เว่ยหยางในหมอกเมื่อเมืองที่หนีจากมีคำตอบที่ไม่เคยถาม
หรือรอยเท้าในหิมะไม่เคยหาย มันแค่รอให้เ้าของกลับมาเหยียบซ้ำ
ว่ากันว่า"มีเมืองบางแห่งในโลกนี้ที่ไม่ยอมลืมคนที่จากไป มันเก็บทุกอย่างไว้ เสียงก้าวเท้ากลิ่นอาหาร รอยยิ้มข้างถนน และเมื่อคนนั้นกลับมาเมืองก็บอกว่า ข้ารู้ว่าเ้าจะกลับมา ข้าแค่รอให้เ้าพร้อม"
☽อารัมภบทก่อนที่หมอกเว่ยหยางจะเล่าความจริง ☽
เย่เซิ่นอวี๋ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเว่ยหยางนั้นเป็รุ่งเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง
เขาอายุสิบห้าปี เท้าเปล่าเสื้อผ้าที่ขาดตรงไหล่ขวา ถุงผ้าที่ใส่ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกแขวนอยู่บ่าข้างเดียว
เขาหันหลังให้เมืองและเดินออกไป ไม่หันกลับสาบานว่าจะไม่หัน
และเขาก็ไม่หัน มาสิบปี
แต่ตอนนี้
เมื่อม้าทั้งสองตัวเดินขึ้นเนินเล็กๆและเว่ยหยางปรากฏอยู่เบื้องหน้า กลางหมอกจางๆ ของเช้าฤดูหนาวเมืองที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก กำแพงหินสีเทาที่มีคราบฝนเก่าๆประตูเมืองสีน้ำตาลแดงที่ทาสีใหม่แต่ยังจำรูปทรงได้
เซิ่นอวี๋หันมองมัน
และมันก็มองกลับมา
☁ประตูเมืองและตลาดเก่า ☁
เว่ยหยาง เช้าวันที่ห้าของการเดินทาง
ประตูเมืองเว่ยหยางเปิดั้แ่ไก่โห่ทหารยามสองคนยืนอยู่สองข้างในท่าทางที่บอกว่างานนี้ทำมาหลายปีแล้วและไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป
จนกระทั่งม้าสองตัวเดินผ่านเข้ามา
ทหารคนหนึ่งมองเซิ่นอวี๋ แค่มองผ่านๆแบบที่มองคนแปลกหน้าทั่วไป
แต่ทหารอีกคนมองนานกว่านั้น
เซิ่นอวี๋สังเกตเห็น แต่ไม่แสดงว่าสังเกตเห็น
"มีคนจำท่านได้" หลิงซางพูดเบาๆเมื่อขี่ม้าเลยประตูไปแล้วพอสมควร
"ข้ารู้" เซิ่นอวี๋ตอบ เสียงราบเรียบ "ในเมืองเล็กๆคนไม่ลืมหน้ากัน โดยเฉพาะหน้าที่เคยเป็ข่าว"
"ข่าวอะไร"
เซิ่นอวี๋หยุดม้าตรงหัวมุมถนนมองทิวทัศน์ของตลาดเช้าที่กำลังเริ่มคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าที่กำลังกางแผงของกลิ่นโจ๊กร้อนและขนมจีบลอยออกมาจากร้านข้างถนน เสียงเด็กๆที่วิ่งเล่นก่อนที่พ่อแม่จะตื่นขึ้นมาตามตัว
"ตอนข้าอายุสิบสาม" เขาพูดช้าๆ "ข้าพยายามนำหลักฐานพิสูจน์แม่ไปให้เ้าหน้าที่ท้องถิ่นพวกเขาไม่รับฟัง ข้าก็..." รอยยิ้มข้างมุมปากปรากฏขึ้นแต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถึงตา "ข้าทำสิ่งที่เด็กอายุสิบสามที่โกรธและสิ้นหวังจะทำ"
"อะไร"
"ลักหลักฐานออกมา เผยแพร่ให้คนในตลาดรู้เขียนชื่อเ้าหน้าที่บนผนังศาลากลาง" เขาพูดเรียบๆราวกับเล่าเื่ของคนอื่น "พวกเขาจับข้าไม่ได้เพราะข้าวิ่งเร็วกว่าแต่ั้แ่นั้นคนในเว่ยหยางก็รู้จักชื่อเย่เซิ่นอวี๋ในฐานะ..."
"โจรเด็กที่สร้างปัญหา" หลิงซางพูดต่อให้
"และสิบปีที่ผ่านมาข้าไม่ได้กลับมาแก้ภาพนั้น" เซิ่นอวี๋ขยับม้าต่อ "ดังนั้นภาพนั้นยังอยู่"
หลิงซางขี่ม้าตามเงียบๆ
"ท่าน้าแก้ภาพนั้นไหม" เขาถามหลังจากผ่านไปสักพัก
"ไม่ใช่สิ่งที่ข้ามาทำ" เซิ่นอวี๋ตอบ "ข้ามาหาความจริงถ้าความจริงที่ได้มาเปลี่ยนภาพนั้นด้วย ก็ดี ถ้าไม่ ก็ไม่เป็ไร"
"ท่านพูดราวกับว่าชื่อเสียงไม่สำคัญ"
"ชื่อเสียงสำคัญกับคนที่้าอยู่ในสังคมนั้น" เซิ่นอวี๋มองไปข้างหน้า "ข้าไม่ได้อยู่ในสังคมไหนนานพอที่จะต้องกังวล"
หลิงซางนิ่งอยู่กับคำนั้น
ได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นความเดียวดายที่พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาหาที่พักที่โรงเตี๊ยมริมแม่น้ำชื่อ"หมอกเงิน" ซึ่งเซิ่นอวี๋รู้จักจากเดิมเ้าของเป็หญิงชราที่มองเซิ่นอวี๋เมื่อเข้ามาด้วยแววตาที่จำได้ แต่ไม่พูดอะไรเพียงแต่รับเงินค่าห้องและบอกว่าอาหารเช้าพร้อมเมื่อไก่โห่
ห้องสองห้องติดกันหน้าต่างมองออกไปยังแม่น้ำที่มีหมอกลอยอยู่ผิวน้ำในตอนเช้า
เมื่อจัดของเรียบร้อยแล้วเซิ่นอวี๋เคาะประตูห้องหลิงซาง
"ข้าจะพาท่านหมอไปดูสถานที่ก่อน"
"สถานที่ไหน"
"สถานที่ที่ข้าต้องไปถ้าจะเริ่มสืบ" เซิ่นอวี๋พูด "ตลาดเก่า"
???? ตลาดเก่าและสิ่งที่ทั้งสองจำได้คนละแบบ????
ตลาดเก่าของเว่ยหยางตั้งอยู่ใจกลางเมืองล้อมรอบด้วยอาคารเก่าแก่ที่บางหลังน่าจะสร้างมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นทวดกระเื้ัคาสีเขียวที่มีตะไคร่ขึ้นตามขอบเสาไม้ที่แกะสลักลายดอกไม้จนลึกเข้าไปในเนื้อไม้
แต่ในตอนเช้าของวันตลาด มันยังคึกคักเหมือนเดิม
พ่อค้าขายผ้า พ่อค้าขายยาแม่ค้าขายขนมพื้นเมือง เสียงต่อรองราคาที่ดังชัดเจนกว่าเสียงอื่นทั้งหมดกลิ่นปลาแห้งและดอกไม้สดที่อยู่ข้างกันโดยไม่ได้สนใจว่าจะเข้ากันหรือไม่
เซิ่นอวี๋เดินในตลาดด้วยก้าวช้าๆ
ไม่ใช่เพราะระวังแต่เพราะสายตาของเขากำลังมองหาบางสิ่งมองหาในแบบที่คนอื่นจะเห็นว่าเขาแค่เดินเที่ยวแต่หลิงซางที่เดินเคียงกันรู้ว่าไม่ใช่
"ท่านกำลังมองหาอะไร" หลิงซางถามเบาๆ
"คนที่รู้จักข้า" เซิ่นอวี๋ตอบ "ในตลาดแบบนี้มักมีคนที่รู้ทุกเื่แต่ไม่พูดจนกว่าจะไว้ใจถ้าข้าหาคนนั้นเจอก่อนที่ข่าวการมาของข้าจะแพร่ออกไปมากกว่านี้—"
เขาหยุด
เพราะมีเสียงดังขึ้นจากร้านขายของเล่นไม้ข้างทาง
"เซิ่น!"
เสียงนั้นเป็ของเด็กชายอายุราวสิบขวบที่แว่นออกมาจากหลังแผงของมองเซิ่นอวี๋ด้วยตาเบิก
เซิ่นอวี๋หยุดหันมอง
เด็กชายนั้นวิ่งกลับเข้าไปในร้านเสียงร้องเรียกดังขึ้น
"พ่อ! พ่อ! คนนั้นที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง!เขากลับมาแล้ว!"
เสี่ยว ตัวิ อายุสี่สิบกว่าปี ผมหยิกตาเล็กแต่คม ร่างกลมกลึงแบบพ่อค้าที่กินข้าวดีและนอนหลับสบายเดินออกมาจากร้านด้วยท่าทางที่ไม่รีบ
มองเซิ่นอวี๋
จากนั้นก็ทำหน้าที่แปลกออกไป ครึ่งหน้าอยากยิ้มครึ่งหน้าอยากตำหนิ
"สิบปี" ชายชื่อตัวิพูด เสียงหนักๆ "เ้าหายไปสิบปีโดยไม่ส่งข่าว"
"ข้าส่งข่าว" เซิ่นอวี๋ตอบ "ส่งทางนกพิราบสองครั้ง"
"นกพิราบ" ชายนั้นทำหน้าไม่พอใจ "สองครั้งในสิบปีนั่นไม่นับ"
"ตัวิ"
"อะไร"
"ข้ากลับมาแล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ
ชายชื่อตัวิมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บ่นพรึมพรำออกมาเสียงที่บ่งบอกว่าโกรธอยู่ไม่ได้จริงๆ
"เข้ามาในร้าน" เขาบอก "ทั้งสองคน" สายตาเลื่อนมาที่หลิงซางประเมินในวินาทีเดียว จากนั้นก็พยักหน้า "เพื่อนท่านดูเป็ที่พึ่งได้"
หลิงซางไม่รู้ว่านั่นเป็คำชมหรือเปล่าแต่เดินตามเข้าไป
ร้านขายของเล่นไม้ของตัวิใหญ่กว่าที่เห็นจากด้านนอกของวางเรียงั้แ่พื้นจรดเพดาน ตุ๊กตาไม้ ม้าหมุน กล่องดนตรีเล็กๆสัตว์แกะสลักชนิดต่างๆ และที่มุมหนึ่ง มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับ"นั่งคุยงาน" ซึ่งน่าจะถูกใช้บ่อยกว่าการขายของเล่น
"เ้ากลับมาเพราะอะไร" ตัวิเทชาให้ทั้งสองคน พูดตรงๆแบบที่รู้ว่าวนไปก็ได้คำตอบเดิม
"คดี" เซิ่นอวี๋ตอบ "พิษที่ใช้โจมตีขุนนางในฉางอันแหล่งที่มาน่าจะอยู่ที่นี่"
"สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ"
"ท่านรู้แล้ว"
"ข้าอยู่ที่นี่สิบปีที่เ้าไม่อยู่" ตัวิพูด "ข้าได้ยินทุกอย่าง" เขาหยุด น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย"รวมถึงเื่ที่มีคนเข้าไปในสำนักวิชาแพทย์และขโมยบันทึกเมื่อเดือนที่แล้ว"
หลิงซางวางถ้วยชาลง "ขโมยบันทึกอะไร"
"บันทึกสูตรยาโบราณ" ตัวิมองหลิงซาง "และท่านคือ...?"
"อู๋หลิงซาง" หลิงซางตอบ "แพทย์จากฉางอัน"
ตัวินิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"อู๋หลิงซาง" เขาพูดซ้ำ ราวกับลิ้มรสชื่อนั้น "ตระกูลอู๋จากฉางอัน" เขาหันมามองเซิ่นอวี๋ "เ้าเลือกเพื่อนร่วมทางได้น่าสนใจ"
"หมายความว่าอะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
ตัวิยกถ้วยชาดื่ม ไม่ตอบทันที
"บันทึกที่ถูกขโมยไปนั้น" เขาพูดในที่สุด "ในรายการของที่หายไปมีอยู่รายการหนึ่งที่ผู้อำนวยการสำนักพยายามปิดเงียบไว้เพราะถ้าข่าวออกไปจะอาย"
"อะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"สำเนาตำราสูตรพิษโบราณที่ตระกูลอู๋ฝากไว้" ตัวิพูด มองหลิงซางตรงๆ "หายไปพร้อมกับบันทึกอื่นๆ"
ห้องเงียบสนิท
หลิงซางมือกำแน่นบนโต๊ะ ใบหน้าไม่เปลี่ยนแต่เซิ่นอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศรอบตัวเขาอุณหภูมิลดลงเล็กน้อย ไม่มากพอให้คนอื่นสังเกต แต่มากพอให้รู้ว่า
นี่ไม่ใช่แค่คดีอีกต่อไป
???? หลุมฝังศพและคำพูดที่ไม่้า ????
บ่ายวันเดียวกัน
ตัวิบอกพวกเขาอีกหลายอย่างชื่อของคนที่น่าสงสัยในสำนักวิชาแพทย์ เส้นทางที่ใช้ลำเลียงของออกจากเมืองและชื่อของขุนนางท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยในฉางอัน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากร้านตัวิเรียกเซิ่นอวี๋ไว้
"เซิ่น" เสียงเขาเงียบลงเด็กชายลูกชายถูกส่งออกไปข้างนอกก่อน "หลุมของแม่เ้าข้าดูแลไว้ให้ตลอด"
เซิ่นอวี๋หยุดนิ่ง
"ขอบคุณ" เขาพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบจนเกือบสมบูรณ์แบบ
"เ้าจะไปดูไหม"
"...ยังไม่" เซิ่นอวี๋ตอบช้า "ข้าจะไปหลังจากทำงานเสร็จ"
ตัวิพยักหน้า ไม่บังคับ
เย็นวันนั้น
หลิงซางกลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อน มีกระดาษที่ต้องทบทวนมียาที่ต้องตรวจสอบสต็อก มีความคิดที่ต้องจัดเรียง
เซิ่นอวี๋บอกว่าจะมาทีหลัง
แต่เขาไม่ได้กลับมาทันทีหลังจากนั้น
หลิงซางนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องของตัวเองจดบันทึกสิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามโดยที่ยังไม่ได้ยินเสียงประตูห้องถัดไปเขาก็รู้ว่าเซิ่นอวี๋ไปที่ไหน
เขาลุกขึ้น สวมเสื้อคลุม ออกไป
สุสานชายแดนตั้งอยู่ที่ขอบตะวันออกของเว่ยหยางไม่ห่างมากนัก เดินเท้าสิบห้านาที
หลิงซางพบเซิ่นอวี๋ที่หน้าหลุมศพเก่าหลุมหนึ่งแผ่นหินเล็กๆ ที่ตัวิดูแลไว้ดีจริงๆมีดอกไม้สดวางอยู่ตรงหน้าซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพิ่งวางมาไม่นาน
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่บนหินแบนข้างหลุมหัวเข่ากอดชิดอก มองหน้าหินที่จารึกชื่อที่ตัวิคงเป็คนสลักให้
ไม่รู้ว่าอยู่มานานแค่ไหนแล้ว
หลิงซางไม่ถาม ไม่พูด
เดินเข้าไปและนั่งลงบนหินข้างๆ เขา
ความเงียบของสุสานในยามเย็นนั้นต่างจากความเงียบอื่นมันเป็ความเงียบที่มีน้ำหนัก แต่ไม่ใช่น้ำหนักที่กดทับมันเป็น้ำหนักแบบที่ดินที่ดีมี มั่นคง และยอมรับทุกสิ่ง
พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันนาน
"แม่ข้าชื่อเย่ อานิ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นในที่สุดเสียงเงียบมาก "เธอตั้งชื่อข้าว่าเซิ่นอวี๋ เพราะเธอบอกว่าวันที่ข้าเกิดฝนตกหนักมากแต่ท้องฟ้ายังมีดวงอาทิตย์อยู่ด้วยเธอบอกว่านั่นหมายความว่าข้าจะเป็คนที่หาทางออกได้แม้จะอยู่ในที่มืด"
หลิงซางฟัง
"ข้าไม่รู้ว่าเธอถูกไหม" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "แต่ข้าพยายามทำให้เธอถูก"
"เธอถูก" หลิงซางพูด เสียงชัดเจน ไม่ลังเล
เซิ่นอวี๋หันมามอง
"ท่านไม่จำเป็ต้องพูดเพื่อปลอบใจ"
"ข้าไม่ได้ปลอบใจ" หลิงซางตอบ "ข้าบอกสิ่งที่เห็นท่านหาทางออกในทุกสถานการณ์ที่ข้าเห็นมา ในป่าเมื่อวานก่อน ในตลาดวันนี้ในทุกการสนทนาที่ดูเหมือนจะไปต่อไม่ได้ ท่านหาได้เสมอ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขานาน
จากนั้นก็หันกลับไปมองหน้าหิน
"ข้าจะพิสูจน์ให้ได้ว่าเธอตายเพราะใคร" เขาพูดเบาๆ ราวกับพูดกับแผ่นหิน "ข้าสัญญา"
ลมเย็นพัดผ่าน
หลิงซางมองดอกไม้สดที่วางอยู่หน้าหลุมไม่รู้ว่าตัวิวางไว้หรือว่าเซิ่นอวี๋แวะซื้อมาระหว่างทาง แต่มันอยู่ที่นั่นสดและสะอาดในความเย็นของบ่ายฤดูหนาว
มือข้างหนึ่งของเขาขยับออกไปเล็กน้อยวางลงบนพื้นหินข้างเซิ่นอวี๋ ไม่ัั ไม่ถึงกัน แค่วางอยู่ใกล้ๆ
ในแบบที่บอกว่า
ข้าอยู่ที่นี่
เซิ่นอวี๋มองมือนั้น ไม่พูดอะไรแต่ไหล่ของเขาหย่อนลงเล็กน้อย สิ่งที่เกร็งอยู่ตลอดวันคลายออก
ทั้งสองนั่งอยู่จนพระอาทิตย์ตก
???? สำนักวิชาแพทย์และร่องรอยที่หลงเหลือ????
วันรุ่งขึ้น สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ
สำนักวิชาแพทย์กลางเหนือตั้งอยู่บนเนินเล็กๆทางเหนือของตลาด อาคารหลักเป็อาคารไม้สองชั้นที่ดูเก่าแก่แต่ดูแลรักษาดีสวนสมุนไพรข้างหลังกว้างพอที่จะปลูกพืชนับร้อยชนิด
หลิงซางขอเข้าพบผู้อำนวยการในฐานะแพทย์จากฉางอันซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีเกินคาด
ผู้อำนวยการิ เ้าหยิน ชายวัยหกสิบต้นๆ ผมขาวสะอาดท่าทางอ่อนน้อมเกินความจำเป็ซึ่งหลิงซางสังเกตเห็นทันทีว่าเป็อาการของคนที่กำลังซ่อนบางสิ่งหรือกังวลบางสิ่ง
เซิ่นอวี๋มาด้วยในฐานะผู้ช่วยอีกครั้ง
"ท่านหมออู๋มาเยี่ยมสำนักเพื่ออะไรหรือ" ผู้อำนวยการถามด้วยน้ำเสียงที่ฝึกมาดี
"ข้า้าตรวจสอบสำเนาตำราบางเล่มที่ตระกูลข้าฝากไว้" หลิงซางพูดตรงๆ "มีข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับการจัดการกระดาษ"
ผู้อำนวยการยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแข็งเล็กน้อย
"แน่นอน ท่านหมอ เชิญทางนี้"
ห้องสมุดของสำนักอยู่ชั้นบนหนังสือเรียงเป็ระเบียบบนชั้นสูงมีกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกที่หลิงซางชอบั้แ่เด็ก
ผู้อำนวยการพาเขาไปยังชั้นที่เก็บกระดาษที่ฝากไว้จากตระกูลต่างๆ
กล่องของตระกูลอู๋ยังอยู่ ผนึกยังครบแต่เมื่อหลิงซางหยิบขึ้นมา
น้ำหนักเบากว่าที่ควร
เขาแกะผนึกออก เปิดฝา
ข้างในมีหนังสือสองเล่มแต่ที่ควรมีทั้งหมดสามเล่ม
"ตำราเล่มที่สาม" หลิงซางพูดเงียบๆ มองผู้อำนวยการ
ชายชราซีดลงเล็กน้อย
"ท่านผู้อำนวยการ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นจากมุมห้องเสียงเรียบแต่มีน้ำหนัก "ข้ารู้ว่ามีการขโมยบันทึกเมื่อเดือนที่แล้วข้าไม่ได้มาเพื่อตำหนิสำนัก ข้ามาเพื่อหาข้อมูลว่าใครขโมยและนำไปที่ไหนถ้าท่านช่วยได้ เื่นี้จะจบอย่างเงียบๆ"
ผู้อำนวยการมองเซิ่นอวี๋ จากนั้นมองหลิงซาง
"ท่านผู้ช่วยนี้..."
"เชื่อถือได้" หลิงซางพูดสั้น
ผู้อำนวยการนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะดูเหนื่อยกว่าตอนต้น
"คืนนั้นมีคนเข้ามาในสำนักโดยไม่มีใครเห็น" เขาพูดช้าๆ "ข้าไม่รู้ว่าเป็ใครแต่รู้ว่าคนนั้นรู้ว่ากล่องของตระกูลอู๋อยู่ที่ไหนและมีอะไรในนั้นเพราะข้าของอื่นๆ ที่หายไปนั้นเป็เพียงฉากบังตา สิ่งที่คนนั้น้าจริงๆคือตำราของตระกูลอู๋"
"มีใครรู้ว่าตำรานั้นอยู่ที่นี่บ้าง" เซิ่นอวี๋ถาม
"นอกจากข้าและผู้ช่วยสองคนที่ไว้ใจ..." ผู้อำนวยการหยุด "มีคนมาถามเื่นี้เมื่อสามเดือนก่อน"
"ใคร"
"คนของขุนนางเว่ย เส้าหลิน"
♥️น้ำค้างที่รู้ว่าตัวเองอยู่บนใบไม้ใด ♥️
"น้ำค้างในยามรุ่งสางไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน รู้แค่ว่าตอนนี้อยู่ที่นี่ บนใบไม้ใบนี้ และนั่นก็คือทั้งหมดที่จำเป็
ในเว่ยหยางที่พวกเขาจากมา มีบางสิ่งที่ถูกปล่อยวางและในฉางอันที่กำลังจะกลับไป มีบางสิ่งที่รอเผชิญ
แต่ในระหว่างทางนั้น มีม้าสองตัวที่เดินเคียงกันมีแสงบ่ายที่ตกลงบนหิมะ
♥️และมีความเงียบชนิดหนึ่ง ที่ทั้งสองรู้ว่าไม่ต้องเติมด้วยคำพูด" ♥️
..สุสาส์นราคะ...