ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 ความจริง (1)

            บรรยากาศเงียบสงัด

            ผ่านไปสามสิบวินาทีเต็ม หลิ่วซู่เหรินแสยะยิ้มยืนขึ้น ปรบมือเบาๆ“ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมจริงๆ ... นึกไม่ถึงว่าจ้าวอู๋เย่อย่างฉันจะถูกนายมองออกเรือล่มในคลองระบายน้ำ[1]เสียแล้ว ฉันซวยเอง”

            “แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายไม่เปิดเผยตัวตนตั้งแต่แรก?”

            “ง่ายมาก” สวีหยางอี้ควบคุมเปลวไฟไหลเวียนรอบมือไปพลางๆ“ฉันแค่อยากรู้ว่านายรู้มากแค่ไหน และถ้าหลิ่วซู่เหรินตัวจริงตายแล้วจริงๆนายน่าจะเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องความลับนี้”

            จ้าวอู๋เย่คลี่ยิ้ม “ถ้างั้น... สหายวัยรุ่นเอ๋ยนายไม่กลัวออกไปจากที่นี่ไม่ได้งั้นเหรอ?”

            คิ้วของสวีหยางอี้เลิกขึ้น “วัยรุ่น?!”

            “โทนเสียงโกหกคนไม่ได้หรอกนะ” จ้าวอู๋เย่แค่นเสียงหัวเราะ“นายเล่นละครสวมบทได้แยบยล แต่ลืมปรับโทนเสียงตัวเองให้เหมาะกับอายุไปนะ... ปรับเปลี่ยนรูปร่างใบหน้าไปอย่างพิถีพิถันแบบนี้ฉันเดาว่า... น่าจะเป็นอุปกรณ์พันมายาสินะ? เส้นสายหนุนหลังของสหายช่างไม่ธรรมดาจริงๆ... มีของล้ำค่าแบบนี้ติดมือด้วย แต่น่าเสียดายที่นายประมาทไปก้าวใหญ่...ทางที่ดีน่าจะหาด้วงสั่นพ้อง[2]ติดตัวมาด้วยนะ บางทีนายอาจคิดว่าพูดคุยกับมนุษย์ธรรมดาคงไม่จำเป็นยุ่งยากขนาดนี้ก็ได้สินะ?”

            มุมปากสวีหยางอี้รั้นขึ้น วินาทีต่อมารูม่านตาของจ้าวอู๋เย่หดเกร็งฉับพลันเปลวไฟควบตัวเป็นลูกบอลเพลิงและพุ่งเข้าใส่ตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว!

            “จงทำลาย!” ไม่ต้องยึกยักกันอีกต่อไป จ้าวอู๋เย่ตะเบ็งเสียงตะโกนแสงสีเหลืองพลันสว่างออกจากเขา เพียงพริบตาก็กลายเป็นหอกปราณเล่มยาวรับการโจมตีของลูกบอลเพลิง!

            สวีหยางอี้ตอนนี้มีพลังเวทสามกระบวนท่า เขามั่นใจว่าสามารถจัดการอีกฝ่ายที่เป็นผู้ฝึกตนอายุไม่น่าเกินสามสิบคนนี้ได้!

            ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็หนีไปได้อย่างปลอดภัย

            “ตู้ม!” เสียงระเบิดดังทั่วห้อง กระจกรอบด้านแตกกระจาย!คลื่นพลังไร้รูปทรงคล้ายระเบิดขนาดเล็กโจมตีจนรอบห้องยับเยิน!

            “เปาะ เปาะ!” เสียงดีดนิ้วดังขึ้นสองครั้งในเวลาเดียวกันม่านสกัดเสียงและการมองเห็นก็ปรากฏครอบคลุมพื้นที่ในรัศมีห้าสิบเมตรไม่ว่าสวีหยางอี้หรือจ้าวอู๋เย่นาทีนี้ดวงตาต่างพากันสะท้อนจิตสังหารออกมาอย่างเปิดเผยพวกเขาต่างอยากฆ่าอีกฝ่ายลงที่นี่ โดยไม่ให้ถูกตรวจสอบได้!

            “คลังร้อยศาสตรา...” จ้าวอู๋เย่เปล่งเสียงตะโกน สูดลมหายใจเข้าลึกกว่าปกติหนึ่งเฮือกในเวลาเดียวกันเนินอกและช่องท้องของเขาก็พองขยายเหมือนลูกโป่ง

            “กระบี่อมตะ!”

            หลังจากร่ายคำปลดปล่อย แสงสีเหลืองก็ส่องออกมาจากปากเขาอีกครั้ง แสงนั้นส่องออกมาคล้ายมังกรล่องนภาเพียงพริบตาก็กลายเป็นกระบี่ยาวราวสองเมตร!และพุ่งโจมตีเข้าที่หน้าอกสวีหยางอี้อย่างรวดเร็ว!

            “กระดองแห่งบาป!” สวีหยางอี้ไม่คิดดูถูกศัตรู เพราะครั้งแรกที่ประมือต่างฝ่ายต่างรู้ดี

            ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางทั้งคู่!

            “เคร้ง!” เสียงกระบี่กระทบโล่ดังกังวาน กระบี่พลันสลายเป็นอณูปราณสีเหลืองและอณูปราณนั้นกลับแตกต่างจากทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

            สว่าง ส่องแสงสุกสว่างยิ่งนัก สว่างจนยากจะลืมตา

            สวีหยางอี้หันหน้าหลบทันที ทันใดนั้นสัญชาตญาณอันฉับคมแจ้งเตือนคล้ายลั่นระฆังขึ้นกลางใจร่างกายพลันตอบสนองอัตโนมัติอย่างฉับไว!เสี้ยวพริบตาเขาก้มหลบลงพลันตวัดท่อนขาด้านซ้ายกลับไปด้านหลังเสียงกระอักดังขึ้นอุดอู้จากด้านหลังทันที

            จังหวะเมื่อครู่ตอนที่กระบี่สลายเป็นอณูแสง จ้าวอู๋เย่ย้ายร่างมาอยู่ด้านหลังเขาด้วยความเร็วเสี้ยวพริบตา!อัดแน่นพลังปราณเป็นคมแหลมสองข้างหมายแทงสวีหยางอี้จากด้านหลัง!

            “ให้ตายเถอะ...” สวีหยางอี้กัดฟันกรอดแม้พลังปราณของจ้าวอู๋เย่ไม่ทรงพลังเท่าตัวเองแต่ว่าประสบการณ์ต่อสู้ของอีกฝ่ายโชกโชนกว่าตัวเองยิ่งนักนี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการฝึกตนหลายสิบปีกับไม่กี่ปี

            มีเพียงขั้นจู้จีเท่านั้นที่สามารถใช้พลังเวทและพลังปราณต่อสู้ได้อย่างแท้จริงสำหรับขั้นเลี่ยนชี่ อย่างมากสุดคือใช้ทักษะร่างกายเสริมพลังปราณเข้าไปบ้างหรือพลังเวทเล็กน้อย

            “พยัคฆ์สยบกระเรียน!”พลังปราณทั่วร่างกายไหลเวียนไปรวมอยู่ที่ท่อนขาของสวีหยางอี้ เพียงชั่วอึดใจประหนึ่งท่อนขาของเขากลายเป็นคมมีดก็ไม่ปาน เตะเสยแหวกอากาศดัง “ฉับ”เลือดสดสาดกระจายไร้สัญญาณบอกกล่าว

            สวีหยางอี้ไม่มีทีท่าหยุดโจมตี ตอนที่จ้าวอู๋เย่มีเลือดพุ่งกระจายออกมาเขารับรู้ได้ถึงอณูแสงพลังปราณมากมายฟุ้งกระจายอยู่ทั่วห้องราวกับฝูงตั๊กแตนปรากฏขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณบอกกล่าวเช่นกัน!

            ลูกเตะเมื่อครู่คล้ายกับว่าเตะโดนรังผึ้งและตอนนี้ผึ้งก็แตกรังเรียบร้อยแล้ว!

            “บงกชเพลิงทศทิศ!” ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาไม่สนใจอณูแสงพลังปราณสักนิดเขารู้แค่ว่าถ้าสิ่งพวกนี้โดนตัวเขาขึ้นมา จะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่

            “โฮก!!!” มังกรเพลิงแดงฉานลำตัวเหยียดยาวหลายเมตรปะทุขึ้นรอบห้องพร้อมเสียงคำรามสะเทือนลั่นภายในเสี้ยววินาทีเผามลายอณูแสงพลังปราณเป็นฝุ่นผงในพริบตา

            ภายในห้วงประกายแสง ทั้งสองตั้งรุกตั้งรับกันเป็นหลายกระบวนท่า

            “ปั่ก... ปั่ก...” เสียงลูกเตะดังกระทบการ์ดป้องกัน สวีหยางอี้ถูกแรงสะท้อนดีดออกมาหนึ่งเมตรขณะนี้ทั้งสองยืนประจัญหน้าจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระวังตัว

            เสียงซู่ซ่าดังขึ้นทั่วห้อง นั่นเป็นเสียงอาวุธลับจำนวนมหาศาลทั้งดาวกระจาย และเคียวกงจักร... ที่ควบแน่นมาจากอณูปราณถูกเผาไหมอยู่ในเปลวเพลิง

            บงกชเพลิงทศทิศไม่มีวันดับจนกว่าเป้าหมายหมอดไหม้!

            ภายใต้สะเก็ดไฟกระเด็นส่องสว่างสะท้อนสีหน้าเหยเกของจ้าวอู๋เย่ออกมาอย่างเด่นชัด

            ทั้งสองจ้องตากันไม่กะพริบ

            สีหน้าของสวีหยางอี้นิ่งสงบ สีหน้าของจ้าวอู๋เย่สงบนิ่ง แต่กลับรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นกลางใจ!

            เขารู้ว่าสวีหยางอี้เป็นวัยรุ่น แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตึงมือขนาดนี้

            และยิ่งไม่คิดไม่ฝันว่ากระบวนท่าใหญ่ๆที่ปล่อยออกไปจะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้!

            โดยเฉพาะ... วิชาเวทกระบวนท่าสุดท้ายที่ใช้เมื่อครู่ พลังทำลายล้างของมันน่ากลัวจนตัวเขาเองก็หวั่นสะพรึงเช่นกัน

            “สหายต้องการสู้ให้ตายกันไปข้างงั้นเหรอ?” เขาเอ่ยถามสีหน้าเคร่งขรึม

            ทว่าภายในใจรู้สึกหลากอารมณ์ร้อนรนเหลืออื่นใดเปรียบ

            ก่อนหน้านี้จ้าวอู๋เย่ชิงถามและฆ่าหลิ่วซู่เหรินก่อนที่สวีหยางอี้จะมาถึงและสวีหยางอี้ก็มาพอดี ทำให้เขาหนีไปไม่ทัน แต่ก็เลยตามเลยเล่นไปตามบทใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ หมายล้วงข้อมูลจากสวีหยางอี้

            เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากพูด ก็รู้ทันทีว่าต้องใช้อุปกรณ์พันมายาแน่นอนตอนนั้นภายในใจก็เริ่มลั่นกลองถอยแล้วเพราะตัวเขาไม่อยากมีเรื่องกับผู้ฝึกตนที่ซื้ออุปกรณ์พันมายาได้ อย่าว่าแต่เขาเลยแม้แต่ตระกูลเขาที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่กล้ามีเรื่องด้วย

            นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะอ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกดังนั้นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาจากหัวเขาก็คือ ฆ่าทิ้งให้สิ้นซาก

            เขาคิดใช้ถ้าไม้ตายสังหารประจำตระกูลเป็นท่าแรกทันทีโดยกระบวนท่านี้มีชื่อเรียกว่า ‘จันทร์สามห้วง’เป็นกระบวนท่าสังหารต่อเนื่องประจำตระกูลที่สมบูรณ์ที่สุด เพียงหนึ่งกระบวนท่าประกอบด้วยวิชาเวทสามท่าต่อให้อีกฝ่ายจะตั้งรับ โจมตีกลับหรือหลบหนี กระบวนท่านี้ก็เอาอยู่

            แต่เขานึกไม่ถึงจริงๆ ... ว่าตัวเองจะจัดการเจ้าเด็กวัยรุ่นคนนี้ไม่ได้ทั้งๆ ที่เลื่อนชั้นบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางมาแล้วสิบปี!

            “มีเพียงคนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้” สีหน้าสวีหยางอี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงน้ำเสียงเยือกเย็นยิ่ง “หลังจากจัดการนายจนแพ้ราบคราบฉันคิดว่านายน่าจะยอมพูดสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาทั้งหมดด้วยความยินดี”

            ยโสโอหัง!

            เมื่อจ้าวอู๋เย่เข้าใจแล้วสถานการณ์จึงคลี่ยิ้ม “แบบนี้นี่เองถ้างั้นค่อยว่ากันหลังดวลเสร็จแล้วกัน”

            “คลังร้อยศาสตรา...” เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ กรงเล็บงอกจากนิ้วสิบนิ้วกันไว้ที่หน้าอก“หิมะพันภูผา”

            “พึบ... พึบ... พึบ...” มีดและดาบจากพลังปราณสิบเล่ม หลายสิบเล่มจนร้อยกว่าเล่ม! ปรากฏขึ้นด้านหลังจ้าวอู๋เย่ทันที!

            สังเวยชีพ!

            พลังปราณไหลเวียนทั่วร่าง กระบวนท่าสังเวยชีพเตรียมร่างกายพร้อมตั้งรับสวีหยางอี้รู้ดีว่าการต่อสู้เพียงเสี้ยวประกายแสงเมื่อครู่คือน้ำจิ้มต่อจากนี้คือของจริง เป็นช่วงเวลาวัดพลังที่แท้จริง

            สวีหยางอี้ค่อนข้างมั่นใจในพลังของตัวเองยิ่งนัก!

            “ฟู่!” เพลิงร้อนระอุปะทุขี้นที่มือแรงระเบิดพลังปราณและพลังเวทครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้ายิ่งนัก!

            “นี่มันสัตว์ประหลาดจากที่ไหนกันวะ?!” จ้าวอู๋เย่ทั้งตกใจทั้งโมโหเสียงของอีกฝ่ายยังละอ่อน แต่มีไม้ตายระดับนี้ได้อย่างไร?

            เขาไม่กล้าคิดเยอะ พลันสับมือสองข้างออกไปข้างหน้าทันที “จู่โจม!!!”

            “ฉึบ! ฉับ!” เสียงแหวกอากาศดังขึ้นต่อเนื่อง!มีดดาบอณูปราณหลายร้อยเล่มเสียดพุ่งเป็นเงายาวขาวนวลทับลงบนอากาศ แลดูคล้ายประกายสายฟ้าท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำ!

            “บงกชเพลิงทศทิศ!” ไม่ลังเลแม้แต่น้อย สวีหยางอี้วาดมือทั้งสองขึ้นมังกรเพลิงสองตัวทะยานออกมารับการกระหน่ำโจมตีจากห่าฝนคมดาบ!

            “ตู้ม!” วินาทีต่อมา แรงระเบิดของพลังปราณก็ปะทุขึ้นกลางห้องอย่างรุนแรง

            ครั้งนี้รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว! จนทั่วทั้งคฤหาสน์สั่นคลอน!

            เฟอร์นิเจอร์ไม้ กระจกเครื่องแก้วแตกกระจุยกระจายเกลื่อนกลาดพลังเวทของทั้งสองปะทะกันจนหักล้างหายไป!เหลือเพียงคลื่นพลังปราณอันรุนแรงกลางอากาศ!

            เป็นครั้งแรกที่จ้าวอู๋เย่รู้สึกเย็บวูบวาบขึ้นในใจ

            การต่อสู้ดูเหมือนสมน้ำสมเนื้อและดุเดือดเหนืออื่นใดแต่ตัวเขาสำเหนียกพลังตัวเองเป็นอย่างดี เขาใช้พลังเวทได้แค่สามท่าเท่านั้น

            ตอนนี้ ทั้งสามกระบวนท่าใช้ไปหมดแล้ว แต่กลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ทว่าอีกฝ่ายใช้แค่ท่าเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ พลังเวทเพียงท่าเดียวรับมือกับสามท่า!

            เขายังมีท่าไม้ตายท่าอื่นอยู่อีกไหม?

            ถ้าหากมี ฉันจะรับมืออย่างไร?

            ในใจเริ่มว้าวุ่นขึ้นมาแล้ว ในเสี้ยววินาทีที่พลังเวททั้งสองปะทะกันภายในหัวเขาไม่มีความคิดใดอื่น รีบควักยันต์สีขาวหนึ่งใบมาแปะที่ต้นขาตัวเองพลันหันหลังเตรียมหลบหนีอย่างไม่ลังเล!

            เจ้าเด็กคนนี้... มีทั้งเส้นสายหนุนหลังที่ไม่ธรรมดาซ้ำยังมีพลังความสามารถจนน่าตกใจ ขืนดันทุรังต่อสู้กับเขาต่อช่างเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย!

            เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เขาก็ลงมือหนีทันที

            “ฟุบ!” เงาร่างของเขาเคลื่อนไหวดั่งพายุหมุนภายใต้พลังเวทเสริมจากยันต์เทพบาทา ทำให้เคลื่อนไหวรวดเร็วเหลือเพียงเงาติดอากาศ

            ทว่าเพิ่งหนีได้สิบเมตรทั่วทั้งร่างเขาประหนึ่งเป็นรถยนต์ที่เหยียบเบรกกะทันหันหยุดชะงักทันที

            “แหมะ...” เหงื่อกาฬร่วงหล่นลงพื้นหนึ่งหยด ใบหน้าของจ้าวอู๋เย่เกร็งค้างเหงื่อเย็นขนาดเท่าเม็ดถั่วผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ปากอ้ากว้าง ตาเหลือกถลนร่างกายตรึงอยู่กับที่ไม่ขยับ

            รู้สึกถึงความเป็นความตายที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลัง

            มวลความเป็นความตายอย่างชัดเจนและท่วมท้นประหนึ่งด้านหลังของเขามีปีศาจน่าสะพรึงกลัวยืนอยู่!

            “ตึก... ตึก...” เสียงหัวใจเต้นระรัว เขารู้ตัวดี หากขยับแม้แต่ก้าวเดียวต้องตายลงที่นี่อย่างแน่นอน!

            มังกรเขียวสิงสถิต!

            ตอนที่บงกชเพลิงทศทิศพุ่งออกไป สวีหยางอี้ได้ร่ายเวทมังกรเขียวสิงสถิตเอาไว้แล้วและเมื่อบงกชเพลิงทศทิศรับเข้ากับพลังเวทของอีกฝ่ายจนเกิดแรงระเบิดขณะที่ภายในใจของจ้าวอู๋เย่มีแต่คิดหลบหนีทำให้อีกฝ่ายไม่ระวังพลังเวทที่ก่อตัวขึ้นใหม่และกำลังรวมตัวอยู่ที่หมัดของสวีหยางอี้

            มวลพลังกดดันวิญญาณสะท้านทรวงเล็งมาที่เขาอย่างแม่นยำ

            “คิดจะหนี?” เสียงวัยรุ่นชายดังมาจากด้านหลังเขากัดฟันด้วยความกลัวเจือความเจ็บใจ ถอนหายใจเฮือกยาวพลันยกมือทั้งสองข้างขึ้นกลางอากาศ“หยุดก่อนสหาย! ถ้านายหยุด ฉันจะบอกเรื่องที่นายอยากรู้ทั้งหมด!”

            ไม่นึกว่าอีกฝ่ายยังมีพลังเวทท่าอื่นอยู่อีก!

            เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง?!

            ฟังจากน้ำเสียงแล้ว อายุน่าจะไม่เกินสามสิบปี!เป็นอัจฉริยะจากตระกูลไหนกัน?

            สวีหยางอี้จ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างนิ่งเฉย เขาไม่คิดฆ่าอีกฝ่ายให้ตายเร็วๆตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            เพราะเรื่องอาวุธราชันย์ยังมีข้อสงสัยอีกเยอะแล้วอีกฝ่ายหาที่นี่เจอได้อย่างไร? ทำไมถึงอยากรู้เรื่องนี้?เป็นความบังเอิญงั้นเหรอ?

            สวีหยางอี้ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

            และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ... จิตสังหารที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เขาคิดจริง ถ้าเกิดเขาเป็นคนของฝู่หยุนเจินเหรินขึ้นมาล่ะ...

            ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ จ้าวอู๋เย่คนนี้ต้องตายสถานเดียว

            “อีกไม่นานตำรวจคงมาถึง” เสียงของสวีหยางอี้ดังมาจากด้านหลัง“ฉันให้โอกาสนายภายในสิบนาที”

            จ้าวอู๋เย่รู้สึกเจ็บใจราวกับหัวใจถูกกรีด

            ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะแกว่งเท้าเจอเสี้ยนตอใหญ่ขนาดนี้!

            แต่ว่า... เหตุผลที่เขาเดินทางมาที่นี่มันสยองขวัญเกินไป...เขาไม่อยากพูดมันออกไป!

            เขาครุ่นคิดชั่งใจอยู่ในใจ แต่สีหน้าเริ่มซีดเผือดเส้นเลือดตรงขมับกระตุกเป็นระยะ ปากอ้าพะงาบๆ แต่ไม่มีคำใดถูกเปล่งออกมา

            “สิบ” ขณะที่เขาลังเลอยู่นั้น น้ำเสียงเย็นชาก็ดังมาจากด้านหลัง

            ทำไงดี!

            เหงื่อกาฬไหลอาบเต็มหน้า

            “เก้า” สวีหยางอี้นับขึ้นอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

            “แก!” จ้าวอู๋เย่แผดเสียง ได้อย่างไร! ผ่านไปยังไม่ถึงสิบวิฯ เลย! ?

            แววตาของสวีหยางอี้ไร้อารมณ์ราวกับมองคนตาย “เมื่อถึงนาทีที่ศูนย์ฉันจะกระชากทะเลลมปราณของนายซะ”

            หัวใจจ้าวอู๋เย่เต้นระรัวรุนแรง!

            ช่างโหดร้าย... ทำลายทะเลลมปราณของผู้ฝึกตนสู้ให้ฆ่าให้ตายเสียดีกว่า!

            แต่ว่าเขามัวคิดต่อไม่ได้แล้ว เพราะนาทีต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงจากนรกไล่ตามหลังมาแล้ว

            “หนึ่ง!”

            อะไรวะ?

            แล้วนาทีที่แปด เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สองหายไปไหน! ?

            นาทีนี้ ใจเขาเย็นเฉียบดุจถูกแช่แข็งเขารับรู้ถึงพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังเดือดพล่านอยู่ด้านหลัง!

            “ศูนย์”

            “ก็ได้!”

            ช่วงวินาทีเป็นตาย เขาไม่มีทางเลือก ครั้นแล้วจึงตะโกนขึ้นเสียงสุดเสียง

            วินาทีต่อมา เขาเพิ่งรู้สึกหายใจโล่งคอได้ไม่นานพลังปราณคล้ายคลื่นสมุทรด้านหลังแต่ขนาดเท่ากำปั้นก็ซัดเข้ากลางหลังเขาทันที!

            พลังปราณดั่งคลื่นสมุทรม้วนตัวปะทุขึ้นด้านในร่างกายของเขา เลือดไหลทะลักกรอกปาก

            การโจมตีนี้ทำเอาเขาสูญเสียพลังต่อสู้ไปอย่างสิ้นเชิง!

            แต่กระนั้น เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา

            อีกฝ่ายไม่ได้ฆ่าเขา...

            แต่นี่เป็นพลังที่อีกฝ่ายลดลงมาแล้วงั้นเหรอ...

            “ยังมีเวลาอีกแปดนาที” สวีหยางอี้ยืนมองเขาด้วยสายตาเย็นชาอยู่ที่เดิม“โอกาสสุดท้ายของนาย”

            “...” เลือดลมเดือดพล่านกลางทรวงอก จ้าวอู๋เย่พยายามสะกดความเจ็บปวดลงพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ปากสูดอากาศหายใจเอาอากาศเข้าปอดสายตาจ้องมองสวีหยางอี้ไม่ขยับ “ฉันคือรองผู้นำตระกูลจ้าวจากมณฑลหลงซู่ชื่อว่าจ้าวอู๋เย่ ค่อนข้างมีชื่อเสียงในพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือ”

            ประโยคนี้ทำเอาสวีหยางอี้เหนือความคาดหมายอีกน้อย เขากวาดมองจ้าวอู๋เย่“รองผู้นำตระกูลงั้นเหรอ?”

            จ้าวอู๋เย่โมโหจนแทบกระอักเลือด!

            สายตาสงสัยแบบนี้มันหมายความว่าอะไร?

            ก็ได้ ก็ฉันพ่ายแพ้คามือนาย แต่อย่างน้อยนายก็น่าจะเคารพกันบ้างสิ...นายคิดว่าคนอื่นเป็นเหมือนนายทุกคนรึไง? อายุยังไม่ถึงสามสิบก็ใช้มหาพลังเวทได้ถึงสองกระบวนท่า...เตี่ยหรือตาแกเป็นจินตันเจินเหรินรึไงวะ? !

            แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ ผู้ชายด้านหน้าของเขาคือผู้ชนะของมณฑลหัวหน้ากองกำลังระดับ A ... ถ้าคนอย่างสวีหยางอี้มาแพ้ให้กับรองผู้นำตระกูลที่ไม่เป็นที่รู้จักในพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือพูดออกไปคงเป็นเรื่องน่าขำจนฟันร่วง

            เขาเดาผิดแล้ว

            พลังเวทที่สวีหยางอี้ใช้ได้มีสองกระบวนท่าที่ไหน มีสี่กระบวนท่าต่างหากเพียงแต่อีกสองท่ายังใช้ไม่ชินเท่านั้น

            พลังเวทก็แบ่งระดับขั้นเหมือนกัน เรื่องนี้จ้าวอู๋เย่ก็รู้ดีพลังเวททั้งสองท่าที่สวีหยางอี้ใช้ ไม่ใช่พลังเวทมายากลปาหี่ข้างถนนแน่นอนจะต้องเป็นสุดยอดพลังเวทล้ำเลิศแน่นอน!

            “ใช่” เส้นเลือดที่ขมับทั้งสองข้างปูดโปนจากความหงุดหงิดจ้าวอู๋เย่กัดฟันยิ้ม “เรื่องการตายของหลิ่วซู่เหริน ย่อมมีเหตุผลของมัน... สหายฉันมาที่นี่เป็นคนแรก ถ้าไม่ใช่ฉันอีกไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์จะต้องมีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีตามมาอย่างแน่นอน”

            “เพราะเขาโพสต์ของที่นายให้ไขปริศนาให้ลงอินเทอร์เน็ต”รอยยิ้มของจ้าวอู๋เย่แลดูเยือกเย็นยิ่ง “สำหรับคนธรรมดาคงไม่เป็นไรและตัวเขาเองก็ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าสิ่งนี้คืออะไรเขาจึงโพสต์ถามลงในเพจดังของกลุ่มนักสะสมวัตถุโบราณ ถ้าเขาโพสต์ในช่วงเวลาปกติคงไม่มีใครสนใจ แต่เขาดันโพสต์ผิดช่วงผิดเวลาของมหันต์...”

            สวีหยางอี้เลิกคิ้วเป็นเชิงให้พูดต่อ

            “รอก่อนแล้วกัน... สหาย...” จ้าวอู๋เย่เช็ดคราบเลือดที่มุมปากก่อนยิ้มอย่างโรคจิต “อีกไม่นาน โลกผู้ฝึกตนจะต้องเตรียมรับพายุลูกใหญ่...”

            สวีหยางอี้มองเขาด้วยสายตานิ่งเฉย ผ่านไปพักใหญ่จึงระบายยิ้ม“ถ้านายยังชักช้าอยู่แบบนี้ฉันรับประกันได้เลยว่าอีกประเดี๋ยวนายจะได้เห็นพายุลูกใหญ่ที่แท้จริง”

            จ้าวอู๋เย่กลืนเลือดที่คั่งอยู่ในปากลงคอ พยายามสะกดความโมโหลง“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน...”

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] เรือล่มในคลองระบายน้ำ หมายถึงเกิดปัญหาในแผนการที่มั่นใจว่าควบคุมได้

    [2] ด้วงสั่นพ้อง (ศัพท์แสง) หมายถึงด้วงที่สามารถรับรู้ระดับตบะของเป้าหมายได้

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน