ล้ำฟ้าก้าวเดินออกไปยืนหน้าปากถ้ำำ แล้วหันกลับมาเอ่ยกับผู้นำทุกคน
" ป่านี้เหมาะนักที่จะทำการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะเป็ยอดคน ผู้ทรงศีล ผู้บรรลุธรรม หรือผู้จะฝึกฤทธิ์ เหล่าพวกเราแต่ก่อนนานมา ก็นอบน้อม และมีจิตเมตตาต่อผู้มาเยือน โดยเฉพาะมนุษย์ เพราะมนุษย์มีลักษณะพิเศษ เหมาะสมแก่การเรียนรู้ธรรมชั้นเลิศ พวกเราเฝ้ามองมนุษย์หลายคน ผ่าน่เวลายาวนาน
คนแล้วคนเล่าที่บรรลุ หลุดพ้น ทำให้เราเคารพและให้เกียรติพวกเขามาก
จนเกิดเป็ธรรมเนียมทั่วผืนป่า ว่า... ให้พวกเราสัตว์หิมพานต์ จำแลงกายเป็ดั่งมนุษย์ โดยปกติ เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนผู้ทรงศีล เพื่อเป็การเข้าถึงความเป็มนุษย์ และพวกเราบางตน ก็พร้อมจะฝึกฝนสมาธิ ฝึกฝนกรรมฐาน เพื่อจะได้บารมีตามวาสนาของแต่ละตน
แต่แล้ว.... กาลหนึ่ง ได้มีมนุษย์ผู้ลุ่มหลงในมนตรา ในกิเลส ฝึกฝนด้านมืดของการบำเพ็ญ เป็ผู้ฝักใฝ่ในมนต์ดำทางมืด ซึ่งพวกเ้าที่นั่งอยู่นี้ บางตน อยู่ในเหตุการณ์นั้น...
เหตุการณ์ที่ข้ามีโอกาสจะปลิดชีพมัน แต่พวกเ้ากลับให้ข้าเมตตา ปล่อยมันไป ด้วยหวังใจจะให้มันสำนึก บัดนี้มันกำเริบคิดการใหญ่ ไปครองใจ ครองสติของชิษณุวายุ
จากหนึ่งเป็สอง จากสองเป็สาม ยั่วยุ ยุยงให้หล่ยเผ่าพันธุ์ต้องแตกแยก ข้าหวังให้พวกท่าน.. พวกท่านทั้งหลาย... ได้มานั่งปรึกษากันเื่นี้ หาใช่มานั่งเพื่อบอกว่าเฝ้าดูเหตุการณ์
มันถึงเวลาแล้วที่เราจะเตรียมพร้อมด้านกำลังรบบ้าง ไม่ใช่มองแง่ดีว่าจะสันติยั่งยืนตลอดไป ข้าเองก็ชราเข้าไปทุกเวลา หลานข้าผู้สืบสานก็ยังบำเพ็ญอยู่ในปล่องไฟกิเลน มิได้ออกมา
พวกท่านสบตาข้าสักนิดเถิด แล้วบอกข้า ว่าเราอ่อนโยนเกินไปหรือไม่ " ล้ำฟ้ากิเลนเอ่ย
.... สิ้นเสียงของกิเลนผู้อาจหาญ ก็สิ้นบารมีของเฒ่าวานรในถ้ำโดยสมบูรณ์
ทุกคนรับรู้ได้ ในเวลานั้นล้ำฟ้าก้มหน้าคุกเข่านอบน้อมให้ท่านาาวานร แล้วลุกขึ้นอย่างช้าๆ
เหล่าผู้นำหลายคนหลับตาลง บางคนก้มหน้ารับความรู้สึก ที่การเปลี่ยนถ่ายยุคสมัยใหม่ กำลังจะเริ่มผลัดใบ ผลิดอกเป็ยุคของคนรุ่นหลัง
" เมื่อไม่มีผู้เอ่ย ข้าขอบังอาจเป็ตัวแทน ให้พวกเราคำนึงถึงภัยที่กำลังมีเข้ามาเถิด... " โตเทพอัสดรกล่าว
.......
** โตเทพอัสดร เป็สัตว์หิมพานต์แบบผสมระหว่างสิงโตกับม้า มีลักษณะทั่วไปเหมือนดุรงค์ไกรสร กล่าวคือมีหัวเป็สิงโต และมีร่างเป็ม้า แต่เมื่อพิจารณาลึกๆ แล้วมีความแตกต่างจาก ดุรงค์ไกรสร โดยโตเทพอัสดรมีร่างกายเป็ม้าสีแสด หางและกีบสีแดงชาด หัวเป็สิงโต คอ หลังและขนสร้อยคอสีเขียว คำว่า “อัสดร” มาจากภาษาสันสกฤต “อสฺสตร” หมายถึง ม้าดี หรือสัตว์ผสมที่เกิดจากพ่อที่เป็ลา และแม่ที่เป็ม้า โตเทพอัสดรเป็สัตว์ล่าเนื้อเป็อาหารเช่นเดียวกับ ดุรงค์ไกรสร สัตว์ที่เป็เหยื่อของโตเทพอัสดรมีั้แ่ สัตว์เล็กสัตว์น้อย จนไปถึงสัตว์ขนาดใหญ่ ในป่าหิมพานต์เช่นกวาง วัว ควาย
++++++++++++
บัญชินบถนั่งห่างจากไตรยวายุออกไปเจ็ดศอก กล่าวกับไตรยว่า
" เ้ามีสิ่งที่อยากปกป้องหรือ"
...
" ข้าคิดว่ามี" ไตรยให้คำตอบ
" จากนี้เ้าต้องใช้ร่างทิพย์เพื่อไปบำเพ็ญ ที่ใต้บาดาล และพอถึงเวลาที่ร่างเ้าเป็ดั่งทองทา เ้าจึงสามารถ บอกกับนาคทุกตนได้ถึงความจริง การทำแบบนี้ เป็การยุติข้อขัดแย้งยามนี้เป็อย่างดี
เนื่องจากเ้าเป็จิตแท้ขององค์มหาครุฑ คืนร่างนั้น ย่อมสมควร แต่อยู่ได้เพียงเสร็จภารกิจเท่าน้้น
เ้าจึงพึงตั้งใจรับฟัง ถ้อยคำของข้า
เ้าคืออีกครึ่งขององค์เวนไตรย บารมีเดิมที่สั่งสมมา จะทำให้เ้าฟื้นความจำทุกชาติภพของครุฑ บารมีเ้าจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม เมื่อร่างเ้าเป็สีทอง นั่นคือเวลาที่เ้าจะกลับมา แล้วสละร่างบำเพ็ญอย่างสมบูรณ์
ความจริงอันนี้ ห้ามมิให้เ้าเปิดเผยกับผู้ใด ส่วนความจริงที่ว่าข้าคือผู้ใด เ้าจะรับรู้ได้ด้วยบารมีเมื่อเ้าบำเพ็ญบรรลุแล้ว
ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อันใด ไม่ว่ากับใคร ไม่ว่ากับมิติใด เ้าอย่าได้ละจากการบำเพ็ญ ไม่เช่นนั่นทุกอย่างจะเสียเปล่า
ด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน ไม่มีเวลาแล้วที่จะให้เ้าเรียนรู้โดยเวลาปกติ เ้าจำเป็ต้องรับบารมีจากอีกครึ่งหนึ่งของเ้า จำต้องไปบำเพ็ญเพื่อรับมัน ไม่เช่นนั้นเ้าก็มิอาจต่อกรกับร่างะของชิษณุวายุได้
หนึ่งราตรีในถ้ำใต้บาดาล ดั่ง 100 ปีในป่านี้ ข้าไม่อยากจะทำอะไรเพื่อช่วยชีวิตสรรพสัตว์ โดยการขัดต่อกฏของวัฏจักรอีกแล้ว แม้ข้าจะสร้างได้ ให้กำเนิดได้ แต่ก็ผิดกฏของธรรมทั้งสิ้น
จงไปทำธุระที่เ้าอยากทำเถิด มีเวลาก่อนจัดการเื่นี้ครึ่งราตรี " บัญชิณบถ
...............
ไตรยวายุเดินอย่างเงียบเหงามาที่ก้อนหินใหญ่สีแดง ที่คุ้นเคย เขาเอามือมาแตะเบาๆที่ดวงตา ลายสลักบนิั กลับกลายเป็ผ้าผืนบางสีไพร พริ้วไสวบนฝ่ามือ
ฮูกเรไรจอมสอด ได้ะโดั่งนิสัยที่แก้ไม่หาย
" ไตรยวายุรำพึงถึงเ้า เสมอแขจงรับฟัง" เสียงสะท้อนไปแทบจะทั่วผืนป่าบริเวณนั้น
ไตรยวายุแทบสะดุ้งจากความคิด มองหาฮูกเรไร แต่ก็ไร้เงาของมัน เนื่องเพราะมันกลายสีดุจเนื้อเดียวกับเปลือกไม้ด้วยความเ้าเล่ห์
อีกถัดไปฝั่งของสระน้ำบริเวณที่ไตรยอยู่ ปรางค์นารียิ้มเปรยไปหาน้องสาว
" มองข้าอันใด เสียงประหลาดนั่น ข้าไม่เคยใส่ใจ" เสมอแขเอ่ยต่อพี่สาว
ปรางค์ขำเบาๆ
" เ้าได้ยิน ไม่อย่างนั้นคงไม่บอกพี่"
" ... ได้ ข้าจะไปจัดการจั๊กจั่นประหลาดตัวนั้น" เสมอแขเริ่มขยับปีกกินรีของนางออกไป
ต้นไม้ใหญ่เปลือกสีดั่งนัยนามนุษย์ ขนาดต้นหกคนโอบ ด้วยที่นางปราดเปรื่องนัก จึงใช้วาจาล้อเล่น
" พรานป่าผู้หิวโหย ได้โปรดอย่านำจั๊กจั่นตัวนั้นเป็อาหารเลยเ้าค่ะ "
ฮูกเรไร แปลงสีกลับ พยายามจะบินหนีโดยเร็ว
เสมอแขเยื้อจับมันไว้แน่น เพราะขนาดตัวมันก็ครึ่งฝ่ามือนาง
" เ้าพูดจาเหลวไหลสิ่งใด ขอโทษข้าเสียเ้าแมลงปากพร่อย" เสมอแขขู่อย่างน่าเอ็นดู
นางทำหน้าพึลึกหยอกล้อ มองไปที่ฮูกเรไรอย่างขบขัน
เสียงหัวเราะที่กลั้นไม่อยู่ นั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ สมทบความคิด
" จัดการแทนข้าด้วย ท่านพี่เสมอแข จ้ารำคาญหูนัก" มักรีผลชมพู
มืออันอบอุ่น มายามที่นารีมิได้ตั้งตัว เขาอยู่ด้านหลังของนาง ห่างนางโดยให้เกียรติ แต่ก็ใกล้ยิ่งนัก จับข้อมือของนางเอาไว้เบาๆ เอ่ยด้วยเสียงนุ่มเบามาจากเื้ัของนาง
" แมลงตัวนี้ มิได้เอ่ยคำเท็จ
ข้ากำลังรำพันถึงกินรีตนหนึ่งจริงๆ "
เสียงหัวใจของนางเต้นถี่ขึ้น
" แล้วเ้า... เหมือนกับข้าหรือไม่.."
+++++++++++
( ติดตามตอน 16 )