลอยอยู่รอบๆ ค่อยปกป้อง รองผู้อำนวยการจึงยังไม่สามารถสร้างบาดแผลแต่หนานกงอวี้ได้เลยแม้แต่น้อย
"จะว่าไปแล้ว เจ้าว่าดวงจันทร์คืนนี้สวยหรือไม่"หนานกงอวี้กล่าว พร้อมกับเหลือบมองไปยังดวงจันทร์เต็มดวงที่กำลังส่งแสงสว่างไสวไร้เมฆบดบัง
"ห่ะ??"รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดส่งเสียงร้องออกด้วยความงง ทำไมอีกฝ่ายถึงมาถามเรื่องพระจันทร์ในระหว่างสู้กัน แต่ในตอนนั้นเอง รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดก็เริ่มที่จะรู้สึกไม่ค่อยดีเพราะว่าหนานกงอวี้ค่อยๆ ยกยิ้มออกมาพร้อมกล่าวว่า
"ค่ายกลแสงจันทร์"จากนั้น ศาสตราวุธทั้งหมดของหนานกงอวี้ก็ค่อยๆดูดซับแสงจันทร์ทั้งตัวของหนานกงอวี้และศาสตราวุธทั้งหมดของเขาค่อยๆ เปล่งประกายจากแสงจันทร์ จากนั้นพลังทั้งหมดภายในศาสตราวุธก็ยกระดับขึ้น รัศมีพลังภายในศาสตราวุธ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบเท่าตัว
ค่ายกลแสงจันทร์ของเทพกระบี่คงหมิง จะใช้ศาสตราวุธและร่างกายของผู้ใช้หยิบยืมพลังแห่งดวงดาวในคืนจันทร์เต็มดวง เสริมพลังทุกด้านให้กับผู้ใช้ค่ายกลนี้เท่าตัว และ ยังลดทอนพลังของศัตรูที่อยู่ภายในค่ายกลแห่งนี้ลงครึ่งหนึ่ง ถือว่าเป็นค่ายกลที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งแต่ค่ายกลนี้มีข้อเสียคือจะสามารถใช้ได้ในคือจันทร์เต็มดวงที่ไร้เมฆเท่านั้น เป็นข้อเสียที่แลกมากับข้อดีของค่ายกล
จากรัศมีของหนานกงอวี้ที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับที่พลังของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดอ่อนแรงลง หนานกงอวี้ตวัดกระบี่ของตนเองเพียงหนึ่งครั้ง การโจมตีครั้งนี้สามารถที่จะทำลายกระบี่และดาบบนมือของรองผู้่อำนวยการสาขาที่เจ็ดได้ภายในครั้งเดียว ปราณมิติที่ถูกเสริมพลังด้วยแสงจันทร์ สามารถตัดพลังของชนชั้นจักรพรรดิได้อย่างง่ายดาย
“ดูเหมือนว่าการปะทะครั้งนี้ข้าจะชนะสินะ” หนานกงอวี้ไม่รอช้า ตวัดกระบี่ของตนเองส่งไปยังรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดจ้องมองดาบและกระบี่ที่ถูกทำลายในมือของตนเองอย่างไม่เชื่อสายตา
ไม่เพียงแต่กระบี่และดาบที่อยู่ภายในมือ ศาสตราวุธวายุครามนับร้อยเล่มตอนนี้ก็กำลังพ่ายแพ้ต่อ ศาสตราวุธที่แฝงด้วยลมปราณมิติของหนานกงอวี้ ค่อยๆ ถูกทำลายลงทีละเล่ม เพียงไม่นานศาสตราวุธวายุครามก็ถูกทำลายจนหมด
"บ้าน่า! เป็นไปไม่ได้!!!"รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด กล่าวออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง หนานกงอวี้อาศัยจังหวะที่รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดกำลังตกตะลึง ใช้กระบี่ของตัวเองแทงเข้าสู่หัวใจของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ด
กระบี่ของหนานกงอวี้สามารถแทงทะลุปราณคุ้มกายของชนชั้นจักรพรรดิทะลวงเข้าสู่หัวใจของรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดได้อย่างง่ายดาย สิ่งนั้นทำที่คนที่ยืนดูอยู่อย่าง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หลางหลินหลิน ตงฟางจิ๋ว และ มิซากิ ต่างยืนมองอย่างตกตะลึง ไม่ต่างจากรองผู้อำนวยการสาขาที่สองที่กำลังพยายามรับมือหุ่นเชิดศพ นางเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กันจอมยุทธ์จะสามารถสังหารจักรพรรดิได้
แต่การที่หนานกงอวี้ สามารถสังหารรองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดได้ เป็นเพราะการประสานของดาบเสี้ยวจันทร์ที่คอยเสริมพลังมิติ ค่ายกลแสงจันทร์ที่เสริมพลังเป็นเท่าทวี และยังเจตจำนงแห่งมิติ เมื่อทั้งสองอย่างประสานรวมกัน หนานกงอวี้จึงสามารถแสดงพลังที่สังหารจักรพรรดิได้ออกมา
หลังจากที่หนานกงอวี้สามารถสังหารรองผู้อำนวยการสาขาเจ็ดได้แล้วเมื่อเขาหันไปก็พบว่าตอนนี้เหลือเพียงแค่ ตัวเขา น้องชาย เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หลางหลินหลิน ตงฟางจิ๋ว และ มิซากิ เท่านั้นที่ยังไม่ได้เข้าไปในประตูมิติ
ไม่เห็นแบบนั้นหนานกงอวี้ก็ได้ควบคุมศาสตราวุธทั้งหลาย โจมตีไปยังรองผู้อำนวยการสาขาสอง แต่ว่าตั้งแต่ที่รองผู้อำนวยการสาขาที่เจ็ดตายไป รองผู้อำนวยการสาขาที่สอง ก็เตรียมตัวหนีแล้ว ยิ่งเห็นการโจมตีด้วยศาสตราวุธอันหลากหลาย นางไม่รอช้ารีบพุ่งตัวหนีออกไปอย่างรวดเร็ว หนานกงอวี้ก็ไม่คิดจะตามต่อเพราะว่าข้อตกลงของเขามีเพียงแค่การช่วยคนออกไปเท่านั้น
“ยืนมองอะไรกันอยู่ รีบเข้าไปในประตูมิติได้แล้ว” หนานกงอวี้กล่าวกับคนที่เหลือที่ยังไม่ยอมเข้าไป จนคนที่กำลังยืนตะลึงอยู่ต่างรู้สึกตัวและรีบพุ่งเข้าไปในประตูมิติ จากนั้นหนานกงอวี้ หันกลับไปมองลูกศิษย์ของสถาบันคนอื่นแล้วกล่าวว่า "ยังมีใครอยากสู้อีกหรือไม่"
ภาพในตอนนี้ราวกับว่าหนานกงอวี้คือเทพศาสตรา จอมยุทธ์ที่สามารถสังหารจักรพรรดิได้ คนอื่นๆ ในที่แห่งนี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอย่างแน่นอน แต่ละคนต่างยืนมองคนจะพวกเขาต้องจับเป็นตัวประกันอย่างไม่อาจทำอะไรได้
"ท่านพี่เป็นอะไรหรือไม่"หนานกงหมิงถามพี่ของตนเอง ก็ให้ดูภายนอกหนานกงอวี้เหมือนจะสามารถสังหารชนชั้นจักรพรรดิได้อย่างง่ายได้ แต่เขาที่เป็นน้องชายรู้ดีว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น
"ไม่เป็นอะไรมาก รีบไปกันเถอะก่อนที่คนระดับสูงของสถาบันจะแห่กันมา"หนานกงอวีเกล่าว พร้อมกับพยายามกลืนเลือดภายในไม่ให้กระอักเลือดออกมา การปะทะกับจักรพรรดิพลังตีกลับของการปะทะมากมายนัก จากนั้นทั้งสองก็รีบเขาไปยังมิติคู่ขนาดทันที
นับเป็นโชคดีของหนานกงอวี้ที่ภายในสถาบันตอนนี้คนระดับสูงเกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่ภายในสถาบันแห่งนี้แล้ว กองกำลังระดับสูงถูกเรียกไปยังราชวงศ์แสงจันทร์ หนานกงอวี้และหนานกงหมิงจึงสามารถช่วยคนได้โดยที่ฝั่งสถาบันไม่มีกำลังเสริมมาช่วย
สถาบันเทพราชันสูญเสียรองผู้อำนวยการที่เป็นถึงระดับจักรพรรดิ และยังไม่สามารถที่จะจับตัวประกันได้เลยแม้แต่คนเดียว เพียงเพราะการปรากฏตัวของหนานกงอวี้และหนานกงหมิง
..
..
จบตอน