เพียงชั่วพริบตาแสงของเปลวเพลิงพลันเจิดจ้าไปทั่วสารทิศเมื่ออยู่ภายใต้อุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงก็ราวกับว่าที่นี่กำลังจะหลอมละลายก็ไม่ปาน และที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าก็คือระลอกคลื่นแห่งพลังแสนพิเศษเลิศล้ำที่แฝงอยู่ภายใน
เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนพลังงานแห่งฟ้าดินอันบางเบาล้วนแต่ถาโถมไปยังส่วนลึกของภูเขาไฟทั้งสิ้นทำให้พวกเขาทุกคนต่างก็มองตามไปอย่างไม่อาจห้ามใจได้
เห็นได้ชัดว่ามีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะอธิบายอยู่ที่ตรงนั้นต้นตอที่ทำให้มีผู้คนล้มตายอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้มากมายซึ่งเพียงแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา
“ให้ตายสิ!”
หงเทียนมองไปที่ตรงนั้นก่อนจะหันกลับมามองเมิ่งฝานหลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่เขาก็กระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะมุ่งตรงไปยังส่วนลึกของภูเขาไฟพลางตวาดออกมาเสียงดัง“ไปกัน เข้าไปเอาของที่อยู่ข้างในนั้นก่อน!”
แม้ว่าชีวิตของเมิ่งฝานและทวนหยินหยางจะดึงดูดเขาเป็นอย่างยิ่งแต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าหากพลาดโอกาสจากวัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ไปก็คงจะไม่อาจเอามันมาครอบครองได้อีกแล้วฉะนั้นเขาจึงต้องปล่อยเมิ่งฝานไปก่อน
“ไอ้หนู ถือว่าเจ้าโชคดีแต่อย่าให้ข้าต้องเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นข้าจะดึงเส้นเอ็นของเจ้าออกมาเสีย!”
เสียงของหงเทียนดังมาจากที่ไกลๆ น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์และเย้ยหยัน
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นในดวงตามีความเยือกเย็นปรากฏขึ้นแล้วหายวับไป
เวลานี้บรรดาคนของตระกูลหงต่างก็ตามหงเทียนไปยังส่วนลึกของภูเขาไฟด้วยความเร็วสูงและไม่กล้าประมาทแม้เพียงน้อยนิด
ดูเหมือนว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ใต้ภูเขาไฟที่พวกเขาฝ้ารอมาเนิ่นนานมีเค้าลางว่าจะปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
ทางฝั่งของเฉาหลันก็มองคนของตระกูลหงที่จากไปจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไร?”
เมิ่งฝานมองไปยังส่วนลึกของภูเขาไฟแล้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ไป พวกเราก็เข้าไปดูกันเถอะ!”
มาถึงขนาดนี้แล้วหากไม่ได้เข้าไปข้างในเมิ่งฝานไม่มีทางยอมเป็นแน่ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลืออีกแรง หากอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันจริงๆนางจะต้องช่วยเขาจัดการกับหงเทียนอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งเฉาหลันและเฉาจื่อต่างก็ชะงักงันไปเล็กน้อยแต่ในเวลาต่อมาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นเมิ่งฝานโดยไร้ซึ่งเงื่อนไขใด ทั้งสองจึงพุ่งทะยานตามหลังของเมิ่งฝานไปยังส่วนลึกเบื้องล่างของภูเขาไฟ
ทั้งสามคนพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วไปตามการไหลหลั่งของลาวาถึงขั้นที่เอาแต่มุ่งตรงตามการไหลของลาวาไปโดยไม่สนใจว่าเป็นทิศทางใดเพราะถึงอย่างไรแล้วจุดที่มีกลิ่นอายความร้อนสูงที่สุดจะต้องเป็นใจกลางของสถานที่ที่ลาวาหลั่งไหลไปรวมกันอยู่แล้ว
เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ยามนี้เมิ่งฝานและอีกสองคนได้มาถึงจุดต่ำสุดของภูเขาไฟแล้วลาวาทั้งหลายต่างก็หลั่งลงมาผสานตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้จนสามารถมองเห็นได้ว่าที่ไม่ไกลกันนักก็คือลาวาที่ผสานตัวเป็นกลุ่มคล้ายดั่งบึงน้ำลึก
กลิ่นอายพลังที่น่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาจากใจกลางของบึงลาวาที่คล้ายดั่งสายธารนั้นทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้มัน บรรดาคนของตระกูลหงที่อยู่โดยรอบต่างมองหน้ากันไปมาแล้วมองไปยังบึงลาวาด้วยความชะงักงัน
ภายในบึงวาลาลึกนั้นคือสถานที่ที่มองไม่เห็นสิ่งใดมีเพียงความร้อนที่เดือดปะทุอยู่ภายในเท่านั้นบรรยากาศโดยรอบมีเพียงแสงสีแดงแห่งความร้อนระอุหากไม่ใช่เพราะทุกคนล้วนแต่บำเพ็ญพลังปราณก็คงไม่อาจรับมือกับแรงกดดันที่น่าสะพรึงนี้ได้
ฉึบ!
หงเทียนโยนก้อนหินในมือออกไปแล้วในชั่วพริบตาที่มันสัมผัสกับลาวาก็พลันแหลกสลายไปอย่างรวดเร็วซึ่งนั่นก็ทำให้ร่างของพวกเขาทุกคนสั่นสะท้านไปตามๆ กัน
ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดมีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายเข้ามาที่นี่แล้วจึงไม่ได้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ไปครอบครองจากอุณภูมิที่ร้อนแรงของบึงลาวาแห่งนี้อย่าว่าแต่ให้เหยียบย่ำเข้าไปภายในเลย เพียงแค่อยู่บริเวณรอบๆก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนที่มากมายมหาศาล
“ให้ตายสิ!”
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของหงเทียนก็มีความร้ายกาจอย่างมากมายปรากฏราวกับว่าเป็นพวกกินเด็กก็ไม่ปานเขานึกไม่ถึงเลยว่าทั้งที่ข้ามผ่านอุปสรรคอันยากลำบากมามากมายแต่กลับทำได้เพียงมองระลอกคลื่นแห่งพลังของวัตถุศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้าและไร้ซึ่งความสามารถที่จะเข้าไปคว้ามัน
เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าทั้งเฉาหลันและเฉาจื่อต่างก็มีความหวังผิดปรากฏขึ้นที่ใบหน้าเพราะหากเทียบความสำคัญกันแล้วก็พบว่าชีวิตของตนนั้นสำคัญยิ่งกว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์นัก
แล้วในวินาทีต่อมาเสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังเข้ามาในหูของเมิ่งฝาน
“เมิ่งฝาน กระโดดเข้าไป!”
แม้ว่าเมิ่งฝานจะสุขุมเป็นอย่างยิ่งแต่เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยอย่างที่สุด “ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ!”
นี่เป็นลาวาที่ร้อนระอุอย่างยิ่งเกรงว่าต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงก็ยังไม่กล้าที่จะย่างกรายเข้าไปภายในยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเมิ่งฝานที่หากเข้าไปใกล้ก็คงจะเหมือนกับการใช้ซาลาเปาร้อนตีสุนัข...
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า“ไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่ทั้งคน หากไม่เข้าถ้ำเสือแล้วเจ้าจะได้ลูกเสือมาอย่างไรวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของภูเขาไฟอยู่ข้างใต้บึงลาวาแห่งนี้ เจ้าเข้าไปภายในก็จะรู้เอง!”
ทว่าเมิ่งฝานกลับเอ่ยเสียงเบาอย่างจนปัญญา“ถ้าหากท่านพึ่งได้ข้าก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้แล้วล่ะ!”
“เร็วหน่อยสิสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นเป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับหก หากได้มาจะทำให้เจ้าเบิกพลังแห่งคัมภีร์ทวนเทพได้อย่างแท้จริงแม้ว่าพลังงานจะยังไม่มากพอแต่ก็อาจจะทำให้เจ้าเบิกพลังในขั้นที่หนึ่งของมันได้”
เมื่อสิ้นเสียงของรั่วสุ่ยอีสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไป
คัมภีร์ทวนเทพ เป็นวิชายุทธ์ธาตุแห่งพลังปราณที่สามารถเติบโตได้!
วิชายุทธ์แห่งพลังปราณใต้หล้าแห่งนี้มีวิชายุทธ์ธาตุและวิชายุทธ์ธรรมดาซึ่งหากฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุที่แท้จริงก็จะทำให้จอมยุทธ์ผู้ฝึกฝนเกิดการเปลี่ยนแปลงประหนึ่งเปลี่ยนร่างถ่ายกระดูกราวกับได้เกิดใหม่
เพราะเมื่อใดที่พลังปราณภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้มันมีอานุภาพอันน่าสะพรึง!
เมิ่งฝานยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีวิชายุทธ์ที่สามารถเติบโตได้ด้วยหากมันเป็นเช่นที่รั่วสุ่ยอีบอกมาจริงก็นับว่าเป็นของล้ำค่าสูงสุดหรืออาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาสามารถเอาชนะพรรคเหมันต์สวรรค์ได้เลยด้วยซ้ำ!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานเองพลันรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่นัยน์ตาจะเปล่งประกายขึ้น จากนั้นจึงย่างก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วกระโดดลงไปในบึงลาวาอันร้อนระอุ
ตู้ม!
ทุกคนต่างก็มองเมิ่งฝานที่กระโดดเข้าไปในบึงลาวาด้วยความตกตะลึงและเงียบงัน
ความอันตรายของบึงลาวาที่ร้อนระอุนี้เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวก็รู้ได้โดยทั่วกันต่อให้สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นจะสำคัญเพียงใดก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าชีวิตตนเองเป็นแน่ทว่าเมิ่งฝานกลับกระโดดเข้าไปเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความตกตะลึง
“เจ้าคนนี้...เขาบ้าไปแล้วหรือไร?”
หงเทียนมองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจซึ่งต้องบอกว่าอยากให้มันแปลกประหลาดเพียงใดก็แปลกประหลาดเพียงนั้นเลยก็ว่าได้!
ต่อให้เป็นเขาก็ยังไม่กล้าเข้าไปใกล้บึงลาวานั้นแม้เพียงครึ่งก้าวทว่าเมิ่งฝานกลับกระโดดลงไป ผู้ที่มีความกล้าเช่นนี้หากไม่ใช่คนบ้าก็จะต้องเป็นอัจฉริยะ!
“ท่านพี่เมิ่งฝานเขาเข้าไปแล้วงั้นหรือ?”
เฉาจื่อเบิกตาโตมองแล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจทางฝั่งของเฉาหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พยักหน้ารับ บนใบหน้าอัดแน่นไปด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
นางกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา“เมิ่งฝานหาใช่คนธรรมดาไม่ บางทีเขาอาจจะมีวิธีอื่น!”
แม้ว่านางจะมั่นใจในศักยภาพของเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ทำได้เพียงปลอบใจตนเองว่าเมิ่งฝานจะสามารถรอดออกมาจากบึงลาวาซึ่งสามารถหลอมละลายทุกสรรพสิ่งที่เบื้องหน้าได้
ท่ามกลางบึงลาวา
เงาร่างของเมิ่งฝานปรากฏขึ้นท่ามกลางลาวาที่ลอยอยู่ทั่วสารทิศเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นจากลำคอ
ยามนี้เขาเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่งความร้อนของลาวาทั่วสารทิศคือสิ่งที่เขาไม่อาจรับไหวเลยแม้แต่น้อยเพียงชั่วพริบตาเขาก็รู้สึกคล้ายกับว่าอวัยวะภายในถูกแผดเผาก็ไม่ปาน ความร้อนสูงทะลวงชั้นผิวหนังของเขาเข้าไปในกระดูก!
ตกอยู่ท่ามกลางลาวา ความร้อนรอบกายปานว่าสามารถหลอมทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังไม่อาจรับไหวเขากัดฟันแน่นด้วยความรุนแรงจนทำให้ฟันของตนเองแทบจะแตกสลาย แต่แล้วในเวลาต่อมาพลันมีเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายของเขา
นางสวมชุดสีขาว เส้นผมยาวสวยใบหน้านั้นทำให้ประชากรทั้งหลายต่างก็ต้องหม่นหมองแม้ว่าร่างอันสูงโปร่งของนางจะปรากฏขึ้นข้างกายแต่เมิ่งฝานก็หาได้มีเวลาไปสนใจไม่
แล้วในเวลาต่อมาลาวาทั้งหลายก็แตกตัวออกไปรอบนอกจนเกิดเป็นพื้นที่ว่างโดยมีนางเป็นศูนย์กลางความร้อนทั้งหลายค่อยๆ จางหายไปเมิ่งฝานจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทว่าร่างกายของเขาก็ยังถูกแผดเผาไปไม่น้อย
เขาไม่ต้องมองก็รู้ได้ว่านางคือรั่วสุ่ยอี!
เด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาแล้วเอ่ยด้วยความโกรธ“ท่านจะออกมาให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไรขอรับ หากช้ากว่านี้อีกนิดข้าคงจะกลายเป็นมนุษย์แห้งไปแล้ว!”
“หึหึ ข้างนอกมีคนตั้งมากมายเจ้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะรู้ถึงการมีอยู่ของข้าหรือ?”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยพลางหัวเราะเสียงเบานางมองเมิ่งฝานด้วยแววตาราบเรียบ ซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานถึงกับหมดคำพูดแล้วหันไปมองรอบกายอย่างจนปัญญาแทนในส่วนลึกของบึงลาวานี้ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจึงทำให้กลายเป็นดั่งบึงธรรมชาติแห่งหนึ่ง
กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้งของบึงลาวาบ่งบอกว่ามันอยู่ข้างใต้นั้น
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง จากนั้นจึงก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าดุจดั่งเทพแห่งเปลวเพลิงไม่ยำเกรงต่อความร้อนระอุของลาวาที่อยู่รอบกายเพราะมีพลังปราณของรั่วสุ่ยอีคอยคุ้มกัน
แต่ถึงจะมีพลังของรั่วสุ่ยอีคอยคุ้มกันเมิ่งฝานก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงของลาวาที่อยู่รอบกายอยู่ดี
ที่นี่เป็นถึงใจกลางของภูเขาไฟที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานซึ่งหากลาวาเก่าแก่เหล่านี้ปะทุขึ้นมาเมืองทั้งเมืองคงต้องแหลกสลาย
ยิ่งเดินลงไปในส่วนลึกเท่าใดเมิ่งฝานก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงดังนั้นเขาจึงกัดฟันแน่นแล้วเกร็งไปทั้งร่างในขณะที่ย่างก้าวไปยังเบื้องหน้าอย่างใจเย็น
ลาวาที่อยู่โดยรอบนั้น ต่อให้เพียงหยดเดียวก็ยังสามารถแผดเผาจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณจนตายได้! หากไม่มีรั่วสุ่ยอีเมิ่งฝานคงไม่มีทางเข้ามาภายในนี้เป็นอันขาด
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเมิ่งฝานก็เดินมาถึงก้นบึ้งของบึงลาวาฝ่าเท้าเหยียบไปบนลาวาและทอดสายตามองไป ในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนักมีแสงสว่างที่ดูคล้ายกับว่าจะเปล่งประกายมากกว่าจุดอื่น
ที่ตรงนั้นแหละ!
ลักษณะพื้นที่ก้นบึ้งของบึงลาวาแห่งนี้ค่อนข้างซับซ้อนแต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถมองเห็นได้ว่าระลอกคลื่นแห่งพลังงานทั้งหลายแผ่ซ่านออกมาจากบริเวณนั้นซึ่งมันคือโขดหินขนาดใหญ่
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นแล้วเดินไปยังจุดหมายท่ามกลางแรงกดดันรอบกายไม่นานก็มาอยู่เบื้องหน้าโขดหินดังกล่าว มันเป็นโขดหินที่อยู่บนพื้นราวกับฝ่ามือขนาดใหญ่ก็ไม่ปานเมื่อเมิ่งฝานมองไปภายในก็พบว่ามีดอกบัวสีแดงจางๆ งอกงามขึ้นมาจากพื้น
ดอกบัวนั้นมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากเพียงเท่ากับฝ่ามือเท่านั้นมันมีสีแดง และมีทั้งหมดเจ็ดกลีบ!
เมื่อได้เห็นดอกบัวนั้นข้อมูลที่เมิ่งฝานได้ศึกษามาจากตำราในสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราปรากฏขึ้นในหัวทันที
“คือสิ่งอันสีแดงโลหิตกลีบผกาสัตตะสวยสด รูปลักษณ์ดั่งปทุมมา อานุภาพนั้นหนา...ทำลายสวรรค์!”
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ยืนมองดอกบัวสีแดงโลหิตนั้นอยู่กับที่อย่างชะงักงันก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบา “ปทุมมาเพลิง!”