ตอนที่ 162 กระแสจุดติด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
แม้วัตถุเวทให้กำเนิดแสงจะมีราคาแพง คิดเป็นเงินชิ้นละครึ่งหนึ่งของเงินเดือนคนธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนก็ยังหาใช้มัน
แม้แต่คนธรรมดาบางคนที่ร่ำรวยพวกเขาก็สามารถใช้ได้โดยใช้เครื่องกระตุ้นพลังเวท เพราะเหตุนี้อุตสาหกรรมวัตถุเวทจึงมีราคาไม่น้อย
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่เพราะพวกเขาต้องใช้แรงงานนักเวทเพื่อวาดค่ายกล
แม้การประกอบวัตถุเวทจะใช้คนธรรมดาทำได้ แต่การวาดค่ายกลไม่อาจขาดนักเวทได้
น่าเสียดายที่อุสาหกรรมนี้ยังต้องใช้แต่แรงงานคน ดังนั้นของที่ผลิตออกมาจึงไม่มากเท่าที่ควร งานที่ทำด้วยมือคนจึงมีราคาที่แพงมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคุ้มค่ากับนายทุน
บริษัทมากมายถือกำเนิดขึ้นโดยเน้นอุสาหกรรมวัตถุเวทเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนธรรมดาก็มีบริษัทของพวกเขาเช่นกัน แต่เป็นการทำการค้าขายด้านการดำรงชีวิตมากกว่า
เนื่องจากการค้าวัตถุเวทได้กำไรงาม จึงมีบริษัทไม่น้อยที่ทำธุรกิจนี้
ในประเทศอาเรียไม่ได้มีเพียงบริษัทซันซ่าเท่านั้นที่ทำธุรกิจผลิตวัตถุเวท
ตอนนี้บริษัทเหล่านั้นก็ได้ข่าวธีสิสที่ตีพิมพ์นิตยสารประเทศออโรร่าแล้วเช่นกัน
พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะนำข้อมูลของธีสิสเล่มนั้นไปใช้ประโยชน์
เมื่อมีกลิ่นเงินโชยเข้ามา บริษัทเหล่านี้ย่อมไม่พลาดที่จะเข้าไปลองชิม
ภายในสำนักงานสมาคมนักเวทหลายเมืองของประเทศอาเรียในตอนนี้จึงมีคนมากมายไปติดต่อที่ฝ่ายวิชาการเป็นพิเศษ
แถวของการชำระแต้มวิชาการอ้างอิงเริ่มแยว ผู้คนมากมายต่างมองหน้ากันไปมา
แน่นอนว่าโดยปกติคนย่อมไม่เยอะขนาดนี้ แต่ในวันนี้เพียงแค่พวกเขาสบตากันก็รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมาด้วยเหตุผลอะไร
“หัวหน้าดูเหมือนว่าบริษัทอื่นๆ จะทราบข่าวแล้วเช่นกัน ตอนนี้มีคนมาจ่ายชำระแต้มวิชาการอ้างอิงกันเยอะมาก” ชายคนหนึ่งกำลังกระชิบผู้อาวุโสกว่าที่ยื่นอยู่ข้างๆ
“มัวทำอะไรอยู่ รีบไปต่อแถวสิ พวกเราต้องรีบทำธุระนี้ให้เสร็จ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาต้องออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด ตอนนี้ประเทศอื่นๆ นอกจากนี้คงยังไม่รู้ข่าวนี้ พวกเราจึงมีโอกาสส่งสินค้าไปขายให้พวกเขาได้” ชายชราเอ่ยตำหนิ
“ครับผม ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ชายคนนั้นไม่รอช้ารีบวิ่งไปต่อแถวกับคนอื่นทันที
หายคนที่มาใช้บริการสมาคมนักเวทต่างมองไปที่ฝ่ายวิชาการซึ่งคึกคักเป็นพิเศษ
พวกเขากำลังคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่ามีคนแอบไปถาม แต่พวกคนที่กำลังต่อแถวต่างไม่พูดอะไรออกมา แถมยังถลึงตาใส่ด้วยซ้ำ
จนมีคนหนึ่งที่พอจะรู้อะไรมาบ้างเอ่ยกระซิบ
“ฉันได้ข่าวมาว่ามีหัวข้อรายงานวิชาการเรื่องหนึ่งกำลังได้รับความสนใจ”
“หัวข้ออะไรหรอ?” คนที่ถามเป็นนักเวท
อย่างที่รู้กันว่าจำนวนนักวิชาการนั้นน้อยกว่านักเวทมาก จึงไม่แปลกที่นักเวทพวกนี้จะไม่รู้เรื่องของโลกวิชาการ
“สูตรย่อเวทต้นกำเนิดแสง”
“สูตรย่อเวท? พวกเขาต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลยหรอ?”
“นายไม่รู้อะไรเลยรึไงว่าตอนนี้พวกเขากำลังแข็งกันประดิษฐ์โคมไฟกันมาก ไม่ว่าที่ไหนเดี๋ยวนี้ก็ประดับโคมไฟที่เป็นวัตถุเวทกันทั้งนั้น มันไม่แปลกที่พวกเขาต้องการสูตรเวทเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมา”
ชายคนนั้นยังคงทำหน้ามึนงง
“ฉันเองก็ไม่เข้าใจพวกเขาหรอกนะ ไม่ใช่ว่าสูตรเวทแสงมันมีอยู่แล้วงั้นหรอ? แล้วพวกเขาจะตื่นเต้นกันไปทำไม?”
มันยังมีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนชายคนนี้ ไม่ว่านักเวทหรือคนธรรมดา ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ พวกเขาย่อมไม่รู้ความสำคัญของการวิจัย
หรือต่อให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกสาขาจะสอนเรื่องนี้
ในปัจจุบันแม้จะได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ แต่สาขาที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ส่วนใหญ่มีแค่หนึ่งในสามของสาขาทั้งหมดเท่านั้น เพราะในยุคนี้ผู้คนมีการพัฒนาในด้านอื่นๆ ที่เอื้อให้กับคนธรรมดาอยู่มากเช่นกัน
หลายมหาวิทยาลัยกระทั่งไม่มีสาขาเวทมนตร์อยู่ด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงสามารถแยกออกได้ว่ามหาวิทยาลัยไหนเป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาหรือมหาวิทยาลัยเวทมนตร์
กระแสธีสิสเรื่องการย่อสูตรเวทห้าธาตุกำลังจุดติด
นักวิชาการบางคนไม่ได้มีแต่พวกที่สนใจการย่อสูตรเวทธาตุแสงเท่านั้น แต่ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ที่สนใจการย่อสูตรเวทแต่ละธาตุเช่นกัน
ดังนั้นแต้มวิชาการอ้างอิงของเมอร์ลินจึงค่อยๆ เพิ่มเรื่อยๆ ซึ่งเมอร์ลินไม่รู้เลยว่าแต้มวิชาการอ้างอิงของประเทศอื่นๆ จะถูกรวบรวมได้ตอนสิ้นเดือน
เหตุผลย่อมเป็นเพราะข้อมูลของแต่ละประเทศยังไม่เชื่อมโยงกัน มันจึงต้องส่งข้อมูลแต่ละประเทศเป็นชุดๆ กว่าจะรวบรวมเสร็จจึงต้องใช้ระยะเวลานาน ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ย่อมรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
เมอร์ลินที่พึ่งมีประสบการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรกจึงหวาดวิตกว่าการคาดการณ์ของคณบดีวิวเกอฟอร์ดและออสตินนั้นไม่เป็นไปตามคาด
น่ากลัวว่าหากข้อมูลแต้มวิชาการอ้างอิงของร้อยประเทศถูกรวบรวมเข้ามาเมอร์ลินคงจะตกใจกับยอดของมัน เพราะรายงานที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างแบบนี้ไม่ได้พบกันได้บ่อยครั้ง
ทางด้านเมอร์ลินหลังจากกลับไปที่มหาวิทยาลัยเขาก็ได้พบกับเคลบี้
“เฮ้ นี่นายเป็นนักวิชาการสองดาวแล้วหรอ ยินดีด้วย!” เคลบี้กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
“เบาเสียงหน่อยนักศึกษา!” บรรณารักษ์ตวาดเข้ม
เคลบี้หน้าจ๋อยในทันที
“ใช่พึ่งได้มาตอนเช้า” เมอร์ลินตอบอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับยังคงดึงแผ่นตราผลึกลงมาอ่านเป็นปกติ
“นายอย่าลืมที่สัญญากับฉันนะ” เคลบี้ขยับเข้าใกล้ เอามือป้องปากแล้วเอ่ยกระซิบ
“ไม่มีปัญหา เพราะรายงานที่นายไปส่งให้ฉัน ฉันถึงได้เข็มกลัดนี้มา เรื่องนี้นายมีความดีความชอบ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แน่นอนอยู่แล้ว”
เคลบี้หัวเราะเสียงดัง แต่เมื่อเห็นบรรณารักษ์มองเขาตาเขียว เขาก็เงียบเสียงไป
ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกนิดหน่อย ก่อนจะนัดกันหลังเลิกเรียน
ในตอนเย็นทันทีที่เมอร์ลินนำพาหนะเวทออกมา เคลบี้ก็อ้าปากค้าง
“เมอร์ลินนี่นาย!” เขาชี้ไปที่พรมสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างตกตะลึง
“รีบๆ ขึ้นมา พวกเรายังต้องไปรับมาร์เทลอีก”
“ได้ๆ ว่าแต่พรมนี้พ่อนายซื้อให้หรอ?”
“ใช่”
ทันทีที่เอ่ยจบเมอร์ลินก็ขี่พรมสีดำออกไปทันที ท่ามกลางสายตาผู้คนที่แอบอิจฉาไม่น้อย
ต้องรู้ไว้ว่ามีนักศึกษาไม่กี่คนนักที่จะมีเงินซื้อพาหนะเวทแบบนี้ ต่อให้เป็นนักเวทที่มีงานทำก็ใช่ว่าจะมีของแบบนี้ใช้กันทุกคน
มาร์เทลรู้สึกอิจฉาเมอร์ลินเป็นอย่างมากที่มีครอบครัวที่ดีแบบนี้ เขานั้นอดที่จะคิดไม่ได้ว่าถ้าหากพ่อของเขาไม่ทำผิดพลาด ตอนนี้เขาอาจจะมีพาหนะเวทใช้เช่นกัน