ณ ร้านบะหมี่ฉีซื่อ ในเมืองหลวง
ฉีซื่อกลับมาถึงเมือหลวงอย่างราบรื่นได้ร่วม4 วันแล้ว ยังคงง่วนอยู่กับการจัดของไม่เสร็จ เพราะจัดยังไงก็ไม่เข้าที่เข้าทางยังไม่ถูกใจเ้าตัวสักที ไม่สะดวกต่อการหยิบจับใช้งาน จัดแล้วจัดอีกก็ยังไม่ได้ดั่งใจจนบางทีก็พาลหงุดหงิดไปหมดซะทุกเื่ แต่ดีหน่อยที่รสชาติเคี่ยวน้ำแกงการทำบะหมี่ยังคงอร่อยเหมือนเดิม รสชาติไม่ได้ผิดเพี้ยนไปตามอารมณ์ของผู้ทำ
เมื่อ3 วันก่อน ฉีซื่อได้รับจดหมายจากท่านผู้เฒ่าและซิ่งเผิงคนละฉบับ โดยของซิ่นเผิงไม่มีรายละเอียดอะไรนอกจากแจ้งกำหนดส่งสินค้าและยอดราคาต่างๆเท่านั้นแต่ส่วนของท่านผู้เฒ่านั้น ได้เขียนมาเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่ฉีซื่อหนีกลับเมืองหลวงโดนไม่รออ๋องจินอู่ตามมาสมทบในตอนรุ่งสาง
...นายน้อยขอรับ ข้าน้อยได้ทำตามที่นายน้อยกำชับไว้แล้วทุกประการ แต่ทันทีที่ท่านผู้นั้นมาถึงเขาโกรธมากที่ท่านจากไปเช่นนี้ แถมยังสั่งคนให้ไปเดินค้นหาท่านทั้งเรือน แต่พอหาท่านไม่พบเขาก็จากไปทันทีส่วนสัมภาระของท่าน เขาไม่ยอมส่งมอบให้ เื่นี้ข้าต้องขออภัยนายน้อยด้วยขอรับท่านผู้นั้นมากับผู้ติดตามมากมาย ดูแล้วคงจะมีฝีมือไม่น้อย ขอให้นายน้อยระวังด้วยขอรับ...
ฉีซื่อเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าผลลัพย์จะออกมาเช่นนี้จึงไม่ได้ใมาก แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ จนป่านนี้อ๋องจินอู่น่าจะกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วแต่เพราะเหตุใดเขาถึงยังไม่มาปรากฏตัวให้เห็นเสียที เพราะด้วยนิสัยคนเอาแต่ใจแบบนี้ไม่น่าจะยอมรับการกระทำเช่นนี้ของฉีซื่อได้อย่างน้อยก็น่าจะมาต่อว่าหรือทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่เงียบหายไปเช่นนี้
“นายน้อยขอรับ พ่อค้าเครื่องเทศมาแล้วขอรับ นายน้อยจะพบหรือไม่” ตู้ตู้ เดินเข้ามาหาฉีซื่อในห้องครัว
“พบซิ เ้าพาเขามาพบข้าที่ห้องทำงานก็แล้วกันเอาขนมกับน้ำชาไปต้อนรับเขาด้วย” ฉีซื่อตอบอย่างไร้ความกังวล
.......................................
ที่ห้องทำงาน...
“เถ้าแก่ฉี รอบนี้ข้าเพิ่งกลับจากแถบชายแดน ได้เครื่องเทศชั้นยอดมาให้ท่านคราวนี้ท่านอยากจะได้สักเท่าไหร่”
“แล้วคราวนี้ท่านจะขายให้ข้าเท่าไหร่ เพราะถ้าแพงไปเกรงว่าจะซื้อได้ไม่มาก”
“เถ้าแก่ฉี ท่านอย่ากังวลไป ยังไงข้าก็ให้ราคาพิเศษแก่ท่านแน่นนอนเพราะท่านเป็ลูกค้าประจำของเรา” พ่อค้าเครื่องเทศตอบอย่างมันใจว่ายังไงฉีซื่อก็ต้องซื้อของของตนแน่นอนเพราะมันเป็เช่นนี้เสมอมา
...แพงเป็พิเศษละซิไม่ว่าทำมาเป็พูดว่าเครื่องเทศชั้นยอด ที่ไหนได้เป็ของไร้คุณภาพทั้งนั้น แถมมีฝุ่นมีเศษดิน เศษทรายปะปนมาด้วย ทำเอาข้าต้องล้างอยู่นานกว่าจะสะอาด ยังมีหน้ามาพูดหน้าไม่อายจริงๆ... ฉีซื่อก่นด่าพ่อค้าไร้ยางอายคนนี้ในใจเพราะถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด แต่ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมอีกแล้ว
“งั้นข้าขอดูสินค้าก่อนก็แล้วกัน” พูดจบฉีซื่อก็ลุกขึ้น บอกเป็นัยว่าให้พาไปดูสินค้า
เมื่อเดินออกไปทางหน้าร้านฉีซื่อก็ต้องตกตะลึงเพราะมีเกวียนขนสินค้าจอคอยู่ถึง3เล่ม สินค้าทั้งหมดล้วนเป็เครื่องเทศทั้งสิ้น เห็นทีพ่อค้าไร้ยางอายคนนี้คงจะเอามากดดันให้ตนนั้นรับซื้อหมดนี้แน่ๆเลย
“ข้าขอเปิดดูสินค้ากระสอบนี้หน่อย” ฉีซื่อเดินไปที่เกวียนแรกแล้วเลือกเอากระสอบที่อยู่ด้านในมาเปิดเพื่อจะดูสินค้า
“เถ้าแก่ฉี ถ้าท่านเปิดกระสอบ ท่านต้องรับซื้อนะขอรับและทำไมท่านไม่เอากระสอบบนสุดละ ทำเบบนี้ท่านจะลำบากเปล่าๆ”
“ไม่ลำบากเลย เพราะไม่ได้เป็คนยกลงมาเองเสียหน่อย” พูดจบ คนของฉีซื่อก็พากันมายกสอบที่้าแล้วเปิดออกมาดู
ทันทีที่เปิดออกก็ทำเอาพากับเบือนหน้าหนี หันไปจามคนละทีสองที เพราะภายในกระสอบนั้น เต็มไปด้วยฝุ่นตะลบ-อบอวนแถมยังไม่สะอาด ดูยังไงๆก็ไม่น่าจะใช่ของใหม่ของดี ของชั้นยอดอะไรเลย
“ที่ท่านบอกว่า เครื่องเทศชั้นยอด แบบนี้ท่านเรียกว่าชั้นยอดได้แล้วหรือ” ฉีซื่อหันมาถาม
“เถ้าแก่ฉี สินค้าเดินทางมาไกล กว่าจะถึงมันก็มีเปื้อนบ้างนิดหน่อย”
“นี่ไม่นิดนะ จากเครื่องเทศ1กระสอบพอเอาไปล้างทำความสะอาด น่าจะเหลือประมาณครึ่งกระสอบได้มั้ง แล้วแบบนี้ข้าจะรับซื้อในราคา1กระสอบได้อย่างไร”
“เถ้าแก่ฉีที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เพราะท่านไม่อยากได้ก็บอกมาตามตรง อย่ามา-กดราคาแบบนี้ข้าก็มีต้นทุนเหมือนกันในการหาของให้ท่าน” พ่อค้าไร้ยางอายเริ่มแสดงอาการไม่พอใจเมื่อโดนติเื่สินค้า เพราะที่ผ่านมาฉีซื่อไม่เคยขอดูของ ไม่เคยติเื่อะไรเลย แถมยังไม่เคยต่อราคาลงมามากขนาดนี้ด้วย
“ใครจะไปอยากซื้อกัน ซื้อข้าว 1 ชั่ง แต่ได้ครึ่งชั่ง” ตู้ตู้ ที่ยืนฟังมานานเริ่มทนไม่ไหว
“ได้ งั้นเถ้าแก่ฉีก็จ่ายค่าเสียหายมา แล้วข้าจะถือว่าการค้าครั้งนี้คือครั้งสุดท้าย” พ่อค้าไร้ยางอาย ยังไงยังไงก็ยังคงจะให้ฉีซื่อเสียเงินจนได้
“แต่สำหรับข้า การค้าครั้งสุดท้ายคือครั้งก่อนเด็กๆ ส่งแขก” พูดจบฉีซื่อก็เดินกลับเ้าร้านทันที
“ฉีซื่อ! เ้าเด็กเมื่อวานซืน! เ้ากล้าดียังไงมาหลอกลวงข้า ถ้าวันนี้เ้าไม่จ่ายค่าสินค้านี้ทั้งหมดข้าจะพังร้านเ้าซะ” ในที่สุดโจรในคราบพ่อค้าก็เผยตัวออกมาจนได้
“เอะอะเสียงดังอะไรกัน ใครจะพังร้านใคร บ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมายเลยรึไงกัน” เสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้น แม้ฉีซื่อจะไม่คุ้นหูนัก แต่ก็ทำให้ใจเต้นแรงเพราะในใจก็ยังหวังให้เ้าของเสียงนั้นเป็คนที่เขาเฝ้ารอ
“ตี้ไหลข่า...”ฉีซื่ออุทานเบาๆและผิดหวัง
“ฉีซื่อ! ในที่สุดข้าก็หาร้านเ้าเจอจนได้” ตี้ไหลข้าวิ่งเข้ามาทักทายอย่างดีอกดีใจ
“อืม...” ฉีซื่อตอบเบาๆก่อนส่งสัญญาณให้ตี้ไหลข่าหันไปทางด้านหลัง เพราะตอนนี้กลุ่มคนของพ่อค้ากำลังจะกรูกันเข้ามาแล้ว
“ทำไม! สหายข้าไม่รับซื้อสินค้าห่วยๆนั่นก็จะพังร้านอย่างนั้นหรือ พวกเ้าแป็นพ่อค้าหรือโจรกันแน่”ตี้ไหลข่าหันกลับไปต่อปากต่อคำแทนฉีซื่อทันควัน พร้อมทั้งยกดาบออกมาพาดไว้ที่บ่าขาอีกข้างยกขค้นวางบนเก้าอี้ วางท่าทางได้เหมือนนักเลงสุดๆ รูปร่างของตี้ไหลข่านั้นสูงใหญ่ พอๆกับอ๋องจินอู่ แต่จะบึกบึนกว่า ผิวคล้ำกว่าและพูดจาโผงผางเสียงดัง
“เ้า...เ้า...เ้าฉีซื่อตัวดี!” พ่อค้าไร้ยางอายไม่กล้าทำอะไร เพราะตอนนี้มีคนออกหน้าช่วยฉีซื่อ แถมคนยังเยอะกว่าจึงได้แต่ล่าถอยออกไป
เมื่อทุกอย่างสงบลงตี้ไหลข้าก็หันมาพูดคุยกับฉีซื่อปกติ โดยเขานั้นได้อธิบายว่า เขามาหาทำเลเปิดร้านอยากจะขายพวกเครื่องหอมกับกำยาน เลยอยากจะให้ฉีซื่อช่วยหาบ้าเช่าในฐานะที่เป็เ้าถิ่นทั้งคู่พูดคุยต่างแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่พักใหญ่จนใกล้จะถึงเวลาเปิดร้านในรอบเย็น
“นายน้อยขอรับ จวนจะถึงเวลาเปิดร้านแล้ว เย็นนี้นายน้อยอยากรับอะไรดีขอรับ” ตู้ตู้ เดินเข้ามาขัดจังหวะเพราะถึงเวลาอาหารเย็นของฉีซื่อแล้ว อีกเดี๋ยวถ้าร้านเปิดเขาจะไม่มีเวลาแม้แต่กินข้าว
“เอาบะหมี่น้ำให้ข้าก็พอ วันนี้ข้าไม่ค่อยหิวอาตี้ เ้าละอยากกินอะไร เดี๋ยววันนี้ข้าเลี้ยงเอง เป็การขอบคุณที่เ้าออกหน้าช่วยข้า”
“งั้นข้าไม่เกรงละนะ ข้าเอาเหมือนอาฉีเลย แต่ขอ2ชามนะ” ตี้ไหลข่าพูดจบ ตู้ตู้ก็เดินออกไปเตรียมของให้ทั้งคู่
“ร้านของเ้าขายดีมากเลย บางวันที่นั่งก็ไม่พอทำไมเ้าไม่ขยายร้านละ” ตี้ไหลข่าถามฉีซื่อ
“จริงๆข้ามีแผนจะขยายอยู่น่ะ อยากจะได้ร้านข้างๆนะแต่พอไปถามราคาดูแล้วข้าสู้ราคาไม่ไหวพอจะต่อรองขอเช่าเขาก็ไม่ยอม จะขายขาดอย่างเดียวเลย”
“ร้านข้างๆที่ขายพวกเครื่องประดับนั้นน่ะเหรอ ขายขาดก็ดีเ้าซื้อไว้เถอะ ยังไงก็คุ้มในระยะยาว” ตี้ไหลข้าแนะนำเพราะเขารู้สึกเสียดาย
“หากข้าซื้อต่อ ทุนที่มีเกรงว่าจะไม่พอไหนข้าจะต้องหาจ้างคนเพิ่ม ไหนจะปรับปรุงร้าน เลยคิดว่า อยากจะรออีกสักหน่อย”
“ข้าเข้าใจความคิดเ้าน่ะอาฉี แต่ข้าก็คิดอีกว่าบางอย่างมันรอไม่ได้”
“แต่ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้น่ะ”
“แต่ข้าช่วยเ้าได้น่ะ”
“ช่วยยังไง...” ฉีซื่อทวนคำตอบ
“ก็ให้ข้ามาเป็คู่ค้าเ้าไง แค่นี้เ้าก็มีเงินมากพอที่จะขยายร้านแล้วแถมเื่ปรับปรุงร้าน ให้คนของข้าจัดการก็ได้ พวกข้าก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง”
“แต่เ้ามาที่นี่เพื่อทำการค้าอย่างอื่น ทำแบบนี้จะมีปัญหาในภายหลังได้น่ะ” ฉีซื่อพูดอย่างมีความกังวล
“เื่นั้นไม่เกี่ยวเลย ข้ามาทำการค้าในนามของตระกูลแต่กับเ้า ข้าก็ใช้เงินส่วนตัวของข้าทำกิจกการร่วมกับเ้าไง ไม่มีปัญหาแน่นอน”ตี้ไหลข้าพูดอย่างอารมณ์ดี เพราะอยากให้ฉีซื่อเบาใจ
“เ้านี่รวยจริงๆเลยน่ะ แค่ทำการค้าไปมาระหว่างเมืองยังรวยขนาดนี้สงสัยข้าต้องลองทำบ้างแล้วละ” ฉีซื่อหยอกเย้ากลับ
“รวยที่ไหนกัน ข้าก็กลางๆ จะไปสู้คนข้างกายเ้าได้ไงคนนั้น ทั้งรวย ทั้งมียศฐาบรรดาศักดิ์ มีอำนาจคอยหนุนหลัง ข้าเทียบไม่คิดเลย” ตี้ไหลข่าพูดแซวเล่น แต่ใครจะคิดว่าการพูดเล่นนี้จะทำเอาฉีซื่อนั่งซึมทันที
“เขาไม่ใช่คนของข้า แล้วตอนนี้ พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว...”
“อาฉี!! นี่เ้า...ข้า...ข้าข้าขอโทษๆๆข้าไม่พูดแล้วๆๆ เปลี่ยนเื่ๆๆ” ตี้ไหลข่าใจนต้องรีบเปลี่ยนเื่คุยทันที
“เ้าอย่าคิดมาน่ะอาฉี ความรักก็เช่นนี้แหละ อย่าไปสนใจเลยน่าปวดหัว แต่อย่างน้อยเ้าก็มีข้า ข้านี่ไงจะเป็สหายที่ดีของเ้าแน่นอน สหายที่เป็สหายอย่างแท้จริง...”ตี้ไหลข่านำเสนอตัวเองอย่างหนัก
“...ไหนเ้าบอกจะเปลี่ยนเื่ไง...” ฉีซื่อท้วงขึ้นเพราะไม่อยากคิดถึงคนคนนั้นอีกแล้ว
“นี่ไงๆๆ...ข้ากำลังจะเปลี่ยนเื่แล้วนี่ไงขอข้าเกริ่นนำหน่อยซิ... ข้าแค่จะบอกว่า เรามาคุยเื่การค้าของเราดีกว่าว่าเราจะเริ่มจากตรงไหนดี”
“เริ่มจากเงินของเ้าไง”
“ฮ่าๆๆๆๆ แบบนี้ซิถึงจะเป็เ้า” ตี้ไหลข่าหัวเราะชอบใจ เพราะตอนนี้ฉีซื่อคนเดิมกลับมาแล้ว
“เ้าลงเงินกับข้าแบบนี้ก็เหมือนข้ายืมเงินเ้านะอาตี้”
“ไม่ ไม่เหมือนเลยสักนิด ยืมต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่นี่ไม่คิดน่ะดอกเบี้ย”
“แต่ข้าต้องแบ่งรายได้ให้เ้าอยู่ดี ตราบใดที่เราเป็คู่ค้ากัน”
“ถูกต้องเลยอาฉี แต่ส่วนที่ข้าได้ย่อมน้อยกว่าส่วนที่เ้าได้แน่นอนเพราะข้ามาทีหลัง ลงทุนแค่ส่วนต่อเติมขยายเท่านั้น”
“เ้าวางใจเถิด ข้าไม่เอาเปรียบเ้าแน่นอน”
“ข้ารู้ ดังนั้น เรามาช่วยกันทำให้ร้านของพวกเราเติบโตขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิมกันดีกว่า เอาให้ลือกระฉ่อนข้ามแคว้นไปเลย”
“อืม...เอาตามนั้นแหละ”ฉีซื่อตอบอย่างจนใจ เพราะตอนนี้ คู่ค้าของเขาช่างพลังงานเหลือล้นเหลือเกินส่วนเขานั้นแทบจะหมดแรง
“พวกเราทำได้อยู่แล้ว เพราะพวกเราคือ คู่ค้าคู่หู คู่คิด ใครๆก็ต้องอิจฉาเรา เชื่อซิ!”
ฉีซื่อนั่งกุมขยับกับประโยคชวนเชื่อแถมเพ้อฝันจริงๆสงสัยสหายคู่ค้าคนนี้น่าจะเมาบะหมี่อยู่แน่ๆเลย ฉีซื่อเองก็คงได้แต่เตรียมใจ เพราะคิดว่าต่อไปนี้ชีวิตคงไม่ราบเรียบแน่ๆ เพราะตอนนี้เขามีคนมาช่วยงานเพิ่ม ซึ่งก็เป็เื่ดีเพราะต่อไปนี้งานของฉีซื่อก็เยอะขึ้นอาจจะไม่ต้องต้มตื่นมาน้ำแกงเองทุกหม้อแล้ว อาจจะแค่ดูแลเื่คุณภาพก็พอ และคิดไปอีกว่าต่อไปอาจจะเพิ่มรายการอาหารเพิ่มด้วย อาจจะไม่ต้องเปิดขายเป็รอบแล้วก็ได้หวังว่าจะไปได้สวยอย่างที่คิด เมื่อก่อนอาจจะดูเป็ไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ เขามีคู่ค้าแล้วอะไรๆก็ย่อมอาจจะเป็ไปได้ 2คนคิด ย่อมดีกว่าคิดคนเดียวแน่นอน