บทที่ 2
เสียงโซ่เหล็กเสียดสีกับพื้นหินดังแกรกกรากสะท้อนก้องไปตามทางเดินอันยาวเหยียดร่างเล็กของเทียนอวิ้นถูกลากผ่านเส้นทางเปลี่ยวร้างจากตำหนักที่เงียบงันไปสู่เขตต้องห้ามลึกสุดของพระราชวัง—สุสานหลวงสถานที่ซึ่งแม้แต่ขุนนางชั้นสูงยังไม่กล้าเอ่ยถึง ประตูหินขนาดมหึมาค่อย ๆเปิดออกพร้อมเสียงครืดคราดลมเย็นะเืพัดสวนออกมาพร้อมกลิ่นอับของฝุ่นและความตายก่อนที่ร่างของเด็กชายจะถูกผลักเข้าไปด้านในอย่างไร้ความปรานี
ตึง
ประตูปิดลงความมืดกลืนกินทุกสิ่งในพริบตาเหลือเพียงเสียงลมหายใจของเขาที่สะท้อนอยู่ในความว่างเปล่า
ใน่แรกเทียนอวิ้นยังคงนั่งนิ่งอยู่กับพื้นหินเย็นเฉียบ หลังพิงกำแพงโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดความหิว ความหนาว และความหวาดกลัวค่อย ๆ กัดกินร่างกายและจิตใจทีละน้อยทุกวันมีเพียงชามข้าวที่ถูกเลื่อนเข้ามาผ่านช่องเล็ก ๆของประตูเป็หลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางความเงียบงันนั้นเสียงเดียวที่เขาได้ยินชัดเจนที่สุดคือเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นหนักขึ้นทุกวัน
“ข้าผิดอะไร…”
คำถามสั้น ๆหลุดออกจากริมฝีปากแห้งผาก แต่ไม่มีผู้ใดตอบกลับ
เมื่อเวลาผ่านไปโดยไร้การนับเทียนอวิ้นเริ่มลุกขึ้นเดิน มือเล็กไล้ไปตามผนังหินหยาบเย็น เขาพึมพำกับตนเองเบา ๆว่า หากเขาแข็งแกร่งกว่านี้ ชะตากรรมจะยังเป็เช่นนี้หรือไม่ ในโลกแห่งนี้วรยุทธ์คือทุกสิ่ง ผู้แข็งแกร่งกำหนดชะตา ผู้อ่อนแอถูกกำหนด ภาพของราชครูเทียนเสียนคงผุดขึ้นในใจ—ชายผู้ยืนอยู่เหนือใต้หล้าผู้ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องให้เกียรติ หากเขามีพลังเช่นนั้นเขาคงไม่ถูกโยนมาทิ้งไว้ในสุสานแห่งนี้
ความคิดนั้นทำให้เขาฝืนลุกขึ้นอีกครั้งและเดินลึกเข้าไปในความมืด
ภายในสุสานหลวงเงาของโครงกระดูกทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามแสงรำไรที่ลอดผ่านช่องหินเล็ก ๆเทียนอวิ้นค่อย ๆ ก้าวผ่านหลุมศพของบรรพชนทีละก้าวจนกระทั่งมือของเขาสะดุดเข้ากับร่องลึกแปลกประหลาดบนผนังหินเขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะออกแรงผลัก แผ่นหินค่อย ๆ เคลื่อนตัว เผยให้เห็นช่องลับที่ซ่อนอยู่ด้านในพร้อมแสงสีอำพันจาง ๆ ที่เรืองรองออกมา
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาหยุดหายใจ
มันคือโครงกระดูกที่ยังคงสภาพสมบูรณ์โดยเฉพาะกระดูกสันหลังที่ถูกสลักอักขระแน่นขนัดราวกับตำราที่ยังมีชีวิต
ทันทีที่สายตาของเขาัักับอักขระเ่าั้ความเ็ปพลันพุ่งผ่านสมองภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาหลั่งไหลเข้ามาอย่างรุนแรงเขาเห็นบุรุษผู้หนึ่งคุกเข่าท่ามกลางเื—ปฐมฮ่องเต้เทียนอี้—เบื้องหน้าคือชายในชุดขาวผู้ยืนอย่างสงบนิ่งดวงตาเย็นเยียบราวไร้ความรู้สึก
เทียนเสียนคง
เสียงหนึ่งก้องขึ้นในความทรงจำนั้นราวกับมาจากอดีตกาล
“เ้าคิดว่าข้าจะภักดีต่อเ้าไปชั่วนิรันดร์หรือ…”
ภาพแตกสลายเทียนอวิ้นทรุดลงกับพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรงร่างกายสั่นเทาเมื่อหันกลับไปมองจารึกอีกครั้ง
เขาเริ่มอ่านและเริ่มเข้าใจ
นี่คือวิชา“สามคำสั่งบัญชาเซียน” วิชาที่ใช้ควบคุมยอดคนระดับย่างก้าววิถีเซียน
แต่ยิ่งอ่านสีหน้าของเขากลับซีดลง
คำสั่งนั้น…ไม่สมบูรณ์
คำสั่งแรกห้ามสังหารคนสกุลเทียนและห้ามทำลายแผ่นดินเทียนิโดยตรงทว่ากลับมิได้ห้ามทรมาน มิได้ห้ามบ่อนทำลายจากภายในช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ราชครูสามารถกัดกินอาณาจักรอย่างช้า ๆโดยไม่ผิดคำสั่งแม้แต่น้อย
ความจริงข้อนี้ทำให้หัวใจของเด็กชายเย็นเฉียบ
“สองร้อยปี…”เขาพึมพำ “เขาเล่นกับพวกเราเหมือนของเล่น…”
ทว่าในขณะที่เขากำลังเพ่งอ่านต่อสายตากลับสะดุดเข้ากับอักขระ่หนึ่งที่แตกต่างออกไป รอยสลักนั้นดูใหม่กว่าและไม่สมบูรณ์ราวกับถูกทำลายไปบางส่วน
“…จุติ…กลาง…ไร้วรรค…”
เทียนอวิ้นนิ่งงัน
นี่คือวิชาอะไรเหตุใดจึงถูกซ่อนไว้ที่นี่ และเหตุใด…จึงถูกทำลาย
คำถามยังไม่ทันก่อตัวเสร็จสมบูรณ์อากาศรอบกายกลับบิดเบี้ยวอย่างฉับพลันลมปราณอันทรงพลังแทรกเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเตือน กลิ่นหอมจาง ๆลอยมาก่อนที่ร่างในชุดขาวจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เทียนเสียนคง
“องค์ชายเก้า…”น้ำเสียงของเขานุ่มนวล “อยู่ที่นี่ลำบากหรือไม่”
หัวใจของเทียนอวิ้นกระตุกอย่างรุนแรงความเคยชินเกือบทำให้เขาคุกเข่าลง แต่ภาพความจริงที่เพิ่งรับรู้กลับฉุดรั้งเขาไว้
“ท่าน…มาที่นี่ทำไม”
ราชครูยิ้มบาง ๆก่อนก้าวเข้ามาใกล้ สายตากวาดมองจารึกเพียงชั่วครู่ แล้วหยุด
เพียงเสี้ยวลมหายใจ
แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนกลับเป็ปกติ
“ดูเหมือน…เ้าจะเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาเทียนอวิ้นทรุดลง หายใจติดขัด
“ความรู้นั้นบางครั้งก็เป็ภัย” น้ำเสียงยังนุ่มนวลแต่เย็นเยียบ“โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่อ่อนแอ”
เพียงสะบัดแขนเสื้อพื้นหินก็แตกร้าว จารึกบางส่วนพังทลายลงในพริบตา
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายเทียนอวิ้นรู้ดี—หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ ทุกอย่างจบสิ้น
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น
“ด้วยสิทธิ์แห่งสายเื…”
ลมปราณปะทุ
“บัญชาที่สอง—!”
แสงสีทองะเิออกอักขระลอยขึ้นกลายเป็โซ่ิญญาพุ่งเข้าหาเทียนเสียนคง
“ข้าสั่งให้ท่านรับข้าเป็ศิษย์ถ่ายทอดทุกสิ่งที่ท่านมี!”
โซ่สีทองพันธนาการดวงจิตของราชครู
ความเงียบงันตกลง
เทียนอวิ้นหอบหายใจเืซึมที่มุมปาก แต่แววตาไม่สั่น
“ท่าน…หนีไม่ได้แล้ว”
เทียนเสียนคงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก่อนยิ้มบาง
“ศิษย์…”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่า‘อาจารย์’ หมายถึงสิ่งใด”
เขายกมือขึ้นอักขระสั่นไหว
“เมื่อเ้าสั่งให้ข้าเป็อาจารย์ย่อมหมายถึงเ้ามอบ ‘สิทธิ์’ ให้ข้า”
แรงกดดันทับลงเทียนอวิ้นทรุดทันที
“สิทธิ์ในการสั่งสอน…ไม่ว่าจะโหดร้ายเพียงใด”
กระดูกลั่นเบา ๆ
“สิทธิ์ในการลงโทษ…”
เสียงยังเรียบ
“และสิทธิ์ในการตีความคำสั่ง”
บรรยากาศเย็นเฉียบ
“เ้าสั่งให้ข้าถ่ายทอดทุกสิ่ง…แต่ไม่ได้กำหนด ‘อย่างไร’”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ข้าจึงเลือกได้…ว่าจะสอนเ้าแบบใด”
แรงกดดันหายไป
เทียนอวิ้นหอบหนักแต่ยังจ้องกลับ
“แต่…ท่านก็ยังต้องสอนข้า”
ความเงียบ
ก่อนรอยยิ้มจะกว้างขึ้น
“ถูกต้อง”
เขาหันหลังเดินจากไป
“และข้าจะสอนเ้า…จนเ้าขอให้ตายเสียยังดีกว่า”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆเลือนหาย
เหลือเพียงเด็กชายบนพื้นหินเย็นเฉียบ
เขาเช็ดเืที่มุมปาก
ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ก็ลองดู…”
“ว่าใครจะทนได้มากกว่ากัน”