ในห้องพักตึกใหญ่ตระกูลหวง
เสี้ยวอู่ินอนอยู่บนเตียง
หลังจากประมุขหวงถ่ายทอดลมปราณเข้าสู่ร่างกาย อาการของมันก็ทรงตัวอย่างรวดเร็ว
เหล่าเ้าสำนักและผู้แทนทยอยกันเดินทางกลับไปก่อนแล้ว
เว้นแต่ไต้ซือฟางเว่ยรองเ้าสำนักวัดเส้าหลินที่ขอตรวจดูจนแน่ใจว่ามันปลอดภัยจึงออกเดินทาง
ประมุขหวงติดตามส่งถึงหน้าสำนัก
“ประสกอู่ิมีกำลังภายในกล้าแข็งนัก หาไม่คงถึงแก่ความตายในทันทีที่ถูกฝ่ามือนี้”
ประมุขหวงหน้าเครียดขรึม
“ไม่ทราบไต้ซือเคยพบเห็นวิชาฝ่ามือเช่นนี้หรือไม่”
“รอยช้ำสีแดงที่หน้าอก รอยเสื้อขาดเป็รูปฝ่ามือ อาตมาเหมือนนึกสิ่งใดออก แต่ขอตรวจสอบให้แน่ใจก่อน”
เจียเจียยืนอยู่ข้างเตียงกับมารดา สองตาแดงก่ำคราบน้ำตายังเปื้อนแก้ม
มันปลอดภัยดี เ้าไม่ต้องห่วง ด้วยลมปราณของบิดาบวกกับตัวยาของแม่ ยังไม่เชื่อมือหรอกหรือ
เจียเจียก้มหน้า ไม่ยินยอมออกจากห้องไปโดยง่าย จวบจนหวงฮูหยินให้พี่เลี้ยงบังคับพาไปอาบน้ำล้างหน้า นางจึงฝืนจากไป
หวงฮูหยินมองรอยฝ่ามือสีแดงที่หน้าอกของเสี้ยวอู่ิอยู่ครู่หนึ่ง ประมุขหวงก็เดินเข้ามายืนชิดด้านหลัง
หวงฮูหยินเอนพิงกับร่างใหญ่โตของสามี
“ฝ่ามือสีชาดไม่ปรากฏในยุทธภพนานหลายสิบปี คาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นในวันนี้”
ประมุขหวงยืนครุ่นคิดก่อนเอ่ย
“หากเป็ฝ่ามือสีชาดจริง มันควรจะตายไปแล้ว”
“กำลังภายในของมันสะท้อนกลับได้เองตอนที่ฝ่ามือกระทบถูก แต่หากมิใช่มีลมปราณกล้าแข็งเหนือคนทั่วไป ก็ไม่มีประโยชน์” หวงฮูหยินพิเคราะห์ก่อนเอ่ยถาม
“เ้าคนั์นั้นเล่า ข้าฯไม่เคยพบเห็นคนประหลาดพิสดารเช่นนั้น”
ประมุขหวงขมวดคิ้วดกสีเทา
“กำลังภายในของมันสุดที่จะประเมินได้”
หวงฮูหยินหันกายไปใช้สองมือจับมือขนาดใหญ่ของสามีเฒ่า
“สำนักเราไม่เคยประสบกับเื่เช่นนี้”
ประมุขหวงโอบกอดภริยาคู่ใจ
“เ้าอย่ากังวลมากเลย อุปสรรคใหญ่น้อยขนาดไหนเราก็ฝ่าฟันมาได้ หากคาดไม่ผิดนี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของพายุเท่านั้น”
หวงฮูหยินเงยหน้า ขมวดคิ้วงามเหนือดวงตาสีฟ้า
“หรือพวกมันมาแล้ว”
“อืม...”
ประมุขหวงจูงมือภริยาออกจากห้องไป
วิกาลคล้อยดึก
เจียเจียย่องจากห้องนอนเดินมาตามทางเงียบๆ
ครู่หนึ่งก็มาถึงห้องพักของเสี้ยวอู่ิ นางค่อยๆ ผลักประตู เนื่องจากในห้องไม่จุดโคมจึงเห็นเพียงเงาตะคุ่มนอนอยู่
เจียเจียเขย่งเท่ามานั่งข้างเตียง
เสี้ยวอู่ินอนหลับตา ลมหายใจแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
นางเอื้อมมือไปลูบใบหน้ามัน
“ตัวมาร...อย่าเป็อะไรไป”
ก่อนจะพบดวงตาสุกใสกำลังมองขึ้นมา
นางสะดุ้งแต่ยังไม่ทันร้อง นิ้วชี้ของมันก็แตะกับริมฝีปากสีชมพูบางได้รูป
“หากท่านะโออกมา ประกันว่าผู้น้อยคงไม่ได้ตายด้วยฝ่ามือ แต่น่าจะเป็ฝ่าเท้าของบิดาท่านแทน”
เจียเจียน้ำตาไหลซึม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็ได้อย่างไร ท่านอาการหนักมาก ศิษย์พี่บางคนยังคาดว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วัน”
เสี้ยวอู่ิมองน้ำใสที่พราวอยู่รอบดวงตาสีฟ้า
นางห่วงมันถึงเพียงนี้
“นับว่าข้าพเ้าร่างกายแข็งแรง เหมาะสมกับงานสวนมากกว่างานครัว”
เจียเจียเอื้อมมือมาจับมือมันไว้ มองรอยฝ่ามือที่หน้าอก
“ไฉนรอยช้ำจางลงไปมาก”
“บอกแล้วว่าท่านกำลับพบกับโคถึก”
เจียเจียหัวเราะคิกทั้งน้ำตา ห้องมืดพลันกระจ่างจ้า มือสองข้างของนางยังจับมือมันไว้แน่น
สุดรับได้คือน้ำใจหญิงงาม
ยากจะลืมได้คือความไร้น้ำใจของหญิงงามเช่นกัน
“นางโเี้นัก ท่านช่วยเหลือนางกี่ครั้ง นางยังทำกับท่านได้” เจียเจียเสียงขุ่น
เสี้ยวอู่ิบีบมือนางเบาๆ มองสบตาสีฟ้าคู่นั้นอย่างจริงจัง
“นั่นไม่ใช่นาง”
เจียเจียอึ้งไป เท่าที่นางเห็นนั่นเป็เหม่ยฮวาชัดๆ
“ท่านทราบได้อย่างไร”
“ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ”
“แล้ว...”
“จนกระทั่งเข้าไปใกล้ จึงแน่ใจว่าไม่ใช่นาง”
“เพราะเหตุใด”
“กลิ่น”
“หืม...”
“ข้าฯ จำกลิ่นกายของนางได้”
เจียเจียตาเขียว ดึงมือออกจากมือมัน ลุกขึ้นทำท่าจะเดินจากไป
เสี้ยวอู่ิไอออกมา
นางหันกลับมาทันที ก่อนจะเห็นรอยยิ้มน่าหมั่นไส้จากใบหน้าธรรมดาๆนั่น
บุรุษผู้นี่ห่างจากคำว่าหล่อเหล่านัก แต่เหตุใดนางเฝ้าคิดถึงมัน
“ท่านช่วยเข้ามาใกล้ๆ หน่อย”
เจียเจียทำแก้มกลม แต่ก็ยังขยับเข้าไปหามัน
เสี้ยวอู่ิกระซิบเสียงแ่
“ข้าฯ จำกลิ่นท่านได้เช่นกัน”
เจียเจียหน้าแดงสดใส หากมิใช่กลัวผู้คนพบเห็น นางคงกระโดนขึ้นเตียงไปทุบตีมันสักยก
“ท่านกลับไปก่อนเถอะ หากบิดาท่านมาพบ ข้าฯ คงต้องตายจริงๆ แล้ว”
เจียเจียจับมือมันอีกครั้ง ก่อนหักใจย่องกลับห้อง
หวงฮูหยินที่อยู่ในเงามืดริมทางเดินได้แต่ลอบถอนใจ ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยๆ
นิสัยเช่นนี้คงรวมทั้งบิดามารดาเข้าด้วยกัน
วันรุ่งขึ้นเสี้ยวอู่ิแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผู้คนพากันประหลาดใจ ยิ่งคนที่เห็นสภาพของมันตอนโดนฝ่ามือสีชาด ไม่มีใครคิดว่าจะรอดมาได้ ยิ่งสามารถฟื้นฟูกำลังได้ภายในหนึ่งคืน ยิ่งไม่มีใครกล้าคาดคิด
ถึงกับซุบซิบกันว่ามันเป็เทพเ้าแห่งการถูกทุบตีกลับชาติมาเกิด
แต่ตัวมันรู้ดีว่าไม่สามารถทำท่าาเ็อ่อนแอตบตาบุคคลสองคนได้
ประมุขเฒ่าและหวงฮูหยิน
เมื่อแตะชีพจรข้อมือของเสี้ยวอู่ิเพื่อดูว่าควรถ่ายทอดลมปราณช่วยเหลือเพิ่มหรือไม่ หวงเจียงเฉียงถึงกับขมวดคิ้ว
“ดูท่าหากเ้าแข่งหัวเราะเสียงดัง อาจไม่แพ้คนคลุ้มคลั่งตัวใหญ่นั่น”
เสี้ยวอู่ิยิ้มแห้งๆ
“ข้าพเ้าไม่เคยคิดเอาดีทางด้านนี้มาก่อน”
หวงฮูหยินเดินนำบ่าวยกถ้วยยาเข้ามา
“อย่างไรก็ทานยาด้วยเถิด จะช่วยให้ฟื้นฟูได้เร็วขึ้น”
เสี้ยวอู่ิรับยามาดื่มอย่างว่าง่าย
ตำรับยาของ แพทย์หญิงแห่งลั่วหยาง แม่แต่หมอหลวงยังไม่อาจดูแคลน
ประมุขหวงมีสีหน้าสบายใจขึ้นมาก หากผู้สืบสวนลับของกงกงประสบชะตากรรมขณะที่อยู่ในพื้นที่สำนักมัน น้ำหนักของตระกูลหวงในสายตาทางการอาจลดน้อยถอยลง
“พักผ่อนอยู่ที่นี่ให้หายดี จากนั้นค่อยคิดอ่านกัน”
เสี้ยวอู่ิยกมือคารวะ
สำนักตระกูลหวงมีตัวตึกมากมายเพื่อรองรับศิษย์เก่าใหม่กว่าห้าพันคน ตึกใหญ่ที่สุดมีห้าหลัง หลังใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง ย่อมเป็ที่อยู่ของท่านประมุขและครอบครัว และยังมีอาคารขนาดรองลงมาอีกสี่หลัง ขนาบข้างตึกใหญ่ด้านละสองหลัง เรียกกันว่า ห้าตึกพิทักษ์ธรรม นั่งไว้ด้วยศิษย์าุโอีกสี่คน
สำนักตระกูลหวงกลับไม่มีรองเ้าสำนัก
ทั้งนี้ เนื่องด้วยย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ตระกูลหวงร่วมกับค่ายธรรมะในยุทธจักร รวมพลต่อสู้กับพรรคมารอันดับหนึ่งที่ก่อการร้ายเข่นฆ่าสังหารผู้คน ผลสุดท้ายสามารถทำลายล้างฝ่ายมารลงได้ ฝ่ามือสีชาดประมุขพรรคมารต่อสู้จนตัวตาย แต่ฝ่ายธรรมมะก็ต้องแลกด้วยโลหิตและน้ำตา
รองเ้าสำนักสี่คนและศิษย์อีกนับร้อยคนของตระกูลหวงพลีชีพไปในครั้งนั้น
จวบจนบัดนี้ ประมุขหวงยังไม่แต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็รองเ้าสำนัก แต่มอบหมายให้ศิษย์าุโปฏิบัติหน้าที่แทน โดยประจำอยู่ที่ตึกรองทั้งสี่หลัง
สองพี่น้อง เสวียจง เยวี่ยจง ประจำตึกซ้ายขวาของตึกใหญ่ ส่วนผู้ที่อยู่ตึกซ้ายสุดคือหวงซิ่น ตึกขวาสุดคือหวงหลง ซึ่งประมุขหวงช่วยเหลือเก็บมาเลี้ยงั้แ่เล็ก ทั้งตั้งชื่อและให้ใช้แซ่หวง ถือเป็บุตรบุญธรรม
ด้วยเหตุนี้แม้ไม่มีรองเ้าสำนัก แต่ห้าตึกพิทักษ์ธรรมมีความแข็งแกร่งและผูกพันกันอย่างล้ำลึก
ประมุขหวงไม่มีบุตรชาย แต่ศิษย์าุโทั้งสี่เปรียบเสมือนแขนขา ช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลสำนักไปได้มาก
การปกครองผู้คนหลายพันคนมิใช่งานเบา
ยิ่งหากจะทำให้ดียิ่งเป็งานหนักกินแรง
เจ็ดวันผ่านไป
แม้อาการของเสี้ยวอู่ิจะดีขึ้นมาก แต่ประมุขหวงรั้งมันให้พักผ่อนอยู่ก่อน แต่ละวันมิมีใดทำจึงได้แต่เดินเหินออกแรงไปตามตึกต่าง ๆ
คำสั่งประมุขอนุญาตให้มันไปได้ทุกที่ในสำนัก
แน่นอนว่าต้องยกเว้นห้องนอนของเจียเจีย
ระบบฝึกของตระกูลหวงจะถ่ายทอดวิทยายุทธตามตึกที่สังกัด โดยแบ่งศิษย์ฝึกตึกละประมาณหนึ่งพันคน ศิษย์ที่มีฝีมือโดดเด่นจะได้สังกัดตึกรองซึ่งอยู่ข้างตึกใหญ่ของเ้าสำนัก เมื่อผ่านการเคี่ยวกรำหกเดือนแรกมาได้ เหล่าศิษย์ใหม่จะได้ปรับพื้นฐานกำลังภายในและกระบวนท่า ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาหลายปี แล้วแต่พร์และความขยันหมั่นเพียร
ประมุขหวงไม่เคยไล่ศิษย์หัวทึบที่ฝึกช้าออก หากผ่านไปหลายปีไม่ก้าวหน้า ก็ยังเลี้ยงไว้ให้ทำงานต่าง ๆ ในสำนัก หากจะลาไปสร้างครอบครัว ก็ยังมีเงินทองมอบให้เป็ทุนรอนเลี้ยงชีพ ศิษย์ที่ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเท่านั้นที่จะถูกขับไล่
นี่ทำให้นับวันศิษย์ตระกูลหวงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังดีที่สำนักพื้นที่ไร่นากว้างขวาง สามารถปลูกข้าวเลี้ยงตัวเองได้ แต่ลำพังของกินของใช้ที่ต้องซื้อหาก็สร้างรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้าในลั่วหยางเป็จำนวนมาก กล่าวได้ว่าของที่ขายออกสิบชิ้นต้องขายให้ตระกูลหวงหนึ่งชิ้น
ที่สำคัญคือหลังจากกราบพบเ้าสำนักแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแม่แต่อีแปะเดียว
แล้วตระกูลหวงมีรายได้จากที่ใด
เสี้ยวอู่ิเดินถึงห้องครัวของตึกหนึ่ง ศิษย์หลายสิบคนกำลังวุ่นวายกับการประกอบอาหาร ความจริงมัน้ามากินอาหารธรรมดากับคนกลุ่มนี้มากกว่า แต่ประมุขหวงให้มันร่วมโต๊ะอาหารเย็นทุกวัน ทำให้รู้สึกว่า่นี้อวบอ้วนไปบ้าง
เหล่าศิษย์ตึกหนึ่งพอเห็นเสี้ยวอู่ิก็รีบเข้ามาทักทาย ด้วยตอนแรกมีผู้เดาว่าโซ่ที่ต้าคลุ่มคลั่งถือมาเป็ของปลอม แต่หลังเกิดเื่ต้องใช้คนเกือบสิบคนช่วยกันแบกโซ่ไปเก็บรักษาไว้ จึงพากันยกย่องฝีมือของบุรุษหนุ่มที่ใช้เพียงพัดธรรมดาก็สามารถตัดโซ่เหล็กขนาดใหญ่ได้
มีเสียงซุบซิบกันว่ามันเป็เทพเ้าแห่งการหั่นเนื้อกลับมาเกิด